Episode 4
posted on 02 Feb 2009 19:43 by uminekoEpisode 4 : Alliance of the Golden Witch
Chapter 0
4 ตุลาคม 1986
ที่สนามบิน สมาชิกของตระกูลอุชิโรมิยะกำลังจะเดินทางไปยังเกาะรคเคนจิม่า
ทุกคนขบขัน กับการแสดงท่าทีกลัวเครื่องบินของแบทเลอร์ (ยกเว้นครอบครัวของเคลาส์)
จนเอวาแซวว่าจะพาเขาไปทัวร์ยุโรป ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งวัน

จอร์จจึงให้แม่เขาหยุด และคิดว่าอาจติดนิสัยนี้มาทางสายเลือดก็ได้
คิริเอะจึงทักว่า จากอาสุมุ (ภรรยาคนแรกของรูดอล์ฟ แม่ของแบทเลอร์) งั้นเหรอ
รูดอล์ฟกล่าวถึงอาสุมุ ที่เธอไม่ชอบรถเหมือนกัน และจะไม่พอใจเมื่อต้องเดินทางไกลเสมอ
เมื่อคุยต่ออีกหน่อย คิริเอะยังแซวเรื่องอาสุมุต่ออย่างขบขัน รูดอล์ฟก็ให้หยุดพูดเรื่องนี้
มาเรียและแบทเลอร์ก็วิ่งไล่กัน
โรซ่าตระโกนเตือนว่าให้เลิกเล่นบ้าๆ และระวังจะชนใครเข้า
ไม่ทันขาดคำ แบทเลอร์ก็ชนใครเข้าสักคน
แต่หลังจากขอโทษ จอร์จก็บอกว่ารถกำลังรออยู่ จึงรีบขึ้นไปบนแท็กซี่ 3 คันที่รออยู่
เมื่อแท็กซี่วิ่งจากไปแล้ว
ภาพทิวทัศน์ต่างๆ ในโลกเริ่มจางลง ทุกสรรพสิ่งเคลื่อนที่ช้าลง
จนหยุดนิ่งลง ราวกับภาพถ่าย
เด็กสาวที่แบทเลอร์ชนเมื่อสักครู่ก็ปรากฏตัว
เธอละสายตาจากแท็กซี่ที่วิ่งไป และถอนหายใจ
แมวดำที่อยู่บริเวณนั้น ก็ขยับตัวได้
เดินเข้ามาหาเด็กสาวจากด้านหลัง และเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์
มันไม่ใช่แมว แต่เป็นแม่มด เช่นเดียวกับเด็กสาวที่เป็นแม่มดเช่นกัน

แองจี้ : ชั้นไม่สามารถ.....หยุดทุกคนที่กำลังจะไปรคเค็นจิมาได้ ..... ชั้นจะ......
เบิร์นกัสเทล : เธอทำไม่ได้หรอก ในวันที่ 4 ตุลาคม 1986 เธอไม่ได้อยู่ที่นี่
แองจี้ : ถ้าชั้นอยู่ล่ะก็ จะสามารถหยุดทุกคนได้งั้นเหรอ ..... ?
เบิร์นกัสเทล : ถึงชั้นจะนึกภาพไม่ออกว่าเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบ จะทำให้พวกเขายกเลิกการเดินทางได้ยังไงก็เถอะ ..... แต่ถ้าเธออยู่ที่นี่ ความเป็นไปได้ก็ใช่ว่าจะเป็น 0 อาจจะมากกว่า 0 ชั้นอาจสามารถทำให้เกิดปฏิหารย์ได้
แองจี้ : ถ้าชั้นไม่ได้ป่วย....และพวกเขาไม่ให้ทิ้งชั้นไป........
แองจี้มองลงกับพื้น และกำศีรษะแน่นอน สั่นเล็กน้อย
เบิร์นกล่าวเสริมเรื่องที่แองจี้ป่วยในวันที่ 3 ตุลาคม 1986 และเกมของเบียทริซเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม
เธอไม่สามารถเลี่ยงการป่วยนั้นได้ ตอนนี้เธอทำได้เพียงแค่เฝ้ามองได้เท่านั้น
การที่พี่ชายของเธอชน และขอโทษนั้น รวมถึงการที่เขาจำไม่ได้ว่าเธอเป็นน้องสาว
มันช่างเป็นปฏิหารย์ที่น่าจะทำให้เธอต้องเสียน้ำตา
แองจี้ : ......ขอโทษนะที่ชั้นโต้แย้ง ชั้นจะไม่ทำให้ปฏิหารย์ที่เธอมอบให้ต้องสูญเปล่า
เบิร์นกัสเทล : มาเถอะ พวกเราจะไปหาพวกเขาที่เกาะรคเค็นจิม่า ตัวหมากทุกตัวรวมกันครบแล้ว ม่านของเกมที่ 4 กำลังจะเปิดฉาก ตอนนี้ทั้งเบียโตะและแบทเลอร์ได้นั่งประจำที่แล้ว
แองจี้ : ไปยังรคเค็นจิม่า ....... ที่ซึ่งชั้น..... ไม่ ..... ชะตากรรมของทุกคนจะเปลี่ยนไป .... ในวันที่ 4 ตุลาคม 1986 .... บนเกาะรคเค็นจิม่า อะไรที่เกิดขึ้นในวันนั้น ? ชั้นจะเปิดเผยมัน เรียนรู้มัน และชั้นจะนำมันกลับคืนมา !
แองจี้ยังกำมือแน่ แล้วมองขึ้นบนฟ้า .......น้ำตาหยดนึงจากดวงตา ไหลลงมาสู่อากาศ
เมื่อกาลเวลาเริ่มเดินอีกครั้ง ร่างของแม่มดทั้งสองก็หายไปจากที่แห่งนั้น
(ตัดเป็นฉาก OP ของ Episode 4 ..... นับเป็น OP ตัวที่ 3 ใน Sound Novel (Episode 3 ไม่มี OP ใหม่))
Chapter 1 : The New Guest
ตัดมาในสถานที่แห่งหนึ่ง โรโนเว กล่าวทักทายยามเช้ากับนายหญิงของเขาซึ่งดูจะอารมณ์ดี
เบียทริซดูจะตื่นเต้นกับเกมที่ 4 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น จนไม่ได้หลับ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการเหมือนอดนอน
บางทีอาจเป็นเพราะเธอยังสาว หรือเพราะใจเธอยังเป็นสาวอยู่ ?

เบียทริซยังกล่าวถึงชัยชนะในเกมก่อน และพูดถึงท่าทีอันน่าสมเพชขอบแบทเลอร์ตอนที่พูดว่า "เธอหลอกชั้น"
ถึงจะพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พอกล่าวถึงแบทเลอร์ เธอถามด้วยสีหน้าสงสัยว่าเขาเป็นอย่างไรในตอนนี้
โรโนเว ก็สาธยายยืดยาว กล่าวถึงการเล่นงานหัวใจอันบริสุทธิ์ของแบทเลอร์ จนช็อคไม่หายนั่นเอง
เบียทริซเริ่มกังวลว่าเราจะกลับมาร่วมเล่นเกมได้อีกหรือไม่ เกมที่ 4 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เมื่อโรโนเวกล่าวถึง "กลยุทธ์ลมเหนือและพระอาทิตย์" ที่ใช้ในเกมก่อน ทำให้แบทเลอร์ช็อค
เบียทริซจึงถามอาการของเขาว่าแย่ขนาดไหน เธอเริ่มลดเสียงลง
โรโนเวก็ลดเสียงตามเช่นกัน เขาอธิบายว่าเขานั่งกอดเข่ามาโดยตลอดจนถึงตอนนี้
ถึงเขาจะพูดด้วย แบทเลอร์ก็ไม่ตอบ พอเอาอาหารไปให้ เขาก็ไม่แตะมัน
สีหน้าเบียทริซเริ่มเปลี่ยนไป เธอไม่คิดว่าอาการเขาจะหนักแบบนั้น
จนโรโนเวต้องย้ำว่ามันเป็นเรื่องปกติ หลังจากที่นายหญิง "ทำแบบนั้น" ทำให้เขากลายเป็นคนไม่เชื่อใจใคร

เบียทริซยังยิ้มฝืดๆ เพื่อจะบอกว่าพอไม่เชื่อใจใคร งั้นก็มาเชื่อใจแม่มดสิ
เธอฝืนหัวเราะ แต่เธอรู้สึกว่าเหมือนจะแสดงท่าทางบ้าๆ มากกว่า
สีหน้าของเบียทริซยังคงเป็นกังวล เธอสงสัยว่าแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ
จึงถามว่าเราควรจะรอเกมต่อไปอีกสักหน่อยดีไหม ?
โรโนเวจึงบอก แขกของท่านหญิงเบิร์นกัสเทลกำลังจะมา เราควรจะเริ่มเกมที่สี่โดยเร็ว
เขายังเสนอว่าถ้าแสดงความเห็นใจสักหน่อย แบทเลอร์อาจจะดีขึ้น
เบียทริซแสดงสีหน้าตกใจเมื่อได้ยินคำนั้น และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
แต่เธอก็กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ถ้าเธอไปให้กำลังใจเขาสักหน่อย คงจะรู้สึกดีขึ้น

ตัดไปที่ด้านแบทเลอร์
กำลังแย่งขนมที่โรโนเวทำ จากเบลเซบัฟ แล้ววิ่งไล่จับกับเบลเซบัฟ ขู่จะเขกหัวเธอเมื่อจับได้
เมื่อตามจับเบลเซบัฟได้ทัน ก็แย่งขนมกันอีกต่อ

เบียทริซ : ย..ย...ยะโฮวววว 'รุณหวัด แบทเลอรรรร์ !! นายยังเศร้าตั้งแต่เช้าเลยเหรอ ? เริ่มต้นวันใหม่ และเกมใหม่ มากระตุ้นสปริตของพวกเรากันเธอ
เธอเปิดประตูอย่างแรง และยกมือขึ้นทักทาย
มีเศษกระดาษเล็กๆ ที่เป็นธงประเทศต่าง ปลิวโดยรอบ .... ช่างดูน่าขำยิ่งนัก
ทั้งแบทเลอร์และเบลเซบัฟที่กำลังแย่งครัวซองกันอยู่นั้น หยุดนิ่งทันควัน และพูดไม่ออก.....

เบลเซบัฟเริ่มคุมสติได้ และกล่าวทักทายท่านเบียทริซ
ในขณะที่แบทเลอร์ยังคงอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่ จากนั้นเบลเซบัฟก็หายตัวไป
แบทเลอร์พูดตะกุกตะกัก แล้วจึงทักทายเบียโตะ ที่เห็นเธอในสภาพนี้แต่เช้า เขาเหงื่อตกเล็กน้อย
ทั้งสองจ้องหน้ากัน
เบียทริซจะพูดต่อ ทั้งที่หน้าแดง.......

...... แต่เธอก็หันไปโวยวายกับโรโนเว ที่แบทเลอร์ยังดูจะเป็นปกติ
ไม่ได้เป็นอย่างที่โรโนเวกล่าวไว้ อีกทั้งเขากำลังทานอาหารอยู่
โรโนเวหัวเราะ ที่แจ้งไปเพราะตอนแบทเลอร์หลับนั้น กอดเข่าเหมือนเด็ก
เขาไปปลุกยามเข้า เขาก็ไม่ยอมตื่น
พอนำอาหารมาให้เขา ก็ยังไม่สนใจ
เบียทริซโมโหโรโนเว แล้วยังพูดว่า "แกหลอกชั้น" เช่นเดียวกับที่แบทเลอร์พูดใน Episode ที่ผ่านมา
แบทเลอร์จึงบอกว่า คนที่หลอกแรงๆ ในครั้งก่อน ก็เธอไม่ใช่เหรอ ? แล้วยังชมโรโนเว ว่าทำได้เยี่ยมมาก

แบทเลอร์กล่าวอย่างหนักแน่น ว่า เธอคิดเหรอว่าเขาจะซ่อนในมุมแล้วกอดเข่า ?
เบียทริซยังกล่าวโต้เถียง เรื่องความขี้แยของแบทเลอร์
เมื่อคุยต่ออีกสักพัก สีหน้าแบทเลอร์เริ่มสงบแล้วจริงจัง
แบทเลอร์ : ....... แต่ว่า เบียโตะ
เบียทริซ : หือ อะไรเหรอ ?
แบทเลอร์ : อย่าทำแบบนั้นอีก
เบียทริซ : โฮ่? ทำไมล่ะ ? นายอ่อนแอต่อการโจมตีด้านข้างเหรอ ?
แบทเลอร์ : ....... เธอและชั้นเป็นศัตรูกัน และเราจะไม่ควรจะร่วมสู้กัน ..... ชั้นเข้าใจดีล่ะ ..... ดังนั้นอย่าทำบางอย่างที่ไม่น่าประทับใจแบบพยายามทำให้ชั้นสับสนกับข้อเท็จจริงจะดีกว่า
เบียทริซ : (หัวเราะ) ! ถึงจะบอกแบบนั้น แต่ชั้นรู้จุดอ่อนของนายดี ......

เบียโตะยังทำท่าเหมือนตลก แต่มันก็หายไปโดยความรู้สึกของแบทเลอร์เมื่อสักครู่
เธอรู้สึกว่าตาของเขาเหมือนผิวของชาดำที่กำลังเย็นลง
แบทเลอร์ : เธอได้ยินไหม ? อย่าทำแบบนั้นอีก
เบียทริซ (เริ่มเหงื่อตก) : .......... ชั้นไม่เข้าใจ ชั้นอาจจะทำมันอีกเมื่อนายลืม
แบทเลอร์ : อย่าทำแบบนั้นอีก
เบียทริซ : ...................................
แบทเลอร์จ้องเขม่ง จนเบียทริซพูดไม่ออก
เธออาจหยุดความเงียบนี้ได้ด้วยเสียงหัวเราะ แต่ความรู้สึกจริงจังของแบทเลอร์คงไม่เปลี่ยนไป
แต่ถึงกระนั้น เธอยังต้องหัวเราะเพื่อทำลายความเงียบนี้ซะ
ทั้งสองยังประกาศที่จะต่อสู้กันในเกมที่สี่ ต่อไป ซึ่งก่อนจะเริ่มก็มีแขกมาด้วย
เป็นหญิงสาวผมแดง ที่ปรากฏตัวตอนท้ายเกมที่ผ่านมานั่นเอง
พอเบียทริซจะให้โรโนเวไปเชิญแขก
ปรากฏว่าหญิงสาวคนนั้นรอที่มุมมืดของห้องมาสักพักแล้ว
แบทเลอร์หันหลังกลับไป และพบกับสาวปริศนา

เบียทริซ : แหม ช่างไร้มารยาทจริง เมื่อเจ้ามา ก็น่าจะทักทายพวกเราสักหน่อย
??? : ชั้นไม่มีนิสัยที่จะทักทายคนอื่นก่อนที่จะอัดพวกเขาหรอก แต่ชั้นจะพูดหลังจากชั้นอัดแล้ว
เบียทริซ : โฮ่ พูดอะไรล่ะ ?
??? : ราตรีสวัสดิ์ ขอให้ฝันดี
เบียทริซหัวเราะต่อสิ่งที่เธอพูดและปรบมือ แต่มีเพียงเธอเท่านั้น
แบทเลอร์เพียงยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงอาการอะไร
เมื่อแบทเลอร์บอกว่า เธอตอบได้อย่างนักเลง (นักสู้) ดี
หญิงสาวก็ไม่ได้ตอบอะไร จ้องมองด้วยสายตาที่เย็นชาเท่านั้น
เขากล่าวขอบคุณที่ช่วยเขาในเกมที่ผ่านมา
เธอก็ไม่ต้องการคำขอบคุณนั้น เธอแค่ให้เขาเลิกขี้เกียจ แล้วบอกให้ลืมตาเท่านั้น
ถึงเบียทริซจะหัวเราะกับข้อความนี้ แต่เด็กสาวก็ไม่แสดงอาการใดๆ
เธอยังคงมองแบทเลอร์ด้วยสายตาที่เย็นชา
แบทเลอร์ : ....... ดูเหมือนคนที่เกลียดชั้นเลยนะ
??? : ชั้นรำคาญที่นายไม่สู้อย่างจริงจัง
แบทเลอร์ : เธอบอกว่าชั้นไม่ได้จริงจังงั้นเหรอ ?
??? : นายคงไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่ผ่านมา เป็นการสู้อย่างจริงจังหรอกนะ ? .... อย่าทำเป็นโง่หน่อยเลย นานแค่ไหนแล้วที่นายหลงกับการเล่นตลกของแม่มดแบบนั้น หา ?
แบทเลอร์ : ชั้นสู้กับเบียโตะด้วยวิธีของชั้น และเอาจริงแน่ๆ
??? : เอาจริง ? ...... อย่าทำให้ชั้นขำหน่อยเลย นายแค่จิบน้ำชาและนั่งคุยกับแม่มดไปตลอดกาลและเรียกนั่นว่าการสู้อย่างเอาจริงเหรอ ? เก็บมุกตลกนั้นไว้เถอะ"
แบทเลอร์ยังคงพยายามแก้ตัวเรื่องความเข้าใจผิดนี้ ด้วยการอ้างว่าเข้าถึงเบียโตะไปทีละนิด
ไม่ว่าจะต้องสู้อีกนับพันปี อย่างที่เบียทริซเคยพูด แต่สุดท้ายเขาจะเป็นฝ่ายชนะ
สาวผมแดงยังคงโต้กลับ เขาเพียงพยายามที่จะชนะกับการเล่นไม่รู้จบ และพลาดนับครั้งไม่ถ้วน
เธอมั่นใจว่าถ้าเขายังคงเป็นอย่างนี้ แม้จะสู้อีกล้านปีก็ไม่ชนะแม่มดได้

แบทเลอร์เปลี่ยนคำถาม ว่าเธอเป็นใคร แต่เด็กสาวยังคงเงียบและจ้องไปที่ตาแบทเลอร์
ถึงแบทเลอร์จะจำสายตาคู่นั้นได้ว่าน่าจะเป็นเด็กสาวที่ไม่ได้มาที่นี่ ...... แต่มันเป็นไปได้ได้
แบทเลอร์ : ชั้นรู้ว่ามันฟังดูโง่ๆ สักหน่อย ..... แต่ชั้นรู้สึกแบบนั้น แต่มันก็ไม่ถูกต้อง ..... เธอคนนั้นเพิ่งจะอายุ 6 ขวบ ...... เธอคงไม่ใช่ ....... แองจี้ ใช่ไหม ?
??? : .........
??? : ........ ถ้าชั้นพูดว่า "ใช่น่ะสิ" ...... นายจะเชื่อชั้นไหม ?
แบทเลอร์ : .........
??? : ชั้นจะพูดต่างจากนั้น ถ้าชั้นพูดว่า "ชั้นอยู่ข้างเดียวกับนาย ดังนั้นเชื่อใจชั้น" นายจะเชื่อชั้นไหม ? นายจะเชื่อเด็กสาวที่เธอเพิ่งได้พบครั้งแรก เพราะเธอดูเหมือนคนที่นายรู้จักไหม ?
??? : ........ เป็นเพราะนายใจอ่อนเกินไป ถึงถูกหลอกในเกมที่ผ่านมา และต้องมาเสียน้ำตาหลังจากนั้น ......นายพูดเองนี่ ว่าเด็กคนนั้นอายุแค่ 6 ขวบ ใช่ไหม ? แล้วชั้นดูเหมือนเพิ่ง 6 ขวบหรือไง ? แล้วถ้าชั้นอ้างว่าชั้นเป็นเด็กคนนั้น นายจะอธิบายเรื่องนี้ได้ไง ?
แบทเลอร์ : ........ ถ้าเธอบอกแบบนั้น ...... ชั้นคงไม่มีอะไรจะแย้ง ..... โทดทีนะ ชั้นมันใจอ่อนเกินไปจริงๆ และควรจะเข้าใจหลังจากเกมที่ผ่านมา ..... เพราะเหตุผลนี้สินะที่เธออยากบอก ว่าชั้นยังไม่ได้เอาจริง ?
??? : ใช่ นายอาจคิดว่ากำลังสู้กับแม่มด แต่นายแค่เล่นไปตามเกมของเธอเท่านั้น ...... เหมือนกำลังเล่นหมากรุกกับเพื่อนอยู่ ถึงเหมือนกับจะแข่งขันกันอย่างจริงจัง แต่ในมุมมองของชั้น ก็เหมือนกับเล่นสนุกและตามกฏ ราวกับเล่นกับเพื่อนสนิทของนายเท่านั้น
แบทเลอร์ยิ้มกับคำพูดนั้น
เธอจึงบอกต่อว่าเพราะเขาไม่สามารถเอาชนะเกมนี้ได้ และไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ .... เป็นเหตุผลที่เธอปรากฏตัว .... เธอจะทำให้เกมนี้จบลง
เธอยังเปรียบอีกว่า ถึงเขาจะอ้างว่าเข้าใกล้แม่มด แต่เขาดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่วิ่งในกงล้อเท่านั้น
ประโยคนั้นทำให้เบียทริซหัวเราะอีก ซึ่งเธอบอกจะปลดปล่อยเขาจากกงล้อที่ไม่มีที่สุดสุดนั้น
เด็กสาวยังคงพูดถึงโอกาสที่จะชนะ แน่นอนว่ามันไม่เป็นศูนย์ ..... ตอนนี้เธอประกาศเป็นศัตรูกับเบียทริซชัดเจนยิ่งขึ้น

แบทเลอร์ยังคงถามอีกครั้งว่า "เธอเป็นใคร"
เด็กสาวตอบเพียงเธอเป็นมิตรกับเขาเท่านั้น และเป็นศัตรูกับแม่มด
แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อ ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเธอเป็นพวกเดียวกับเขาจริง
และในทางตรงกันข้าม เป็นความคิดที่ดี ที่เขาจะระแวงในตัวเธอเช่นกัน
แบทเลอร์ก็เห็นด้วย เขาไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดแบบเกมที่ผ่านมา
เบียทริซหัวเราะเยาะเย้ยแบทเลอร์ แต่ก็ไม่มีใครสนใจเช่นเคย
เด็กสาวยังกล่าวเชิงเปรียบเทียบ เกี่ยวกับการเดินข้ามถนนและไฟเขียว
ซึ่งแบทเลอร์ก็เข้าใจว่าไม่ให้เชื่อกับข้อมูลที่ได้รับจากคนอื่น และให้คิดด้วยตัวเอง
เขาเคยเชื่อเวทมนตร์ที่เบียโตะแสดงให้เขาเห็น ทำให้เขาหยุดที่จะคิดต่อ
แบทเลอร์กำลังแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดหลายครั้งที่ผ่านมา
..... ระหว่างนั้น แม่มดยังคงหัวเราะ เหมือนจะบอกว่าเธอยังคงอยู่ในห้องนั้น ถึงไม่ได้ร่วมเสวนาด้วยก็ตาม
แบทเลอร์จึงบอกเด็กสาวด้วยประโยคเดียวกัน ว่าไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเขาเองจะเป็นมิตรกับเด็กเธอ
เช่นเดียวกับเกมที่ผ่านมา เวอร์จิเลีย คนที่คิดว่าเป็นมิตร แท้จริงกลับอยู่ฝั่งแม่มด
เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มที่น่าสะอิดสะเอียนแบบนั้น จากคนที่เขาเชื่อมาตลอด
เมื่อได้ยินแบบนั้น เธอจึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อสิ่งที่เธอ
สิ่งที่เธอแนะนำ ไม่ได้เป็นไปมากกว่าความคิดเห็นที่ให้พิจารณาเท่านั้น
และที่สำคัญ ผู้เล่นในเกมที่ต่อกรกับแม่มด คือ แบทเลอร์ เท่านั้น
ใช่แล้ว เกมที่ผ่านมาเขารู้ว่าแพ้เพราะเดินตามที่คนนอกบอก ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก
เบียทริซยังคงยิ้ม และยืนยันว่าแบทเลอร์เป็นคู่แข่งเท่านั้น สาวผมแดงเป็นเพียงคนนอก
เด็กสาวปฏิเสธ เธอไม่ใช่คนนอก เธอจะสู้ด้วยเหมือนกับเผชิญหน้ากัน 3 คน
เธอเปรียบเหมือนการรบในรูปแบบ 3 มิติที่มากกว่าใกล้เคียงกันในสองมิติ
....การยิงจากพื้นที่ที่ต่างกัน และต่างมุม เรียกว่า "Crossfire" ฟังดูน่าสนใจดี แบทเลอร์กล่าว
เด็กสาวก็เช่นกัน เธอไม่ได้อยู่กับฝ่ายไหน เธอต้องการจับแม่มดเท่านั้น
แบทเลอร์เริ่มหันไปประกาศต่อสู้กับเบียทริซอีกครั้ง
โดยที่แม่มดยังคงกล่าวว่าการพูดจริงจังของเขา ทำให้เธออยากใช้ทริคหลอกเขาอีกครั้ง
แบทเลอร์หันไปถามชื่อเด็กสาวที่รู้จักเขา แต่เขากลับไม่รู้ชื่อเธอ
เธอตกในความเงียบ คำถามนี้เปลี่ยนอารมณ์ของเธออีกครั้ง
เมื่อเงียบไปสักพัก เด็กสาวจึงเอ่ยขึ้นมาคำหนึ่ง
??? : ...... เกรเทล
แบทเลอร์ : เกรทโต้ (= สลัม) ? งั้นเหรอ ?
เกรเทล : นั่นชื่อของชั้น เจ้าบ้า! เรียกชั้นว่า เกรเทล
แบทเลอร์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และเดินเข้าไปหา
แบทเลอร์ : งั้น ชั้นควรเรียกตัวเองว่า ฮันเซล สินะ ? ฮ่าฮ่าฮ่า ล้อเล่นน่ะ ชั้น คือ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ เรียกชั้นว่า แบทเลอร์ นะ
เกรเทล : ยินดีที่ได้พบ ชั้นเกลียดการจับมือ ไม่ต้องมาทำเป็นสนิทสนม
แบทเลอร์ถอยหลังออกมา นึกถึงเรื่องที่พูดก่อนหน้านั้นได้ เขาควรจะระวังเธอไว้ด้วย
หมายเหตุ : ฮันเซลและเกรเทล เป็นชื่อตัวละครในนิทาน พี่ชายชื่อฮันเซลและน้องสาวเกรเทล ถูกพาไปทิ้ง แล้วหลงทางไปพบบ้านขนมปังของแม่มด
รอยยิ้มบนใบหน้าของแบทเลอร์หายไป เปลี่ยนแปลงเป็นความรู้สึกที่เข้มแข็งเพื่อรับมือกับเกมที่ 4
เกรเทลให้เขาคิดดีๆ ว่าทำไมต้องชนะแม่มด
เพราะตอนนี้เหมือนกับว่าเขาคิดเป็นนามธรรมเพียงว่า "เขาอยากชนะเธอเพราะไม่ชอบสิ่งที่เธอทำ"
เธอให้เขาคิดว่า เขาต้องเอาชนะแม่มดและหนีไปจากโลกแห่งนี้ เพราะมีใครสักคนที่รอเขากลับมา เขาต้องทำเพื่อความปรารถนาของเด็กคนนั้นเช่นกัน
บางทีเธออาจกำลังคิดบางอย่าง ทำให้เกรเทลกำมือที่กอดอกไว้แน่นยิ่งขึ้น และส่ายหัวเมื่อพูดคำนั้น
เบียโตะทำลายความเงียบนั้นด้วยเสียงหัวเราะอันทรงพลัง
เบียโตะ : ดีล่ะ การแนะนำตัวของเกรเทลจบลงเพียงเท่านี้ ! มาสิ นึกให้ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม ! (หัวเราะ) ม่านของเกมที่สี่กำลังเปิดฉากขึ้น นะบัดนี้ !!"
ณ เวลานั้น ราวกับถูกพัดด้วยลมอย่างรุนแรง
นาฬิกาที่ซึ่งหมุนกลับไปสู่วันที่ 4 ตุลาคม 1986 ...... ก็เริ่มเดินต่อ........
(ช่วงนี้เป็นการอธิบายของเกรเทล)
ในห้องของแม่มด ได้เห็นท้องฟ้าด้านบน, ป่าของเกาะใต้ขาของพวกเขา และเห็นเรือกำลังมาที่เกาะแห่งนี้
ท้องฟ้าเริ่มมือครึ้ม และพายุกำลังจะปิดเกาะนี้อีกครั้ง
ที่ท่าเรือ โกดะกำลังช่วยขนสัมภาระจากเรือ
เมื่อเรือส่งผู้โดยสารเสร็จ ก็ได้ออกจากเกาะ
พวกคนในตระกูลก็เดินต่อไปยังคฤหาสถ์บนเกาะ
ญาติพี่น้องที่ไม่ได้พบกันมานาน วิ่งผ่านชายหาดไปในป่าที่พาไปสู่คฤหาสแล้ววิ่งหายไป
รวมถึงพี่ชายก็อยู่กับพวกเขาด้วย
พี่มาเรียที่ชั้นรัก กำลังวิ่ง และพี่ชายตามเธอไป หายไปในป่า
ตามด้วยพ่อแม่ก็เช่นกัน และญาติพี่น้องที่เหลือ
พวกเขาได้หายไปกันหมด เหลือเพียงชั้นอยู่ข้างหลัง
เจ้าบ้า ......
นานแค่ไหนแล้วที่นายเล่นบ้าๆ และสนุกกับแม่มดในสถานที่แบบนี้
มาเร็วเข้า ...... พี่ชาย .......!
อย่าทิ้งชั้นไว้คนเดียว .......!
และความเป็นจริง
ความเป็นจริงที่แสนโหดร้าย และโดดเดี่ยวในโลกที่ชั้นอยู่คนเดียวนั้น ........
Chapter 2 : Ange and Maria
อนาคตของแองจี้
โรงเรียนเซนต์ลูเซีย หลังปี 1986
(แองจี้เป็นคนอธิบาย)
เริ่มมาชั้นกล่าวทักทายตอบกับคนในห้อง
"ขอให้เป็นวันที่ดีสำหรับคุณ" เป็นคำทักทายที่ใช้ในโรงเรียนแห่งนี้
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี รูปแบบการทักทายของที่นี่ ก็รู้สึกว่าน่าประหลาด
แต่ดูเหมือนคนในห้องจะทักทายคนที่อยู่ข้างหลังเธอ ทำให้ในห้องขบขัน
บรรยากาศที่สดใสให้ห้องดูจะหมองลง สาเหตุอาจเป็นเพราะชั้น

ที่นี่เป็นโรงเรียนประจำ เซนต์ลูเซียอาเคเดมี่
ไม่ใช่โรงเรียนที่ใครจะสอบเข้ามาก็ได้
มันเป็นโรงเรียนสตรีสำหรับลูกคนรวย ที่รู้เพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
ถึงจะมีผู้ปกครองส่งเด็กมาที่นี่ เพื่อให้เติบโตเหมือนกับนักบุญ ไม่ข้องแวะกับโลกภายนอก
แต่ในทางกลับกัน สำหรับชั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่สถานกักกัน
สีหน้าของชั้นไม่ได้สดชื่นเหมือนคนอื่นในห้อง อาจเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครเข้ามาทัก
เมื่อชั้นมานั่งที่โต๊ะ ก็มีคนมาคุยเธอ เป็นหัวหน้าห้อง ถามถึงสีหน้าชั้นที่ไม่ดีนัก นอนไม่พอหรือเปล่า ?
ชั้นตอบกลับว่าไม่ใช่ธุระอะไร
หัวหน้าห้อง จึงถามต่อเรื่องที่เธอยังไม่ได้ส่งแบบสอบถาม ที่มีกำหนดส่งเมื่อวาน
ชั้นยังไม่ได้รับแบบสอบถามนั้น จึงตอบตามตรง
หัวหน้าห้องคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหัวหน้าหอพักส่งให้กับทุกคน ถ้าทำหายเธอก็ควรจะบอก
ชั้นจึงเปลี่ยนคำพูด ว่าชั้นทำหาย ขอกระดาษ ชั้นจะเขียนมันเดี๋ยวนี้
นี่เป็นอีกครั้ง ที่บางคนทำกระดาษเธอหาย หรือไม่ได้บอกชั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ชั้นไม่มีทางรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
สุดท้าย มันเหมือนกับเป็นความไม่ใส่ใจของชั้นเอง
หัวหน้าห้องกล่าวต่อ ให้เธอกรอกรายละเอียดแล้วไปส่งที่ห้องสภานักเรียนด้วยตัวเอง
มีเพียงห้องเราห้องเดียวเท่านั้น ที่ยังส่งเอกสารไม่ครบ
เมื่อได้ยินต่อว่าแบบนั้น ชั้นส่ายหัว และได้ยินเสียงหัวเราะจากคนที่มองอยู่
อุชิโรมิยะทำมันอีกแล้ว เป็นเพราะเธอที่ขาดความเอาใจใส่
เธอไม่เหมาะกับโรงเรียนนี้ เธอไร้เกียรติยศและเธอไร้มารยาทด้วย
ชั้นเคยพบเรื่องที่หนักกว่านั้น เรื่องแบบนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อชั้น
ชั้นปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นผ่านไป และกรอกแบบสอบถามนั้นต่อ
เมื่อชั้นรู้ว่าพ่อ, แม่ และพี่ชาย รวมทั้งคนในครอบครัวเสียชีวิต
ชั้นอยู่ในบ้านของคุณตาและญาติฝั่งแม่
ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว คือ อุชิโรมิยะ เอวา ...... มีเพียงป้าเอวาเท่านั้น
แม้ว่าจะทำเหมือนใจดี แต่ชั้นก็ไม่ชอบป้านัก
เมื่อตัดสินว่าป้าเป็นคนดูแล ชั้นรู้สึกไม่มีความสุข
ชั้นหวังว่าจะได้อยู่กับครอบครัวของตา แต่เอวากลับยืนกรานที่จะขอดูแลเอง
ป้าเอวาไม่ต้องการที่จะแต่งงานใหม่ ดังนั้นชั้นจึงเป็นผู้สืบทอดคนเดียวของตระกูลอุชิโรมิยะ
ป้าเอวาจริงจังกับเรื่องผู้สืบทอดมาก
ป้าอ้างว่าต้องการให้ชั้นมีการศึกษาและชีวิตที่เหมาะสมกับผู้สืบทอด
ถึงจะยุ่งยากในการต่อรองกับทนาย แต่สุดท้ายชั้นต้องมาอยู่กับป้าเอวา
ป้าเอวา พูดกับเธออย่างหนึ่ง
ว่าแองจี้ต้องรับทั้งเกียรติยศและประวัติของตระกูลอุชิโรมิยะ
และการที่จะทำให้ชั้นเหมาะสมกับผู้รับมรดกนั้น ชีวิตที่เหลือของแองจี้จะต้องถูกกำหนดด้วยการศึกษา
สละช่วงชีวิตที่เหลือเพราะตระกูลอิชิโรมิยะ
..........นั่นเป็นสิ่งที่เธอพูด
ตอนแรก ชั้นคิดว่าป้าหมายถึงแบบนั้นจริงๆ
แต่หลังจากนั้นเล็กน้อย ชั้นรู้ว่ามันไม่ใช่
เพราะดวงตาของป้าเอวา บ่งบอกว่าคนที่เหมาะสมจะสืบทอดมรดกควรเป็นพี่จอร์จ
อาหารมื้อแรก ชั้นถูกเข้มงวดกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร
และถูกบังคับให้ฟังเธอกล่าวร้ายแม่และพ่อของชั้น ราวกับพวกเขาเมินเฉยต่อการฝึก
ในปาร์ตี้แรก ชั้นก็ได้รับคำแนะนำที่เข้มงวดเช่นกัน
และเมื่อทำบางอย่างพลาด ก็ถูกดูถูกต่อหน้าทุกคน บังคับให้ชั้นต้องทนฟังการสบประมาทแม่และพ่อเช่นเคย
มันเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา จนชั้นเข้าใจว่าป้าเอวาไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นผู้สืบทอด
เธอคิดเพียงว่าคนที่เหมาะสม คือ พี่จอร์จ เท่านั้น
และเธอไม่สามารถยอมรับความจริง ที่ว่าชั้นจะเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปได้
การถูกสบประมาทต่อหน้าทุกคน ทำให้ชั้นรู้สึกขายหน้าเช่นกัน
ตอนนี้เธอรู้ว่า ชั้นเป็นคนที่มาแทนที่พี่จอร์จ บางทีเธอคงยังเศร้าเสียใจกับการตายของเขา
...... มีบางอย่างที่ชั้นไม่สามารถทดได้
ชั้นไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับป้าเอวาได้
......ขณะที่ชีวิตของชั้นยังคงดำเนินต่อไปเหมือนกับลูกชายที่ตายไปของป้า ชั้นถูกเก็บไว้เหมือนสัตว์เลี้ยง
ชั้นเข้าใจมัน เมื่อชั้นเข้าเรียนชั้นประถม
ชั้นพยายามหนีจากบ้านอุชิโรมิยะและไปอยู่บ้านของคุณตา
แต่ดูเหมือนป้าเอวา จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ไม่สิ ถ้าคิดอีกที เธอตั้งใจจะล่อให้ชั้นหลบหนี
ชั้นถูกจับโดยพวกคนคุ้มกันและพากลับมา
.... สำหรับคนที่ขี้ขลาดที่ละเลงตราประจำตระกูลอุชิโรมิยะด้วยโคลนและพยายามขว้างมันทิ้ง
ด้วยเหตุนั้นทำให้ร่างของชั้นสั่น และจดจดมัน ...... ชั้นถูกลงโทษ
ชั้นจะอธิบายมันอย่างไรดี กับการลงโทษของป้าเอวา ?
ในทางบ้าคลั่ง ? หรือในทางเริงร่า ?
...... ทั้งความโกรธและโศรกเศร้าของการเสียลูกชายสุดที่รัก ความเกลียดชังและเจ็บปวด
ที่ซึ่งชั้นขโมยมาจากการสืบทอดจากลูกชายของเธอ และความรู้สึกด้านมืดที่ส่งมาสู่ตัวชั้น
......... ชั้นถูกตีด้วยความรู้สึกในแง่ลบเหล่านั้น
ดังนั้น เวลาว่างกับอิสระภาพจึงถูกขโมยไป ชั้นถูกคุมและเฝ้ามองตลอดเวลา
ชั้นอาจจะอาศัยในคฤหาสถ์หลังใหญ่ ใส่เสื้อผ้าราคาแพง ..... แต่ใจชั้นและเกียรติยศของชั้นถูกเหยียบต่ำ
และชั้นเป็นเพียงทาสของตระกูลอุชิโรมิยะ ...... เป็นเหมือนวัวควายเท่านั้น
เปรียบรูปแบบการใช้ชีวิตนั้นแล้ว การเยาะเย้ยของเพื่อนร่วมชั้นที่นี่เป็นสงบและน่าพอใจกว่า
....... ไม่เหมาะสำหรับใจของชั้นหรอก
หลังจากกรอกข้อความในแบบสอบถามจนเสร็จ ด้วยคำว่า "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ"
ชั้นพับมันใส่ในกระเป๋าเสื้อ เพราะถ้าวางมันไว้ในโต๊ะ มันอาจจะ "หายไป" อีกครั้ง
ระหว่างพักเที่ยง หลังจากนำเอกสารไปส่งที่ห้องสภานักเรียน
เธอกินอาหารเที่ยงเสร็จ ซึ่งเธอตรงไปหลังสิ่งปลูกสร้างในโรงเรียน ที่ซึ่งไม่มีใครอยู่ที่นั่น
มีเพียงเวลานี้ ที่ชั้นจะปกป้องจากเสียงหัวเราะและเสียงนินทา
เพราะชั้นถูกเกลียด และไม่มีเพื่อนสักคน
ตอนชั้นอยู่คนเดียว จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับชั้น

หลังจากตรวจสอบพุ่มไม้ที่อาจจะมีเพื่อนร่วมชั้นซ่อนและรบกวนเวลาอยู่คนเดียว
ชั้นก็พักผ่อน และคลายความตรึงเครียดจากทั่วร่าง เป็นความสงบสุขที่แท้จริงสำหรับชั้น
จากนั้นชั้นก็ถอนหายใจ ราวกับเพิ่งได้หายใจออกเป็นครั้งแรกในรอบวัน
สถานที่เก่าที่ชั้นชอบ อยู่หลังโรงเก็บของในสวนผัก
มันถูกพบโดยเพื่อนของชั้น และชั้นก็ถูกยั่วยุ
สถานที่นี้เป็นที่ใหม่สำหรับซ่อนตัวตอนกลางวัน
ไม่มีที่สำหรับนั่งหลังสิ่งปลูกสร้างของโรงเรียน
ขณะที่ชั้นก้มตัวใกล้เงาของพุ่มไม้ ชั้นเปิดกระเป๋าของชั้นและเอาสมุดที่ดูสวยงาม และลวดลายเก่าออกมา
ดูเหมือนกับสมุดศาสนา หรือเขียนไว้ตั้งแต่สมัยยุคกลาง

แต่มันไม่ใช่หนังสือ มันเป็นไดอารี่
แน่นอน ว่าไม่ใช่ไอดารี่ของชั้น .... ไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่ชั้นจะเขียนมันลงไป
นี่เป็น....... ไดอารี่ของพี่มาเรีย ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีของชั้น
เธอเป็นคนแปลกๆ และอายุมากกว่าชั้น 3 ปี
แต่พี่เป็นคนที่อบอุ่น และเป็นญาติที่ยอดเยี่ยมมาก
บ่อยครั้งที่เธอจับมือชั้น และให้ชั้นเล่นเกมที่สนุก
เมื่อชั้นเปิดไดอารี่ ตัวหนังสือ เขียนค่อนข้างดีสำหรับเด็กประถม
มันถูกเขียนข้อความทุกบรรทัด
เธอเป็นคนประเภทที่จดทุกอย่างในไดอารี่หรือ ? ...... อาจจะไม่
สำหรับเธอ การเขียนชีวิตประจำวันลงไป อาจจะเหมือนการสนทนากับอีกด้านของเธอเอง
ดังนั้น นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นของเธอในแต่ละวันจะถูกเขียนลงไป
ไดอารี่ของพี่มาเรีย ยังคนเขียนเหมือนจดหมายสู่อีกด้านของเธอ บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น
ชั้นพบไดอารี่นี้หลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว และซ่อนมันไว้ไม่ให้ใครรู้
ตอนแรก ชั้นคิดว่าการอ่านไดอารี่ของใครสักคนจะน่าเบื่อ
แต่ชั้นไม่สามารถเปิดข้ามไปได้ และต้องอ่านทุกตัวอักษร
และตอนนี้ เธอกลายเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของชั้น
ชั้นค่อยๆ เปิดหน้าที่คั่นไว้
แองจี้ : ........ ขอโทษที่ทำให้ต้องคอยค่ะ พี่มาเรีย ....... พี่ให้ชั้นได้ยินเรื่องของพี่อีกได้ไหม ....?
ในขณะนั้น สายลมที่อ่อนโยนพัดสู่กระดาษ
...... อากาศในวันนี้ดีมาก พี่มาเรียชอบแสงแดด ดังนั้น ชั้นจึงมั่นใจว่าเธอกำลังอารมณ์ดี
เมื่อเปิดไดอารี่ .... ไม่สิ ในโลกของไดอารี่ พี่มาเรียแสดงตัวตนของเธอ .......
เธออายุเพียง 9 ขวบเมื่อเธอตาย
..... ดังนั้น ร่างกายของเธอจึงดูเป็นเด็กกว่าชั้น
แต่ชั้นเรียกเธอว่าพี่สาว ดังนั้น เธอก็จะเรียกชั้นอย่างสนิทสนมว่าแองจี้
สีหน้ามาเรียดูเคร่งขรึม
มาเรีย : อูว์ แองจี้ วันนี้เธอมาช้านะ นั่นเอาหารกลางวันเหรอ ?
แองจี้ : ค่ะ มันเป็นแพ็ค เพราะว่ากลุ่มเพื่อนยังคงนั่งที่โต๊ะ แม้ว่ากินเสร็จแล้ว มันแย่มากถ้าไปห้องทานอาหารช้า ..... ชั้นมีหน้าที่ทำความสะอาดวันนี้ด้วยค่ะ
สีหน้ามาเรียเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม
มาเรีย : อูว์ มาเรียกินเร็ว ! เร็วกว่าที่เธอกิน มากกว่าที่เธอเล่น! อูว์ !

บางทีเธออาจสังเกตว่าชั้นกำลังเศร้า เพราะว่าหน้าที่ทำความสะอาดในวันนี้ ทำให้เวลาพักกลางวันสั้นกว่าเคย
พี่มาเรียจึงทำท่าทางสดใสและเปลี่ยนเรื่องที่จะคุย
ชั้นตอบกลับว่าชั้นทานอาหารค่อนข้างช้า เธอจึงสอนวิธีที่ทำให้กินเร็วขึ้น เพื่อให้อารมณ์ชั้นสงบลง
ชั้นอ่านในไดอารี่ ไม่สิ ชั้นได้ยินเรื่องนี้จากพี่มาเรีย
มันดูเหมือนว่าเธอเป็นที่ 1 ของเด็กสาวที่กินเร็วที่สุด ในหนังสือพิมพ์โรงเรียน
ดูเธอจะปลื้มกับเรื่องนี้มาก แต่มันน่าผิดหวังเล็กๆ เมื่อแม่ของเธอ ไม่ได้ชื่นชมกับเรื่องนี้มากนัก
มาเรียจึงบอกจะเริ่มเล่าเรื่องของเราในวันนี้ และถามกลับว่าเมื่อวานถึงตอนไหน
แองจี้จึงพลิกไดอารี่ แล้วตอบว่าถึงตรงที่เธอได้รับซากุทาโร่เป็นของขวัญ และทวงเรื่องที่เธอสัญญาว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เกี่ยวกับซากุทาโร่
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ มาเรียอธิบายว่าเป็นตุ๊กตาสัตว์ที่น่ารักมาก และแองจี้จะชอบมัน
แองจี้จึงบอก เมื่อได้ยินเรื่องเล่าจากมาเรีย เป็นช่วงเวลาที่เธอจะได้ผ่อนคลายในโรงเรียน

เมื่อชั้นมองไปที่พี่มาเรีย ผู้ที่กำลังอารมณ์ดี มันทำให้จิตใจชั้นอบอุ่นไปด้วย
ขณะที่มาเรียกำลังเล่า ชั้นก็เริ่มถูกกลืนไปในโลกของเธอ...
(ตัดมายังสถานที่หนึ่งในอดีต)
โรซ่ากล่าว Happy Birthday แก่มาเรีย เธอมางานช้าเล็กน้อย
มาเรียจึงกล่าวตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เธอรู้ว่าแม่เธองานยุ่ง เธอรอโดยไม่ร้อง และดูทีวีรอเธอ
โรซ่าให้เธอกินได้ตามที่ต้องการและเท่าที่จะกินไหว เป็นรางวัลสำหรับที่เธอทำตัวเป็นเด็กดี
มาเรียดูร่าเริงมาก และสั่งของกินของหวานมากมายหลายอย่าง
โรซ่าก็เตือนด้วยรอยยิ้มว่าอย่าไปรบกวนแขกคนอื่น

วันนี้เป็นวันเกิดของมาเรีย เธอให้ลูกสาวมีความสุขในร้านอาหาร
เมื่อตอนเรียนอนุบาล บางครั้งก็จะชวนเพื่อนมางานเลี้ยงในบ้าน
ซึ่งโรซ่าจะทำเค้กที่ยอดเยี่ยมพร้อมขนมในบ้านเธอ เป็นการจัดงานเลี้ยงที่ใหญ่โต
แต่เมื่อมาเรียไม่ค่อยมีเพื่อน โรซ่าจึงเลือกจะจัดงานในร้านอาหารราคาแพงแทน
อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นเพียงร้านอาหารสำหรับครอบครัวธรรมดา
อันที่จริง เธอจะไปที่ๆ ดีกว่านี้ เพื่อให้มาเรียพอใจ แล้วเธอยังเตรียมเค้กที่สวยงาม โดยมีชื่อมาเรียบนนั้นด้วย
.... แต่โรซ่าไม่สามารถเสร็จงานของเธอได้ทัน และถูกบังคับให้ยกเลิก จึงเปลี่ยนมาเป็นที่นี่
โรซ่ารู้สึกเป็นหนี้มาเรียอยู่บ้าง ดังนั้นเธอพยายามว่ามาเรียน้อยลง และให้ทุกสิ่งตามที่ลูกสาวเธอต้องการ
แองจี้พูดหยอกเรื่องที่เธอสั่งของกินไม่มากไปเหรอ
มาเรียบอก เธอกินไม่มากแบบนั้น แต่บนโต๊ะวันเกิด ควรจะประดับประดาด้วยสีแดง, น้ำเงิน, เขียว และเหลือง มันทำให้เธอรู้สึกมีความสุข
แองจี้เข้าใจ โต๊ะที่จัดงานเลี้ยงวันเกิดควรประกอบด้วยสีสันที่สวยงาม ทำให้รู้สึกสุขใจ
วันเกิดของแองจี้นั้น ต่างจากเธอ มีเพียงการซื้อเค้กจากร้านฟูมิยะ หน้าสถานีรถไฟ ที่ดูหรูหราเท่านั้น

แองจี้นึกถึงงานเลี้ยงของเธอ
แม้ว่าพ่อจะงานยุ่ง เขายังมีเวลามาแสดงตัวในงานเลี้ยงวันเกิดของแองจี้
จากนั้นถึงค่อยกลับไปทำงานที่บริษัทต่อ
ถึงเธอจะเศร้า แต่เธอก็เข้าใจความสำคัญของตัวเธอที่มีต่อพ่อ
แม่จะดูและชั้นเป็นพิเศษ ของขวัญที่ได้จะเป็นของที่ยอดเยี่ยม
ซึ่งเธอใช้เวลาสรรหาหลายเดือนล่วงหน้าก่อนจะถึงเวลานั้น
แม้ว่าเราจะเชิญพี่แบทเลอร์ เขาก็จะไม่มาร่วมกับพ่อ ดังนั้นเขาจะไม่ได้มาบ่อยนัก
ดังนั้นเมื่อเขามา ชั้นจะรู้สึกมีความสุขมาก
งานเลี้ยงวันเกิดเมื่อพวกเราสี่คนอยู่ร่วมกัน สร้างความทรงจำที่ชั้นไม่เคยลืมเลือน
ด้านมาเรียก็รู้สึกว่างานเลี้ยงของแองจี้สนุกเช่นกัน แบทเลอร์และรูดอล์ฟดูจะสนิทกันดี
(หัวเราะ) ดูนั่นสิ..แบทเลอร์ทำโคล่าหกด้วยด้วย .... เธอมองราวกับดูภาพเคลื่อนไหวในช่วงเวลานั้น

พี่มาเรียกำลังมองดูความทรงจำอันแสนสุขของชั้น
ขณะที่ชั้นนั่งอยู่ และใส่หมวกโอริกามิ ที่ซึ่งพ่อต้องการทำให้ชั้นสนุก ตัวชั้นรู้สึกเขินอาย
มือชั้นถือปืนกระดาษที่พี่แบทเลอร์พับให้ และแม่ก็ถ่ายรูปไว้ นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของชีวิตชั้น
แองจี้พูดต่อว่า งานเลี้ยงของมาเรียก็ไม่ได้แย่นัก วันนี้พี่มาเรียได้ซากุทาโร่ด้วยใช่ไหม
เธอตอบว่าใช้ แม่เอาของขวัญใส่ถุงมาให้เธอ
"ซากุทาโร่" เป็นชื่อของตุ๊กตาสัตว์ที่มาเรียได้รับในวันนั้น
ซึ่งโรซ่าเริ่มทำมันมานาน เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับเธอ
ได้ยินว่าเป็นตุ๊กตาสิงโตที่น่ารัก พี่มาเรียให้ชื่อมันตั้งแต่เธอยังไม่ได้รับ
วันนี้ เธอต้องการพบซากุทาโร่ยิ่งกว่าวันเกิดของเธอเสียอีก
โรซ่าใส่ชุดดีไซน์แบบฝั่งตะวันตก มีแบนด์เนม ..... มันเขียนว่า Anti - Rosa ?
ดูเหมือนจะไม่ใช่ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงนัก
โรซ่าดูจะมีฝีมือด้านหัตถกรรมอยู่บ้าง ชั้นได้ยินว่าเธอตัดเสื้อสไตล์ตะวันตกบางตัว ด้วยตัวเอง
การถักตุ๊กตาสัตว์ น่าจะเป็นความสามารถของเธอเช่นกัน
ชั้นถามพี่มาเรีย ถึงเหตุที่ตั้งชื่อให้ว่าซากุทาโร่
เธออธิบายเหตุผลว่า ตอนแรกต้องการตั้งชื่อว่า "ซากุระ" แต่มันเป็นสิงโตตัวผู้
จึงตั้งชื่อให้เป็นผู้ชาย โดยเติมคำว่า "ทาโร่" ไปด้วย จึงเป็น "ซากุระทาโร่"
ทำไมถึงต้องเป็น "ซากุระ" แองจี้ถามต่อ
อูว์ ! เป็นตัวเอกจากเรื่องการ์ดมาสเตอร์ ซากุระ ~! มาเรียตอบ
มันเป็นชื่อตัวละครในทีวีอนิเมะที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น (Comment : ปี 1986 นะ)
...... ความจริงเธอเพียงยืมชื่อตัวละครที่เธอชอบมาใช้ ซึ่งเหมาะสมกับความซื่อและน่ารักตามอายุของเธอ

เมื่อมาเรียขอให้ซากุทาโร่มาร่วมปาร์ตี้ของเธอด้วย
โรซ่าจึงบอกว่าจะให้ของขวัญเมื่อทานเสร็จแล้ว เพราะเธออาจทำสกปรกระหว่างทานอาหาร
มาเรียจึงบอก จะรีบทานให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งเธอก็รีบกินอย่างมูมมาม
จนโรซ่าบอกให้ระวังมารยาทในการทานอาหารด้วย
เมื่อทานอาหารเสร็จ และเก็บโต๊ะเรียบร้อย โรซ่าก็ให้ของขวัญแก่เธอ
มาเรียขอเปิดกล่องของขวัญ ซึ่งโรซ่าก็ให้เปิดและทักทาย จากนั้นเก็บให้เรียบร้อย
อย่าทำอะไรแปลก ต่อหน้าคนรอบๆ เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ซึ่งมาเรียก็สัญญา
ตุ๊กตาสิงโตน่ารัก ขนาดเท่าหมอนเล็กๆ อยู่ในนั้น
มาเรียแสดงความดีใจที่ได้รับอย่างมาก
โรซ่าจึงกล่าวที่เห็นลูกสาวชื่นชมมันขนาดนั้น เธอรู้สึกว่าน่าอาย
เพราะเธอตั้งใจทำให้มันใหญ่กว่านั้นจนมาเรียโอบไม่ถึง แต่เธอไม่มีเวลามากขนาดนั้น
แต่มาเรียก็ชอบมัน ด้วยขนาดเท่านี้ เธอสามารถไปไหนกับมันก็ได้ตามที่ต้องการ

แองจี้เข้าใจแล้วว่ามันเป็นตุ๊กตาสิงโตที่น่ารัก และเป็นเพื่อนที่ดีกับพี่มาเรีย
ถึงจะไปโรงเรียนไม่ได้ แต่มาเรียก็ดีใจที่ไปไหนมาไหนกับซากุทาโร่ในบ้านได้ มันเป็นเพื่อนคนสำคัญของเธอ
มาเรียกล่าวต่อ ว่าเธอจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว ไม่ว่าแม่จะไม่ว่าง หรือแม้จะไม่มีใครเล่นกับเธอที่โรงเรียน
สำหรับมาเรีย ที่โรงเรียนไม่มีใครสนิทกับเธอ เธอทั้งเชื่องช้า และต่างจากเด็กทั่วไป ผลการเรียนก็ไม่ดีนัก
การสนใจเรื่องพิธีมนต์ดำ ทำให้ไม่มีใครใกล้ชิดเธอ บ้างก็กลัวว่า ถ้าถูกเธอแตะต้องแล้วจะโดนสาป
ถึงมาเรียจะรู้ว่าตัวเองถูกแกล้ง แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ประโยคนี้ทำให้แองจี้สงสัยว่าทำไม ?
เธอกล่าวถึงกฏของห้องเรียนที่ต้องมีใครสักคนถูกแกล้ง
แองจี้จึงบอกว่า สำหรับเธอ จะหาตัวคนที่ก่อเรื่อง แล้วดักรอที่มุม อัดหัวคนก่อเรื่องด้วยก้อนอิฐ
มาเรียกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถ้าเธอไม่โดนแกล้ง จะต้องมีใครสักคนที่โดนแกล้ง เธอรู้สึกเหมือนได้ปกป้องเด็กคนอื่น
หลังจากคุยต่อกันอีกหน่อย กับคนที่ถูกแกล้งในห้อง
มาเรียตอบได้แตกต่างจากแองจี้คิดไว้ อาจเป็นเพราะวัยของเธอ
เมื่อพูดถึงความโดดเดี่ยวของแองจี้ ต่างจากมาเรียที่มีซากุทาโร่เป็นเพื่อน
มาเรียต้องการให้ซากุทาโร่เป็นเพื่อนกับแองจี้เหมือนกัน
ดูเหมือนจะมีวิญญาณในตัวของซากุทาโร่ มันสามารถตอบโต้กับเธอได้
มาเรียพยายามแสดงสีหน้าให้มัน และให้จับมือกับแองจี้ ตอนนี้มันเป็นเพื่อนของเธอเช่นกัน
(ตัดไปด้านมาเรีย)
ครั้งหนึ่ง โรซ่าโทรมาหามาเรีย ตอน 3 ทุ่ม
มาเรียจะตอบว่าเล่นกับซากุทาโร่อยู่ เมื่อโรซ่าบอกว่าเธอไม่สามารถกลับบ้านได้
มาเรียก็จะให้แม่พยายามทำงาน ส่วนเธอจะอยู่บ้านกับซากุทาโร่
โรซ่ารู้สึกดีที่ให้ซากุทาโร่แก่เธอ จนเธออยากขอบคุณของขวัญชิ้นนั้น
เธอจะพามาเรียไปทานอาหารค่ำในอีกวัน และให้มาเรียไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ
ห้ามซื้อของหวาน หรือโซดา เธอจะเช็คจากใบเสร็จรับเงิน มาเรียก็รับคำ น้ำเสียงเธอดีใจเพราะจะไปกับซากุทาโร่
แม่จึงบอกให้ ซากุทาโร่เฝ้าบ้าน แน่นอนว่าเธอกลัวว่าลูกสาวจะถือตุ๊กตาไปเล่นจริงๆ

มาเรียคุยกับซากุทาโร่ มันอยากจะออกไปข้างนอกเช่นกัน
แต่มันก็เข้าใจว่าถ้าไปพร้อมกับเธอ เป็นเรื่องน่าอับอาย เธอไม่ใช่เด็กขนาดที่เล่นตุ๊กตานอกบ้าน
มาเรียปฏิเสธว่าเธอไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าอายเมื่อได้อยู่กับซากุทาโร่ ถึงจะเป็นตุ๊กตาสิงโต แต่ก็เป็นเพื่อนของมาเรีย
เธอตั้งใจจะปิดเรื่องที่พาซากุทาโร่ออกข้างนอก เป็นความลับระหว่างทั้สอง
มาเรียลื้อของในห้อง เธอนำเป้สะพายหลังออกมา โดยจะให้ซากุทาโร่อยู่ในนั้น
ตอนแรกพยายามเอาหัวยัดเข้าไปก่อน ซึ่งซากุทาโร่อึดอัด
จึงเปลี่ยนเป็นเอาขาเข้าก่อน ซากุทาโร่ยังคงบอกว่ามันแน่น, แคบ และ มืด
มาเรียจึงบอกว่าจะเปิดซิบระหว่างพาไป ซากุทาโร่จะไม่รู้สึกอึดอัดหรอก
แองจี้ที่ดูอดีตของมาเรียอยู่ดูสนุกกับอดีตของเธอ
บันทึกประจำวันของมาเรีย ยังคงหลงเหลือเศษเสี้ยงของวิญญาณของเธอไว้ มีเพียงแองจี้ที่สัมผัสถึงสิ่งนั้นได้
.มาเรียบอกว่านั่นเป็นพลังของแม่มดในตัวแองจี้ ถ้าตั้งใจศึกษา สักวันแองจี้จะเป็นแม่มดที่ยิ่งใหญ่ได
แองจี้จึงบอกว่ามันฟังดูน่าสนุก มาเรียยืนยันว่าสนุก และถ้าแองจี้ศึกษามัน จะติดต่อกับทั้งสองโดยไม่ต้องเปิดไดอารี่
ถ้าแองจี้ทำได้ ทุกวันจะสนุก มาเรียจะแนะนำเพื่อนให้เธอรู้จัก และทุกวันจะมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
แองจี้จึงบอกว่าสักวันเธออาจจะศึกษามันอย่างจริงจัง
มาเรียและซากุทาโร่จึงไปร้านสะดวกซื้อด้วยกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน และสนุกกับสิ่งรอบตัว
เจ้าของร้านเมื่อรู้ว่ามาเรียมาคนเดียว จึงให้น้ำอัดลมแก่เธอฟรี
ระหว่างทั้งสองกลับบ้าน แองจี้ยังคงเฝ้าดูและเข้าใจความรู้สึกนั้น
แองจี้เริ่มเข้าใจเรื่องอำนาจเวทมนตร์ที่มาเรียกล่าวถึงก่อนหน้านี้
มันเป็นการสร้างเพื่อนจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตรอบตัว แม้ว่าเธออยู่คนเดียวก็สามารถสนุกกับสิ่งรอบข้างได้
ถ้าแองจี้ทำได้ เธอจะผ่านการทดสอบการเป็นแม่มด แองจี้สงสัยกับคำนี้
มาเรียผ่านการทดสอบนั้นแล้ว แต่เธอยังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนอยู่
เธอหวังว่าจะได้เป็นแม่มดที่สามารถขี่ไม้กวาดได้, สร้างสายรุ้งด้วยไม้เท้า และทำให้ลูกอมโปรยลงมาจากท้องฟ้าได้
จากประโยคนั้น แองจี้ไม่รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นแม่มดได้ แต่เธอก็อยากจะเชื่อในสิ่งนั้น
เมื่อแองจี้รู้ว่าว่าเธออาจจะทำไม่ได้ มาเรียยังคงเชื่อมั่นว่าเธอทำได้ แม้ว่าเธอจะเริ่มอายุมากขึ้น และฝึกฝนยากกว่ามาเรียก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้ คือ แองจี้เรียกเศษเสี้ยงของวิญญาณมาเรียในไดอารี่ ออกมาในโลกปัจจุบันได้
ต่อไป เธอจะสามารถพูดคุยกับมาเรียได้ แม้จะไม่เปิดไดอารี่ ทำให้แองจี้รู้สึกอยากพยายาม
มาเรียให้ฝึก โดยการหลับตาและมองเห็นตัวมาเรีย แองจี้ลองทำก็พอทำได้
ต่อมา ก็ให้ปิดไดอารี่ แต่ทันทีที่ปิด มาเรียก็หายไป
แองจี้ยังคงพยายาม นึกภาพว่ามาเรียอยู่ข้างเธอเสมอ เธอต้องไม่สงสัยและเชื่อมั่น
เธอใช้ความพยายามอยู่สักพัก และพยายามเรียกพี่มาเรีย แต่ก็ไม่สำเร็จ
เสียงนั้นทำให้คนใกล้พุ่มไม้รู้ตัว แองจี้เห็นว่าเป็นคนในห้องของเธอ ที่ผ่านบริเวณนั้น เธอจึงรีบหลบไป
พวกคนในห้องก็นินทาต่อ ถึงสิ่งที่แองจี้พูดถึงพี่มาเรียก่อนหน้านั้น อย่างน่าขบขัน
แองจี้ยังคงทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินต่อไป .......
Chapter 3 : The Future 12 Years Later
หลังจากเหตุการณ์นั้น 12 ปี
ตุลาคม 1998
(ใน TIP เอวาจะตายไปก่อนหน้านี้ ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว แองจี้เป็นผู้สืบทอดสมบัติคนปัจจุบัน)
แองจี้กำลังคุยกับชายคนหนึ่งที่ใส่สูทราคาแพง ในห้องสนทนาที่ดูทันสมัย
เขากล่าวถึงเรื่องที่แองจี้กระโดดลงจากดาดฟ้าของตึก ตามที่ได้ยินมา แต่เธอก็กล่าวว่าหลบหนีเรื่องน่ารำคาญเท่านั้น

แองจี้รอดมาได้เพราะผ้าใบที่คลุมเพื่อตกแต่งบริเวณนั้น และลงพื้นได้โดยไม่บาดเจ็บ มันดูเป็นเรื่องปฏิหารย์เหมือนภาพยนต์ฮ่องกง
ชายคนนั้นกล่าวต่อ ว่าความสูงของตึกร่วม 200 เมตร ต่อให้มีอะไรป้องกัน ก็ยังคงอันตราย
แต่แองจี้ ตอบอย่างเย็นชา ถึงเธอตายก็คงไม่มีอะไรมากกว่านั้น และเธอต้องการทดสอบโชคของเธอ
ชายคนนั้นดูเหมือนจะชอบคำนั้น และบอกว่าเธอสมเป็นหลานของคินโซ และประธานก็เป็นคนเช่นนั้น คงมาจากสายเลือด
เขาถามต่อ ว่าแองจี้คิดจะไปไหน จะกลับไปบ้านของสุมาเดระหรือไม่ ?
แองจี้ได้ยินว่า แม่มีความสัมพันธ์ที่แย่กับคนๆ นั้น เธอไม่ต้องการไปอยู่กับคนที่แองจี้ได้พบครั้งแรกในงานศพของแม่
สุมาเดระเป็นญาติฝั่งแม่ของเธอ เป็นตระกูลเก่าแก่ในเคียวโต
ญาติฝั่งแม่คนเดียวที่แองจี้สนิท มีเพียงคุณตาเท่านั้น ที่อยู่แยกกับญาติคนอื่นหลังเกษียณ
แม่ของเธอคิริเอะก็เช่นกัน ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับญาติคนอื่น
คุณตาแต่งงานและมาอยู่กับตระกูลของยาย ตำแหน่งของคุณตาค่อนข้างแย่ และความสัมพันธ์กับยายก็ไม่ดีนัก
ทำให้คนในตระกูลอื่นๆ ไม่ชอบคิริเอะไปด้วย
หลังจากป้าเอวาตายแล้ว แองจี้เป็นผู้สืบทอดทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพียงคนเดียว ตระกูลนั้นอาจมีเป้าหมายที่ตัวเธอเช่นกัน
แองจี้รู้ดีว่าตอนนี้ทุกคนให้ความสนใจกับเธอ เพราะเธอเป็นผู้รับมรดกไว้
ชายที่คุยด้วย พร้อมจะให้คำปรึกษาเมื่อเธอมีปัญหา โดยเธอก็เหมือนกับหลานสาวของเขาเช่นกัน
แองจี้ไม่อยากบอกคำว่าขอบคุณ และกลับเข้าเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้
ชายคนนั้นกล่าวว่าไม่ได้ปิดบังสิ่งใด เขารู้เพียงว่าท่านประธานเป็นคนรอดชีวิตจากเกาะรคเคนจิม่าในวันนั้น
และท่านประธานก็ตายโดยไม่บอกอะไรไว้ เขาก็ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านั้นเช่นกัน
ชายคนนี้เป็นหนึ่งในผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจในกลุ่มธุรกิจที่ป้าเอวาสร้างไว้
และคนที่เป็นท่านประธานที่เขากล่าวถึง ก็คือ อุชิโรมิยะ เอวา
บริษัทเขาเป็นมิตรที่ดีกับบริษัทของฮิเดโยชิ และสนิทกับทั้งฮิเดโยชิ และเอวา
หลังจากที่ฮิเดโยชิตาย เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ใกล้ชิดกับเอวามากที่สุด
เขาเหมือนคนที่คั่นกลางระหว่างแองจี้และเอวา ถึงแองจี้ไม่เชื่อใจเขาก็ตาม
ตอนนี้เธอรู้ว่า เขาเป็นคนที่ตอบคำถามง่ายมาก
??? (ชายวัยกลางคน) : การฆาตกรรม ..... ไม่สิ เหตุกาณ์นั้น ถ้าลุงเรียกมันว่าการฆาตกรรม ลุงจะเจอปัญหาได้ ... ลุงได้รับคำถามเดียวกับเกี่ยวกับมันจากคนอื่นและรายการทอล์คโชว์เหมือนกัน
แองจี้ : ..... ในช่วงที่เกิดเหตุนั้น ทำไมป้าเอวาถึงอยู่ห่างถึง 2 กิโลเมตรจากคฤหาสถ์คนเดียว ? ในคืนที่มีพายุ
??? : ในตอนนั้น คินโซไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นผู้เหมาะสมที่จะสืบทอดสมบัติ มันควรเป็นของลูกชายคนโต เคลาส์ แต่เขาไม่ได้รับความไว้วางใจจากคินโซ
แองจี้ : ....... และเพื่อความยุติธรรมในการกำหนดผู้สืบทอด เขาจึงทำเกมทดสอบโดยไขปริศนาบนแท่นจากรึก ใช่ไหม ?
??? : ..... คินโซอาจจะต้องการให้เอวาเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปตั้งแต่แรก จึงตั้งกฏให้คนที่ฉลาดหลักแหลมกว่าแบบเอวาเป็นผู้สืบทอดแทน
ชายคนนั้นกล่าวต่อ ถึงกฏที่ใช้ ที่เป็นการเล่นตลกสำหรับเคลาส์
เขากล่าวถึงเรื่องที่คินโซเรียกเอวาไป เพื่อบอกคำตอบ และทำให้เธอกลายเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป
ข้อความที่เขาพูด ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อรายการต่างๆ แองจี้กล่าว
นี่เป็นทฤษฏีที่ชายคนนี้คิด คือ ปีสุดท้ายก่อนที่คินโซจะตาย เขาอาจคิดว่าเอวาเหมาะสมกว่าเคลาส์
ด้วยกฏของเกมที่ตั้งขึ้น ถึงทุกคนจะมีสิทธิ์ได้รับมรดกตามเงื่อนไข
แต่คินโซอาจตั้งใจบอกคำตอบเอวาโดยตรง และสุดท้ายก็ประกาศเอวาเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป
เขายังกล่าวถึงอาจจะเรียกเอวาไปที่คฤหาสถ์ลับที่เรียกว่า "คุวาโดเรี่ยน" ที่มีเฉพาะคินโซที่รู้
แองจี้จึงกล่าวต่อ เพราะเหตุนั้นทำให้ป้าเอวาที่ไปยังคฤหาสถ์ที่ซ่อนอยู่ ทำให้รอดจากเหตุการณ์นั้น
ดังนั้นแองจี้ จึงพูดอีกทฤษฏีที่ว่าป้าเอวาอาจฆ่าทุกคนแล้วชิงมรดก จากนั้นหลบหนีโดยปลอดภัยก็ได้เช่นกัน
นั่นเป็นสิ่งที่หนังสือพิมพ์ตีข่าว ชายคนนี้ยังคงเชื่อป้าเอวาในหลายจุด
แองจี้สงสัยว่าที่ทำให้เขาเชื่อแบบนั้น
เขากล่าวถึงแหวนประจำตระกูลอุชิโรมิยะบนมือของแองจี้ในปัจจุบัน
เขาเชื่อว่าแหวนนั้นพิสูจน์ถึงความต้องการเลือกเอวาเป็นผู้สืบทอดสมบัติได้
แต่แองจี้ก็ยังคงคัดค้านว่า ถ้าฆาตกรรมปู่แล้วขโมยแหวน ก็สามารถทำได้เช่นกัน
ชายคนนั้นยังคงกล่าวถึงสื่อที่กระจายข่าวแบบนั้นเช่นกัน และคิดในอีกแง่มุมที่แตกต่าง
เขาจึงกล่าวถึงเหตุผลต่อไป คือ ฮิเดโยชิ และจอร์จ
ถึงจะเชื่อยาก แต่เอวาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก เหมือนเป็นสมบัติของเธอ
เธอร้องไห้ฟูมฟายในงานศพของทั้งสอง ซึ่งแสดงถึงความห่วงใยที่มี
แองจี้เข้าใจความหมาย ว่าเอวาไม่น่าจะสละชีวิตของสามีและลูกชาย
ชายคนนั้นก็คิดเช่นกัน ถ้าฮิเดโยชิ และจอร์จรอดมาด้วย เขาก็จะสงสัยเอวา
เขาไม่คิดว่าเอวาจะแสดงละครตบตาในงานศพ
แองจี้ยังคงคิดว่าเพราะสองสิ่งนี้ ทำให้ดูเหมือนเอวาเป็นผู้บริสุทธิ์
ตอนนี้ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้อีกว่าเธอเป็นคนก่อเหตุหรือไม่
สิ่งที่ควรเชื่อมีเพียงตำรวจ ที่สืบสวนคดีนี้ ชายคนนั้นกล่าว
ถึงช่วงนั้นบริษัทของฮิเดโยชิกำลังจะถูกยึดกิจการ เอวามีแรงจูงใจที่ต้องการเงินมาค้ำจุน
แต่เอวาไม่ได้ต่างจากคนทั่วไปที่ไปพบปะตระกูลในวันนั้น
ส่วนคนรับใช้ ที่ไม่ได้ทำงานในวันนั้น ไม่ได้เห็นสิ่งปกติที่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงตัวเอวา
ตำรวจก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นการฆาตกรรม และสรุปเหตุการณ์ในครั้งนั้น
ชายคนนั้นกล่าวต่ออีกถึงทฤษฏี Devil's Proof การจะแสดงว่าเป็นฆาตกรรม จำเป็นต้องมีหลักฐาน
แต่อะไรที่ต้องหาเพื่อแสดงว่าเธอบริสุทธิ์ ? มันเป็นไปได้ที่จะพิสูจน์ความจริงที่ตรงข้ามนั้น
แน่นอนว่า ตามทฤษฏีนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เอวาจะยืนยันความบริสุทธิ์ของเธอเช่นกัน
ชายคนนั้นยังคงพยายามสรุปว่า เอวาเป็นผู้รอดชีวิต และอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้น เราไม่รู้มากกว่านั้น แต่เขายังคงเชื่อว่าน้ำตาในงานศพนั้น เป็นความรู้สึกของเธอจริง
(ขยายความคำว่า Devil's Proof อีกสักครั้ง : เหมือนการพิสูจน์มนุษย์ต่างดาว ถ้าคุณพบและพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง ก็แสดงว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง แต่ตราบใดที่ยังไม่พบ คุณยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามันไม่มีจริง จนกว่าค้นหาจนครบทุกซอกทุกมุมของจักรวาล เช่นเดียวกับความผิดของเอวา)
แองจี้ยังคงแสดงความรู้สึกของเธอออกมา ถึงการไม่เชื่อและหลักฐานที่เหมือนจงใจให้ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์
พร้อมกับพูดอย่างชัดเจน ว่าเธอเกลียดป้าเอวา จึงไม่เชื่อใจเธอ

ชายคนนั้นยังคงสงบนิ่ง และพูดว่าเรามองในมุมที่ตรงข้ามกัน และยังคงโน้มน้าวแองจี้
ตราบใดที่เธอยังคงคิดอคติแบบนั้น เธอจะไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้
ชายคนนั้นยังคงกล่าวต่อเรื่องมุมมอง ความรัก และความเชื่อ
เมื่อพูดจบ แองจี้กล่าวขอบคุณชายคนนั้น โอโคโนกิ
(โอโคโนกิ เท็ตสึโร่ ปัจจุบันเป็นคนดูแลธุรกิจในเครืออุชิโรมิยะ จนกว่าแองจี้จะสืบทอดตำแหน่ง ก่อนหน้านี้เคยดูแลธุรกิจด้านอาหารตามที่ฮิเดโยชิกล่าวถึงใน EP ก่อนๆ)
โอโคโนกิถามถึงความตั้งใจต่อจากนี้ ของแองจี้
เธอจึงตอบว่าต้องการไปหาผู้เชี่ยวชาญของเรื่องนี้ เพื่อค้นหาความจริง
เขาก็หวังว่าเธอจะพบคำตอบที่เธอสามารถยอมรับได้
ตอนนั้นเลขาของประธานบริษัทก็เข้ามา แล้วมอบกระดาษบันทึกข้อความแก่เขา
เมื่อคุยต่อกันอีกหน่อย โอโคโนกิจึงบอกว่าได้ยินจากคนส่งสารจากตระกูลสุมาเดระที่มาที่นี่
พวกเขาต้องการให้ส่งตัวเธอ ไม่สิ พวกเขาต้องการปกป้องเธอ
คนๆ นั้น คือ น้าของเธอ น้องสาวของคิริเอะ เธอบอกว่าคิดเหมือนแองจี้เป็นน้องสาว
แองจี้โต้กลับว่านั่นเป็นมุก อย่างน้อยควรจะเรียกเธอว่าหลานสาวสิ ยายแก่นั่น
จากข้อความที่โอโคโนกิได้รับ คงจะไม่ต้องการถามความเห็นแองจี้
เขาจึงให้แองจี้ไปขึ้นรถที่ลานจอดรถใต้ดิน ชั้น 2
แองจี้จึงถามว่าจะดีเหรอ ที่ปฏิเสธคำขอของครอบครัวสุเดมาระ ปล่อยให้เธอหนี
เขามั่นใจว่าเธอจะต้องยิ่งใหญ่ในอนาคต นี่เป็นการช่วยเหลือเพื่อตอบแทนความสำเร็จของเธอ และให้เธอรีบไป

หลังจากแองจี้หนีไป เลขาจึงถามว่าปล่อยไปจะดีเหรอ
โอโคโนกิตอบว่าเราถ่วงเวลาเธอมากพอ ถ้าไม่ทันเธอ เป็นความผิดพลาดของตระกูลสุมาเดระเอง
เขาทั้งบอกให้แองจี้หนี และแจ้งเรื่องสุมาเดระเรื่องที่แองจี้มาที่นี่ ไม่ว่าเธอถูกจับหรือไม่ จะไม่มีใครต่อว่าเขาได้
ทุกอย่างบนโลกนี้ คือ ความรัก เห็นไหม .... ใช่แล้ว เธอกำลังหนี
หลังจากนั้นเด็กคนนั้นจะกระโดดออกจากสิ่งปลูกสร้างเพื่อหลบหนีคนติดตาม
โอโคโนกิยังคงบ่นพรึมพรัม "มันไม่น่าเชื่อสำหรับชั้น...."
แองจี้ลงลิฟต์ไปชั้น 3 เธอคิดว่าศัตรูน่าจะรอเธอในชั้น 1 เช่นเดียวกับชั้นใต้ดิน
เธอกำลังคิดว่าถ้าศัตรูอยู่ข้างนอก ซ่อนตัวรอข้างในดีไหม
แต่ก็เปลี่ยนความคิด ถ้าศัตรูเข้าห้องรักษาความปลอดภัยได้ ก็จะรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน
เธอใช้ทางออกฉุกเฉินในชั้น 3 เมื่อออกมาเธอชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่เหมือนพนักงานที่ออกมาดูดบุหรี่ข้างนอก
หลังจากมองเธอ เขาก็ทิ้งบุหรี่ แล้วก็เดินไป
เมื่อไม่เห็นใครข้างล่าง เธอก็จะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี
.... แต่ว่ารถสีดำก็เข้ามาขวางทางไว้ แองจี้รู้แล้วว่าน้าคาสุมิของเธอก็ดักทางเธอได้
ชายชุดดำ 3 คนออกมา แล้วมองที่บันไดฉุกเฉิน พวกนั้นแจ้งที่อยู่ของเธอ แล้วบอกให้เธอ (ท่านแองจี้) รอก่อน

ด้านล็อบบี้มีผู้หญิงคนหนึ่ง และชายชุดดำอีก 7 คน เดินมาอย่างช้าๆ
ยามจึงเดินมาถามความต้องการของเธอ
แต่ก็ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบโต้กลับ จนยามตอบไม่ถูก เธอให้เรียกประธานโอโคโนกิมา
โอโคโนกิมาจากลิฟต์ และยินดีต้อนรับเธอ สุมาเดระ คาสุมิ
เธอถามถึงแองจี้ เธอมาหาลูกสาวที่น่ารักของพี่สาวของเธอ
เมื่อได้ยินที่เขาพูด เธอเข้าใจว่าแองจี้หนีไปแล้ว และเขาปล่อยเธอไป
เขาพยายามจะถ่วงเวลาแล้ว แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่พอใจอยู่

คุณจะไม่ได้รู้สึกถึงความจริงใจของคิริเอะบนสีหน้าของคาสุมิ
เธอสวมสีหน้าที่โอหังของตระกูลเก่าแก่สุมาเดระ ต่อตระกูลอุชิโรมิยะ
เพราะเธอไม่ต้องการให้ใครสังเกตถึงความถดถอยของตระกูล
ซึ่งไม่สามารถมองข้ามทรัพย์สมบัติของตระกูลอุชิโรมิยะได้
เพียงแค่มอง ก็เข้าใจไม่ยากว่าทำไมแองจี้ถึงเกลียดน้าเธอนัก
เธอยังคงยิ้มเสมอ แม้ว่าจะพูดจากดูถูกคนอื่นก็ตาม
ระหว่างนั้น ชายชุดดำมากระซิบเธอ ตอนนี้พบแองจี้แล้ว
เธอกล่าวขอบคุณโอโคโนกิ และหลังจากรอคอยมานาน เธอจะได้คุยกับเด็กคนนั้นแล้ว
ด้านแองจี้ กำลังคิดจะหนี แน่นอนว่าถ้าสู้ก็ไม่ชนะ แล้วยังเพิ่มจำนวนคนติดตามอีก
เมื่อนึกถึง จำนวนคน 3 คนที่กำลังขึ้นบันได เธอคิดจะทำอะไรบางอย่างที่พอทำได้
....... คนที่ตามลงมาตกตะลึงกับสิ่งที่เธอทำ
....... เธอกระโดดลงไปที่รถยนต์ จากชั้น 3 มันยุบจนพัง (เธอไม่คิดว่าเป็นเพราะน้ำหนักของเธอ)

แต่เธอคิดผิด ที่คิดว่ามีแค่ 3 คน เพราะยังเหลืออีกคนที่เฝ้าในรถ
เมื่อเธอพยายามลงจากรถ ชายในรถก็มาดักเธอไว้ และสามารถเธอจับเธอไว้ได้
เธอถูกจับและกดไว้บนพื้นถนน ตอนนี้เธอไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ตอนนี้มีรถมาอีกครั้ง ทุกอย่างจบแล้วงั้นเหรอ ?
มีเสียงร้องจากชายชุดดำที่กดเธออยู่
เมื่อลุกขึ้นมา เธอก็เห็นคนที่ช่วยเธอ ..... อามาคุสะ !

เขาจับแขนของเธอ ดึงเธออย่างง่ายดาย ขึ้นไปบนรถ
ดันเธอจากที่นั่งคนขับ ข้ามเกียร์ไปยังที่นั่งผู้โดยสาร และขับหนีไป
เขาพยายามเช็คที่กระจกข้าง ว่ามีใครตามมาหรือไม่
ระหว่างนั้นเขาถามว่าเธอบาดเจ็บหรือไม่ แองจี้ตอบว่าไม่มีอะไร
ครั้งหน้าเธออาจลองกระโดดออกจากหน้าต่างหนีดู
เขาเห็นว่าเธอชอบกระโดดจากที่สูง จึงแนะนำให้ใส่ร่มชูชีพไว้ด้วย
แองจี้ตอบรับ ถ้าเธอไม่ลืมตอนจะกระโดดนะ
ชื่อของเขา คือ อามาคุสะ จูซะ (Amakusa Juuza) เป็นคนคุ้มกันของป้าเอวา
แองจี้สงสัยว่าป้าไม่ชอบเขา เพราะพูดมากเกินไปหรือเปล่า
ถึงเขาจะดูหนุ่มกว่าคนคุ้มกันคนอื่น แต่ผลงานเขาก็เป็นถึงคนคุ้มกันระดับไฮคลาส
แต่ก็ได้ยินว่าเขาหนีจากทั้ง JSDF และตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศส เมื่อเขาไปฝรั่งเศสจะโดนจับทันที
แองจี้ได้ยินว่าเขาถูกไล่ออกไปแล้ว เขาจึงตอบว่า เมื่อเขากลับมาที่ประเทศนี้ ประธานโอโคโนกิเสนอค่าจ้างที่สูงแก่เขา
เธอเข้าใจว่าตอนนี้ เขาก็หลบหนีอีกแล้ว
อามาคุสะปฏิเสธว่าไม่นับ ตราบใดที่เขากลับไปที่นั่นในสัปดาห์หน้า
เพราะเขาคุยกับประธานแล้ว เรื่องคนที่จะตามแองจี้มา
แองจี้สงสัยว่าโอโคโนกิจ้างเขามาเป็นการ์ดของเธอเหรอ
อามาคุสะจึงตอบว่า อาจเพราะต้องการซื้อความพอใจจากเธอ
หลังจากเขาถูกไล่ออก ก็เป็นหนี้บุญคุณต่อประธานโอโคโนกิในหลายเรื่อง ตอนนี้เขาปฏิเสธท่านประธานไม่ได้
ตอนนี้แองจี้จึงถามว่าต้องการจะพาเธอไปไหน
เขาตอบว่าทุกที่ เขาถูกจ้างจนกระทั่งสุดสัปดาห์ หลังจากนั้นจะคิดค่าจ้างเพิ่ม
แองจี้ : ค่าจ้างต่อวันเท่าไหร่ล่ะ ?
อามาคุสะ : ผมต้องการ 500,000 รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
แองจี้ : ถ้านายหยุดมุกฝืดๆ ชั้นจะจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า ไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง อาจจะต้องหลายสัปดาห์หน่อย
อามาคุสะ : ..... มันยากหน่อยนะ ผมจะบอกเจ้านายให้เพิ่มวันพักร้อนของผมก่อนครับ
แองจี้ : ที่สำคัญกว่านั้น ชั้นอยากจะตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น
อามาคุสะ : ..... โอ้ คุณพูดถึงรคเคนจิม่าเหรอครับ ?
แองจี้กล่าวต่อ ถึงสิ่งที่ต้องการตวรจสอบด้วยมือของเธอ และหลบจากสุมาเดระ
อีกด้านชายชุดดำรายงานถึงเรื่องที่คนพาเธอหลบหนี
มีทั้งปืนช็อตไฟฟ้า และมีทักษะการขับรถ ดูไม่เหมือนพวกมือสมัครเล่น
สุมาเดระ คาสุมิกล่าวขอบคุณ และหันไปพูดกับโอโคโนกิต่อ โอโคโนกิก็ไม่หวั่นต่อคำพูดเธอเช่นกัน
จากนั้นเธอก็ขอตัว แม้จะมีเสียงหัวเราะ แต่เมื่อหันหลังให้โอโคโนกิ สีหน้าเธอราวกับอสูรร้ายทีเดียว
แน่นอนว่าโอโคโนกิ ไม่ได้เห็นสีหน้านั้น เขาหัวเราะเล็กน้อยหลังเธอไปเช่นกัน
เมื่อเลขาสงสัยว่า ปล่อยให้แองจี้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตกไปอยู่ภายใต้การดูแลของเธอคนนั้นจะดีหรือ ?
โอโคโนกิก็รู้ แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ถูกเล่นงานง่ายๆ
ที่เหลือก็ปล่อยให้แองจี้ทำตามที่เธอต้องการ และเขาเชื่อในตัว อามาคุสะ
เมื่อออกมา ก็มีรายงานต่อท่านคาสุมิ ว่ารถที่หลบหนีเป็นรถเช่า และป้ายทะเบียนถูกปลอมขึ้น
การติดตามคงเป็นไปได้ยาก จึงถามว่าควรให้ตำรวจตามตัวดีกว่าไหม ?
เธอตอกกลับอย่างเยือกเย็น โดยพูดถึงห้องน้ำชาใต้ดินที่คับแคบ และอยากเข้าไปต่อคิวหรือไม่
ประโยคนี้ทำให้คนรายงาน บอกจะค้นหาอย่างเต็มความสามารถ
เมื่อแองจี้เห็นว่าสุมาเดระมาหาเธอเร็ว คิดว่าเป็นเพราะโอโคโนกิขายเธอ
อามาคุสะแย้งว่า เขาคงไม่จ้างตนถ้าตั้งใจจะขายเธอ แองจี้ยอมรับความคิดนั้น

เขาจึงถามว่าทำไมถึงออกจากลิฟต์ชั้น 3
แองจี้จึงอธิบายเรื่องที่เกรงว่าจะถูกโอโคโนกิหลอกให้ไปที่นั่น
อามาคุสะรู้สึกสงสารประธานที่เธอไม่เชื่อใจเขา ซึ่งรถที่จอดรอนั้น คือ เขาเอง
เขารู้เพราะลิฟต์ที่ลงมาด้านล่างว่างเปล่า จึงคิดว่าคงเกิดอะไรขึ้นกับแองจี้
แองจี้เริ่มตระหนักว่า ที่การหลบหนียุ่งยากขึ้น เป็นเพราะเธอไม่เชื่อใจประธานโอโคโนกิ
แต่เธอปฏิเสธความคิดที่ว่า "เขาจะขายเธอ" ไปไม่ได้
เธอเริ่มคิดถึงเรื่องที่คุยกับประธานก่อนหน้านี้ "..... ปราศจากรัก ก็มองไม่เห็นมัน ......"
อีกด้านหนึ่ง แม่มดที่เฝ้ามองอยู่
เธอดูจะสนใจคาเคร่านี้ ที่ไม่ทำให้เธอเบื่อ (Kakera หมายถึง โลกย่อยๆ, ภาษาญี่ปุ่น หมายถึง ชิ้นส่วน)
แองจี้จึงถามเธอ เรื่องการหาความจริงเมื่อ 12 ปีก่อน ความจริงที่ไม่สามารถแก้ไขได้
คุณสามารถเชื่อว่าแมวในกล่องยังอยู่หรือตายแล้วก็ได้ แต่ความจริงถูกกำหนดไว้แล้ว
แองจี้เข้าใจว่านั่น คือ ทฤษฏี Schrodinger's Cat Box แต่เธอก็ยังคงไม่เข้าใจความหมาย
เธอจึงถามถึงการเปิดกล่อง เพื่อค้นหาความจริงนั้น
จนได้ข้อสรุปว่า ถ้าไม่เปิดมัน ทุกอย่างที่ไม่มีเหตุผลสามารถกลายเป็นความจริงแทน
เบิร์นยืนยันข้อความนั้น ความคิดไม่มีวันจนจะกลายเป็นความจริงโดยไม่มีสิ่งใดปฏิเสธได้
เมื่อพูดถึงรคเค็นจิม่าเมื่อ 12 ปีก่อน
แม่มดที่ชื่อเบียทริซ ได้ใส่ความเป็นไปได้ "อันไร้ที่สิ้นสุด" ลงในกล่องแมวนั้น
............ ทุกอย่างในกล่องที่ไม่ได้เปิด มันเป็นความจริง
แองจี้สงสัยต่อว่ากล่องที่ปิดเมื่อ 12 ปีก่อนนั้น แม้เธอจะไปเกาะรคเคนจิม่าตอนนี้ คงจะไม่มีทางรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
เบิร์นตอบว่าใครจะรู้ ? อาจมีบางอย่างที่คนที่สามารถเดินได้อย่างอิสระในปี 1998 รู้ก็ได้ แม่มดคนสุดท้าย "แองจี้ เบียทริซ"
เธอเป็นเหมือนตัวหมากที่เดินอย่างอิสระนอกกระดาน โดยที่เบียทริซไม่สามารถทำอะไรได้
เมื่อพูดถึงประโยคที่ว่า ความจริงสามารถเปลี่ยนได้ ถ้าสังเกตมัน ..... ทำให้นึกถึงบางอย่าง
วันหนึ่ง ดาวในกลุ่มเซ็นทอรัสเกิดระเบิด แสงนั้นข้ามมาใช้เวลา 4.4 ปีแสง ใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่งจึงมาถึงโลก
ถึงพระอาทิตย์ในเซ็นทอรัสจะตายไปแล้ว คนบนโลกก็ยังรู้ความจริงหลังจากเวลาผ่านไป 4 ปีครึ่ง
ไม่มีวิธีใดที่รวดเร็วไปกว่าความเร็วแสงอีกแล้ว บนโลกต้องใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่งเพื่อรู้ความจริงนั้น
แต่ในช่วงเวลานั้น ความจริงต่างๆ ก็หายไป ทฤษฏีที่ผิดต่อการระเบิดของดวงอาทิตย์ในกาแล็คซี่เซ็นทอรัสอาจจะบิดเบือนไป
เช่นเดียวกับเธอ ที่สงสัยป้าเอวาว่าก่อคดี แต่ความจริงนั้นก็ถูกบิดเบือนความจริงด้วยไสยศาสตร์ มนต์ดำ และเรื่องแม่มดทองคำ
เมื่อคุยต่อ แองจี้เริ่มเข้าใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น
ทั้งขวดที่มีจดหมายถูกส่งมา หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น
เรื่องเบียทริซตั้งใจจะให้ทฤษฏี Devil's Proof เป็นอาวุธโจมตี ตั้งแต่ต้น
รวมถึงจดหมายที่รายงานการสังเกตการณ์ในอนาคตหลัง 1986 นั้น มันไม่ได้ถูกสังเกตโดยเบียทริซหรือแบทเลอร์
มันเป็นเพียงการสังเกตโดยแองจี้ เบียทริซเอง

ถึงแองจี้จะไม่อยากพิสูจน์ข้อความจากกระดาษในขวดนั้น เพราะเป็นข้อความของแม่มด
แต่เธอนึกถึงคำพูดของโอโคโนกิ ที่กล่าวว่า ไม่สามารถมองภาพสามมิติด้วยตาข้างเดียวได้
เบิร์นเข้าใจว่า นอกจากจะไม่เชื่อเรื่องแม่มดแล้ว แองจี้ต้องมองในมุมมองของแม่มดเช่นกัน
ขวดนั้นลอยไปติดเกาะใกล้เคียงในหลายปีต่อมาหลังจากเกิดเหตุ ถูกส่งไปยังมือสมัครเล่นหลังจากนั้น
แองจี้ได้ยินเรื่องที่ป้าเอวาพูดจากโอโคโนกิ ....... แล้วก็สิ่งที่แม่มดพูด
ทำไมตอนนั้น ตัวเธอไม่ฟังมัน ? ถึงสิ่งที่เบียทริซพูด .....!
Chapter 4 : Red Truth, Blue Truth
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 14.50 น.
เอวากล่าวถึงเรื่องอายุที่เหลือเพียง 3 เดือนของพ่อ แต่ประโยคนี้ก็ได้ยินตั้งแต่ปีก่อน
ดร.นันโจจึงบอกว่า ทางการแพทย์ควรเป็นเช่นนั้น แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งจึงทำให้เขาอยู่ได้นาน
เคลาส์พูดเรื่องที่น่ายินดีที่พ่อของเรายังคงมีความตั้งใจแบบนั้น และกล่าวถึงเรื่องที่ยังพบเขาไม่ได้
นัตสึฮิเสริมเรื่องที่ทุกคนไม่ได้อยากจะพบพ่อจริงๆ เพียงแค่ต้องการเรื่องสมบัติเท่านั้น
โรซ่าปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ก่อนพูดจบ รูดอล์ฟก็เสริมว่าต้องการพูดคุยกับพ่อก่อนที่ท่านจะสิ้นลม
ข้อความนั้นทำให้นัตสึฮิอารมณ์เสีย ส่วนเคลาส์ก็ให้เธอใจเย็นลง
ฮิเดโยชิก็พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มให้ทุกคนอารมณ์เย็นลง
เมื่อคุยกันต่ออีกหน่อย รูดอล์ฟเสนอเรื่องยืมกุญแจจากเก็นจิ
ส่วนโรซ่าถึงไม่ค่อยมั่นใจ แต่ก็ไม่ได้คุยกับพ่อมานานมา ถ้าเปิดประตูไปทักทายท่านสักครั้งก็คงดี
เอวาก็พูดเห็นด้วยกับโรซ่า แต่นัตสึฮิยังคงยืนกรานคำเดิม ด้วยเหตุผลเรื่องที่พวกเขาจะพูด
เคลาส์ยังคงยกเรื่องธุรกิจที่ย่ำแย่มาพูด สถานการณ์ดูจะแย่ลงเรื่อยๆ
เอวาทำเหมือนจะไปจับตัวเคลาส์ แต่ฮิเดโยชิก็มาขวางระหว่างทั้งสอง
คิริเอะถอนหายใจแล้วต้องการจะแสดงความคิดเห็น ในฐานะคนนอก เคลาส์ก็รับฟัง
เธอกล่าวถึงเรื่องการดูแลคินโซ ที่ให้เคลาส์ดูแลมาหลายปี
คิริเอะ รวมถึงญาติพี่น้องคนอื่น ต้องการรู้ว่า เคลาส์ดูแลคินโซได้ดีแค่ไหน
คำพูดนี้ทำให้ เอวาไม่เข้าใจ เรื่องที่พี่ใหญ่ดูแลพ่อ ? ฮิเดโยชิจึงให้เธออธิบายต่อ
เมื่อคิริเอะพูดต่อ เรื่องที่เคลาส์และนัตสึฮิอาสาดูแลพ่อ ซึ่งทั้งสองก็ยอมรับว่าเป็นหน้าที่ของพวกเขาและเธอ
เมื่อคิริเอะพูดถึงว่า นั่นเป็นหน้าที่ในฐานะพูดสืบทอดมรดก ทำให้เอวาอารมณ์เสีย และต่อว่าในฐานะคนนอก
พอรูดอล์ฟทำเหมือนเห็นด้วย ...... "ในฐานะผู้สืบทอดมรดก"
ทำให้โรซ่าและเอวา เริ่มสังเกตอะไรบางอย่าง และสายตาของเอวาก็เปลี่ยนไป
ท่าทีของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนนัตสึฮิไม่เข้าใจ
คิริเอะให้ข้อเสนอบางอย่างแก่เคลาส์ ซึ่งจะทำให้ทุกคนไม่ต้องพบพ่อ จนกว่าจะถึงงานศพของเขา
อันดับแรก นิยามของผู้สืบทอดมรดกหมายถึงคนดูแลผู้นำตระกูลในปัจจุบัน อุชิโรมิยะ คินโซ
สอง หน้าที่ดูแลอุชิโรมิยะ คินโย ในช่วงชีวิตที่เหลือ เป็นหน้าที่ของคุณ ซึ่งคุณก็ยอมรับแต่แรก จึงไม่น่ามีปัญหา
สาม ถ้าละเลยหน้าที่ของคนดูแลตามหน้าที่ เขาจะถูกปลดในฐานะคนดูแล
พอถึงข้อสาม ท่าทีของเคลาส์ก็เปลี่ยนไป
จากนั้นอธิบายเพิ่มเติม เรื่องที่ให้พ่อมีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ถ้าพ่อเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากปกติ เคลาส์จะเสียสิทธิ์ในฐานะผู้ดูแล
และพี่เอวา จะถูกเลือกในฐานะผู้สืบทอดคนต่อไปแทน
แน่นอนว่าเคลาส์และนัตสึฮิพยายามปฏิเสธเรื่องนี้ การตายมีหลายวิธี เช่น สำลักอาหารตาย เป็นต้น
เธอจึงอธิบายต่อ ถ้ากรณีเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด นอกเหลือที่คนดูแลจะควบคุมได้ กรณีนั้นไม่มีปัญหา
เคลาส์ถึงถามต่อว่ากรณีไหนล่ะ ที่ถือเป็นภาระของเขา ?
คิริเอะจึงยกตัวอย่าง ....... ถ้าเขาหายสาบสูญ
เธอยกตัวอย่างต่อ เช่น กรณีที่เขาเกิดอาการหลงลืม แล้วเข้าไปในป่า จากนั้นหายสาบสูญ
นั่นเป็นความรับผิดชอบของคนดูแล
คิริเอะยกตัวอย่างประโยคหนึ่งขึ้นมา
"วันหนึ่ง ชั้นเห็นพ่อเข้าไปในป่า ชั้นตามเขาไปแต่ไม่พบ จึงเรียกตำรวจแล้วค้นหา แต่ก็ไม่พบเขา หลังจากนั้น 7 ปี ชั้นจึงต้องประกาศว่าเขาตาย"
พวกเธอคงยอมรับคำอ้างนี้ไม่ได้
กรณีที่พ่อตาย สามารถชันสูตรได้ว่าเขาตามเพราะเหตุใด รวมถึงความรับผิดชอบในฐานะคนดูแลด้วย
คิริเอะจึงบอกต่อว่าเธอสงสัยมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว
เคลาส์จึงตีความสิ่งที่คิริเอะพูด เธอพยายามบอกว่าพ่อตายไปแล้ว และเขาพยายามปกปิดมัน
(Metaworld)
แบทเลอร์ เห็นแบบนั้น จึงพูดถึงเกมที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงกรณีคนที่ฆ่าดร.นันโจ
ที่กล่าวถึงคนทั้ง 18 คน แต่ดร.นันโจกลับสามารถถูกฆ่าได้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ และมีความขัดแย้ง
เกรเทล เข้าใจอย่างรวดเร็ว แล้วสรุปออกมาดังนี้
.... ไม่มีคนที่ 19 บนเกาะ และทริกนี้ทำให้เราเชื่อว่ามีคนไม่อยู่จักปนอยู่ในนั้น
หรืออีกนัยหนึ่ง ชื่อของทั้ง 18 คน "ไม่ได้ตรงกับ" 18 คนบนเกาะ.....
แบทเลอร์ขยายความต่อเรื่องนี้ กล่าวคือ
ไม่มีการยืนยันว่า ชื่อของทั้ง 18 คน = 18 คนบนเกาะ
ใน 18 คนที่เป็นหรือตายที่ประกาศนั้น อาจมี X ที่ไม่รู้จักอยู่ในนั้น
มีหลายความเป็นไปได้ที่จะใช้ซ่อนชื่อของคนทำผิด
อย่างแรก แม้ว่าเขาจะไม่อยู่บนเกาะ อาจจะเป็นใครสักคนที่เชื่อว่าอยู่บนเกาะ
ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่มีพยานรู้เห็น ก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น
คนที่เหมาะสมที่สุด คือ ปู่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เขาจะตายแล้ว และเคลาส์พยายามโกหกว่ายังมีชีวิตอยู่
เกรเทล กล่าว ถ้าคินโซตาย และไม่ถูกประกาศ การแบ่งสมบัติจะไม่เกิดขึ้น
แบทเลอร์รู้ว่า เคลาส์มีเหตุจูงใจหลายอย่างที่จะทำแบบนั้น
ถึง X ไม่อยู่ใน 19 คน แต่ถ้า X อยู่ในกลุ่ม 18 คน
นั่น คือ กลุ่มคนที่รู้จักมีเพียง 17 คน ไม่ใช่ 18 และ X เป็นคนที่ก่อคดี
แบทเลอร์กล่าวถึงปริศนาใหญ่ข้อนี้ แล้วถามไปยังเบียทริซ
เมื่อย้ายมายังห้องน้ำชาของแม่มด เบียทริซหัวเราะและกล่าวดูถูกแบทเลอร์
แต่เขาก็ไม่หลงคารมของเธออีก และให้เธอยืนยันเรื่องคนที่ 18 รวมทั้งปู่ว่ายังมีชีวิต ด้วยท่าทีที่จริงจัง
เบียทริซยังคงดูถูก และพูดเย้ยหยันเขาต่อไป
เกรเทลเฝ้ามอง และดูเหมือนจะเข้าใจดี เธอจะไม่ตอบเรื่องนั้นง่ายๆ
ตราบใดที่คิดว่า ข้อมูลบางอย่าง ยังเป็นมีประโยชน์สำหรับเธออยู่
เกรเทล ต่อว่าเรื่องที่เขาถูกหยอกล้อด้วยข้อความสีแดงมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน
ตอนนี้สถานะการณ์เปลี่ยนไป เขากำลังถูกหลอกล่อด้วยข้อความสีแดง ไม่ได้ใช้เป็นอาวุธของเขา
ดังนั้น แม่มดจึงไม่ใช้ข้อความสีแดงโดยปราศจากเหตุผลอีก
เบียทริซจึงบอกว่าเกรเทลดูต่างจากแบทเลอร์ และเป็นศัตรูที่น่ากลัวสำหรับเธอ
เมื่อแบทเลอร์หวังว่าเธอจะใช้ความจริงสีแดง คิดว่าเธอจะตอบตามที่เขาต้องการงั้นเหรอ ? ...... ไม่ !
แม่มดต้องการใช้สีแดงเพื่อกดดันเขาเท่านั้น
เกรเทลช่วยเสริม ว่าเบียทริซต้องการให้เขาอยู่ในสถานะที่เธอต้องการเท่านั้น
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เธอจะไม่เล่นเกม ที่บอกให้เธอยืนยันอีกแล้ว
การตอบแบบนั้น ทำให้เบียทริซชมเธออีกครั้ง
แม่มดจะใช้สีแดงตามที่เธอต้องการ และไม่ใช้เมื่อมนุษย์ต้องการ แต่ก็ขึ้นกับรายละเอียด
เมื่อแบทเลอร์สงสัย เกรเทลจึงอธิบายเรื่องรายละเอียดเพิ่ม
แม่มดไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องตอบเมื่อแบทเลอร์ต้องการ ยกเว้นแบทเลอร์จะทำลายทฤษฏีของแม่มดเท่านั้นที่เธอต้องตอบ
เพราะว่าไม่มีกรรมการ ดังนั้นสิ่งที่ไม่ปฏิเสธมันจะกลายเป็นความจริง
สิ่งที่แม่มดอ้างจะเป็นจริง เมื่อเขาล้มและหยุดคิด
แบทเลอร์เริ่มเข้าใจ เมื่อเธอไม่ได้ตอบโต้สิ่งที่เขาเดา สิ่งนั้นน่าจะเป็นความจริง รวมถึงสิ่งที่เขาคาดไว้
เกรเทลจึงกล่าว ว่ามันจะเป็นความจริง จนกว่าจะมีความจริงใหม่ในอนาคต
กล่าวคือ แม่มดอาจจะระงับการโต้แย้งว่า แม้ว่าเป็นสิ่งที่นายคิดพลาด
อีกเหตุผล คือ แม่มดอาจเมินเฉยเพราะนั่นไม่ส่งผลกระทบต่อทฤษฏีความเชื่อต่อแม่มด
ตอนนี้เราคงไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างสองเหตุผลนั้นได้
แม่มดยังคงหัวเราะ กล่าวถึงท่านหญิงเบิร์นกัสเทลที่โยนหัวหมากเจ้าปัญหามาให้
เกรเทลพูดต่อ แม่มดรู้ว่าจะตอบตามความต้องการให้ย้ำตอนไหน ........ อาจเรียกว่า การถ่วงเวลา ก็ได้
แบทเลอร์เข้าใจอีกว่า เมื่อเบียทริซไม่ปฏิเสธเขา จนเขาคิดว่าเป็นความจริงไปเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด เธอสามารถล้มล้างความเชื่อที่ผิดพลาดของเขาให้หายไปในทันทีได้
ชิ้นส่วนหนึ่ง เชื่อมต่อกับชิ้นส่วนหนึ่ง ถ้าให้เธอยืนยันไปเรื่อยๆ ตำแหน่งของแบทเลอร์จะดีขึ้นทีละน้อย
แต่เบียทริซรู้กลยุทธิ์ถ่วงเวลา เขาไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธเหตุผลที่คิดได้อีก
เบียทริซบอกว่ามันเป็นจริงตามนั้น แล้วยังหัวเราะต่อแบทเลอร์ต่อ
เกรเทล พูดต่อว่า แม่มดจะโต้แย้งเฉพาะกรณีที่ส่งผลต่อความเชื่อต่อแม่มดเท่านั้น แล้วถามต่อเบียทริซ
เธอยืนยันว่าใช่ แม่มดต้องปฏิเสธเมื่อมีทฤษฏีที่บอกว่า "สามารถทำได้โดยมนุษย์" เช่นเดียวกับจบเกมที่ผ่านมา
ไม่เช่นนั้น มนุษย์จะยืนยันว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะได้
เกรเทลจึงพูดเรื่องมุมมองของแม่มดเกี่ยวกับทริกของฝ่ายมนุษย์
จึงถามว่า สิ่งที่เขาบอกให้แม่มดย้ำ ต้องตอบโต้ระหว่างเกม (Episode) ใช้หรือไม่ ?
แม่มดจึงตอบว่า เป้าหมายของแบทเลอร์ คือ การแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ทำเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือมนุษย์ และปฏิเสธเธอ
เมื่อเขาทำสำเร็จ เขาจะเป็นผู้ชนะในเกมนั้น
เกรเทล จึงขอยืนยันกฏของเกมอีกครั้ง เราจะดูเกมจนถึง 24.00 ของวันที่ 5 ตุลาคม 1986 ในเกม
เมื่อถึงเวลานั้น ฝ่ายมนุษย์จะอธิบายทริกที่นำมาใช้ และถ้าแม่มดไม่สามารถโต้แย้งได้ ฝ่ายมนุษย์จะชนะ
เบียทริซขอเพิ่มกฏ ที่ว่าฝ่ายแม่มดก็มีโอกาสที่จะโต้แย้งเช่นกัน
เกรเทล จึงบอกว่าจะจำกัดเวลา 1 นาที ถ้าไม่สามารถตอบโต้ได้ ชัยชนะจะถูกประกาศ
เบียทริซขอนำกฏเดียวมาใช้กับฝ่ายมนุษย์ ถ้ามีปริศนาที่ไม่ได้ถูกตอบโต้แม้เพียงข้อเดียว จะกลายเป็นชัยชนะต่อแม่มดเช่นกัน และเกมจะจบลง
แบทเลอร์ถึงจะไม่มีส่วนร่วมในบทสนทนา แต่ก็คิดเห็นตามนั้น
เกรเทลเตือนว่า มันต้องทำก่อนถึง 0.01 น. ในวันที่ 6 ตุลาคม และเขาต้องไขปริศนาทั้งหมด ไม่ใช่นั้นจะประกาศชัยชนะไม่ได้
เบียทริซจึงพูดว่า เธอใช้สีแดงได้ และตอนนี้เธอจะอนุญาติให้เขาสามารถใช้ข้อความสีฟ้าได้
เมื่อจะอธิบายการฆ่าด้วยเวทมนตร์ของเธอด้วยกลวิธีของมนุษย์ เขาจะอธิบายในสีฟ้า
เธอจะตอบโต้ข้อความสีฟ้านั้น ด้วยข้อความสีแดงตอนจบเกม
เบียทริซเสริมอีกว่า ข้อความสีฟ้า จำกัดว่าต้องใช้ปฏิเสธทฤษฏีของแม่มดเท่านั้น

ถึงฟังดูน่าสับสน แต่แบทเลอร์อธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อย
เช่น กรณีมาสเตอร์คีย์ 5 ดอก ถ้าเขาพูดว่า
"แท้จริงแล้ว มาสเตอร์คีย์มี 5 ดอก"
มันจะถูกยืนยัน เมื่อเธอบอกว่าไม่มีมากกว่า 5 ดอก
แต่มันไม่ได้ปฏิเสธแม่มด จึงไม่สามารถใช้ข้อความสีฟ้าได้
ถ้าเขาต้องการจะใช้ข้อความสีฟ้า จำเป็นต้องถามแบบนี้
"แท้จริงแล้ว จำนวนมาสเตอร์คีย์มีมากกว่า 5 ดอก ฆาตกรเข้าหรือออกประตูด้วยกุญแจที่เพิ่มขึ้นมา!"
ซึ่งทำได้เมื่อแม่มดบอกว่าห้องปิดตายทำโดยเวทมนตร์ เป็นการสร้างการบทสนทนาตอบโต้
กล่าวคือ เขาไม่สามารถสั่งให้เธอยืนยันในข้อมูลที่เขาต้องการได้
ดูจะทำให้เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่บ้าง
แบทเลอร์กล่าวถึงความเสียเปรียบของเขา ที่ต้องตอบโต้ในนาทีเดียวช่วงจบเกม
ถ้าเขาถูกปฏิเสธทฤษฏีได้ เขาแทบจะไม่มีเวลาตอบโต้เธอเลย
เกรเทลจึงบอกว่าเขาจะยอมแพ้ก่อนจะเริ่มสู้อีกเหรอ ? ไม่มีใครที่บอกให้เขาใช้สีฟ้าเฉพาะปริศนาเท่านั้น
เมื่อถามว่าแบทเลอร์เข้าใจความหมายนั้นไหม ? แบทเลอร์ไม่เข้าใจสิ่งที่เธอกำลังจะสื่อ
เกรเทลกล่าว ก่อนหน้านี้เขาสู้จนถึงบัดนี้ เขาสร้างทฤษฏีโจมตีแม่มด
ถ้าไม่สำเร็จ ก็ใช้ทฤษฏีต่อไป เขาจะไม่สามารถต้อนแม่มดให้จนมุมได้
ตอนนี้ เขาไม่ต้องไขปริศนาด้วยคะแนนอีกแล้ว สามารถโจมตีเขาด้วยกำแพงได้
เขาเข้าใจ เปรียบเหมือนการยิงธนูใส่เป้า ถ้ายิงถูก การจะยิงธนูปักธนูเดิม เป็นไปได้ยาก
เปรียบเป็นปืนพก ก็ไม่ต่างกัน การยิงกระสุนซ้ำเป้าหมายเดิม เป็นไปได้ยาก
ทำยังไงถึงจะยิงมันโดน ? ถ้าปืนพกไม่เวิร์ค ..... ใช้ปืนลูกซองสิ !
แทนที่จะยิงทีละนัด ก็โจมตีด้วยกระสุนกระจายในครั้งเดียว
การโจมตีด้วยทฤษฏีเดียว และหวังกับมัน มันทำให้หยุดที่จะคิด
การโจมตีแบบรวดเดียว กระจายไปหลายทิศทางราวกับกำแพง เพียงนัดเดียวโดนเป้าหมายก็เพียงพอ
ถ้าความจริงสีแดงเปรียบเหมือนดาบคาตานะ ดังนั้นสีฟ้าของเขาก็เหมือนปืนลูกซอง (Shotgun)
ไม่สิ คงเหมือนปืนกลหนัก ที่จะยิงจนเปลี่ยนแม่มดให้พรุนเป็นรังผึ้ง
สำหรับแบทเลอร์ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกับการสู้จริงๆ ของเขาแล้ว เขาขอบคุณเกรเทล
แบทเลอร์จึงเริ่มโจมตีครั้งแรก ตามที่เบียทริซท้าทาย
"อุชิโรมิยะ คินโซ ได้ตายไปแล้ว ดังนั้นจำนวนคนที่แท้จริงบนเกาะ คือ 17 คน ดังนั้น คนที่ 18 "X" เข้าร่วมด้วย สมมุติว่า X มีตัวตน แม้ว่าทั้ง 17 คนที่เหลือจะมีพยานรู้เห็น การฆาตกรรมก็ยังคงเกิดได้"
(เกาะรคเคนจิม่า)
คิริเอะเสนอทฤษฏีที่ว่า พ่อตายไปแล้ว แต่พี่ใหญ่ซ่อนไว้ เพราะไม่ต้องการแบ่งสมบัติ
แน่นอนว่าเคลาส์กับนัตสึฮิพยายามปฏิเสธ และฟังเหมือนกับเรื่องเหลวไหล
แต่คิริเอะก็อ้างถึงตำรวจให้มาตรวจสอบ ซึ่งเอวาก็เห็นด้วย
ถึงเคลาส์จะยังคงสงบนิ่งและเพิกเฉยต่อคำพูดนั้น
แต่เนื่องจากคินโซควรจะตายตั้งแต่ปีก่อน ทำให้น่าสงสัยมากยิ่งขึ้น
ถ้าเคลาส์ทำให้พ่อหายไป 7 ปี จะประกาศได้ว่าเขาตาย โดยไม่จำเป็นต้องชันสูตรศพได้
คิริเอะ ขอโทษที่ตัวเองทำเหมือนเล่นเป็นนักสืบ
นัตสึฮิแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว จะขับไล่ทุกคนที่คิดเรื่องน่าขายหน้าแบบนั้นออกไป และไม่ให้กลับมาที่นี่อีก
คิริเอะโต้กลับว่า คำพูดนั้นมันใช้ได้กับปีก่อน แต่ปีนี้ไม่ได้ผล
เหตุผลเก่าที่ว่าพ่ออารมณ์ไม่ดีและไม่อยากพบพวกเรา นำมาใช้อีกครั้งไม่ได้
เธอยังกล่าวต่อเรื่องที่ควรจะทำให้เขาหายไปเร็วกว่านี้ โดยไม่รอวันพบปะของครอบครัว
ก่อนที่เคลาส์จะเมินเฉยอีก คิริเอะตัดบทพูดบางอย่าง
กรณีที่พ่ออารมณ์ไม่ดีจริง ในฐานะผู้ดูแล เคลาส์ก็มีสิทธิ์ไม่ให้พบเช่นกัน
ถ้าเขายอมรับข้อเสนอของพวกเรา ทุกอย่างจะตกลงกันได้
หลังจากนั้น ถ้าดูแลพ่อดี พ่อ ไม่มีทางที่พ่อจะตายโดยสร้างปัญหาให้ระหว่างการชันสูตร
อีกอย่าง พ่อเกลียดโรงพยาบาล ดังนั้นเขาคงตายในห้องค้นคว้า
และต้องมีการชันสูตรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
มีทางเดียว ที่ฆ่าเขาโดยปราศจากการชันสูตร คือ ทำให้เขาหายไป
เอวาเริ่มหยอกว่าคิริเอะกำลังแกล้งพี่ชายมากเกินไป เธอพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ตามด้วยโรซ่า และรูดอล์ฟ ที่กำลังต้อนเคลาส์จนสีหน้าเขาเปลี่ยนไป
เคลาส์เข้าใจว่า ทุกคนกำลังให้เขาจ่ายเงินเป็นหลักประกัน
คิริเอะยังคงเสนอยอดตัวเลขสำหรับประกันต่อ
- 3,000 ล้านเยน สำหรับพี่น้องแต่ละคน
- โอนเงิน 10% (300 ล้าน) ให้แก่แต่ละคน ก่อนสิ้นปี
นั่นหมายถึง 9,000 ล้านเยน เคลาส์ปฏิเสธว่าไม่มีเงินมากขนาดนั้น
ซึ่งถ้าไม่มีเงิน ก็น่าจะยืมพ่อมาจ่ายได้เช่นกัน
เคลาส์กับนัตสึฮิแสดงท่าทางโมโหอีกครั้ง แต่ฮิเดโยชิก็ให้ใจเย็น และให้เวลาเขาคิด
เมื่อเคลาส์ใจเย็นลงเล็กน้อย จึงบอกว่าเขาเข้าใจความรู้สึกที่อยากพบพ่อของพวกน้อง และจะนำไปบอกพ่อ
โรซ่าและรูดอล์ฟเห็นด้วย เอวาให้ข้อเสนอว่าต้องพาพ่อมาภายในคืนนี้ ถ้าไม่เช่นนั้น พรุ่งนี้เธออาจต้องพังประตูเพื่อพบพ่อ
เคลาส์จึงออกจากห้องไปพร้อมนัตสึฮิ
หลังจากทั้งสองไป ฮิเดโยชิถอนหายใจ แล้วนั่งบนโซฟา พูดว่าคิริเอะเป็นคนที่น่ากลัว
คิริเอะกล่าวขอโทษที่ทำแบบนั้น รูดอล์ฟก็คิดไว้ว่าเธอทำตามแผนที่เคยคุยกัน แต่ทำได้ดีกว่าที่คิด จนน่าจะสรรเสริญเธอ
โรซ่ากล่าวถึงทรัพย์สินของเคลาส์ที่น่าจะมีอย่างมาก 750 ล้านเยน การขอ 900 ล้านเยนไม่มากไปงั้นเหรอ
คิริเอะจึงตอบว่าเป็นแบบนั้นก็ดี เพราะถ้าเสนอน้อยกว่า 750 ล้านเยน เขาอาจจะยอมจ่ายจริงๆ ก็ได้
อีกทั้งคิริเอะไม่คิดว่าเคลาส์จะโน้มน้าวพ่อสำเร็จเหมือนกัน ..... เพราะเธอเชื่อว่าการโน้มน้าวคนที่ไม่มีตัวตน เป็นไปไม่ได้
ด้านเคลาส์ และนัตสึฮิ ไปที่ห้องของคินโซ เคลาส์รู้สึกว่าปีนี้มันตึงเครียดยิ่งกว่าปีที่ผ่านมา
ส่วนนัตสึฮิ ก็ขอร้องให้พ่อลงไปพบพวกพี่น้อง
เสียงที่ตอบกลับมา คือ "เปล่าประโยชน์"
เงาขนาดใหญ่ของคนที่ยืนหน้าต่าง กลับมาหันเผชิญหน้ากับเคลาส์และนัตสึฮิ
เหลือชีวิตแค่ 3 เดือน ? ชายแก่ที่หมดสิ้นทุกอย่าง ? แกหมายถึงใคร ?
เจ้าพวกโง่ !! พวกแกมาที่นี่เพราะพวกน้องขู่งั้นเหรอ ? มันน่าอับอายจริงๆ !!
คินโซหันกลับมาต่อว่าเคลาส์อย่างน่าเกรงขาม บรรยากาศเปลี่ยนไป
ลมที่พัดเข้ามาในห้องอย่างรุนแรง ไม่แปลกที่เคลาส์จะล้มลงจนนั่งกับพื้น นัตสึฮิก็ก้มตัวลงเพื่อช่วยเขา
ระหว่างนั้น เสียงเดินของคินโซ ย่างก้าวเข้ามา
คินโซบอกว่าเขาได้ยินจากคานอนแล้ว เรื่องความน่าสมเพชที่เคลาส์ถูกพวกน้องกดดัน
คินโซไม่สนคำพูดแก้ตัวของนัตสึฮิ จากนั้นก็เอื้อมมือไปจับคอของเคลาส์ ไม่สิ เพียงแค่นิ้วชี้เท่านั้น
จากนั้นบิดแล้วค่อยๆ ยกมันขึ้นด้วยนิ้วเดียว ทำให้เคลาส์ลอยขึ้น
เคลาส์พยายามร้อง นิ้วอันทรงพลังของคินโซ ส่งผลให้หายใจไม่ออก
ตอนนี้จะขอโทษคินโซก็ยังทำไม่ได้ คินโซก็แรงมากแทนที่จะเป็นเพียงชายชรา กลับแข็งแรงราวกับซูเปอร์แมน
นัตสึฮิขอโทษแทนสามี คินโซหัวเราะเยาะอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อหัวเราะเสร็จก็โยนเคลาส์ ราวกับขว้างเศษกระดาษ จนไปชนกับกำแพง
คินโซกล่าวถึงเรื่องที่เขาไม่แยแสต่อสิ่งใดๆ ในชีวิตอีก ยกเว้นเพียงการได้พบเบียทริซ
แต่ดูเหมือนทุกสิ่งจะไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคิดทุกอย่าง
ในคำสัญญาทุกอย่างแต่ต้น สิ่งที่ไม่ได้รับจากแม่มดเท่านั้นที่จะยังคงหลงเหลืออยู่
ซึ่งนามสกุลอุชิโรมิยะ ไม่ใช่สมบัติของแม่มด....... ใครเหมาะสมที่จะสืบทอดมัน ?
ตอนนี้คินโซเปลี่ยนใจแล้ว .... เขาจะไปพบคนในตระกูล
เมื่อเขานั่งที่ เขาจะประกาศบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เรื่องผู้สืบทอดตระกูล
เขาจะแก้ปัญหาการทะเลาะของเจ้าพวกหน้าโง่ ด้วยตัวเอง (หัวเราะ)
เพิ่มเติม (ใน Chapter ต่อไป) : ใน Sound Novel ถ้าเปิดใน Tip ในส่วนของแม่มด
จะมีอธิบายเกี่ยวกับคินโซ ในนามของจอมเวท ว่า "Goldsmith" (จอมเวทในเรื่อง คือ Witch, ผู้แต่งเรื่องกำหนดไว้ว่า Witch ในเรื่อง หมายถึง ทั้งพ่อมดและแม่มด)
เป็นผู้ที่มีพลังการอัญเชิญเหนือยิ่งกว่า การอัญเชิญของเบียทริซ ..... ถึงจะมีอำนาจอื่นด้อยกว่าจอมเวทคนอื่น ไม่สามารถทำให้น้ำร้อนได้ด้วยซ้ำ แต่สามารถเรียกอสูรที่มีอำนาจแม้ต้มทะเลให้เดือดก็ยังได้
ต้นกำเนิดพลังเวทของ Goldsmith คือ Arithmetic Miracle (ตำราเวท ?) และ Megical Compendium (อัญมณีเวท) เฉพาะตัว
ภายหลังเบียทริซสังเกตต้นกำเนิดพลังนั้น และเปลี่ยนแปลงอัญมณีเวทนั้น
Chapter 5 : Ange's Recollection
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 6.07 น.
บนเกาะรคเคนจิม่า โรซ่าพามาเรียกลับมาที่คฤหาสถ์ และเรียกให้คนรับใช้เอาผ้าเช็ดตัวมาให้
เช่นเคย มีการทะเลาะของโรซ่าและมาเรียในสวนดอกกุหลาบ ก่อนที่จะสงบสติลง
จากนั้นจอร์จ ก็พูดถึงร่มที่มาเรียถือ แต่มาเรียก็ยังไม่ทันพูดอะไร
โรซ่าขอให้ลูกสาวสัญญาว่า ถ้าฝนตกให้ไปหลบในที่กันฝน มาเรียก็สัญญา
ระหว่างนั้น คานอนหยิบผ้าเช็ดตัวมาให้ ก่อนที่จะจากไป
เมื่อโรซ่าพูดว่าจะแบ่งของหวานให้มาเรีย ดูเธอจะดีใจมาก จนพวกพี่น้องคนอื่นนึกถึงความอบอุ่นแบบนั้นในอดีต
แบทเลอร์พูดสิ่งที่เห็นกับเจสซิก้า แต่เธอบอกว่าแม่เธอเอาแต่ดุ ให้เธอเรียน เรียน แล้วก็เรียน
จอร์จบอกว่านั่นเป็นความรักต่อลูก แม่เขาก็เข้มงวดเช่นกัน แต่ตอนนี้เขาเข้าใจว่าเธอห่วงเขา
เมื่อมาเรียบอกว่ารักแม่มาก ทั้งสองจับมือกันแล้วร้องเพลง ด้วยความอบอุ่น .........................

(Metaworld)
..........เพล้ง..........
อีกด้านหนึ่ง แบทเลอร์ถามเกรเทล ว่าเป็นอะไร
เธอตอบอย่างเย็นชาว่าไม่ระวัง ขอโทษที่ทำมันตก
ต่อให้คนหัวทึบแบบแบทเลอร์ก็มองออกว่า เธอกำลังอารมณ์ไม่ดี
โรโนเวปรากฏตัว แล้วรับอาสาทำความสะอาดแทนเธอ
เมื่อถามว่าต้องการชาอีกแล้วไหม เกรเทลปฏิเสธ ชาดำของปีศาจไม่เหมาะกับเธอ
เบียทริซจึงพูดว่า มีคนไม่ถูกคอกับชาดำของโรโนเวด้วยเหรอ ?
ตอนนี้เกรเทลบอกว่ากำลังเบื่อ และขอตัวไปข้างนอกสักพัก
แบทเลอร์จึงบอกว่า นี่กำลังจะถึงช่วงที่มาเรียบอกเรื่องร่มและจดหมายจากเบียทริซ เป็นส่วนสำคัญเลยนะ
หลังจากฝากหน้าที่ทำความสะอาดกับโรโนเว เธอก็หายตัวไปทันที ..... ไม่มีใครเข้าใจเหตุผลนั้น
เมื่อแองจี้ออกมา เธอบอกว่าทนไม่ได้
มาเรียใน Metaworld ปรากฏตัว ไม่เข้าใจว่าทำไมแองจี้ถึงหงุดหงิด
แต่สีหน้าของมาเรียตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดเช่นกัน
ขณะที่ชั้นแบมือในความว่างเปล่านั้น มีหนังสือปราฏขึ้นบนมือ เป็นไดอารี่ของมาเรีย
มันพลิกไปทีละหน้าได้เอง โดยไม่ต้องมีลมและประตูสู่โลกของพี่มาเรียก็ได้ถูกเปิดออก
ทำไมเธอถึงคิดว่ามาเรียไม่มีความสุข ? มาเรียถามแองจี้
หน้าของไดอารี่ถูกพลิกอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง ถึงช่วงนั้น.......
(ในอดีตของมาเรียและโรซ่า)
โรซ่าโทรมาบอกมาเรียเช่นเคย ว่ามีธุระด่วน คงกลับไม่ได้จนถึงพรุ่งนี้ตอนค่ำ
มาเรียจึงถามเรื่องดูหนังในวันอาทิตย์ แต่น้ำเสียงของโรซ่าดูเหมือนจะลืมสนิท
เธอจึงบอกขอโทษที่ถามเรื่องนั้น
มาเรียจึงบอกว่าเธอจะเฝ้าบ้าน และทำตามที่แม่เคยสอนไว้ทุกอย่าง
โรซ่ายังคงกำชับเรื่องเวลานอน และอื่นๆ ก่อนที่จะวางสาย
มาเรียกลับมาที่ห้อง เธอปิดทีวีไว้ระหว่างดูกับซากุทาโร่
ดูเหมือนซากุทาโร่อยากจะดูต่อ แต่มาเรียกลับไม่รู้สึกแบบนั้น
เธอคิดถึงเรื่องที่แม่ทำงานล่วงเวลา จนกลับบ้านไม่ได้
แต่มาเรียคิดว่าเธอคงมีเดทหรืออะไรสักอย่าง บ่อยครั้งที่กลับหลังจากที่ดื่มแอลกอฮอล์
ส่วนใหญ่เธอจะตรงไปอาบน้ำ แล้วเข้านอน
รูปที่มาเรียวาด ถูกหัวเราะโดยทุกคน แต่เธอยังต้องการให้แม่ดู ซึ่งแม่ก็ไม่เคยดูมันเพื่อเธอ
เมื่อคนในห้องละทิ้งหน้าที่ทำความสะอาด เธอก็พยายามทำเต็มที่ และถูกชมโดยอาจารย์
เมื่อซื้อของ ชายที่ร้านก็ชื่นชมเธอ และให้ของฟรีแก่เธอ
มีหลายๆ สิ่งที่มาเรียอยากจะพูดกับแม่ แต่เธอไม่เคยว่าง
ซากุทาโร่พยายามให้กำลังใจ มาเรียก็ยังคงบอกว่าไม่ชอบงานของแม่ ทำไมแม่ไม่เปลี่ยนงาน
ซากุทาโร่ยกเรื่องต่างๆ ที่แม่ทำงานแล้วได้เงินมา
แต่มาเรียกลับไม่ต้องการทุกอย่าง ทั้งอาหาร, เสื้อ หรือเข้าแคมป์
ซากุทาโร่ยังคงพูดโรซ่าในแง่ดีหลายๆ เรื่อง จนกระทั่งมาเรียยอมรับ
คนสนิทของแม่ก็มีเพียงมาเรีย คนสนิทของซากุทาโร่ก็มีเพียงมาเรีย
สุดท้ายมาเรียก็น้ำตานองหน้า ซากุทาโร่ยังคงให้กำลังใจเธอ ตอนนี้มันร้องไห้ตามเธอไม่ได้
ซากุทาโร่ยังคงให้รอจนกว่าแม่จะกลับมาในคืนวันอาทิตย์
กล่าวถึงเวทมนตร์ที่ทำให้เกิดรอยยิ้ม
แล้วเสนอวิธีที่ทำให้มาเรียอารมณ์ดีขึ้น ........ ปาร์ตี้ชุดนอน
ในยามค่ำคืนนี้ ก็กินขนม ดื่มน้ำอัดลมบนเตียง เล่นกันมันจนกว่าจะเหนื่อย
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ 3 ทุ่มตามที่แม่สั่งไว้ เป็นความลับระหว่างมันและเธอ
ถึงมาเรียจะยังไม่มั่นใจตอนแรก แต่สุดท้ายก็ทำตามที่ซากุทาโร่เสนอทุกอย่าง
คืนนั้นมาเรียทำตามที่ซากุทาโร่แนะนำหลายๆ อย่าง
ถึงเธอคิดว่าแม่อาจจะกลับมาระหว่างนั้น แต่คงเป็นไปได้ยาก
ถ้าแม่กลับมาร่วมสนุกกับเธอด้วยก็คงดี เธอคิดแบบนั้น
มาเรียวางจดหมายไว้บนโต๊ะของโรซ่า เขียนหน้าซองไว้ว่า
"ถึงแม่ วันนี้ทำงานได้ดีอีกแล้ว มาแบ่งปันความสนุกกันเธอ - จากมาเรีย"
มาเรียให้ของขวัญแก่ซากุทาโร่ด้วย เป็นผ้าพันคอสีแดงที่พบในคลังสมบัติของเธอ
ซึ่งแม่ของเธอเคยถักให้ และถักคำว่า "มาเรีย" ไว้ด้วย
เธอหุ้มมันรอบคอของซากุทาโร่ มันเข้ากับเขา ตัดสีเหลืองด้วยสีแดงเป็นอย่างดี
เป็นของขวัญชิ้นแรกที่มันได้รับ รู้สึกจะเขินๆ อยู่นิดหน่อย หลังจากที่พันแล้ว
ซากุทาโร่กล่าวว่ารักมาเรีย มาเรียก็เช่นกัน
ทั้งสองตกลงว่าจะทำความสะอาดห้องในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่แม่กลับมา
ตัดกลับมาที่มาเรียและแองจี้ นั่นคือ ความสุขที่เธอแสดงให้แองจี้เห็น
แต่แองจี้ไม่คิดแบบนั้น ถึงมาเรียจะมองว่าแม่เธอลืมคำสัญญา เป็นเพียงปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เธอยังคงมีซากุทาโร่เป็นเพื่อนเสมอ แองจี้ปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของมาเรีย แองจี้เริ่มน้ำตาซึม
มาเรียจำไม่ได้ว่า เธอเขียนความรู้สึกแบบนั้นลงไปด้วย ?
ถึงมันจะไม่ได้เขียนลงไป แต่เมื่ออ่านทุกบรรทัดแล้ว แองจี้เข้าใจความรู้สึกของมาเรีย
สิ่งที่เธอแสดงออกมา เป็นการแสดงถึงความเศร้า ไม่ว่าเรื่องที่จะไม่ได้ทำตามกฏของแม่ หรือปิดบังความเศร้า
มาเรียทำเหมือนเรื่องลืมสัญญาดูหนัง กับปาร์ตี้ชุดนอนเป็นคนละเรื่อง
แองจี้ก็ไม่คิดแบบนั้น นั่นเป็นความรู้สึกลึกๆ ของมาเรียที่ต้องการความรักจากแม่ เธอไม่เชื่อคำพูดของโรซ่า
มาเรียจึงบอกว่า แองจี้เป็นเด็กที่น่าเศร้า ซึ่งแองจี้ก็ไม่อยากให้พี่มาเรียสงสารเธอ
มาเรียจึงบอกว่า "ข้อเท็จจริง" เกี่ยวกับความสนุกในปาร์ตี้ชุดนอน ถูกบันทึกไว้ในไดอารี่
ถ้า "ข้อเท็จจริง" เดียวกัน ถูกมองโดยคนอื่น มันจะถูกเปลี่ยนรูปแบบไป
มาเรียกล่าวถึงสิ่งที่เคยคุยกับเบิร์นกัสเทลก่อนหน้านี้
ความจริง ไม่สามารถแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่สังเกตมัน อย่างไรก็ตาม มันถูกรับรู้ได้
ในอีกความหมายหนึ่ง ขึ้นกับคนที่รับมัน ความจริงเดียว สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นหลายความจริง
และความจริงในอดีต มันเจ็บปวดยิ่งกว่า ความจริงในอนาคต
ในไดอารี่นั้น มาเรียเขียนสิ่งที่เกิดในคืนนั้น มันสนุกมากๆ
แองจี้จึงบอกว่า มาเรียบอกว่าเหตุการณืในคืนนั้น เป็นสิ่งที่สนุกมาก
มาเรียพูดต่ว่า เมื่ออ่านไดอารี่นั้น แองจี้คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ
แองจี้ตอบ ถึงอธิบายว่ามีความสุข เธออ่านมันในความหมายที่แตกต่าง
มาเรียจึงบอกให้เธอหยุด ด้วยสีหน้าที่จริงจัง และบอกว่ามันคือ ความจริง
และแองจี้อย่านำความจริงที่น่ายินดีนั้นไปละเลงสีทับ ด้วยความจริงใหม่ที่แตกต่างจากเดิม
แองจี้ยังคงถามเรื่องสิ่งนั้นทำให้พี่มาเรียมีความสุขจริงหรือ ?
มาเรียยังคงยืนยันคำเดิม คนที่ไม่ได้รู้สึกมีความสุขในสถานะการณ์เดียวกันนั้น เป็นคนที่น่าสงสาร
มาเรียและแองจี้อยู่ในสถานะการณ์เดียวกัน โดดเดี่ยว และปราศจากเพื่อน
แองจี้ยอมรับความจริงที่โดดเดี่ยว เป็นไปตามนั้น
แต่มาเรีย ละเลงสีทับความจริงอันโดดเดี่ยว ด้วยความจริงอันแสนสุข
อุชิโรมิยะ มาเรีย ได้รับความจริงอันน่าเศร้า แล้วเปลี่ยนมันเป็นความสุข
เป็นเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่างระหว่างชั้น (แองจี้) และพี่มาเรีย
และแม้ว่าชั้นจะไม่สามารถยอมรับสิ่งนั้นได้...... ชั้นยังคงอิจฉาพลังนั้น
มาเรียยืนยัน เรื่องพลังนั้น มาเรียสามารถมีความสุขได้ แต่แองจี้ปราศจากมัน
แองจี้จึงถามว่า พลังนั้น คือ อะไร ?
มาเรียเรียกมันไม่ถูกเหมือนกัน ไว้คุยเรื่องนี้กันภายหลัง
เธอพูดถึงหน้าต่อไปของไดอารี่ เรื่องของขวัญที่แม่มอบให้หลังเธอกลับมา
โรซ่ากลับบ้านในสภาพที่เหนื่อยล้า
มาเรียแสดงอาการดีใจอย่างมาก รวมถึงซากุทาโร่ (ถึงจะพูดแล้วไม่ได้ยินก็ตาม)
ถึงโรซ่าจะแสดงอาการที่น่ากลัว แต่เมื่อเห็นลูกสาวที่อารมณ์ดีอย่างคาดไม่ถึง เธอพยายามปิดอาการนั้นไว้
โรซ่าสงสัยว่าทำไมมาเรียถึงดีใจแบบนั้น จนคิดว่าเพื่อนมาเล่นด้วย ... ไม่มีรองเท้าคนอื่นหน้าทางเข้า
เธอไม่คิดว่าตุ๊กตาที่เธอให้ลูกสาว จะทำให้เธออารมณ์ดีได้ขนาดนั้น
โรซ่าจึงมอบของขวัญให้ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม รวมถึงซากุทาโร่ด้วย
ชิ้นแรกเป็นขนมตะวันตก เป็นคุกกี้สก็อตที่ดูมีราคาแพง
แต่มาเรียสนใจอีกชิ้นมากกว่า เป็นของในกล่องใหญ่
โรซ่าบอกให้เปิด มันคงเป็นเพื่อนใหม่แก่มาเรียและซากุทาโร่
ในนั้นประกอบด้วยเซรามิครูปสัตว์ขนาดเล็กกว่า 20 ตัว
เช่น กระรอก, กระต่าย, นก, หมา และแมว ทุกตัวถือเครื่องดนตรีในมือ
มีฉากหลังยาว เป็นรูปป่า ซึ่งเหมาะกับสัตว์พวกนี้มาก
มาเรียและซากุทาโร่ดีใจที่ได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น
จากนั้นมาเรียจึงให้แม่ไปอาบน้ำ จะได้สดชื่นขึ้น มาเรียจะอาบด้วย
แต่โรซ่าเห็นว่ามืดแล้ว ให้มาเรียไปนอนจะได้ตื่นแต่เช้าในพรุ่งนี้
มาเรียจะทำตามที่แม่บอก แล้วอาสาถอดเสื้อโค้ทให้
ถึงโรซ่าจะทำเองได้ แต่พอเห็นลูกสาวพยายามก็ให้เธอทำ
เมื่อถอดโค้ท เธอพูดถึงกลิ่นข้างนอก
แต่ก็เห็นบางอย่างตกลงมาจากเสื้อ มาเรียจึงจะหยิบขึ้นมา
มันเป็นใบเสร็จหรือต้นขั้วของตั๋ว ที่ตกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของแม่ มาเรียหยิบอย่างรวดเร็ว
เหมือนตั๋วสำหรับ Green Car หรือรถไฟชินคังเซ็น หรือบางอย่าง
....... อาทามิ ? สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อนไม่ใช่เหรอ ?
เผี๊ยะ...
ในเวลานั้น ท่าทางของโรซ่าเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
เธอเอาต้นขั้วนั้น จากมือมาเรียอย่างรวดเร็ว
มาเรียเริ่มเจ็บมือ เพราะถูกแม่ตีตอนหยิบตัว
เธอเริ่มสงสัยว่าทำอะไรผิด หรือเธอแตะต้องของสำคัญของแม่
...... มาเรียกล่าวขอโทษแม่ของเธอ ทันที
จากนั้นโรซ่าก็ไม่ได้พูดอะไร เธอออกจากห้องไปทันที
มาเรียไม่เข้าใจ คิดเพียงว่าตัวเองทำสิ่งที่ผิด มันต้องสำคัญต่องานของแม่
เธอผิดที่ไปแตะต้องมัน โดยที่แม่ไม่อนุญาติ
ซากุทาโร่ช่วยปลอบ แม่ของเธอคงจะเหนื่อย หลังจากอาบน้ำ เธอคงกลับเป็นแม่ที่ดีเช่นเคย
แองจี้ใน Metaworld ตัดบททันที เธอทนดูต่อไปไม่ได้
เธอไม่คิดว่านั่นเป็นความสุข แต่มาเรียกลับพูดว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่เหนื่อย
แองจี้ไม่คิดว่าจะได้ยินความคิดแบบนั้นจากเด็ก 9 ขวบ
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เธอสนใจเรื่องตั๋วมากกว่า
โรซ่าควรกลับจากที่ทำงานไม่ใช่เหรอ ? ทำไมถึงเป็นอาทามิ ? ไม่ใช่ว่าเธอไปพักผ่อนเหรอ ?
เธอทอดทิ้งมาเรีย แล้วไปพักผ่อนใช่ไหม ? และมาเรียไม่ได้ไปเที่ยวด้ว.......
ก่อนพูดจบ มาเรียตัดบท มันไม่ได้พิสูจน์ว่าแม่ไปพักผ่อนตามที่แองจี้คิด
แองจี้จึงบอกว่า โรซ่าโกหกในโทรศัพท์ เปลี่ยนอารมณ์และหยิบตั๋วไปจากมาเรีย
ต้องการสิ่งใดที่พิสูจน์มากกว่านั้นอีก แองจี้เริ่มพูดด้วยอารณ์รุนแรงมากขึ้น
มาเรียยังคงยิ้ม แล้วอธิบายเรื่องการท่องเที่ยวทางธุรกิจเมื่อก่อน หรือเก็บขยะมาไว้ในกระเป๋าจากคนอื่น
มันไม่ใช่ของเล่น มาเรียเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงเอามันกลับคืนไป
เธอยังกล่าวว่าหลักฐานที่พูดนั้น เป็นเพียงการจินตนาการของแองจี้
มาเรียไม่เข้าใจว่าทำไมแองจี้ถึงต้องตีความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ถึงแย่แบบนั้น
แองจี้ก็เช่นกัน ไม่คิดว่ามาเรียจะคิดเข้าข้าง แม่ของเธอแบบนั้น
นั่นทำให้มาเรียพูดว่าแองจี้เป็นเด็กที่น่าสงสาร
แม้ว่าจะมีสิ่งมากมายรอบตัวที่ทำให้เธอมีความสุข แองจี้จะไม่สามารถพบมันได้
... แงอจี้กลับมองแต่สิ่งที่ไม่มีความสุข และยังคงเจ็บปวดต่อไป
นั่นเป็นเหตุผลที่แองจี้หวาดกลัวความเจ็บปวด
และเริ่มหาความสุขหลังจากที่มั่นใจว่าไม่มีอะไรรอบตัวทำให้เธอเจ็บปวด
มาเรียยังบอก ว่ามีเศษเสี้ยวของความสุขและไม่มีความสุขจำนวนมาก ซึ่งเต็มไปหมดทั้งโลก
ดังนั้นคนที่ไม่สามารถหาความสุขได้ มีเพียงแต่ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะมองหามัน
เหมือน ทิลทิล และ มิทิล ที่ออกตามหานกสีฟ้า
หมายเหตุ : นกสีฟ้า เป็นบทละครและนวนิยาย ที่กล่าวถึงเด็กสองคนที่ตามหานกสีฟ้า
เพื่อนำมันไปช่วยเด็กข้างบ้าน พวกเขาต้องออกเดินทางไปทั่ว
พบเรื่องต่างๆ มากมาย หลังจากพบก็ไม่สามารถจับมันไว้ได้
เป็นเรื่องที่สอดแทรก ถึงความสุขต่างที่หลายคนมองข้ามไป
การหานกสีฟ้า ก็เหมือนการแสวงหาความสุขนั่นเอง
มาเรียกล่าวต่อ เรื่องแองจี้ค้นหาโลกที่ปราศจากเศษเสี้ยวที่ไร้ความสุข
มันก็เหมือนกับเรื่องนกสีฟ้า เธอจะไม่สามารถหาความสุขได้ตลอดไป
....... แบทเลอร์เป็นฮันเซล ? เขาเป็นนกสีฟ้าไม่ใช่เหรอ ?
แองจี้ให้พักเรื่องนี้ไว้ ..... เธอไม่คิดว่าในคืนนั้นจะแย่เพราะกระดาษเพียงแผ่นเดียว
มาเรียคิดว่าทำได้ บางทีพลังที่ทำให้มีความสุข ก็ถูกชักนำด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียวเช่นกัน ....
ตัดมาที่ด้านในไดอารี่ โรซ่ารู้สึกทั้งโมโห และเศร้า จากนั้นกลับไปที่ห้องของเธอแล้วปิดประตู
คำว่า "ขอโทษ" ของลูกสาว มันเฉือนเข้าไปในอกของเธอ คมยิ่งกว่ามีด
ในเวลานั้น โรซ่าสังเกตจดหมายน่ารักฉบับหนึ่ง บนโต๊ะของเธอ
บางทีจดหมายอาจมาจากนิตยสารของเด็กผู้หญิงก็ได้
...... ถึงแม่ มาแบ่งปันความสุขของเราเถอะ ..... มันเขียนไว้แบบนั้น
เธอหยิบขึ้นมา ...... หลังจากลังเล ก็เปิดมันออก ... อ่านสิ่งที่อยู่ข้างใน .....
หลังจากน้ำตา 2 หยด ไหลลงมาบนกระดาษ
เธอรีบออกจากห้อง แล้วกอดมาเรียจากด้านหลังในขณะที่มาเรียกำลังจะไปอาบน้ำ
ฝังหน้าเธอไว้บนแผ่นหลังของลูกสาว แล้วร้องไห้
โรซ่าตระหนักแล้วว่า เธอเป็นคนที่ควรจะขอโทษ จึงกล่าวขอโทษ
ทำไมแม่ถึงขอโทษ ...? ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น .....
ด้าน Metaworld มาเรียให้ดูสิ่งนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างแม่และมาเรีย
แองจี้จึงบอกว่า สำหรับเธอแล้ว ความสุขของพี่มาเรียนั้น เป็นยิ่งกว่าความเจ็บปวด
มาเรียเข้าใจความรู้สึกของแองจี้ .... มาเรียเคยเป็นแบบนั้นก่อนที่จะรู้จัก "พลัง" นั้น
เป็นเพียงเด็กน้อยที่น่าสงสาร เฝ้ามองหาแต่เศษเสี้ยวของความโชคร้าย
แองจี้ยังสงสัยเรื่องพลังนั้น เป็นสิ่งที่เธอไม่มี แต่มาเรียมี
จะบอกว่าเธอโชคร้าย และมาเรียกำลังให้กำลังใจเพราะเธอไม่มีงั้นเหรอ ?
แองจี้ต้องการมากกว่าคำพูดในเชิงนามธรรม ที่มาเรียกล่าวถึง "พลัง"
มาเรียจึงบอกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่แองจี้อ่านไดอารี่ของเธอมานาน
เธอจะสอนความลับของพลังนั้น .... และเธอเคยสอนแองจี้ตั้งแต่เด็ก ? เธอลืมแล้วหรือ ?
มาเรียพูดต่อว่า ชันจำมันได้ ..... ตอนนี้ ชั้น ไม่สิ เธอ .... เธอจะสอนคุณ
แองจี้สงสัย ว่าเธอ ...? ใคร ?
"ชั้นจะสอนเธอแทนมาเรีย"
แองจี้จำเสียงนั้นได้ ...... เบียทริซ เธอปรากฏตัว
พลังที่มาเรียมี แต่เธอไม่มี เบียทริซพูด
ใช่ พลังที่มาเรียมี แต่แองจี้ไม่มี มาเรียพูดซ้ำ
ทั้งสองพูดพร้อมกัน ..... "มันคือ เวทมนตร์"
ทั้งสองหัวเราะคิกคักในเวลานั้น
ดูเหมือนท่าทีที่ไร้เดียงสา ไม่เหมือนกับเบียโตะที่รู้จัก
ตัดไปอีกสถานที่แห่งหนึ่ง ชาดำวางบนโต๊ะในสวนและคฤหาสถ์ที่สวยงาม
เบียโตะ, มาเรีย และซากุทาโร่นั่งร่วมกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน
เบียทริซกล่าวทักทายซากุทาโร่ เพื่อนของมาเรีย
มาเรียก็แนะนำเพื่อนของเธอ เบียทริซ
ซึ่งซากุทาโร่ก็สงสัยว่า เบียทริซก็เป็นเพื่อนของเขาด้วยไหม ?
เมื่อมาเรียยืนยันว่าใช่ ทำให้มันดีใจ
เบียทริซสงสัยว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเธอทุกวันหรือเปล่า
.... การใส่วิญญาณเวทมนตร์เข้าไปในสิ่งไม่มีชีวิต และให้ชีวิตมัน
มาเรียปฏิเสธว่าซากุทาโรไม่ใช่สิ่งไม่มีชีวิต เขาเป็นลูกสิงโต
เบียทริซกล่าวเรื่องที่ทำให้วิญญาณพูดเหมือนเด็กไร้เดียงสา มันไม่ธรรมดาเลย
ตามที่เบียทริซบอก ทุกครั้งที่เด็กเล่นตุ๊กตา มันจะได้รับความปรารถนาไว้ในตัว
บางครั้งมันสามารถเดินได้ตามที่ตัวมันต้องการ
พลังดูดซับสู่วัตถุมันอ่อนแอ เพราะเป็นเพียงความไร้เดียงสา
พิษเพียงเล็กน้อยจากความรู้สึกของมนุษย์ ที่คิดว่าตุ๊กตาไม่มีทางพูดหรือเดินได้ มันจะทำให้กลายเป็นตุ๊กตาธรรมดา
สำหรับซากุทาโร่ ดูจะต่างออกไป
มาเรียยังย้ำคำเดิม ถึงเป็นตุ๊กตาสัตว์ แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้น
ซากุทาโร่พูดเรื่องลูกสิงโต และพยายามคำรามอย่างติดขัดว่า Ga, Ga.... แต่ยังคงติดคำว่า Uryu-! อยู่เช่นเคย
มาเรียเสริมว่าเขาเป็นลูกสิงโต จึงยังคำรามเป็น Gao ไม่ได้ เป็นบางครั้ง Uryuuryuuryu ~*
เบียทริซถอนหายใจ แล้วกล่าวต่อ
เรื่องที่น่าแปลกที่ซากุทาโร่ไม่ใช่วิญญาณที่เรียกมาจากโลกอื่น
แต่กลับถูกสร้างจากทะเลของความว่างเปล่า
หลังจากนั้น มาเรียบอกเบียทริซเรื่องเพื่อนคนอื่นๆ ในบ้าน ที่เป็นตุ๊กตา
เบียทริซจึงบอก ไม่ต้องสงสัยว่านั่นเป็นอำนาจเวทมนตร์ของเธอ
มาเรีย คิดว่าเธอเป็นเพียงแม่มดฝึกหัด ไม่น่าจะใช้เวทมนตร์ได้ ?
เบียทริซยืนยันว่านั่นเป็นเวทมนตร์ เธอเป็นแม่มดฝึกหัดเพราะไม่รู้วิธีใช้มันต่างหาก
การปรากฏตัวของซากุทาโร่ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ ... ถ้าเรียกให้เหมาะสมคงเป็นการสร้าง
แล้วยังเป็นเวทมนตร์ที่ทรงพลัง ในยุคนี้ การปฏิเสธเวทมนตร์เป็นเหมือนพิษที่ต่อต้านแม่มด
การสร้างชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ตัวเบียทริซเองก็ตาม
เมื่ออธิบาย มาเรียก็ไม่เข้าใจ เธอตีความว่าซากุทาโร่น่าทึ่ง ใช่ไหม ?
เธอดีใจที่เบียทริซชมเธอมาก ซากุทาโร่ก็เช่นกัน
เบียทริซอธิบายถึงความยอดเยี่ยมนั้นต่อ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้าง 100 จาก 1
แต่การสร้าง 1 จาก 0 ไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อมาเรียเป็นแม่มดเต็มตัว อาจจะยิ่งใหญ่กว่าเธอ จนเธอต้องขอเป็นลูกศิษย์
.... "แม่มดแห่งการเริ่มต้น" .....
เบียทริซอยากรอดูอนาคตของมาเรีย
มาเรียดีใจที่เบียทริซบอกว่าเธอมีทักษะในฐานะแม่มด ซากุทาโร่ขอบคุณที่เธอชมมาเรีย
เบียทริซบอกไม่จำเป็น เธอยังชมผ้าพันคอสีแดงของเขา
ซากุทาโร่จึงบอกว่าได้มาจากมาเรีย และเขาชอบมันมาก
เบียทริซก็จะให้ของขวัญเช่นกัน
ของขวัญจากแม่มดต้องมีอำนาจเวทมนตร์ เธอต้องการให้เล่นกับมาเรียได้มากที่กว่าเคย
ซากุทาโร่วิตกนิดหน่อยเมื่อได้ยินแบบนั้น มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือเปล่า ? มาเรียจึงบอกว่าไม่ต้องกังวล
เบียทริซกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี ให้เขามีตัวตนมากกว่าเดิม เธอกอดแขนแล้วคิด
ระหว่างนั้นเวอร์จิเลียปรากฏตัว เธอเป็นแม่มดที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน
ถ้าเบียทริซยิ่งใหญ่สำหรับมาเรีย อาจารย์ของเธอคงเป็นแม่มดที่ยิ่งใหญ่และยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า
เวอร์จิเลียมาได้จังหวะพอดี เบียทริซแนะนำซากุทาโร่ให้เธอรู้จัก
เพื่อเป็นการทักทาย เวอร์จิเลียจึงเสกขนมเม็ดเล็กๆ (Cough Drop) มาให้ซากุทาโร่
เบียทริซจึงแซวว่าทำไมถึงเอาของแบบยายแก่มา น่าจะเป็นลูกอม รสนมผสมสตอเบอร์รี่
เวอร์จิเลียจึงบอกจะไม่ให้ขนมเธออีก เบียทริซจึงยิ้มแล้วขอโทษ
จากนั้นเธอให้มาเรียหยิบหนังสือเวทมนตร์มา และเขียนบางอย่าง
เป็นเวทมนตร์ที่เรียนรู้จากเวอร์จิเลีย.... เวทมนตร์ที่เปลี่ยนวัตถุจากโลกอื่นให้มีตัวตน
เธออธิบายต่ออาจารย์ ซึ่งเวอร์จิเลียก็เห็นด้วยกับของขวัญนั้น
ซากุทาโร่ยังกังวลเล็กน้อย มาเรียจึงบอกว่าไม่ต้องกลัว
เบียโตะยืมหนังสือจากมาเรีย แล้วเขียนมันลงไปในหน้าว่าง เป็นวงแหวนเวทมนตร์ เธอยิ้มให้ซากุทาโร่ก่อนเขียน
ซากุทาโร่อยู่ที่ตักของมาเรีย อยากรู้ว่าเธอเขียนอะไร บางทีถึงเห็นก็คงไม่รู้ว่ามันคืออะไร ?
มาเรียอธิบายเพียงว่ามันยอดมาก เวอร์จิเลียกล่าวชมเด็กคนนั้นที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ
เมื่อเสร็จแล้ว เบียทริซดูเอกสารนั้นจากระยะไกล และพอใจกับงานของเธอ
มาเรียบอกว่ามันน่ารักสำหรับเธอ
"ในนามของแม่มดทองคำ, เบียทริซ ชั้นยอมรับซากุทาโร่ เด็กของมาเรีย"
จากนั้นเธอให้อาจารย์กล่าวต่อในฐานะสักขีพยาน
"ในนามของชั้น ชั้นเป็นพยานและยอมรับสัญญานี้"
เมื่อประกาศสัญญาโดยแม่มดสองตน ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น
เป็นโชคดีที่เวอร์จิเลียอยู่ที่นี่ เพราะมันขึ้นกับปริมาณและคุณภาพของแม่มดด้วย
สหายของเวอร์จิเลียมีมากมายในโลกที่สูงขึ้นไป ดังนั้นอำนาจนั้นมากกว่าเบียทริซจนไม่สามารถเปรียบเทียบได้
เบียทริซจึงบอกว่า ตามสัญญาของ Mariage Sorciere (= พันธมิตรของแม่มด)
ตอนนี้ซากุทาโร่เป็นเพื่อนของพวกเธอแล้ว
เมื่อมาเรียนำสัญญาไปให้ซากุทาโร่ดู ก็เกิดบางอย่างเปลี่ยนแปลงกับเขา
แสงที่สว่างจ้านั้นหายไป ตัวตนของซากุทาโร่ก็ปรากฏ
เป็นร่างเด็กผู้ชายที่น่ารักมาก สำหรับมาเรียและเหล่าแม่มด ทำให้ซากุทาโร่รู้สึกเขินอาย
เบียทริซกล่าวชมเรื่องผ้าพันคอ และหูสัตว์ ที่ทำให้ดูดี เธออยากขอลองใส่บ้างในภายหลัง แล้วหัวเราะ
มาเรียกล่าวขอบคุณสำหรับของขวัญชิ้นนี้
เบียทริซจึงบอกว่าไม่จำเป็น เป็นเพราะเวทมนตร์ที่น่าอัศจรรย์ของมาเรียและเพื่อนของเธอ
และตอนนี้คงไม่แปลกที่เธอจะเกินแม่มดฝึกหัดไปแล้ว
เธอจะสอนเวทมนตร์ใหม่และเวทมนตร์อันแสนสนุกให้
ตอนนี้เธอเรียกตัวเองได้ว่า "มาเรีย แม่มดแห่งการเริ่มต้น (MARIA, the Witch of Origins)"
เบียทริซอธิบายว่า เป็นชื่อของแม่มดผู้ที่แสวงหาการเป็นผู้สร้าง
ตอนนี้เธอเป็นเพียง Enchanter ผู้ที่มีอำนาจเพียงมอบพลังให้แก่วัตถุเล็กๆ โดยรอบ
แต่การฝึกนับพันปีหลังจากนี้ เธอจะมีพลังมากพอที่จะสร้างกาแล็คซี่ได้
เวอร์จิเลียเสริมว่าความสามารถนั้นหายากมาก
เบียทริซมอบชุดให้แก่แม่มดฝึกหัดคนใหม่

มาเรียดีใจกับชุดที่ได้รับมาก เธออยากให้แม่เห็นชุดนี้
ด้าน Metaworld อีกครั้ง มาเรียคุยกับแองจี้ในชุดใหม่
อย่ากลัวการมีความสุข การมีความสุขไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยอมรับโชคร้าย
มันแสดงถึงการสร้างความสุขใหม่ที่มาจากโชคร้ายที่ได้รับ สิ่งนั้นจะสร้างเวทมนตร์แห่งการเริ่มต้น
แองจี้ไม่สามารถยอมรับโลกปัจจุบันของเธอได้ ถึงเธอข้ามมายังโลกของพี่มาเรีย เธอก็ก้าวข้ามไปไม่ได้
มาเรียจะสอนเวทมนตร์นั้นแก่เธอ แองจี้ยังเป็นแม่มดฝึกหัด เธอจะเข้ามาสู่ Mariage Sorciere ด้วย ไม่ใช่เหรอ ?
แองจี้บอกว่าใช่ เธอก็เคยให้ชื่อของเธอเข้าร่วมกับ Mariage Sorciere เช่นกัน .....

Chapter 6
โลกหลังจากเหตุการณ์นั้น 12 ปีหลังจากนั้น
Date : Oct 1998
ตัดมาที่อนาคตของแองจี้ ในสถานที่แห่งหนึ่ง
เขาไม่เคยลืมมัน ในเดือนเมษายน ปี 1987 เขาได้รับการขอร้องจากเพื่อน
หนังสือสะสมจำนวนมาก จากคนรวย และนำมาประมูล มีคนอยากที่จะได้มัน
แองจี้รู้ว่านั่นเป็นครึ่งปีหลังจากเกิดเหตุบนเกาะรคเคนจิมา
ชายคนนั้น รู้ว่าหนังสือมาจากผู้รอดจากหายนะบนเกาะรคเคนจิม่า โดยอุชิโรมิยะ เอวา
เธอกำลังคุยกับชายวัยกลางคนอีกคน ในร้านอาหารชั้นนำ
อามาคุซะกำลังรอที่หน้าทางเข้าร้าน เพื่อระวังพวกตระกูลของสุมาเดระที่อาจตามมา
ชายนักวิชาการ คุยกับแองจี้ด้วยความสุภาพ แต่เต็มไปด้วยความสนใจ
เขาเป็นศาสตรจารย์ที่มหาวิทยาลัย (ชื่อ Ootsuki) และรู้เกี่ยวกับเรื่องพื้นบ้านฝั่งตะวันตกดี
ในชีวิตจริงนั้น เขาศึกษาทั้งเรื่องลัทธิเวทมนตร์, การเล่นแร่แปรธาตุ และทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องราวของปีศาจ
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เขาเข้าใจการค้นคว้าของคินโซได้ดีกว่าคนอื่น
เขากล่าวถึงคินโซที่เป็นถึงคนที่ศึกษาในด้านนี้ ติดอันดับ Top 5 ของญี่ปุ่น
เมษายน ปี 1987 นั้น ร้านขายของเก่าได้รับหนังสือโบราณจำนวนมาก จากที่เอวานำไปประมูล
ถึงเอวาจะเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แต่เพียงครึ่งปี ยังไม่มีการยืนยันว่าผู้สูญหายจะเสียชีวิตไปแล้ว
เธอก็ยังนำหนังสือสะสมทั้งหมดของคินโซ "ห้องสมุดของอุชิโรมิยะ" มาประมูลขายแก่คนทั่วไป
หนังสือเหล่านั้น มีคุณค่าสำหรับคนค้นคว้าเรื่องพวกนี้มาก บางอย่างไม่สามารถหาได้อีกแม้จะใช้เวลานับพันปี
อย่างเช่น สมุดโน็ตของดาวินซี่ ว่ากันว่ามีเหลือเพียง 5,000 หน้าเท่านั้น หายสาปสูญไปกว่า 10,000 หน้า
เชื่อกันว่า หน้าที่หายสาปสูญไปนั้น ยังคงกระจายอยู่กับกลุ่มของเศรษฐีที่มั่งคั่ง
ก่อนที่ ห้องสมุดของคินโซจะกระจายไปสู่สาธารณะชนโดยเอวา
เกาะรคเคนจิม่าเป็นเพียงเกาะไร้ชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก
แต่หลังจากที่หนังสือของเขากระจายไปทั่วโลก รคเคนจิมาากลายเป็นเกาะแห่งมนต์ดำทันที
ชายคนนั้นยังกล่าวถึง เรื่องขวดที่บรรจุข้อความด้วย เป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดบนเกาะ
มีชาวประมงหนุ่มบนเกาะชิคิเนะจิม่า ได้รับขวดนั้น
เมื่อเกาะรคเคนจิม่าเป็นที่รู้จัก เขาจึงประกาศว่าค้นพบสิ่งนั้น
แองจี้สงสัยความเป็นไปได้ ที่จะถูกทำขึ้น
นักวิชาการกล่าวว่าพวกเราปฏิเสธเรื่องนั้นไม่ได้
เศษกระดาษนั้น ถึงเป็นของเด็กสาวที่ชื่อ อุชิโรมิยะ มาเรีย
แต่เมื่อพิจารณาลายมือแล้ว ยืนยันได้ว่าเขียนโดยคนอื่น ไม่ใช่เธอ
เขาเชื่อว่าเขียนโดยคนที่มีทักษะในการเขียนมากกว่า เป็นไปได้ที่จะปลอมชื่อ
ทำให้คิดว่าความน่าเชื่อถือในกระดาษนั้น ต่ำเกินไป
แต่หลังจากนั้น มีการยืนยันเรื่องขวดข้อความที่พบอีกแห่งโดยตำรวจ
โอกาสที่กระดาษจะเหมือนกันนั้นต่ำมาก และมันถูกทิ้งไว้หลายวันก่อนจะพบ
อีกทั้งลายมือทั้งสองตรงกัน ทำให้กระดาษที่พบก่อนหน้านั้นมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
กระดาษหลายแผ่น อยู่ในขวดไวน์สองขวด
เขียนโดยคนอ้างชื่อตัวเองว่า อุชิโรมิยะ มาเรีย แต่ดูเหมือนไม่ใช่เธอ
มันบรรยายถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ในท่ามกลางพายุ
ปริศนาของแม่มดทองคำ พิธีกรรมคืนชีพแม่มด และสุดท้ายแม่มดก็คืนชีพ
เรื่องราวของเกาะรคเคนจิม่าก็ถูกกระจายไปทั่วโลก เมื่อเวลาผ่านไป มันยิ่งมีมนต์ขลังยิ่งขึ้น
แองจี้พูดต่อเรื่องที่ได้ยินว่า กระดาษจากชาวประมง และกระดาษจากตำรวจ มีเนื้อหาต่างกัน
ศาสตราจารย์กล่าวว่า ถูกต้อง เนื้อหาต่างกัน ถึงระบุช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม
หนึ่งในนั้นคงจะเป็นเรื่องโกหก หรือมันอาจจะโกหกทั้งคู่
เรื่องเริ่มต้น, เหตุการณ์ที่มีคนตาย และรายละเอียดต่างๆ จนจบหมือนกัน
แต่เนื้อหารายละเอียดนั้น ต่างกันสิ้นเชิง
ลำดับการฆ่า, วิธีการตาย และเรื่องราวในสองวันนั้น แตกต่างกัน
ถึงกระนั้น เอวาผู้รอดชีวิตคนเดียวก็ไม่ได้อธิบายเรื่องราวบนเกาะ จึงไม่มีความกระจ่าง
ทั้งสองอย่างนั้น อาจจะมีสิ่งที่เป็นความจริง หรือไม่มีเลย
Schrodinger's Cat Box
ถ้ามันไม่ถูกปฏิเสธ แม้จะเป็นเรื่องจริงผสมเรื่องหลอกลวง มันก็สามารถเป็นความจริงได้
เมื่อถามเรื่องใครส่งจดหมายนั่น ศาสตราจารย์ก็ไม่รู้เช่นกัน
เรื่องราวบนเกาะยังคงเป็นสิ่งที่ดึงดูดพวก Witch Hunt อยู่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนจำนวนมากที่สนใจความจริงบนเกาะนั้น
ศาสตราจารย์คนนี้ก็เช่นกัน เป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น และครบรอบ 10 ปี ก็เพิ่งไปพบปะกับกลุ่มที่จัดขึ้นที่นิวยอร์ค
เรื่องราวของแม่มดเป็นที่สนใจของกลุ่มคนจากทั่วทุกมุมโลก จากนั้นก็คุยเรื่องที่สนใจ......
แองจี้ไม่ต้องการได้ยินคำอธิบายเหล่านั้น กล่าวโดยสรุป เขาเป็นคนมีชื่อเสียงในกลุ่ม Witch Hunt ของญี่ปุ่น
(Note : Witch Hunt เป็นส่วนที่ผู้แต่งริวคิชิตั้งใจเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นกลุ่มที่แปลเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษนั่นเอง)
แองจี้ถอดหายใจแล้วยักไหล่ เธอไม่อยากเสียเวลาเรื่องขวดแก้วอีก
กล่าวคือ มีคนปลอมใช้ชื่อมาเรีย เขียนเล่าเหตุการณ์นั้น แล้วโยนลงทะเล
คำถามคือ ใครที่คนสร้างปัญหา โดยเตรียมกระดาษที่น่าสงสัยนั้น ?
ขวดข้อความในทะเล ไม่มีอะไรการันตีที่จะส่งไปถึงมือคนอื่นเลย
มันอาจจะหายสาบสูญไป หรือคนที่พบอาจจะไม่สนใจต่อเนื้อหา
แล้วก็ทำไมถึงเขียนเรื่องเล่าหลายๆ เรื่อง ? ยิ่งพบถึงสองขวด ยิ่งน่าสงสัย
มันอาจจะมีมากกว่านั้นที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบ
บางทีอาจจะเป็นแผนที่เตรียมการไว้จำนวนมากก็ได้ แองจี้คิดแบบนั้น
ป้าเอวาไม่ได้บอกสิ่งใดก่อนที่เธอจะจากไป เพราะเธอแค้นแองจี้
ถ้าคนที่เขียนไดอารี่ เป็นคนผิด บางทีป้าเอวา อาจเป็นหนึ่งในคนที่ควรจะถูกฆ่า
ที่เธอรอดเพราะมีบางอย่างที่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้
เมื่อมองนาฬิกา ได้เวลาที่จะไปแล้ว แองจี้กล่าวขอบคุณศาสตราจารย์
เขาคิดว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่เด็กสาวแบบเธอ เป็นเพื่อนใหม่ของสมาคม Witch Hunt
แต่ก่อนจากแองจี้ ก็มีเรื่องที่จะถามเขาอีกเล็กน้อย เธอถามเหตุผลที่เขาสนใจเรื่องพวกนี้ ?
ศาสตราจารย์จึงเล่าเรื่องความฝันในวัยเด็ก ที่คิดว่าถ้ามีเวทมนตร์จะช่วยหลายๆ อย่าง
ถ้าเขาเป็นพ่อมดได้ เขาอยากเป็นหรือไม่ ?
เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ยังคงไม่ลืมความฝันนั้น อย่าไปบอกพวกลูกศิษย์เขาล่ะ
ถ้าบอกว่า ชั้นเป็นแม่มดล่ะ คุณจะเชื่อไหม ? ดูเขาจะหัวเราะกับเรื่องนี้
เธอมีคำถามสุดท้าย ...... เขาเคยเห็นข้อความในขวดด้วยสายตาตัวเองไหม ?
เขายืนยันว่าเคย แน่นอนว่าจำลายมือได้ด้วย เขาพูดด้วยความมั่นใจ
เขาภูมิใจเหมือนรู้ทุกเรื่องบนเกาะรคเคนจิม่าดี
แองจี้หยิบสมุดมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดหน้าที่เขียนด้วย "ถึงแม่มดฝึกหัดที่รัก" และจบด้วย "เบียทริซ"
ทันทีที่ศาสตราจารย์เห็น หน้าเขาเริ่มซีด
แองจี้รู้คำตอบ โดยที่ไม่ต้องถาม .... แต่ก็ยังถามซ้ำ ว่าใช่ลายมือเดียวกันหรือไม่ ?
ศาสตราจารย์ ตอบตะกุกตะกัก เขาต้องการนำสิ่งนั้นไปตรวจสอบทีบ้านมากกว่านี้
แล้วถามว่านั่นเป็นสมุดอะไร ? แล้วเธอไปได้มาจากที่ไหน ?
เขายืนมือจะไปหยิบมัน แต่แองจี้ก็ดึงสมุดกลับมา
แองจี้กล่าวขอบคุณอีกครั้งสำหรับวันนี้ แล้วให้รางวัลตามที่สัญญากับเข้า
เมื่อเธอยืนขึ้น หยิบสมุดกลับมา แล้ววางเงิน 1 แสนเยนไว้
เธอหันหลังแล้วเดินจากไป ศาสตราจารย์ยังคงพูดต่อ ถึงเธอจะไม่สนใจ
เขาต้องการรู้หนังสือมาจากไหน เขาไม่ต้องการรางวัล ขอเพียงได้ดูสมุดเล่มนั้น ....
แองจี้ตอบว่าทั้งเขาและตัวเธออยู่ในกลุ่ม Witch Hunt แต่ระดับต่างกัน
เขาสนุกกับนอกกล่องแมวเท่านั้น แต่เธอต้องการรู้ว่าในกล่องแมวนั้นมีอะไร
และสมุดเล่มนี้จะเป็นกุญแจสำหรับเปิดกล่องแมว จากนั้นเธอก็ลาศาสตราจาย์
..... Goodbye, Gentlemen, Have a nice day
เธอเรียกเด็กสาวคนนั้นว่า "สุมาเดระ" แต่เสียงก็ไปไม่ถึงหูของเธอ
หลังขึ้นรถไปกับอามาคุสะ เขาถามว่าได้เรื่องอะไรไหม ?
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า คนที่เขียนข้อความในขวดเป็นของเบียทริซ
แองจี้ต้องการจะหลับ เมื่อฟังศาสตราจารย์พูดเรื่องโลกส่วนตัวของเขา
พวกลูกศิษย์คงจะรู้สึกง่วงเหมือนกัน
ด้านตระกูลสุมาเดระ ติดต่อกับทุกคนที่แองจี้อาจจะไปหา
โดยตั้งราวงัลนำจับ และถ่วงเวลาจนกว่าคนในตระกูลจะไปถึง
แองจี้เดาได้ว่าจะเป็นอย่างนั้น
เธอจึงวางแผนหลอกศาสตราจารย์ว่า เป็นคนช่วยเหลือสุมาเดระ แล้วหลอกเขาออกมาด้านนอก
ด้านตระกูลสุมาเดระ บุกเข้าบ้านศาสตราจารย์ แต่ก็ไม่พบใคร
จึงรู้ว่ามีคนอ้างชื่อตระกูลมาที่นี่ในตอนเช้า พาศาสตรจารย์ออกไปข้างนอก
สุมาเดระ คาสุมิ ยังยิ้มพูดเรื่องสายเลือดของพี่สาวที่ส่งต่อมายังแองจี้
จึงบอกให้ลูกน้องรอรับศาสตราจารย์ที่กำลังจะกลับมา อาจต้องเลี้ยงน้ำชาเขาสักหน่อย......
ด้านแองจี้ เธอคิดถึงเวทมนตร์ที่มาเรียจะสอน
เธอเคยรู้มาก่อน เคยใช้มันมาก่อน แต่เธอลืม ?
เธอเข้ามาสู่ Mariage Sorciere (พันธมิตรของแม่มด) และนับเป็นพวกแม่มด
ตอนนี้เธอมาพักที่โรงแรมสุดหรู ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยที่ดี
เธอไม่คิดจะไปซ่อนโรงแรมถูกๆ เหมือนที่คนทั่วไปคิด
เนื่องจากอามาคุซะเป็นผู้ชาย จึงนอนในห้องแยก
แองจี้นอนในห้องสูท ส่วนเขานอนที่โซฟาในห้องพัก
เขาบอกว่าโซฟาที่นี่ นอนสบายกว่าเตียงเขาเสียอีก
คืนนั้นแองจี้ยังนอนไม่หลับ ไดอารี่ถูกเปิดเองโดยไม่มีลมพัด
มาเรียปรากฏตัว เธอใส่ชุดที่เบียทริซให้ไว้
แองจี้สงสัยว่าตัวเองใช้เวทมนตร์ได้หรือไม่ ?
แต่เมื่อนึกถึงอดีต เธอเคยใช้มัน
ตอนนี้ เธอจะเรียนการใช้เวทมนตร์ และต้องเช็คพื้นที่โดยรอบ
อามาคุสะนอนไปแล้ว เธอเช็คที่ห้องพัก ถึงกระนั้นทุกสิ่งมันสามารถป้องกันการใช้เวทมนตร์ได้
การที่แม่มดจะแสดงอำนาจต่อหน้ามนุษย์ได้ จำเป็นต้องมีระดับที่สูง
เมื่อเริ่มที่จะฝึกการอัญเชิญ ดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิด สำหรับแองจี้คงต้องใช้เวลายาวนาน
แองจี้หาสิ่งของที่เหมาะกับการเป็นที่สิงสถิต จนพบแล้วนำให้มาเรียดู
มาเรียคิดว่าสิ่งนั้นเหมาะกับจะเป็นของที่สถิต เธอไม่ได้เห็นมานาน
มันเป็นอาวุธรูปมีด มันเป็น Stake จาก "7 พี่น้องแห่งนรก" ที่แม่มดใช้ในการบูชายัญ
เมื่อตำรวจชันสูตรศพแล้ว ก็ส่งพวกมันกลับมาที่ตระกูลอุชิโรมิยะ
แองจี้พบมัน เหมือนกับในรูปของสมุดบันทึกของมาเรีย เธอจึงเก็บมันไว้
ตอนนี้เหลือเพียง Stake เดียว จาก 7 อัน มาเรียคิดว่าน่าสงสาร
แองจี้หยิบสมุดอีกเล่มมา มันดูดีก็จริง
แต่เป็นคนละเล่มกับไดอารี่ เป็นสมุดบันทึกมนตร์ดำ
7 พี่น้องแห่ง Purgatory เป็นเฟอร์นิเจอร์ของเบียทริซ ถูกสร้างและใช้ตามความปรารถนาของเธอ
แต่เพราะเบียทริซเป็นแม่มดใน Mariage Sorciere จึงถูกเรียกโดยมาเรียได้เช่นกัน
มาเรียเตือนให้จำชื่อของ 7 พี่น้องให้ดีก่อนที่จะเรียก พวกเธอไม่ชอบเมื่อเรียกชื่อผิด
ในสมุดนั้นบันทึกชื่อและรายละเอียดของพวกเธอไว้
จากรูปร่างและตัวอักษรไว้ Stake ที่มีนั้น คือ แมมม่อน
แองจี้กล่าวถึงชื่อแมมม่อน น้องคนที่ 5 ผู้ควบคุมบาปแห่งโลภะ (Mammon of Greed)
มาเรียอธิบาย ความโลภควบคุมความต้องการ, ปรารถนาที่จะปรับปรุงตัว และความแข็งแกร่งที่จะมีชีวิต
มันไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เลวร้ายเท่านั้น .... ถึงเธอจะหยายคาย แต่เป็นคนที่ตั้งใจ
แองจี้เข้าใจ ถ้าปราศจากความต้องการ ไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตต่อเช่นกัน
เมื่อรู้ถึงแมมม่อนมากพอ จากนั้นก็เตรียมทำการเรียก
แองจี้หยิบของในกระเป๋าอีกครั้ง เป็นกำไลเครื่องรางที่มีเหรียญรูปแมงป่อง
ในอดีตเธออาจไม่ต้องการมัน แต่ตอนนี้มีไว้เป็นหลักประกันจะดีกว่า
จากนั้นก็เริ่มทำการเรียกแมมม่อน
แองจี้พยายามทำให้การต่อต้านเวทมนตร์ในตัวเธอเป็น 0
เธอจินตนาการ เหมือนในคืนวันที่เธอกระโดดลงจากตึกสูง เธอนึกถึงลมพัด
ในห้องที่ปราศจากลมพัด มีลมหมุนขนาดเล็กเหมือนไซโคลนเกิดขึ้น
มาเรียแปลกใจที่การละเว้นการฝึกของแองจี้ ไม่ได้ทำให้เธอเสียความสามารถเดิมไป
มีดนั้นลอยไปมาทั่วห้อง จนเล็งมาที่แองจี้
แต่เมื่อมันโจมตีเธอ บาเรียของจากเครื่องรางรูปแมงป่องของมาเรียก็ป้องกันไว้ มันไม่ได้ทำลายได้ง่ายๆ
เสียงจาก Stake กล่าวอย่างไม่พอใจ เธอไม่สามารถทำลายมันได้
เมื่อทำลายบาเรียไม่ได้ เธอก็กลายร่างเป็นมนุษย์
ทั้งสองไม่ได้พบกันมานาน แมมม่อนสงสัยว่าใช่ท่านแองจี้จริงหรือ ?
มาเรียบอกว่า แองจี้เป็นเจ้านายของเธอ
แมมม่อน จึงรู้ว่าบาเรียนั้นเป็นของมาเรีย
มาเรียคิดไว้แล้วว่า แองจี้อาจถูกเธอโจมตี จึงให้ยืมเครื่องราง
เมื่อมาเรียพูดว่าแองจี้เป็นเจ้านาย แมมม่อนไม่สามารถปฏิเสธได้
เธอจึงถามว่าต้องการให้ทำอะไร พิธีกรรมใหม่ ? การบูชายัญใหม่ ?
แองจี้ไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้น ต้องการคุยกับเธออย่างที่เคย
แมมม่อนทำตามที่มาเรียต้องการเท่านั้น เพราะแองจี้พลังเปราะบางนัก
บางทีเธออาจเคยมีเหตุผลอื่นที่เกลียดแองจี้ แต่ตอนนี้เธอก็ไม่ได้ขัดคำสั่งแองจี้
แมมม่อนสงสัยอีกครั้ง ว่าจะให้เธอทำอะไร ?
แองจี้จึงบอกว่าเธอก็ไม่รู้ อาจเป็นบางอย่างที่สนุก เหมือนเมื่อก่อน
ตอนนี้แมมม่อนคงทำไม่ได้ เพราะพวกพี่น้องคนอื่นไม่ได้อยู่ด้วย มันยากสำหรับเธอ ลืมไปแล้วหรือ ?
มาเรียพูดถึงอีก 6 Stake ที่หายไป
แมมม่อนจึงบอกว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกทั้ง 7 คน .....
ท่านแองจี้ควรจะมีพลังมากกว่านี้ แมมม่อนหัวเราะ
แองจี้เข้าใจ เธอต้องการเรียกพี่น้องคนอื่น โดยปราศจากร่างสถิต
แมมม่อนไม่พอใจที่เรียกมาเพียงตนเดียว ถามถึงพี่น้องคนอื่น
....... นั่นเป็นสิ่งที่เรียกความโลภ อย่างที่เธอเป็น
เธอพูดเพื่อหลอกล่อแองจี้ เพื่อให้เรียกคนอื่นจากโลกที่ว่างเปล่า
มาเรียบอกว่า อย่าทำตามนั้น เธอยังไม่ฟื้นตัวจากการเรียกแมมม่อน
แองจี้ไม่คิดแบบนั้น เธอจะลองเรียกเท่าที่ทำได้
เมื่อได้ยินแบบนั้น แมมม่อนดูอารมดีขึ้น แล้วให้เธอรีบเรียก
ถึงพูดแบบนั้น แมมม่อนก็ไม่ได้หวังว่าเธอจะทำได้

มาเรียยังคงห้าม ถึงแมมม่อนจะบอกว่าแองจี้จะเรียกทุกตนออกมาก็ตาม
ทั้งที่แองจี้พูดเพียงว่า "เท่าที่จะทำได้" .... แต่นั่นแหละ คือ ความโลภ
ตอนนี้เธออ้างว่าอยากฆ่าเวลาในยามที่นอนไม่หลับ โดยการอัญเชิญตัวที่เหลือ
ในครั้งนี้ไม่มีที่สิงสถิตย์ ..... เธอพยายามนึกถึงอดีตที่ได้คุยกับพวกนั้น
แมมม่อนดูดีใจยิ่งขึ้น และเชียร์ให้แองจี้ทำสำเร็จ
มาเรียยังคงเตือนว่า อาจจะได้ไม่ครบทั้ง 7 ในคืนนี้
แต่แมมม่อนเชื่อว่าทำได้ เริ่มจากน้องคนเล็กสุด
แองจี้พยายามฝืน จนกระทั่งเห็นภาพร่างของแอสโมดิวส์
ในที่สุดเธอก็ปรากฏตัว แอสโมดิวส์แห่งราคะ (Asmodues of Lust)
สิ่งแรกที่เธอพูด คือ สงสัยว่าที่นี่คือที่ไหน ? แล้วเธอยังมีชีวิตอยู่เหรอ ?
แมมม่อนดีใจที่เธอกลับมาอีกครั้ง เธอน้ำตาซึม
แอสโมดิวส์ สงสัยว่าใครเป็นคนเรียก พอรู้ว่าแองจี้ เธอก็ขอบคุณ

ต่อไปเธอต้องการเบลเซบัฟ น้องคนที่ 6
แองจี้เรียกชื่อคนต่อไปทันที เธอคิดในใจว่าจะเรียกได้อีกสักกี่ตน
เบลเซบัฟแห่งตะกละ (Beelzebub of Gluttony) ปรากฏตัว
แมมม่อนและแอสโมดิวส์ เข้าไปหาเบลเซบัฟ ฉลองที่ได้พบกันอีกครั้ง
หัวของแองจี้เริ่มปวด ...... ปราศจากการพัก เธอเรียกตนต่อไป
เบลเฟกอร์แห่งเกียจคร้าน (Belphagor of Sloth)
เธอปรากฏตัว และไม่คิดว่าจะถูกเรียกอีกครั้ง (ผมดำในภาพ)
เบลเซบัฟเข้าไปหา ถึงจะทักว่าหิว แต่เธอหมายถึงดีใจที่ได้พบอีกครั้ง
แมมม่อนขอให้เรียกอีก 3 ตนที่เหลือ
แต่ดูท่าอาการของแองจี้จะไม่ไหว เธอขอให้อย่าส่งเสียงดัง
มาเรียยังคงเตือนอีกครั้ง เช่นเดียวกับเบลเฟกอร์ที่ให้แมมม่อนหยุดกวนท่านแองจี้
แมมม่อนไม่ยอม เพราะท่านแองจี้สัญญาไว้แล้ว ทุกคนจะได้พบกันอีก
แองจี้ก็ยอมรับว่าสัญญา ถึงจะไม่ใช่แบบนั้น แต่เธอก็ให้สัญญาไว้
ถ้าเธอลืมสัญญาที่ให้ไว้ แมมม่อนจะไม่ให้อภัยเธอจนถึงบัดนี้
แองจี้ยังคงเรียกคนต่อไป ซาตาน
ถึงเธอจะจำวันนั้นในอดีตไม่ได้ เธอรู้เพียงว่ามีความเศร้าและโดดเดี่ยวเกิดขึ้น
ซาตาน แห่งโทสะ (Satan of Wrath) รายงานตัว
แม้จะเพิ่งมา แต่ก็เข้าใจสถานการณ์
ซาตานแสดงความโกรธที่ใช้ให้ท่านแองจี้ฝืนใช้พลังแบบนั้น
หลังจากทำงานให้ท่านเบียทริซเสร็จสิ้น เธอไม่คิดจะสร้างปัญหาให้เจ้านายใหม่
จึงสั่งให้พวกน้องๆ สลายตัวไป ถึงเบลเฟกอร์บอกจะทำตาม แต่ที่เหลือก็ไม่ยอม
ตอนนี้แองจี้รู้สึกว่าพวกนี้ร่าเริงดีนะ ไม่ได้ทำให้เธอเบื่อ
มาเรียบอกให้เธอพัก ตอนนี้เกินลิมิตของเธอแล้ว
.... แองจี้เหนื่อยมาก จนล้มลงบนเตียง แล้วหลับไป
ในโลกของความฝัน พี่มาเรีย และซากุทาโร่รออยู่
ทั้งสองชมความพยายามของเธอ และยินดีต้อนรับกลับบ้าน
Chapter 7 : Lure Towards Illusions
Date : ???
ย้อนไปอดีต สมัยที่อยู่โรงเรียนประจำเซนต์ลูเซีย
มาเรียให้เธอนึกถึงภาพที่ว่างเปล่าอันกว้างขวาง
ซากุทาโร่สงสัยว่าทำไมต้องนึกภาพนั้น ?
มาเรียอธิบายว่า มนุษย์มีความคิดที่เป็นพิษต่อเวทมนตร์ ถ้าพิษนั้นไม่ถูกชำระล้าง
จะทำให้ใช้เวทมนตร์ได้ไม่ดี วิธีหนึ่งที่ดี คือ ให้นึกภาพที่ว่างเปล่าอันกว้างขวาง
แองจี้พยายามต่อไป จินตนาการถึงที่ๆ ไม่มีสิ่งขวางกั้น รวมถึงสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของเธอ
เมื่อจินตนาการเหมือนลอยบนท้องฟ้า ตอนนี้เธอย่างก้าวเข้าสู่โลกของแม่มดแล้ว
เธอสามารถสร้างเพื่อนได้ตามที่ต้องการ
มาเรียให้เธอเรียกเฟอร์นิเจอร์ของแม่มดที่เป็นมิตร .... เบียทริซ
ชื่อของเบียทริซ ทำให้แองจี้รู้สึกประหลาด เพราะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บนเกาะรคเคนจิม่า
เมื่อนึกถึงเรื่องนั้น มาเรียจึงทักว่าสิ่งกีดขวางก่อตัวในร่างเธออีกแล้ว
มาเรียสาธิตการเรียก 7 พี่น้องแห่ง Purgatory ก่อน
เมื่อเธอยกมือขึ้น เธอเรียกทั้ง 7 ตนออกมาได้ในครั้งเดียว
ดูเหมือนพวกน้องๆ จะถูกใจซากุทาโร่มาก
ในขณะพวกพี่ๆ ให้สำรวมต่อหน้าท่านมาเรีย
มาเรียบอกว่าแองจี้อยู่ในระหว่างการฝึกฝนเวทมนตร์ จึงขอยืมพลังของทุกตน
ลูซิเฟอร์ถามความสามารถที่ต้องการ
มาเรียต้องการให้พวกเธออยู่เคียงข้างแองจี้ และได้พูดคุยกับเธอ
แต่พี่สาวคนโต ไม่คิดว่าท่านแองจี้จะมีอำนาจเวทมนตร์พอที่จะเรียกพวกเธอทุกตนได้
มาเรียจึงบอกว่านี่เป็นการฝึก และแองจี้มีความสามารถกว่าที่คิด ถึงรู้ว่าเป็นเรื่องยาก
จากนั้น จึงบอกแองจี้ว่านับแต่บัดนี้ เธอสามารถเรียกพวก 7 พี่น้องได้
ซากุทาโร่ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ยากสำหรับแองจี้เช่นกัน ซึ่งแองจี้ก็ขอบคุณเขา แต่นี่เป็นการฝึกเพื่อเป็นแม่มด
จากนั้นพี่น้องทั้ง 7 ก็ยอมรับสิ่งที่มาเรียพูด
มาเรียจึงเริ่มทำพิธีที่มอบพลังให้แก่แองจี้
เมื่อเริ่ม แองจี้รู้สึกหนักหัวทันที การรับทั้ง 7 คนไว้ในครั้งเดียว ไม่ใช่เรื่องง่าย
มาเรียก็รู้ว่าเธอรับไม่ไหว ซากุทาโร่จึงบอกว่าน่าจะลดจำนวนลงสักหน่อย
ลูซิเฟอร์จึงสั่งให้แอสโม (เรียกชื่อย่อ) ให้หายตัวไป
แอสโมจึงอุทานว่า อีกแล้วเหรอ ? เธอต่อต้านเรื่องการแกล้งน้องสาวคนเล็ก พวกพี่ๆ น่าจะหายไปก่อน
จากนั้นลิเวียธาน (พี่คนที่สอง) ก็เริ่มร้องไห้บ้าง เพราะถ้าเป็นตามแอสโมพูด เธอจะหายเป็นคนที่สอง และเธอไม่ยอม
ซาตานจึงตวาดใส่ทั้งสอง ที่กำลังทำให้เป็นภาระต่อท่านแองจี้
แต่ทั้งลูซิเฟอร์กับลิเวียธานก็ตอบโต้พร้อมกันว่า เสียงของเธอนั่นแหละที่กำลังทำให้เป็นภาระ ยัยโง่ซาตาน
ทำให้ซาตานเป็นฝ่ายอึ้งแทน

พวกพี่น้องยังคงโต้เถียงว่าใครจะหายตัวไปก่อน ทั้งที่แองจี้กำลังเจ็บปวดอยู่
สุดท้ายจึงตัดสินกันด้วย เป่ายิ้งฉุบ ทำให้หายไปทีละคน จนเหลือเพียง 4 ตน แต่แองจี้ก็ยังคงไม่สบายนัก
ท้ายที่สุด ก็เหลือเพียง 1 ตน จึงทำให้แองจี้สงบใจลงได้
จึงรู้ขอบเขตอำนาจมนตราของตัวเธอเองว่า เธอรับได้เพียงแต่ 1 ตนเท่านั้น
"อา ตอนนี้ไม่ใช่ 7 พี่น้อง แต่เหลือเพียงชั้นสินะ ท่านเชื่อถือไม่ค่อยได้เลยนะ ท่านแองจี้"
คนที่ชนะในการเป่ายิ้งฉุบ คือ แมมม่อน เมื่อกล่าวเสียดสีเธอ ซากุทาโร่จึงแก้ตัวเรื่องที่แองจี้เพิ่งฝึก
จากนั้นก็ถามอาการปวดหัวของแองจี้ และพยายามเขย่งตัวเพื่อลูบหัวเธอ
มาเรียเข้าใจว่า เป็นเรื่องยากสำหรับแองจี้
แองจี้ก็เช่นกัน เธอยังต้องฝึกอีกพอสมควรถึงจะอยู่ในระดับเดียวกับมาเรีย
จากนั้นเธอก็ขอโทษแมมม่อน แต่แมมม่อนก็บอกว่ารู้สึกดีเช่นกัน
สักวันหนึ่ง แองจี้จะฝึกจนสามารถเรียกทั้ง 7 พี่น้องให้อยู่ร่วมกันได้ แมมม่อนขอให้เธอสัญญา ?
ท่าทางของแมมม่อนอารมณ์ดีขึ้น และให้แองจี้สัญญาต่อเธอ .... เธอเข้าใจ นั่นเป็นความโลภ
แองจี้จึงตอบกลับไป ว่าสักวันเธอจะเรียกทุกคนให้มาอยู่ร่วมกันได้
"ขอบคุณ ชั้น, แมมม่อนแห่งความโลภ จะรับใช้ท่านแองจี้ไปจนถึงวันนั้น...!" แมมม่อนกล่าว
อาการปวดหัวของแองจี้เริ่มดีขึ้น แมมม่อนจึงมาช่วยเธอตอนลุก

ซากุทาโร่บอกว่าได้เวลาแล้ว จึงให้แองจี้กลับไปที่ห้อง ทุกอย่างเริ่มเลือนลาง....
แองจี้กลับสู่โลกของความเป็นจริง
แสงสว่างได้หายไป โลกใหญ่ได้จมสู่ความมืดมิด
..... ตอนนี้เธออยู่ในห้องอาบน้ำขนาดเล็ก บนที่นั่ง หนังสือของมาเรียเปิดอยู่บนตักของเธอ
ตอนนี้ 2 ทุ่ม ได้เวลาปิดไฟ ถ้าเธอกลับถึงห้องช้า จะสร้างปัญหาให้กับเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมชั้น
เวลาอิสระของเธอในวันนี้ได้หมดลง เธอจะหลับ และตื่นในวันรุ่งขึ้น
จากนั้น วันสีเทาอันยาวนานจะกลับมาอีกครั้ง
เธอปิดสมุดและลุกจากที่นั่ง .... มาเรียปรากฏตัวและพูดว่าเธอลืมการฝึก และให้แมมม่อนอยู่กับเธอ
เมื่อมาเรียหายไป แองจี้นึกขึ้นได้ว่าลืมตัวตนของแมมม่อนไป เธอจึงพยายามนึกถึงแมมม่อนอีกครั้ง
ร่างของแมมม่อนปรากฏขึ้น และท่าทางไม่พอใจ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงลบตัวตนของเธอ
แบบนี้คงเรียกทั้ง 7 พี่น้องไม่ได้ง่ายๆ แองจี้กล่าวขอโทษ
ถึงกระนั้น แมมม่อนก็เอ่ยปากว่าดีใจที่ได้มาบนโลกหลังที่จากมานาน เธอสนใจต่อสิ่งรอบตัว และสงสัยว่าอยู่ที่ไหน ?
แองจี้จึงบอกว่าอยู่ที่หอพักของโรงเรียนเซนต์ลูเซีย นี่เป็นห้องน้ำรวม
ซึ่งแต่ละห้องมีห้องน้ำส่วนตัว จึงไม่มีใครมา เป็นที่ๆ เงียบและเหมาะต่อการอ่านหนังสือ
แมมม่อนสงสัยว่าทำไมต้องมาอ่านที่นี่ พวกเขาเผาหนังสือหรือไง ?
แองจี้นึกถึงเพื่อนร่วมห้องอีกคน ที่ความสัมพันธ์แย่ เธอรู้สึกไม่สบายใจในห้องนั้น
เมื่อแองจี้ไม่อยู่ห้อง เพื่อนร่วมห้องจะพากลุ่มเพื่อนคนอื่นๆ มาคุยอย่างสนุกสนาน จนกว่าแองจี้จะกลับห้องก่อนปิดไฟ
ส่วนห้องสมุด ก็มักจะมีกลุ่มคนไปพบกันและพูดกันตลอดเวลาในขณะที่เธออ่านหนังสือ เธอจึงไม่ชอบที่จะไปที่ห้องสมุดนั้น
ระหว่างมื้อเที่ยง มีพุ่งไม้หลังอาคารเรียน
ระหว่างค่ำ มีห้องเล็กๆ ในห้องน้ำรวมของหอพัก
มีเพียงที่ซ่อนเหล่านี้ ที่เธอสามารถไปได้
ถึงแมมม่อนจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็รู้ว่าที่นี่เป็นที่ไม่พอใจสำหรับแองจี้
เธอเร่งให้แองจี้ออกจากที่นี่เพราะไม่ชอบอากาศที่นี่
แต่แองจี้คิดว่าอากาศแถวๆ นี้ ค่อนข่างดีพอใช้
จากนั้น หลังออกจากห้องน้ำ ที่ทางเดินแต่ละคนก็รีบวิ่งกลับห้องตัวเองก่อนถึงเวลาปิดไฟ
ทุกคนต้องไปเปลี่ยนเป็นชุดนอน ซึ่งพวกเธอไม่ชอบและเรียกมันว่าเสื้อนักโทษ
แล้วต้องไปยืนเรียงที่ห้องโถงให้คนดูแลหอพักเรียกชื่อ ถ้าใครไปช้าก็จะโดนลงโทษยกชั้น
แมมม่อนให้ความสนใจกับคนรอบๆ และหอพัก โดยที่แองจี้รีบกลับไปที่ห้อง
เมื่อกลับถึงห้องเพื่อนร่วมชั้นเปลี่ยนชุดนอนแล้ว และคุยกับคนอื่น
พอเห็นแองจี้ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเรื่องที่คุยและลดระดับเสียงลง
เธอจึงเปลี่ยนเสี้อ ทำเป็นไม่สนใจคนอื่น แล้วรีบไปที่ทางเดิน
ทุกคนยืนเรียงแถว
แมมม่อนแปลกใจ นี่ไม่ใช่โรงเรียนสำหรับพวกคุณหนูที่ร่ำรวยหรอกเหรอ ?
เธอรู้สึกเหมือนเป็นเรือนจำ และรู้สึกว่าเป็นเรื่องโง่ๆ ที่ทำแบบนั้น
แองจี้ตอบกลับแมมม่อน
โชคดีที่มีเพียงผู้เรียกเท่านั้นที่มองเห็นแมมม่อน และคุยกับเธอผ่านทางจิตได้ จึงไม่มีใครสังเกต
เธอเริ่มเข้าใจว่า เวทมนตร์ที่สร้างเพื่อน อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิด
แมมม่อนกล่าวดูถูกพวกคนอื่นๆ ถึงแองจี้จะกังวลว่ามีใครเห็นเธอ
แต่แมมม่อนก็ตอบว่า มนุษย์ที่ปราศจากเศษเสี้ยวแห่งความหวัง หรือความฝัน ก็ไม่ต่างจากพวกโง่ที่ต่อต้านมนตรา
ไม่มีทางที่พวกมันจะมองเห็นเธอ พวกมนุษย์ชั้นต่ำพวกนั้นไม่มีทางมองเห็นหรอก เธอหัวเราะ
ถึงอำนาจต่อต้านเวทมนตร์อาจมีผลต่อแมมม่อน แต่จะไม่ส่งผลกระทบถ้าแองจี้ยังคงนึกถึงเธอต่อเนื่อง
แต่ก็มีโอกาสที่แองจี้จะมัวตั้งสตินึกถึงแต่เธอ จนทำให้ละเลยต่อบางเรื่องในชีวิตประจำวันได้
แมมม่อนให้หันไปมองคนที่กำลังเรียกเธอ เพื่อนร่วมห้องคนนั้น
แองจี้จึงได้สติ แล้วหันไปมองเพื่อนร่วมห้องที่เรียกเธออยู่ กำลังจะพูดเรื่องหน้าที่ทำความสะอาดในห้อง
เธอคงจะผลักภาระทำความสะอาดมาให้แองจี้อีก ซึ่งเธอก็ไม่เห็นแองจี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว
การทำความสะอาดตามลำพัง เป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ทำให้เธอไม่สนใจตัวแองจี้
แมมม่อนไม่พอใจเพื่อนร่วมห้องคนนั้น และอยากแซะหัวของเธอ
แองจี้บอก จะปล่อยให้เธอทำแบบนั้น
การมีเพื่อนสักคนอยู่ใกล้ๆ ในเวลาแบบนี้ ทำให้แองจี้สบายใจขึ้น
เธอคิดว่าถ้าเรียกได้ครบทั้ง 7 ตน น่าจะดีกว่า และต้องฝึกมากขึ้นเพื่ออัญเชิญสิ่งนั้น
แมมม่อนคงได้ยินสิ่งที่แองจี้พูดกับตัวเอง จึงสงสัยสิ่งที่เธอกำลังจะอัญเชิญ
แองจี้จึงไม่ปิดบัง และบอกแมมม่อนตามตรง
ว่า ครอบครัวของเธอ, พ่อ, แม่ และพี่ชาย
แมมม่อนสงสัยว่าหมายถึงวิญญาณคนตายงั้นเหรอ ?
การเรียกพวกที่อยู่ในต่างโลก เรียกว่าการอัญเชิญ
การเรียกวิญญาณคนตายกลับมา เรียกว่าการคืนชีพ ซึ่งแตกต่างกัน และยากยิ่งกว่า
แองจี้ก็รู้ว่ายาก ซึ่งแม้แต่พี่มาเรียก็ยังทำไม่ได้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องการเรียกมาด้วยเวทมนตร์ .... มากที่สุด
บางทีเธออาจจะทำไม่ได้ชั่วชีวิตก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เธอขาด Vessel ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการทำให้เวทมนตร์สำเร็จ ไม่ว่าจะอัญเชิญหรือคืนชีพ
แต่เธอขาดสิ่งนั้น ทำให้การใช้เวทมนตร์ระดับสูงเป็นเรื่องที่ยาก
"ถึงชั้นจะจำพ่อกับแม่ไม่ได้ แต่ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง เธอจำพี่ชายได้ เพราะของสิ่งนั้น" แองจี้พูด
เครื่องประดับผมกับเพชรสีชมพู แมมม่อนรู้สึกเป็นของถูกสำหรับท่านแองจี้
แองจี้จึงเล่าว่านานมาแล้ว เธอกับแม่ไปพบพี่ชาย โดยไม่ได้บอกพ่อ
ทั้ง 3 คน ไปสวนสนุก ... นี่เป็นของที่ได้จากเกมในตู้
เธอรู้ว่ามันเป็นของราคาถูก ไม่เหมาะกับสไตล์ของเธอ และเป็นของสำหรับเด็ก
แต่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าพี่แบทเลอร์อยู่เคียงข้างเธอ

เธอนึกถึงภาพความหลังที่พบตู้ที่ใส่แคปซูลที่มีเครื่องประดับอยู่ข้างใน
เธอลองหยิบมัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กแบบเธอ
แม่จึงบอกว่ามีแต่ของถูกข้างใน และเราไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในนั้น จึงไม่ต้องพยายามหยิบมา
แต่ถึงจะรู้แบบนั้น แองจี้ก็รู้สึกว่ามูลค่าไม่ใช่ปัญหา แต่การจะหยิบมันได้สำคัญยิ่งกว่า
แบทเลอร์หลังจากเล่นเกมยิงทหารด้วยปืนเสร็จแล้ว ก็มาทำให้เธอ
ดูเหมือนเขาจะเล่นกับเพื่อนที่ร้านเกมแบบนี้บ่อย
เพียง 1 หรือ 2 ครั้ง เขาก็หยิบของข้างในออกมาได้ และมอบให้แก่เธอ
แองจี้ไม่ได้เปิดแคปซูลนั้น เพราะรู้สึกถ้าเปิดจะสูญเสียคุณค่าของมันไป แต่สุดท้ายก็เปิดออก
ข้างในเป็นเครื่องประดับผมสีชมพู มันเป็นเครื่องหมายของพี่ชาย
เธอใส่มันตลอด เหมือนกับเป็นเครื่องรางที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน
เธอรู้สึกว่าพี่ชายที่น่าเชื่อมั่น, สนุกสนาน และยอดเยี่ยมของเธอ อยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา และอยู่ในบ้านของพวกเธอ
(กลับมาปัจจุบัน)
แต่ตอนนี้ ความทรงจำของพี่ชายเริ่มเลือนหายไป คงไม่ง่ายเหมือนตอนที่พี่มาเรียสร้างซากุทาโร่
แต่สักวันหนึ่ง เธอจะต้องมีเวทมนตร์ระดับสูงพอที่จะคืนชีวิตคนตายได้ และนี่เป็นสิ่งเดียวที่จะเป็น Vessel สำหรับเธอได้
แมมม่อนนิ่งเงียบ เธอแสดงสีหน้าพอใจ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าอำนาจเวทมนตร์ในเครื่องประดับนั้นมาจากอะไร
แองจี้สงสัยเรื่องอำนาจเวทมนตร์ ? มีอำนาจเวทมนตร์ในของสิ่งนี้ ที่พี่ชายมอบให้งั้นเหรอ
แมมม่อนกล่าวถึงสิ่งนั้น ความปรารถนาแรงกล้าที่เรียกพี่ชายกลับมา เป็นสิ่งที่มอบอำนาจเวทมนตร์ให้
แองจี้ยังคงดีใจที่ได้ยินแบบนั้นจากคนอื่น นอกจากตัวเธอเอง .... มันทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น
แมมม่อนไม่สามารถการันตีได้ว่าแองจี้จะใช้เวทมนตร์คืนชีพได้ก่อนจบชีวิต
แต่ถ้าเธอยังพยายามต่อไป โดยไม่ละทิ้งความพยายาม สักวันเธอจะกลายเป็นคู่แข่งของเจ้านายพวกเธอ เบียทริซ ได้
เธอยังเรียกแองจี้ว่า แม่มดแห่งการคืนชีพ ท่านหญิงแองจี้ (The Witch of Resurrection)
เป็นประเภทแม่มดที่หาได้ยาก ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอคงภูมิใจมาก เพราะค่าของเฟอร์นิเจอร์จะขึ้นกับระดับของเจ้านายตัวเองด้วย
เธอกล่าวสนับสนุน และอยากให้แองจี้ก้าวหน้าเกินท่านเบียทริซไปอีก
พี่มาเรียอาจจะรู้มานานแล้ว
เป็นเหตุผลที่เธอแนะนำโลกของแม่มดแก่ชั้นเรื่อยๆ
และชั้นก็ดื้อด้าน ปฏิเสธเธอทุกครั้งไป
ชั้นควรจะสนใจและเริ่มฝึกการเป็นแม่มดตั้งแต่ก่อนหน้านี้
หนึ่งปีสำหรับเด็ก เทียบเท่าสิบปีของผู้ใหญ่ไม่ใช่เหรอ ?
ชั้นรู้สึกเสียดายเวลาอันมีค่าที่สูญไป
หลังจากชั้นปิดไฟ และนอนบนเตียง แมมม่อนยังคงพูดข้างๆ หมอนของชั้น
ชั้นสัญญา วันหนึ่งชั้นจะเพิ่มอำนาจเวทมนตร์ที่สามารถเรียกทั้ง 7 พี่น้อง
และชั้นให้พวกเธอได้พบช่วงเวลาที่สนุกสนาน
ครอบครัวต้องอยู่ร่วมกัน ชั้น...ต้องให้พวกนั้นอยู่ร่วมกัน.....
(ใน Metaworld)
สติของแองจี้ค่อยๆ กลับคืนมา
ตัวแองจี้ทนไม่ได้ เมื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างป้าโรซ่า และพี่มาเรีย
.... และออกมาจากเกมระหว่างพี่ชายและเบียทริซ
ตอนนี้เธอกำลังกลับไปช่วยเกมของพี่ชายต่อ
แต่เธอสัมผัสได้ถึงบางอย่าง .... เธอเห็นแมมม่อน
แมมม่อนมาตามให้ท่านกราเทลกลับไปร่วมเกม ตามคำสั่งของท่านเบียทริซ

แองจี้ก็ขอบคุณและจะกลับไป
แมมม่อนกล่าวต่อ เรื่องที่แองจี้ดีใจหรือไม่ ที่ได้มีโอกาสพบพี่ชาย
แองจี้สงสัยว่านั่นเป็นการประชดหรือ แต่แมมม่อนปฏิเสธ
ตัวแองจี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกแบบนั้น ถึงยังไง เธอก็ต้องการพาพี่ชายออกไปจากที่นี่
แมมม่อนให้เธอพยายามสู้ ตัวเธอตอนนี้ไม่สามารถสนับสนุนได้ เพราะเจ้านายปัจจุบัน คือ ท่านเบียทริซ
แองจี้เข้าใจว่าจนกว่าจะถึงวันที่ 5 ตค. 1986 แมม่อนยังคงเป็นเฟอร์นิเจอร์ของเบียทริซ
เมื่อแมม่อนก็พูดเรื่องเกี่ยวกับการทอดทิ้งเพื่อน อยู่ๆ เธอก็ส่งเสียงร้อง เหมือนเจ็บอก
เห็นได้ชัดว่า เป็นกฏที่ส่งผลถึงคนอื่นนอกเหนือจากตัวแองจี้ด้วย
แมม่อนกล่าวว่าเจ็บ และขอโทษท่านกราเทล
กราเทลตอบคำถามแรกตรงๆ ว่าเธอดีใจที่ได้พบพี่ชาย และจะกลับไปร่วมเกม เพราะเกรงว่าแมม่อนจะเกิดปัญหา
แมมม่อนตอบ ว่ายินดีที่เธอเข้าใจ แล้ว......
..... ทุกอย่างหยุดนิ่ง ถึงแองจี้จะเรียกแมมม่อน ก็ไม่มีการตอบสนอง
ทุกอย่างเหมือนภาพที่หยุดนิ่ง แม้แต่ฝุ่นในอากาศก็ไร้การเคลื่อนไหว
เหมือนกับตอนที่เธอได้พบกับเบิร์นกัสเทล..... แต่แตกต่างจากตอนนั้น ...
แม่มดคนอื่นปรากฏตัวขึ้น
เด็กสาวผมทองถามความรู้สึกของแองจี้ แองจี้สงสัยว่าแลมบ์ด้าเดลต้าไม่ได้รับผลกระทบของกฏที่ตั้งไว้งั้นเหรอ
กฏนี้ไม่มีผลกับเธอ มันใช้ตรึงคนอื่น แต่ไม่ส่งผลต่อตัวเอง
แองจี้พอรู้จักเธออยู่บ้าง และรู้ว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ แลัวยังต่างจากเบิร์นกัสเทล

แองจี้สงสัยว่ามาทำไม ? แลมบ์ด้าจึงตอบว่าเพราะได้ยินสิ่งที่พวกเธอคุยกันน่าสนใจ และอยากจะบอกเรื่องดีๆ กับแองจี้
แน่นอนว่าแองจี้ปฏิเสธ เธอไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้จากศัตรู
แต่ศัตรูในสายตาของแลมด้า คือ เบิร์นเท่านั้น และคิดว่าหัวข้อที่จะพูดจะส่งผลดีต่อตัวเธอเองและแองจี้
แอ งจี้ยังคงปฏิเสธ แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ที่เวลาหยุดนิ่งนี้ คงไม่มีทางเลือกที่จะไม่ฟัง และคิดว่าเรื่องที่พูดต้องทำให้เธอหวั่นไหวแน่
แลมบ์ด้าหัวเราะคิกคัก ตัวเธอเพียงอยากบอกเรื่องที่เบิร์นกัสเทล โกหกแองจี้เท่านั้น
เบิร์นโกหก ?
แลมบ์ด้าพูดต่อ เบิร์นบอกประมาณว่า ถ้าเจ้าล้มเบียโตะได้ พี่ชายจะกลับมาใช่ไหม ?
แองจี้ยังคงปฏิเสธที่จะพูดกับแลมบ์ด้า
ตัวแองจี้คิดไว้อยู่แล้วว่า เป็นการคาดหวังที่สูง เธอต้องการแค่เสี่ยงโชคเท่านั้น
นั่นก็เพียงพอสำหรับตัวเธอ ความเป็นไปได้ยังไม่เป็น 0
แลมบ์ด้ากล่าวต่อ ว่าถ้าเบิร์นสัญญา มันจะไม่ได้เป็นการโกหก มั่นใจได้ว่าครอบครัวของเธอจะได้กลับมา
เป็นเรื่องจริงเหรอ ? เด็กคนนั้นโหดร้ายจริงๆ เธอโกหกทั้งที่รู้ความจริง สีหน้าแลมบ์ด้าเริ่มจริงจัง
หมายความว่ายังไงที่ชั้นถูกหลอก ? แองจี้ตอบโต้ ทั้งที่รู้ตัวว่าเริ่มให้ความสนใจกับสิ่งที่แลมบ์ด้าพูด

แลมบ์ด้าถามว่า นี่เป็นปีไหน ? แองจี้ก็ตอบเรื่องเวลา
ถ้าเธอเอาชนะเบียทริซได้ วันที่ 6 ตุลาคม 1986 ทุกคนจะกลับใช่ไหม ?
แล้วในวันนั้น ตัวแองจี้อยู่ในบ้านญาติใช่ไหม ?
แองจี้จำได้ว่าเธออยู่บ้านของปู่ ในระหว่างที่เล่นบล็อคในห้องเสื่อทาทามิ เราได้รับแจ้งเรื่องนั้น...
แองจี้สังเกตว่าแลมบ์ด้าสีหน้าเหมือนเยาะเย้ยเธอ แล้วพูด
"ในวันที่ 6 ตุลาคม 1986 พี่แบทเลอร์กลับบ้านหรือเปล่า ?"
ตอนนี้แองจี้ไม่เข้าใจ แต่ความรู้สึกนั้นคงมีความหมายอะไรบางอย่าง
"ไงล่ะ ? ถ้าแกชนะเบียโตะได้ แบทเลอร์จะถูกปลดปล่อย และเขาอาจจะกลับบ้าน สู่บ้านในสมัย 1986
มันควรจะเป็นแบบนั้นใช่ไหม ? แบทเลอร์ถูกขังไว้ในวันที่ 4 - 5 ตุลาคม 1986 ตัวเขาควรกลับบ้านในวันต่อไปหลังปลดปล่อยใช่ไหม ?
แล้วเธอล่ะ ? เธอเป็นคนที่มาจากปี 1998 .... อุชิโรมิยะ แองจี้ ในปี 1998 ที่ซึ่งแบทเลอร์ไม่เคยได้กลับไป รู้ไหมว่าหมายถึงอะไร ?"
แองจี้ตอบกลับว่า เมื่อเขากลับมา ตัวเธอที่อยู่บ้านปู่จะได้พบกับทุกคนอย่างมีความสุข
แลมบ์ด้าตอบว่า
"ใช่ อุชิโรมิยะ แองจี้ อาจจะได้อยู่ร่วมกับครอบครัวของเธออีกครั้ง ....
.... อุชิโรมิยะ แองจี้ ที่มีอายุ 6 ขวบ ในปี 1986 ใช่ไหม"
"เธอเป็นใครกันล่ะ ?"
"อุชิโรมิยะ แองจี้ อายุ 18 ปี ไม่สิ เธอไม่ใช่อุชิโรมิยะ แองจี้ ..... เธอเป็นแค่ตัวหมากของแม่มดที่ใช้ชื่อนั้น
พูดกันตรงๆ นามของ "แองจี้เบียทริซ" กลายเป็นของคนอื่นโดยสมบูรณ์ .... รู้ไหมว่านั่นหมายถึงอะไร ?"
แองจี้สับสน และไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด
"นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าชั้นถึงคิดว่าเป็นความโหดร้ายของเบิร์น ซึ่งเธอก็ใช่ว่าจะไม่เคยผ่านเรื่องแบบเดียวกันมาก่อน"
แลมบ์ด้าเริ่มสรุป ว่านั่นก็ไม่เชิงว่าเป็นการโกหกเสียทีเดียว
ครอบครัวจะได้กลับไปหาคนที่ชื่อ อุชิโรมิยะ แองจี้ก็จริง ...... แต่ไม่ใช่เธอ !

ภาพในอดีต ตอนที่พบกับเบิร์นครั้งแรก หวนคืนกลับมา
เมื่อพูดเรื่องที่ครอบครัวจะกลับมาหรือไม่ ?
เบิร์นตอบว่า "ไม่สามารถสัญญาเรื่องนั้นได้"
แต่เบิร์นก็สัญญาในบางเรื่อง ที่ว่าจะหาคาเรร่าตามที่แองจี้ปรารถนา โลกที่ครอบครัวของเธอกลับบ้าน
(Note : คาเรร่า ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงเศษเสี้ยว ซึ่งเป็นการสื่อถึงโลกต่างๆ ของเรื่อง Higurashi และ Umineko)
ใช่ เธอบอกว่าจะหา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพบมัน
ถึงจะเป็นแบบนั้น เด็กคนนั้นก็สัญญาว่า ตราบใดที่แองจี้ไม่ยอมแพ้ โอกาสอันน้อยนิดก็สามารถเกิดขึ้นได้
สุดท้ายเบิร์นก็ให้โอกาสที่แก้แค้น และจะหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่แองจี้
แลมบ์ด้ากล่าวถึงโอกาสอันยากยิ่งในการเอาชนะเกมที่สมบูรณ์ของเบียทริซ กับโอกาสชนะที่เกือบจะไม่มี
แต่ถึงจะชนะได้ ครอบครัวนั้นก็จะกลับคืนสู่แองจี้ที่อายุ 6 ขวบ "ไม่ใช่แก"
.... เบิร์นอาจจะหานับพันล้านคาเรร่า เพื่อแองจี้ แต่หาไม่พบ เธอไม่ได้บอกงั้นเหรอ ?
แองจี้ตอบว่า บอก นั่นทำให้แลมบ์ด้าหัวเราะอีกครั้ง
แลมบ์ด้าบอกว่า แองจี้รู้แต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าไม่มีรางวัลสำหรับแองจี้จากการต่อสู้
ไม่สิ ตรงกันข้าม เมื่อชนะ หมากกระดานของเบียทริืกจะหายไป และแองจี้ในฐานะตัวหมาก ก็จะหายไป
แลมบ์ด้ายังประกาศในฐานะแม่มดแห่งความเที่ยงตรง ว่า เป้าหมายที่แองจี้ต้องการนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นได้
แองจี้เริ่มเข้าใจว่า ในอีกความหมายหนึ่ง ไม่ว่าสู้แค่ไหน ครอบครัวก็จะไม่กลับคืนสู่ตัวเธองั้นเหรอ ?
แลมบ์ด้ายืนยัน ในฐานะแม่มดแห่งความเที่ยงตรง .... ทำให้แองจี้คิดว่าไม่ควรฟังแต่ต้น และเริ่มรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล
แลมบ์ ด้ายังบอกอีกว่า คู่แข่งของเธอ คือ เบิร์นไม่ใช่แองจี้ เมื่อพูดถึงผลประโยชน์ระหว่างทั้งสอง และให้เธอฟัง .... แองจี้ก็พูดขัด เหมือนคุมตัวเองไม่ได้
เธอสับสนเรื่องตัวตนของเธอเอง เธอเป็นแองจี้ แต่ก็ไม่ใช่แองจี้ ! เธอเป็นแค่ตัวหมากของแม่มดงั้นเหรอ !

แลมบ์ ด้าพูดต่อ เรื่องที่แองจี้ได้อยู่กับพี่แบทเลอร์ ถึงบอกชื่อไม่ได้ แต่อยู่ฝ่ายเดียวกับเขาในเกมที่สู้กับแม่มด และสามารถอยู่กับเขาได้ตลอดกาล
กล่าวคือ ถ้าพี่ชายยังคงเสมอในเกมนี้ เกมยังจะคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และตัวเธอจะได้อยู่กับพี่ชายชั่วนิรันดร์ ในฐานะตัวหมาก
แต่ถ้าพี่ชายชนะ หรือแพ้ เกมจะจบลงทันที ในฐานะตัวหมาก แองจี้จะหายไป
พวก 7 พี่น้องก็เคยพูดว่าความสุขของพวกเฟอร์นิเจอร์ คือ ถูกใช้งาน ไม่ใช่อยู่เฉยๆ
ใช่แล้ว ตอนนี้ตัวแองจี้เองก็เหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ของแม่มด
แลมบ์ด้าบอกต่อ ว่าต้องการให้เกมนี้ไม่มีวันจบ ราวกับที่คุมขังตลอดกาล จนทำให้เบิร์นยอมแพ้ในที่สุด (เบื่อจนยอมแพ้)
ถึงเบียโตะอยากจะชนะแบทเลอร์ แต่จริงๆ ก็สร้างปัญหาต่อแลมบ์ด้าเช่นกัน
ถ้าเกมจบ ห้องปิดตายนั้นจะพังทลาย ดังนั้น ตัวแลมบ์ด้าจะไม่ยุ่งกับแบทเลอร์เช่นกัน
เมื่อแบทเลอร์ยอมแพ้ ตัวแลมบ์ด้าก็จะเป็นพันธมิตรของแบทเลอร์เช่นกัน
แลมบ์ด้าเริ่มรู้สึกว่า เบียโตะน่าจะรู้ตัวแล้ว....ว่าเธอจะไม่มีวันได้พบชัยชนะในเกมนี้
แต่เธอเป็นแม่มดชั่วนิรันดร์ ด้วยความโง่ของเบียโตะ เธอคงคิดว่าทำให้เกมซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะชนะ แล้วไม่มีที่สิ้นสุด
ใช่แล้ว ผู้หญิงผมบอนด์ส่วนใหญ่จะโง่ (หัวเราะ)
"ในเกมของแม่มด ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชัยชนะหรือพ่ายแพ้หรอก"
แลมบ์ด้าไม่ปล่อยให้เบียโตะชนะหรือแพ้
เบิร์นคงสังเกตเรื่องนี้ จึงเลือกตัวหมากที่ทรงพลังอย่างแองจี้มาหยุดเรื่องนี้ เพื่อให้เกมยุติลง
แองจี้เข้าใจเรื่องหน้าที่ของตัวหมก เมื่อเกมจบก็จะสิ้นสุด
แพ้ก็ไม่ได้ และถึงแม้เป้าหมายจะบรรลุ ก็จะไม่ได้รับรางวัล
นี่เป็นทางเลือกที่สามที่แลมบ์ด้าเสนอ ..... ให้เกมเสมอชั่วกาลปาวสาน
แองจี้รู้สึกสับสนอย่างมาก ในขณะที่แลมบ์ด้ายังคงโจมตีด้วยเรื่องนี้ต่อเนื่อง
เธอไม่อยากทรยศพี่ชาย แต่แลมบ์ด้าก็ไม่ได้บอกให้เธอทรยศ ให้ช่วยเมื่อเขาพลาด
และเมินเฉยเมื่อเขาใกล้ชนะเบียโตะก็พอ เธอไม่คิดว่าแบทเลอร์จะชนะเบียโตะได้ตามลำพังอยู่แล้ว
เห็นไหม ก็แค่เรื่องง่ายๆ แลมบ์ด้ายังคงหัวเราะต่อไป
Chapter 8 : My World
(สถานที่แห่งหนึ่ง ในช่วงสมัยของแองจี้ในวัยเด็ก)
แอสโมดิวส์ กำลังแย่งขนมของพี่สาวลิเวียธาน แล้วโยนส่งไปให้พี่ๆ คนอื่น
ลูซิเฟอร์ตะโกนบอกให้ทั้งสองหยุด เพราะแองจี้กำลังอ่านหนังสือ
แต่ซาตานก็บอกว่าเสียงลูซิเฟอร์ดังเกินไปเช่นกัน
ถึงจะดูวุ่นวาย แต่แองจี้ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับพวกนี้

แมมม่อนให้แองจี้รีบพลิกหน้าต่อไป ดูเธอจะสนใจหนังสือที่อ่าน
เบลเฟกอร์อธิบายว่านั่นเป็นเพราะเธอควบคุมความโลภ ความกระหายความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน
แองจี้กำลังคิดเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับพวกเธอ รวมถึงเรื่องในอดีต
แม้พวก 7 พี่น้อง จะโจมตีครอบครัวเธอ แต่ก็เพราะคำสั่งของเจ้านาย แองจี้จึงไม่ถือโทษโกรธพวกนั้น
คนที่สมควรเกลียด คือ แม่มดทองคำ เบียทริซ หรือผู้ต้องสงสัยแบบป้าเอวา
มาเรียและซากุทาโร่ปรากฏตัว ดูเหมือนพวกนั้นจะซ่อนตัวเพื่อไม่เป็นการรบกวนแองจี้มาสักพัก
พวกพี่น้องแสดงความดีใจที่ได้พบซากุทาโร่อีกครั้ง
มาเรียถามเรื่องการเรียนของเธอ ถึงมาเรียจะมีความสามารถในการจำ การเรียนก็ดูจะมีปัญหาบ้าง
จากนั้นกลุ่ม Sister ก็ชวนเล่นต่อคำกัน ทั้ง 10 ก็เล่นด้วยกัน ช่างเป็นเกมที่ดูวุ่นวาย แต่สนุกสำหรับแองจี้

อีกด้านหนึ่ง แองจี้กำลังถูกต่อว่าเรื่องผลการเรียนที่ตกต่ำ มันส่งผลต่อคะแนนประเมินทั้งชั้น
เหตุผลหนึ่งที่สำคัญ คือ เธอใช้เวลาว่างเล่นพวกกับพวก 7 ซิสเตอร์, ซากุทาโร่ และมาเรีย ทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ
พวกซิสเตอร์ปรากฏตัว แต่แองจี้ก็ไม่ได้โทษพวกเธอ
แองจี้ยังต้องเรียนพิเศษ ทำให้เวลาช่วงกลางวัน และ 3 ชั่วโมงตอนบ่ายถูกใช้ไป
เมื่อจะเข้ากลุ่มกับเพื่อนนับสิบคน ก็ถูกกีดกันด้วยถ้อยคำ และถูกบังคับให้เขียนจดหมายยาวนาน
เธอไม่สามารถไปห้องน้ำ หรือไปทานอาหารเย็นได้ จนกระทั่ง 3 ทุ่ม
มันเป็นจดหมายที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา และรอยลบ แล้วเธอต้องอ่านให้กลุ่มเพื่อนฟัง
ระหว่างที่สับสนนั้น พวกซิสเตอร์, มาเรียและซากุทาโร่ ก็มาพูด
มีทั้งพวกไม่พอใจ และกลุ่มที่พยายามให้กำลังใจแองจี้

ระหว่างที่วุ่นวายนั้น แองจี้ที่กำลังเหม่อลอยถูกคนอื่นกระตุกผม ทำให้กลับสู่โลกความเป็นจริง
หลายคนต่างดูถูกดูแคลนเธอ อย่างต่อเนื่อง จนแองจี้หมดความอดทน
เมื่อได้ยินคำว่า "ตาย" หลายครั้ง เธอจึงใส่พวกซิสเตอร์ให้จัดการพวกนี้ซะ
แองจี้สั่งให้ลูซิเฟอร์โจมตีพวกนั้น แต่ลูซิเฟอร์ลังเล มันเป็นหน้าที่ของพวกเธอไม่ใช่เหรอ ?

แองจี้เข้าใจ ...... เวทมนตร์นั้นเป็นเพียงความว่างเปล่า
เธอจ้องไปที่ลูซิเฟอร์ มันสร้างความเจ็บปวดอย่างสาหัสแก่ลูซิเฟอร์
"ชั้นเกลียดแก !! หายไปซะ !! แกมันก็แค่ภาพลวงตาในหัวของชั้น"
ร่างของลูซิเฟอร์แตกเป็นเสี่ยง ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย และสลายไป
ลิเวียธาน พี่คนที่สองถูกสั่งให้โจมตีอีกตน
แต่เมื่อพูดว่าให้ใจเย็นลง เธอก็ถูกทำลายไปอีกคน

ซาตานเป็นรายต่อไป แม้ว่าเธอจะอ้างว่าสภาพในห้องนี้
อำนาจต่อต้านเวทมนตร์จากกลุ่มมนุษย์ สูงเกินไปจนทำอะไรไม่ได้ก็ตาม
หลังจากจับหัวด้วยมือทั้งสอง และหัวก็หลุด กลิ้งไปที่เท้าของเบลเฟกอร์

เบลเฟกอร์อธิบายเพิ่ม เรื่องที่จะฆ่าหลายๆ คนที่อยู่รวมกลุ่มกัน พวกเธอไม่สามารถทำได้
พอสิ้นคำอธิบาย ร่างเบลเฟกอร์สลายไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ร้องเหมือนคนอื่น
เมื่อต้องการคำอธิบายจากอีกทั้งสาม
แอสโมดิวส์ และเบลเซบัฟทรุดแล้วร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
แองจี้มองเป็นเรื่องที่สมเพชสำหรับตัวเอง ที่พวกนี้ทำอะไรไม่ได้
เหลือเพียงแมมม่อน แองจี้บอกว่าเธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด และสั่งให้กำจัดพวกนั้น
แมม่อนบอกเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสำหรับแองจี้ที่สั่งให้ฆ่าคนอื่น
แต่ถ้าคิดจะทำเช่นนั้นจริง แองจี้ก็สามารถลงมือได้ด้วยตัวเอง
แองจี้ปฏิเสธ เธอทำด้วยตัวเองไม่ได้ถึงต้องสั่งให้ลงมือ
สุดท้าย พวกเธอก็เป็นเพียงภาพลวงตาสำหรับแองจี้
แมม่อนจึงบอกว่าเป็นเช่นนั้น เพราะแองจี้ไม่มีเพื่อน จึงสร้างพวกเธอขึ้นมา
แล้วให้แองจี้กลับไปสู่โลกของความเป็นจริงเสีย
เธอยังท้าทายให้ฆ่าตัวเธอเอง เพื่อนคนแรกและคนสุดท้ายของแองจี้
สีหน้าเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม ก่อนที่เธอจะถูกทำลาย
ทั้งแมมม่อน, เบลเซบัฟ และแอสโมดิวส์ ถูกทำลาย และกระจัดกระจายไปบนพื้น
ซากุทาโร่สงสัยว่าพวกนั้นตายหรือยัง ?
มาเรียจึงตอบว่ายังคงเหลือที่สถิตบนโลก อาจเจ็บปวดแต่ยังคงปลอดภัยอยู่
แองจี้ละเมิดสัญญาของพันธมิตรของแม่มด แต่แองจี้ก็ยังคงเกรี้ยวกราดใส่ทั้งสอง
ซากุทาโร่ก็เป็นเพียงจินตนาการที่มาเรียสร้างขึ้น
พลังของแองจี้ก็ส่งผลต่อเขา แต่มาเรียป้องกันไว้ได้ทำให้ร่างไม่สลายไป
เมื่อพูดเรื่องที่ซากุทาโร่เป็นตุ๊กตา มาเรียพยายามปฏิเสธคำพูดนั้น
สุดท้ายร่างของซากุทาโร่ก็ค่อยๆ สลายไป ทำให้มาเรียนึกถึงภาพในอดีต
ทั้งสองก็หายไป เหลือเพียงแองจี้กับคนในห้อง

..... ตอนนี้ แองจี้รู้สึกว่ากลับมาสู่โลกความจริง ไม่ได้ฝันอีกต่อไป
สภาพจิตใจเธอกลับมานิ่งเฉย และพูดตอบคนในห้องที่กำลังพูดกับเธอ
เธออ่านจดหมายที่ถูกบังคับให้เขียน บรรยายถึงความผิดของเธอ
รวมถึงความน่าอายที่เธอยังคงมีชีวิตอยู่
มันทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ในปี 1986 เธอควรตายตั้งแต่ปีนั้น ไม่สิ เธอต้องตาย
"ใครสักคน .... ช่วยทำให้ชั้นตายที"
เธอพูดประโยชน์นี้กับคนอื่น ทำให้คนอื่นงุงงน และตกใจ
พวกนั้นปรึกษากัน ไม่ต่างอะไรกับจินตนาการของเธอ แม้แต่ในความเป็นจริงก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ตอนนี้แองจี้ไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธออีก
หลังจากนั้น พวกนั้นก็ย้ายไปอีกฟาก เพราะอาจารย์นอกห้องสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นในห้อง
อาจารย์เข้ามาปกป้องแองจี้ ..... แองจี้เข้าใจว่า คนที่จะปกป้องเธอได้บนโลกแห่งความเป็นจริง มีเพียงมนุษย์เท่านั้น
อีกมิติหนึ่ง มาเรียคุยกับซากุทาโร่ และคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาสงสัยว่าสักวันจะได้คุยกับแองจี้อีกไหม
มาเรียตอบว่าอาจจะไม่มีวันอีก ในโลกเรียกว่าการเติบโต
จนกว่าแองจี้จะระลึกได้ เราจะอยู่ข้างเธออีกครั้ง จนถึงวันนั้น เราได้แต่รอเท่านั้น ....
Chapter 9 : Sakutaro
ในยุคของมาเรีย
ซากุทาโร่เรียกมาเรีย หลังจากที่เขาถามเรื่องว่าตัวเขาเป็นตุ๊กตางั้นเหรอ
หน้าของมาเรียเต็มไปด้วยน้ำตา เขาเป็นเพื่อนของมาเรียต่างหาก และเกลียดแองจี้
ซากุทาโร่ขอโทษ และพยายามกอดมาเรียเพื่อให้เธอมีกำลังใจขึ้น
เพื่อนของเธอในห้องยังมีอีกมากมาย ที่จะไม่ทะเลาะกับมาเรียเหมือนกับแองจี้
เขาหมายถึงตุ๊กตาต่างๆ ที่ตั้งชื่อนำหน้าด้วย "ซากุ-" หลายๆ ตัว
ถึงกระนั้นมาเรียยังคงสงสัยว่าพวกเขาอยู่ได้ในบ้าน ไปโรงเรียนกับมาเรียไม่ได้
ซากุทาโร่เสนอให้เอาพวกตุ๊กตาวงดนตรีกระต่าย 4 ตัว (ที่โรซ่าซื้อมาให้เป็นของขวัญ) มันใส่กระเป๋าถือได้พอดี
หลังจากนั้น อารมณ์ของมาเรียก็ดีขึ้น
มาเรียกล่าวถึงพันธมิตรของแม่มดตอนนี้มีเพียงมาเรียและเบียทริซเท่านัน
เป็นไปตามที่เบียทริซเคยพูดก่อนหน้านี้ แองจี้ยังอายุน้อยเกินไป
ชีวิตของมาเรียยังคงเดินต่อไป เธอสนุกกับตุ๊กตากระต่ายในกระเป๋าถือระหว่างเรียน
เมื่อแม่กลับบ้านดึก มาเรียจะออกไปซื้อของข้างนอกกับซากุทาโร่
คนเฝ้าร้านและคนอื่นๆ ใจดีกับซากุทาโร่ และบางครั้งก็ให้ขนมฟรีกับมาเรีย
ถึงเธอจะกังวลว่าจะถูกพบเรื่องพกตุ๊กตาโดยครูในชั้นหรือแม่ จะทำให้มีปัญหาและเกิดพิษต่อพวกเขา
แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมด มีอีกมากที่ต่างจากพวกนั้น (รวมทั้งแองจี้) อย่างคนในร้านขายของและคนอื่นๆ ที่ทักทายซากุทาโร่
วันนี้มาเรียแนะนำเพื่อนคนอื่นๆ กับเจ้าของร้านด้วย
เจ้าของร้านยิ้มแล้วส่งสัญญาณให้กับพนักงานคนอื่น เพื่อให้มาที่นี่
มาเรียบอกเรื่องแม่ที่งานยุ่งนิดหน่อย แล้วแนะนำเพื่อนๆ (ตุ๊กตา) ให้รู้จัก
ถึงเจ้าของร้านจะยิ้มต่อหน้ามาเรีย แต่ก็รู้สึกสงสารเธออยู่ ดูเหมือนเธอจะไม่มีเพื่อน แล้วแม่ยังไม่มีเวลาดูแลอีก
จริงๆ แล้ว นอกจากเขา พนักงานและคนอื่นๆ ในร้านก็รู้จักเธอเหมือนกัน
เมื่อซื้อโอเด้ง เจ้าของร้านให้ของกินอื่นๆ มาด้วย แนะนำว่าถ้าเธอไม่กินพวกเนื้อปลาและไข่บ้าง จะไม่โต
ซากุทาโร่ก็แนะนำแบบนั้น ถึงมาเรียจะอยากได้พวกขนมเป็นมื้อค่ำก็เถอะ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน .... มาเรียหากุญแจไม่พบ
เธอไม่คิดว่าจะทำมันหล่นจากกระเป๋า
ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นมาก ทำให้เธอสับสนและอยากเข้าบ้าน
มาเรียเริ่มโมโห กระทืบเท้าบนพื้น แล้วร้องไห้ ไม่คิดว่าเป็นความผิดของเธอ
ซากุทาโร่ให้ย้อนไปหาระหว่างทาง มาเรียยังคงเศร้าที่ไม่ได้กินโอเด้งตอนร้อนๆ แต่ก็ต้องทำตามคำแนะนำ

หาระหว่างทางก็ไม่พบ เธอจึงเดินกลับมาจนถึงร้านค้า ก็หาไม่พบ
วกกลับมาถึงบ้านก็ยังไม่พบอีก ตอนนี้โอเด้งเย็นลงแล้ว มาเรียน้ำตาไหลอีกครั้ง
เธอกลับไปที่ร้านค้าอีกรอบ เจ้าของร้านจึงแนะนำให้ไปแจ้งตำรวจ
แต่มาเรียบอกว่าแม่ไม่ให้คุยกับตำรวจ เขาจึงสงสัยว่าทำไม
บางทีอาจเพราะโรซ่าเกรงว่า ตำรวจจะรู้เรื่องที่เธอปล่อยให้ลูกสาวอยู่บ้านคนเดียว
เธอวกไปกลับจากบ้านถึงร้านค้าอีกครั้ง รอบนี้มีตำรวจในร้านด้วย
หลังเจ้าของร้านทักเรื่องกุญแจ ตำรวจถามชื่อของมาเรีย
ตำรวจคนนั้นรู้เรื่องที่แม่ห้ามพูดกับตำรวจ และบอกให้เธอไม่ต้องกังวล จากนั้นถามเรื่องมื้อค่ำ
มาเรียจึงตอบว่าซื้อไปแล้ว แต่เข้าบ้านไม่ได้ เลยยังไม่ได้กิน
พอถามเรื่องติดต่อแม่ มาเรียได้แต่ส่ายหัว เธอไม่ต้องการให้แม่รู้เรื่องที่คุยกับตำรวจ
ตำรวจคนนั้นจึงพาเธอไปที่ป้อมตำรวจ แล้วอุ่นอุด้งด้วยไมโครเวฟให้เธอทาน
มาเรียถึงถูกกำชับห้ามพูดกับตำรวจ แต่เธอก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนดี
เธอจึงบอกเบอร์โทรศัพท์แม่ให้ เมื่อเห็นเขาโทรศัพท์หาแม่ มาเรียได้แต่คิดว่าอาจจะมีปัญหาตามมา
หลังจากรอรับสายนาน ก็มีคนรับ เขาติดต่อบริษัท Anti-Rosa Ltd.
และบอกว่าโทรมาจากป้อมตำรวจโคมัตสึงาวะ แล้วถามถึงประธานโรซ่า
แต่คำตอบที่ได้รับ คือ เธอกำลังพักร้อน ? ตั้งแต่เมื่อวาน เธอไปพักผ่อน 3 วัน
ตำรวจสงสัยว่าเธอไปเพราะธุรกิจงั้นเหรอ ? จากนั้น จึงถามวิธีติดต่อเธอ
คนในบริษัทถามกันเรื่องคนที่รู้ว่าประธานไปไหน
มีคนตอบว่าเธอไปกินปู ที่ซับโปโร่กับแฟนหนุ่มของเธอ แต่ไม่รู้จะติดต่อยังไง
คนตอบสายจึงตอบไปว่า เธออยู่ที่ซับโปโร่ และติดต่อไม่ได้ และจะฝากข้อความไว้ไหม
จึงฝากข้อความไว้ว่า ถ้าเธอติดต่อมา ก็ให้บอกเธอว่าเขาโทรมา
มาเรียในช่วงเวลากลางคืนที่สถานีตำรวจที่ใหญ่กว่าป้อม และพวกเขาถามเธอหลายๆ อย่าง
ผู้หญิงคนหนึ่งจากกรมสงเคราะห์มาคุยกับเธอ แล้วบอกว่า เธอน่าสงสาร
มาเรียสงสัยว่าเธอน่าสงสารจริงเหรอ ? แต่ซากุทาโร่ก็ให้กำลังใจว่าไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อโรซ่ากลับมา มาเรียไปที่ห้องของเธอ แต่ระหว่างกลับจากห้องน้ำ เธอแอบฟังที่หน้าห้องรับแขก
ผู้หญิงจากกรมสงเคราะห์กำลังคุยกับโรซ่า
สิ่งที่เธอถาม ทำให้โรซ่าอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างรุนแรง มันเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อลูกสาวของเธอ
คนๆ นั้นเล่าทุกเรื่อง เรื่องที่หลายคนเป็นห่วงมาเรีย และบรรยายถึงเรื่องที่มาเรียใส่ตุ๊กตาไว้ในกระเป๋า ไปซื้อของ
อีกทั้งเรื่องการปล่อยให้เด็กอย่างมาเรียไปบนถนนยามค่ำคืนที่อันตราย
โรซ่ายังคงแสดงอาการเกรี้ยวกราด ไม่สนที่คนอื่นพูด
เมื่อโรซ่าอ้างเรื่องที่เธอไม่ว่าง ไม่สามารถมาดูแลมาเรียได้
หญิงจากกรมสงเคราะห์ยกเรื่องที่พัก 3 วันมาพูด โรซ่าจึงบอกว่าเธอทำงานทั้งคืนที่บริษัท
ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่หญิงยังหาว่าเธอโกหก เพราะคนในบริษัทบอกว่าเธอไปพักผ่อน
ไปยังฮอกไกโดกับแฟนหนุ่ม ปล่อยให้ลูกสาวอยู่คนเดียวในบ้าน
โรซ่าโมโห ปฏิเสธทุกคำพูด แล้วให้หาสิ่งที่พิสูจน์ แล้วขับไล่ให้เธอไปจากบ้าน
ถ้วยชาบนโต๊ะตกบนพื้น หญิงจากกรมสงเคราะห์จึงเตรียมกลับ
มาเรียที่เฝ้าดูอยู่ ไม่คิดว่านั่นเป็นแม่ของเธอ แต่ถูกสิงด้วยปีศาจ
โรซ่าจ้องมาเรียที่ซ่อนอยู่ เมื่อเธอเข้าใกล้มาเรีย เธอจับไหล่อย่างแรง มองไปที่ตุ๊กตาที่กอด ซากุทาโร่
เธอบอกมาเรียหลายครั้ง เรื่องห้ามเอามันออกไปนอกบ้าน
ซากุทาโร่คิดว่าเป็นความผิดของตน ถึงโรซ่าจะไม่ได้ยินก็ตาม
ในขณะที่มาเรียพยายามปกป้องซากุทาโร่

โรซ่าที่กำลังฉุนเฉียวไม่ได้เล็งไปที่มาเรีย แต่จ้องไปที่ตุ๊กตาที่มาเรียกอด
เป็นเพราะมาเรียสะพายซากุทาโร่ไว้ที่กระเป๋า จึงกลายเป็นที่สนใจของคนในร้าน
โรซ่าแสงความโกรธ เธอพูดเรื่องที่เคยห้ามไว้ พร้อมกับการกระทืบเท้าและทุบกำแพง
หญิงจากกรมสงเคราะห์ยังอยู่ เธอบอกให้ใจเย็น แต่โรซ่าไม่ฟัง แล้วไล่เธอกลับไป
เมื่อพยายามจับแขนโรซ่าจากด้านหลัง เธอผลักเจ้าหน้าที่คนนั้นไป
เธอกระเด็นไปกระแทกโต๊ะ ถ้วยชาตกลงมาแตกบนพื้น
เมื่อเห็นมาเรียเหมือนพูดกับตุ๊กตา ยิ่งทำให้เธอไม่พอใจยิ่งขึ้น
และให้เธอสารภาพเรื่องที่เอาตุ๊กตาไปไหนมาไหนด้วย มาเรียยอมรับโดยตรง
เธอยังถามต่อถึงที่โรงเรียน ทำให้เจ้าหน้าที่ห้ามเธออีก แต่โรซ่าไม่ฟัง
มาเรียบอกว่าเป็นตุ๊กตาตัวเล็ก 4 ตัว โรซ่าให้เธอเอามันออกมา
โรซ่ากำลังคิดเรื่องการนำของเล่นไปที่โรงเรียนซึ่งเป็นข้อห้าม
เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอไม่มีเพื่อน เพราะมัวแต่เล่นกับตุ๊กตา
สีหน้าโรซ่าเริ่มเปลี่ยนไปทางหน้ากลัวราวกับปีศาจอีกครั้ง แต่ก็เริ่มสงบนิ่ง
เธอถามลูกสาวว่า ตุ๊กตาเหล่านั้นเป็นเพื่อนสนิทใช่หรือไม่ มาเรียตอบรับคำถามนั้น
"แม่เข้าใจแล้ว ดีไม่ใช่เหรอที่ลูกมีเพื่อนตั้ง 4 ตน" โรซ่าพูด
เธอหยิบตุ๊กตาตัวหนึ่งจากมือของมาเรีย เป็นตุ๊กตาถือ Trumpet
โรซ่ายกมันขึ้นอย่างช้าๆ .... แล้วกระแทกกับกำแพงต่อหน้ามาเรีย มันแตกเป็นเสี่ยง
มาเรียส่งเสียงร้อง
โรซ่าตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ว่านั่นเป็นเพราะลูกไม่ฟังสิ่งที่แม่พูด
จากนี้ไปถ้าลูกไม่เชื่อฟัง แม่จะพังมันทีละชิ้น .... จำไว้ซะ
สีหน้าของโรซ่าจากนิ่งเฉย เริ่มเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดหลังพูดจบ
เจ้าหน้าที่ยังคงบอกว่า ทำแบบนี้แล้วยังเรียกตัวเองว่าแม่อีกเหรอ ? ทำสิ่งที่ทำร้ายจิตใจลูกสาวแบบนั้น
โรซ่าได้ยินคำนั้นก็ย้อนถามอีกว่าเธอทำผิดตรงไหน
เมื่อมาเรียห้าม โรซ่าแสดงความไม่พอใจต่อตุ๊กตาสัตว์ของเธอ
เธอแย่งซากุทาโร่มาจากมาเรีย ดึงหัวมันมาจากมือของลูกสาว
จากนั้นฟาดมันกับกำแพงหลายครั้ง
มาเรียห้ามแต่ก็ไม่สำเร็จ ซากุทาโร่ร้องด้วยความเจ็บปวด
โรซ่ายังคงต่อว่าเรื่องที่ไม่มีเพื่อนเพราะตุ๊กตาแบบนี้
มาเรียดึงซากุทาโร่กลับมาไม่ได้ จากนั้น โรซ่าก็จับแขนของซากุทาโร่ด้วยเล็บสองข้าง
ผ้าพันคอสีแดงหลุดจากคอ มันเจ็บปวดกับการหยิกด้วยเล็บ
จากนั้นแม่จับคอมัน แล้วกระชากด้วยนิ้ว ร่างมันฉีกขาดแล้วตกลงสู่พื้นเป็นเสี่ยง
มาเรียเรียกมัน ซากุทาโร่พยายามตอบ จนกระทั่งสิ้นเสียงของมัน
หน้าของแม่ราวกับปีศาจ แล้วตอบมาเรียว่า "ซากุทาโร่ ตายซะแล้ว"

(อีกมิติ)
เบียทริซให้มาเรียสงบใจไว้ ตราบใดที่คิดถึงเขาอยู่ เขาจะอยู่ข้างมาเรียเสมอ
มาเรียต้องการให้เบียโตะคืนชีพซากุทาโร่
แต่เนื่องจากซากุทาโร่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ของเบียทริซ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอ
โอกาสไม่เป็น 0 ก็จริง แต่ไม่ง่าย เพราะร่างสถิตที่สร้างโดยโรซ่า ถูกโรซ่าปฏิเสธซากุทาโร่เสียเอง
ชีวิตที่ปราศจากการยอมรับของแม่ ไม่สามารถเป็นไปได้
ถึงจะพูดแค่ไหน มาเรียก็ไม่ยอมรับ
เธอเกลียดแม่ และอยากให้แม่กลายเป็นตุ๊กตาผ้า แล้วถูกฉีกแบบนั้น แล้วร้องเรียกซากุทาโร่

ในด้านหลังมาเรีย มีเงาดำมืดปรากฏ เล็บสีดำเจาะที่อกและท้องของมาเรีย
มาเรียมองไม่เห็น แต่เบียโตะเห็นมัน
ความโกรธและความเศร้าที่ไม่มีที่ไป กำลังฉีกร่างเธอ
เบียโตะรู้จักมัน เธอมองเห็นมันได้ มันกำลังทำร้ายมาเรีย แม้ว่ามาเรียจะไม่รู้ตัวก็ตาม
มาเรียต้องการแก้แค้นแม่ของเธอ และให้เบียทริซสอนเวทมนตร์ที่จะกำจัดแม่ได้
เบียทริซสงสัยว่านั่นเป็นความตั้งใจจริงของเธองั้นเหรอ
มาเรียยืนยัน ต้องการฆ่าเธอ ไม่สิ! นั่นเป็นแม่มดชั่วร้าย เธอต้องการฆ่าแม่มดนั่น
เบียทริซจึงตอบรับความต้องการ
เธอจะสอนมาเรียถึงส่วนลึกของขุมนรกในโลกของแม่มด ที่ซึ่งแสดงสว่างไม่สามารถหยั่งถึงได้
สุดท้ายมาเรียแสดงความเกลียดต่อทุกคน ไม่ว่าแม่ แองจี้ หรือใครก็ตาม ....
(ทุกครั้งที่จบตอนจะมีเสียงเหมือนเสียงแก้วแตกสั้น แต่ตอนนี้เสียงแก้วแตกดังและยาวกว่าเดิม ยังกับแก้วตกทั้งชั้น)
Chapter 10 : To the Island of the Witch
12 ปีหลังจากนั้น ตุลาคมปี 1998
แองจี้ตื่นขึ้นมาบนเรือ อยู่กับอามาคุสะ
ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบินจะใช้เวลาเล็กน้อย
แต่มีความเสี่ยงที่สุมาเดระจะตามหาได้ง่าย รวมถึงท่าเรือด้วย
แองจี้สามารถจ่ายเงินแก่กัปตันเรือจำนวนมาก จึงนั่งเรือได้ โดยไม่ต้องไปท่าเรือ

อามาคุสะทักเรื่องที่คิดจะหาความจริงบนเกาะรคเคนจิม่า โดยใช้ไดอารี่ของมาเรีย
แต่แองจี้ก็ไม่ได้หวังอะไร แม้ว่าความเป็นไปได้จะต่ำเธอก็ต้องทำ
หลังจากพูดกันเล็กน้อย อามาคุสะคงสังเกตว่าแองจี้กำลังอารมณ์ไม่ดี จึงตัดบทสนทนาไป
เมื่อแองจี้อยู่คนเดียว แมมม่อนปรากฏตัว
เธอคุยเรื่องความพอใจส่วนตัวที่คุยค้างไว้เมื่อกี้ต่อ เกี่ยวกับความพอใจในการมีชีวิตและความตายขอมนุษย์
ดูเหมือนอามาคุสะจะไม่ค่อยมีสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวสักเท่าไหร่
หลังจากนั้นก็คุยเรื่องพี่มาเรียต่อ เกี่ยวกับช่วงที่เสียซากุทาโร่ไป
ตอนนี้ แองจี้คิดเรื่องเวทมนตร์ว่า จะมีจริงหรือไม่ ก็ขึ้นกับคนตัดสินใจ

แองจี้กล่าวถึงเรื่องพันธมิตรของแม่มด เธอเข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไร
พันธมิตรที่รู้กันว่าคนอื่นเป็นแม่มด และสนิทกัน แต่เธอและมาเรียอายุน้อยเกินไป
การเดินทางนี้ ทำเพื่อมาเรีย เพราะแองจี้คิดว่าการที่เธอปฏิเสธพวกมาเรีย
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับมาเรีย ทำให้เกิดเหตุฆาตกรรมโดยแม่มดเมื่อ 12 ปีก่อน
มันอาจจะไม่เกี่ยวกับ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่เชื่อมโยงกัน
เหตุผลหนึ่งที่เดินทางไปยังรคเคนจิม่า คือ ความเกลียดชังต่อเบียทริซ
แต่อีกเหตุผล ต้องการจะไปขอขมาต่อความผิดที่เธอก่อขึ้น และมอบดอกไม้
ไม่สิ มีสิ่งที่ดีกว่าดอกไม้ สิ่งที่เหมาะกับพี่มาเรีย
ท่ามกลางสายลมแผ่นเบาที่พัดเส้นผมของเธอ แองจี้ตั้งสติแน่วแน่
เธอยกมือขึ้นเหนือศีรษะ และนึกถึงอวกาศอันกว้างใหญ่
เธอกล่าวถึงนามของตัวเอง แองจี้เบียทริซ ถึงตอนนี้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม แต่เธอเคยเป็นพันธมิตรของแม่มด
เธอเรียกเฟอร์นิเจอร์ที่เคยเล่นกับเธอออกมา ...... ซากุทาโร่

แองจี้เรียกเขามาได้สำเร็จ ถึงซากุทาโร่จะหวาดกลัวเล็กน้อย เพราะแองจี้เคยเล่นงานเขามาก่อน
เธอกล่าวขอโทษซากุทาโร่ ตอนนี้เธอเรียกทั้ง 7 ซิสเตอร์และซากุทาโร่สำเร็จ
พวก 7 ซิสเตอร์ที่เหลือจึงปรากฏตัวมาคุยกับเธอ จนครบทุกตน
หลังจากคุยเรื่องเป้าหมายของแองจี้ อย่างค่อนข้างเป็นทางการและจริงจังสักพัก
ทั้ง 7 พี่น้องกับซากุทาโร่จึงเริ่มแสดงความยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง

แองจี้ยังคงรู้สึกผิด แต่แมมม่อนให้เธอเลิกคิดแบบนั้น พวกเธอเป็นเพียงเฟอร์เจอร์เท่านั้น
แต่เมื่อคิดๆ ไปก็น่าแปลกที่พี่มาเรียกลับไม่สามารถเรียกซากุทาโร่ได้อีก ทั้งที่แองจี้สามารถเรียกได้
ถึงจะมีเรื่องร่างสถิตมาเกี่ยวข้อง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้กับการอัญเชิญเขามาจากต่างโลก
บางทีอาจเพราะมาเรียรู้สึกว่า เขาตายไปต่อหน้าเธอแล้วจริงๆ
ภาพความตายของเขายังคงตราตรึง ทำให้อัญเชิญหลังจากนั้นไม่สำเร็จ
อันที่จริง ซากุทาโร่อยู่เคียงข้างมาเรียเสมอ แม้จะยามร้องไห้ก็ตาม แต่เสียงของเขาไปไม่ถึงเธอ
บางทีอาจเป็นเพราะดวงวิญญาณของมาเรียยังไม่หมดอาลัยต่อเขา ทำให้แองจี้เรียกเขามายังโลกของพี่มาเรียได้
เมื่อแองจี้คิดจะสร้างร่างสถิตขึ้นมาใหม่ คงเป็นไปได้ยากเพราะคนที่สร้างตุ๊กตาตัวนั้น คือ โรซ่าที่จากโลกนี้ไปแล้ว
แมมม่อนเสริมว่ามันสร้างมาเพื่อวันเกิดของมาเรีย และเป็นร่างสถิตที่พิเศษ มีอำนาจเวทมนตร์มหาศาล
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะฟื้นร่างสถิตนั้นขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนเรื่องการมีตัวตนของซากุทาโร่ มีเพียงแองจี้เท่านั้นที่รู้
การที่จะให้มาเรียรับรู้ เป็นเรื่องยาก ถึงกระนั้นเธอก็ยังอยากไปพบมาเรียที่เกาะรคเค็นจิม่า
และคืนชีพซากุทาโร่อีกครั้ง เธอไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ แต่ก็น่าจะลองทำดู
จากนั้น ท้องฟ้าที่สว่างก็เริ่มมืดครึ้ม อามาคุสะขึ้นมาจากใต้เรือ บอกว่าฝนกำลังจะมา
แต่เท่าที่ดูคงไม่หนักมากนัก ทำให้เธอนึกถึงเมื่อ 12 ปีก่อนที่ได้ยินว่าฝนตกที่นี่เช่นกัน
เมื่อลงมาข้างล่าง แองจี้เห็นของขนาดใหญ่ในถุงกอล์ฟ เขานำมันมาเมื่อวันก่อน
เธอไม่อยากรู้ว่าข้างในมีอะไร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะดูเหมือนมันจะหนัก
อามาคุสะจึงบอกว่าคนแนะนำจากฝรั่งเศสให้เขาเอามา และมันหนักอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามันคืออะไร
อีกด้านหนึ่งที่สนามบิน สุมาเดระกับการ์ด 2 คนมาถึงที่นี่ แล้วยังมีอีก 4 คนรอที่ล็อบบี้
พวกนั้นนั่งรถยนต์ 2 คัน เพื่อไปเกาะรคเค็นจิม่า เธอถามถึงการเตรียมการของพวกการ์ด
พวกนั้นจึงหยิบตะเกียงเงินที่ปิดด้วยฟอยล์ ข้างในมีปืนพกสีดำใส่อยู่.....
Chapter 11 : Ushiromiya Kinzo
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 21.58 น.
(12 ปีก่อนบนเกาะ)
ที่นี่กำลังฝนตก แชนนอนนำพวกแบทเลอร์, เจสซิก้า, จอร์จที่กำลังแบกมาเรีย ไปยังบ้านพักรับรอง
บรรยากาศการสนทนาของพวกผู้ใหญ่ ที่คุยกันเรื่องเงิน ยังคงตึงเครียดเช่นเคย
ระหว่างทางมีการคุยเรื่องเงิน, แชนนอนกับจอร์จ และยังแซวเจสซิก้าเรื่องคานอน
อีกเหตุผลที่พวกเขาออกมา เพราะปู่กำลังจะปรากฏตัว
แล้วตั้งเงื่อนไขให้เหลือเฉพาะผู้ใหญ่กับคนรับใช้ในคฤหาสถ์
(Metaworld)
แบทเลอร์แปลกใจที่ปู่จะปรากฏตัว กราเทลเข้าใจว่านั่นเป็นการตอบโต้ของแม่มด
เบียทริซเรียกมาเพื่อทำลายทฤษฏีของแบทเลอร์ ที่ว่าคินโซตายไปก่อนหน้านี้นั่นเอง
ถึงจะน่าเจ็บใจ แต่แบทเลอร์ยังไม่ยอมแพ้ เขายังมีทฤษฏีอีกมากที่ใช้โจมตีเธอ
แองจี้ช่วยเสริมให้ ว่าแบทเลอร์รีบเกินไป ตัวเขายังไม่แพ้ในทฤษฏีนั้น
เพราะเบียทริซไม่ได้แสดงให้เขาเห็น ด้วยข้อความสีแดง
แบทเลอร์คิดถึงความเป็นไปได้ ที่ปู่อาจไม่ปรากฏตัวจริงๆ เพราะว่าป่วยกะทันหันก็ได้
สีหน้าเบียทริซยังคงปกติ และพวกเขาจะได้เห็นว่าเป็นอย่างที่เขาคิดไหม
(โลกจริง)
ในห้องทานอาหาร พวกลูกของคินโซ กับนันโจอยู่ด้วยกัน
สิ่งที่ต่างไปจากโลกก่อน คือ โรซ่าบอกว่า คนที่ให้ร่มแก่มาเรียตอนเย็น .... ก็คือ คินโซ
พวกผู้ใหญ่รู้สึกผิดหวัง เพราะทฤษฏีก่อนหน้านี้ที่คิดไว้ว่าคินโซตายไปแล้ว พังทลายลงทันที
คิริเอะบอกว่านั่นอาจเป็นแผนของคินโซมาแต่แรก ที่ให้พวกเขาคิดเช่นนั้น
ระหว่างนั้นต่างคนก็ต่างสับสน คิริเอะเสนอความคิดอีกอย่างว่า มีเพียงมาเรียเท่านั้น
ทำให้โรซ่าโมโห เพราะคิดว่าคิริเอะหาว่าลูกสาวของเธอหลอกลวง
รูดอล์ฟเสนอความคิดที่ว่า อาจเป็นร่มของปู่ แต่เกนจินำมาให้ตามคำสั่งก็ได้
แต่ฮิเดโยชิก็พูดประโยคที่มาเรียบอก ว่าปู่มาและส่งร่มให้
คิริเอะคิดสักพัก ก่อนจะบอกว่านั่นคงไม่ใช่ปัญหาเพราะคินโซกำลังจะมาที่นี่
แต่ถ้าไม่ปรากฏตัวเพราะข้ออ้างบางอย่าง ถึงค่อยคิดปัญหาเรื่องร่ม

เคลาส์และนัตสึฮิได้แต่รอพ่อลงมา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกนจิ
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู นัตสึฮิเริ่มไม่สบายใจเพราะคินโซคงไม่เคาะประตู
ปรากฏเป็นโกดะและป้าคุมาซาวะที่ปิดหน้าต่างในคฤหาสถ์เรียบร้อย
เมื่อคุยกันนิดหน่อยเรื่องสุขภาพของป้าคุมาซาวะที่ใช้งานจนดึก
แต่มันช่วยไม่ได้ เพราะคนใช้ก็ถูกสั่งให้มารวมกันที่นี่ตอนกลางคืนเช่นกัน ซึ่งต่างจากปีก่อนๆ
โดยสั่งให้คนรับใช้เป็นเพียงคนสังเกตการณ์เท่านั้น แม้แต่เคลาส์ก็ไม่เข้าใจ
เสียงฝีเท้าหนึ่งที่เบามาจากห้องโถง พอเดาได้ไม่ยากว่าเป็นใคร ..... แชนนอน
เธอรายงานเรื่องที่ส่งทุกคนไปที่บ้านพักรับรองหมดแล้ว
เหลือเพียงเกนจิ และคานอนที่ไปหานายท่าน แต่ยังไม่กลับมา

เวลาผ่านไปหลัง 4 ทุ่ม เอวาเริ่มชวนทะเลาะกับเคลาส์เรื่องที่พ่อมาช้า
รูดอล์ฟให้รออีกสัก 30 นาที เคลาส์ยิ้ม แต่เอวาไม่คิดว่าเขาจะยิ้มแบบนั้นได้จนถึง 30 นาที
เคลาส์พูดจุดชนวนให้เอวาโกรธเหมือนราดน้ำมันลงกองไฟ แต่ยังไม่ทันไฟติด .... เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแรง
พวกเกนจิและคานอน ไม่น่าจะเคาะอย่างรุนแรง เหมือนเคาะให้คนข้างในเงียบมากกว่า
ประตูเปิดออกช้าๆ เกนจิเดินเข้ามา เขาพูดต่างจากปกติ
เขาให้ทุกคนนั่งที่ เพราะผู้นำของตระกูล คินโซ กำลังจะเข้ามา
หลังจากประตูเปิดออกคินโซปรากฏตัว

เมื่อเกนจิดึงที่นั่งให้ คินโซยังไม่นั่ง และส่งสัญญาณให้เขาถอยไป
คินโซกล่าวทักทายเอวาเรื่องสีหน้าของเธอ เขารู้ว่าเอวาแพ้พนันเคลาส์

ก่อนอื่นคินโซมีเรื่องจะประกาศให้ทุกคนรับทราบ
อย่างแรก มันน่าผิดหวังที่จนถึงวันนี้ไม่มีใครแก้ปริศนาของแท่นจารึกนั้นได้
แต่ถ้ามองจากสีหน้าที่มีรอยยิ้มของคินโซ ดูเหมือนเขาคิดไว้อยู่แล้ว ไม่น่าจะมีใครไขปริศนามันได้
เขาตั้งใจจะให้ทุกอย่างกับคนที่ไขปริศนามันได้ แต่ก็ไม่มี ไม่มีใครของๆ เขามอบให้คนอื่น
แววตาคินโซเปลี่ยนไป

"มันน่าอายยิ่งนัก !! พวกเจ้าไม่มีใครสักคนที่เหมาะจะเป็นผู้สืบทอดมรดกของข้า
ข้าผิดหวังจริงๆ ทั้งอาย และน่าเวทนา วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
พวกลูกๆ ทุกคนต่างเงียบ พวกเขาพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ
คินโซกล่าวโดยสรุป มันหมดเวลาที่จะไขปริศนาแล้ว สิ่งที่เขาให้ทุกคนเท่าเทียมกันมันพังทลายลง
เสียงเหมือนคินโซจะประกาศชัยชนะเสียเอง

"กรณีนี้ พี่ชายคนโตเคลาส์ควรจะได้เป็นหัวหน้าใช่ไหม ? คิกคิกคิก คำตอบ คือ "ไม่" !! "
เคลาส์เหมือนจะนิ่งเงียบ คินโซพูดต่อว่าเขาไม่เหมาะสมที่ไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น
แล้วยังเปรียบเปรยในเรื่องเงิน ทักษะ และความฉลาด
แต่เมื่อพูดถึงลูกอีก 3 คน ก็ไม่มีใครเหมาะสมเช่นกัน ทั้ง 3 รวมหัวกันต้อนเคลาส์ให้จนมุม
แทนที่จะต่อสู้ด้วยตัวเองตามลำพัง มันน่าอายเช่นกัน
ต่างคนต่างไม่เข้าใจ และนึกคำพูดกับคินโซไม่ถูก มันคาดเดาไม่ได้

สุดท้าย ใครเป็นผู้เหมาะสม คินโซไม่คิดว่ามีใครเหมาะสม
จึงประกาศให้จบตระกูลอุชิโรมิยะในยุคสมัยตัวเขาเอง
คินโซพูดถึงภาพลวงตาของทองคำ ชีวิตก็เหมือนความฝัน เมื่อตื่นมามันเรียกว่าความตาย
ตัวเขาควรตายเพราะสัญญากับเบียทริซ และเขายังคงหวังที่จะได้จับตัวเบียทริซ ในวันนี้มันจะเป็นความจริง
คินโซยังต่อว่าเด็กๆ ที่โง่เขลาและน่าผิดหวังของเขา
นันโจขัดจังหวะ ในฐานะเพื่อนสนิท คินโซให้เขาพูด
เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเรื่องลูกๆ
คนอื่นได้แต่ฟัง และเชียร์นันโจอยู่ในใจ ไม่มีใครกล้าพูดกับคินโซโดยตรง
คินโซเหมือนยอมฟังเขาโดยดี นันโจพูดเรื่องความสำเร็จที่นอกเหนือจากเงิน
แล้วยังกล่าวถึงหลานๆ ถึงความสุขที่คินโซได้เห็นหลานแต่ละคนเมื่อเขาเกิด
แต่ถึงพูดแบบนั้น คินโซกลับยอกย้อนเรื่องเงินนับหมื่นล้านเยน สร้างได้แค่หลานเท่านั้น
คินโซจึงถามแต่ละคนว่าลูกพวกเขามีค่าถึงหมื่นล้านเยนไหม ?
- เคลาส์ตอบไม่ได้ นัตสึฮิยืนกรานว่าเจสซิก้ามีค่าถึง
- เอวาเมื่อเห็นนัตสึฮิตอบแบบนั้น เธอจึงบอกว่าจอร์จมีค่ายิ่งกว่า
- รูดอล์ฟกล่าวว่าแบทเลอร์คงเทียบจอร์จไม่ได้ ถ้าเขาโดนเรียกค่าไถ่ด้วยเงินขนาดนั้น เขาคงปล่อยไป
แต่ก็ยังเชื่อว่าเจ้าซูเปอร์โง่แบบลูกเขา ยังคงมีค่าใกล้เคียงกับเงินหมื่นล้านเยน
เอวาดูจะไม่พอใจ กับท่าทางการตอบที่ชาญฉลาดแบบนั้น ที่คินโซชอบ
- โรซ่าตอบสั้นๆ เพียงว่าค่าลูกสาวที่น่ารักของเธอ ไม่สามารถประเมิณค่าเป็นเงินได้
คินโซกล่าวถึงเรื่อง ความฝันและอนาคต กับปฏิหารย์และความเป็นไปได้ที่เป็นต้นกำลังอำนาจเวทมนตร์ของเขา
เมื่อพูดต่อสักพัก คินโซก็เปลี่ยนความคิดของเขา
พวกลูกๆ อาจไม่เหมาะสม แต่หลานอาจจะมีคนที่เหมาะสม เขาต้องการทดสอบ
มรดกจะถูกมอบให้หลานโดยตรงแทนที่จะเป็นลูก ทุกคนก็ยอมรับการตัดสินใจของพ่อ
คินโซกล่าวถึงเหตุผลของราตรีนี้ ที่จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของครอบครัวอุชิโรมิยะ
เขาพูดเกี่ยวกับพิธีกรรมในคืนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร
จากนั้นคินโซอธิบายถึงพิธีที่ต้องสังเวยชีวิต 13 คน ทำเอาพวกลูกๆ ไม่เข้าใจ เขาจึงอธิบายอีกครั้ง
ครั้งนี้คินโซยืนยันว่าเขาจะทำมันจริงๆ ไม่ใช่เรื่องตลก
ทำเอานันโจตกใจ และพูดกับเขาอย่างเสียงดัง ดูเหมือนจะไม่ใช่ครั้งแรกที่นันโจได้ยินเรื่องสังเวย 13 ชีวิต
คินโซพูดต่อว่านี้ พิธีกรรมสุดท้าย เป็นเกมสุดท้ายที่เขาจะท้าทายมัน
มีหลายคำถามและข้อสงสัยเกิดขึ้น สุดท้ายคินโซก็บอกลาพวกลูกๆ ของเขา
เขายื่นมือขึ้น แล้วเรียกกองกำลังที่อุทิศตนต่อเพนดราก้อน ออกมา
แขกที่ไม่เคยมีบนเกาะรคเคนจิม่า ได้เผยร่างออกมา
.... เซียสต้า 45 (ผมชมพู), 410 (ผมเขียว) และ 00 (ผมทอง) ปรากฏตัวขึ้น
หญิงสาวในชุดประหลาดปรากฏตัวหลังคินโซ มีแต่คำถามคาใจมากมาย กับความสับสน
คินโซอนุญาตให้ยิง 6 คนให้ตาย เลือกเป้าหมายกันเอง
เมื่อ เซียสต้า 00 ยืนยันคำสั่ง เซียสต้า 410 เรียกธนูมาโจมตีทันที

เป้าหมายแรกนัตสึฮิที่นั่งอยู่ หน้าซีกซ้ายเธอถูกทำลาย แล้วฟุบลงกับโต๊ะ เลือดไหลนอง
ทุกคนอยู่ในความเงียบ งุมงงต่อสิ่งที่เห็น แต่คนที่นั่งฟากซ้ายของนัตสึฮิไม่ได้เงียบ
เพราะพวกนั้นเห็นเหมือนกับแตงโมที่ถูกผ่าซีก และเห็นข้างในหัวของเธอ
คินโซกล่าวถึงหญิงไร้โชคแบบนัตสึฮิ ก่อนจะให้โจมตีต่อไป คราวนี้ 00 โจมตี
เป้าหมาย คือ หัวของรูดอล์ฟที่กำลังช็อคต่อความตายของนัตสึฮิ เขาตายทันที
เมื่อฉุกคิดได้ว่า คินโซยังฆ่าต่อไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดเสียงกรีดร้องและความโกลาหลขึ้นในห้อง
เอวาถามพ่อ แต่ฮิเดโยชิพยายามดึงเธอให้หนี
เป้าหมายที่สามถูกยิงทันที ..... ฮิเดโยชิ
หน้าซีกซ้ายทะลวง เขาล้มทันทีทั้งที่จับตัวเอวาอยู่ .... เอวากรีดร้อง
ร่างสามีที่รัก ถูกเจาะส่วนหัวไปครึ่งใบหน้า กระโหลกแยก, สมองกระจาย และฟันแตกละเอียด
(Comment : ใน Sound Novel ไม่มีภาพหรอก จินตนาการเอง)
เซียสต้า 45 รายงานการโจมตีเป้าหมาย
เมื่อเคลาส์จะเข้าไปหาคินโซ เซียสต้า 00 ขวางไว้ด้วยมือขวาข้างเดียว
ถึงร่างจะเล็กกว่า แต่ก็หยุดไว้ได้ เธอยกเคลาส์โดยการจับคอและบีบลูกกระเดือกของเขา
เคลาส์ให้ทุกคนหนีไป
นันโจพูดให้ทุกคนหนี คำพูดนั้นเหมือนถอนอำนาจเวทมนตร์ที่ทำให้ทุกคนนั่งตะลึงอยู่กับที่
เมื่อโกดะและป้าคุมาซาวะจะหนี ก็ถูกเซียสต้า 410 ขวางทางไว้
คิริเอะ ตระโกนให้โกดะนั่ง เขาทำตามโดยไม่ได้คิด เหมือนมีอะไรบางอย่างผ่านหัวเขาไป
มันเป็นเก้าอี้ใหญ่ที่คิริเอะขว้างใส่เซียสต้า 410 แต่เธอยิ้มและหยุดมันได้ด้วยมือเดียว
เธอยังพูดว่าอยากเป็นเหมือนสามีใช่ไหม ? จากนั้นก็เตรียมโจมตี

คิริเอะเห็นพวกคนรับใช้ทีมีสัญลักษณ์อินทรีย์ปีกเดียวบนเสื้อ
ทั้งเกนจิ, แชนนอน และคานอน สงบนิ่ง ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนคนอื่น แต่ไม่มีอะไรการันตีว่าพวกเขาจะไม่ถูกฆ่า
ทันใดนั้น หน้าของเกนจิก็ถูกทำลายต่อหน้าคิริเอะ
คนที่ยิง คือ เซียสต้า 45
คินโซกล่าวถึงความโชคร้าย และขอให้เพื่อนเขาหลับอย่างเป็นสุข
จากนั้นหัวเราะ พร้อมบอกว่าความตายของเขาไม่สูญเปล่าหรอก
จากนั้นเซียสต้า 410 ก็เตรียมเลือกเป้าหมาย คิริเอะเตรียมใจยอมรับความตายไว้
แต่ 410 ก็เล็งขึ้นฟ้าแทนที่จะเล็งคิริเอะโดยตรง
เพื่อศรพุ่งออกไป ใครเป็นเป้าหมาย ?
คิริเอะหันไป เห็นเลือดพุ่งออกมาจากหน้าของเอวา แล้วทรุดไปบนอกของศพสามีของเธอ
โรซ่าบอกให้ปล่อยเคลาส์ที่ถูกจับอยู่ และบอกให้พ่อหยุด ส่วนเคลาส์บอกให้เธอหนีไป
มันช่วยไม่ได้ เธอหยิบเก้าอี้ขึ้นมา และบอกให้พ่อสั่งให้คนนั้น (เซียสต้า 00) ปล่อยพี่เคลาส์
เมื่อคินโซปฏิเสธและประชดให้ใช้กำลังของตัวเธอ แสดงความตังใจของเธอออกมาสิ
พอได้ยินแบบนั้น ทำให้โรซ่าต้องยกเก้าอี้ขึ้น และจะฟาดพ่อ
มันเป็นการกระทำที่กล้าหาญ ที่สุดในชีวิตของโรซ่า ... ถ้าเธอกล้ากว่านี้ ชีวิตเธอคงอิสระกว่าเดิม
เลือดพุ่งออกมา ไม่ใช่ของคินโซ เก้าอี้ยังคงอยู่ในมือโรซ่า
หัวของโรซ่าโดนทำลายไปครึ่งหนึ่ง เธอทรุดลง โดย 00 ใช้มืออีกข้างยิงศรใส่โรซ่า
เป็นการยิงป้องกันตัว ในระยะเผาขน
ตอนนี้ครบ 6 คนแล้ว เซียสต้า 00 ยืนยันต่อท่านโกลด์สมิธ (คินโซ) ตามนั้น
เธอปล่อยเคลาส์ที่จับคอไว้ตลอดเวลาลง
ผู้ถูกสังเวยได้ราตรีแรก ได้แก่ เอวา, รูดอล์ฟ, โรซ่า, นัตสึฮิ, ฮิเดโยชิ และเกนจิ
คินโซหัวเราะ และพูดกับคนที่รอดชีวิตในราตรีแรก
เขายังแนะนำเพื่อนของเขา โรโนเว !!
ปีศาจในชุดคนรับใช้ปรากฏตัวขึ้น และกล่าวทักทาย
ทุกคนยังสับสน มีเพียงแชนนอน และคานอนที่โค้งต่อเขา
โรโนเว ผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้กล่าวทักทายเกนจิ
เซียสต้า 45 ทำตามคำสั่ง ซึ่งโรโนเวก็เข้าใจ

คินโซยังแนะนำเพื่อนอีกคน เวอร์จิเลีย !!
เวอร์จิเลียปรากฏตัว และขอบคุณที่มาสเตอร์เรียกเธอมา
คินโซแนะนำว่าเธอเป็นทั้งเพื่อนและที่ปรึกษาที่เชื่อใจได้
เขาขอยืมพลังที่ยิ่งใหญ่ของ Witch of Finite
เวอร์จิเลียคิดว่าคงปฏิเสธคำขอนั้นไม่ได้
ส่วนโรโนเว บอกต่อว่าสามารถเรียกได้ทั้งกลุ่มเซียสต้า, ตัวเขา และเวอร์จิเลีย
ตัวคินโซน่าจะก้าวเหนือนายหญิงของเขาไป ตัวเขาชักกลัวสายเลือดอุชิโรมิยะที่ทำได้ขนาดนั้น
มันไม่มีเวลามากนักสำหรับคินโซ เขายังสามารถเรียกได้อีก
เขาเรียกอสูร 1 ใน 72 ตน กาฟ (Gaap) ออกมา

เวอร์จิเลียตกใจที่เขาสามารถเรียกเธอออกมาได้
โรโนเวอธิบาย อาจเป็นเพราะการกัดเซาะมากยิ่งขึ้นบนเกาะ
ทำให้มากพอที่จะอัญเชิญปีศาจระดับสูงได้ มันไม่น่าแปลกใจสำหรับโรโนเว
เวอร์จิเลียกล่าวว่าเกาะรคเคนจิม่า ถูกดูดเข้าในโลกคู่ขนานแล้วงั้นเหรอ ?
เธอหวังว่าเขาจะยังไม่แพ้ (หมายถึงแบทเลอร์)
โรโนเว กล่าวว่าเขาเรียนรู้ไปมากในครั้งก่อน คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
เขายังกล่าวว่าเราควรจะสนุกกับฉากนี้ไหม ? ตัวละครหลัก คือ มาสเตอร์ (คินโซ) ในครั้งนี้
วงแหวนเวทมนตร์ปรากฏขึ้นบนอากาศ เปร่งแสงสีแดง

ปรากฏเป็นร่างของหญิงสาวชุดแดง ผมบลอนด์
นั่นคือ กาฟ 1 ใน 72 อสูรที่ยิ่งใหญ่ (note : เป็นอสูรลำดับที่ 33 ตามข้อมูลปีศาจของโซโลมอน เป็นเจ้าชายแห่งขุมนรก แต่เรื่องนี้เพศไม่ค่อยสำคัญอยู่แล้ว ถ้าดูจากพวกพี่น้อง 7 บาป)

เธอสงสัยว่าเรียกมาในที่แบบนี้ทำไม ให้ทำความสะอาดเลือดในห้องงั้นเหรอ ? โกลด์สมิธ ?
โรโนเวกล่าว ถ้าด้วยเหตุผลแค่นั้น แค่เช็ดพื้นก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
เวอร์จิเลียกล่าว ถ้าปีศาจระดับเธอปรากฏมาได้ เกาะนี้คงเข้าใกล้การถูกดูดกลืนไปยังโลกแฟนตาซีแล้ว
กาฟเห็นสิ่งที่อัญเชิญมารอบๆ สงสัยว่าเขาจะอัญเชิญอะไรอีก Pandemonium งั้นเหรอ ?
แล้วยังบอกว่าคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในที่นี้ คือ โกลด์สมิธ (คินโซ)
คินโซบอกว่าเรียกพวกเขาเป็นผู้ช่วยในพิธีกรรมคืนชีพเบียทริซเท่านั้น
งานชิ้นแรกสำหรับกาฟ คือ จับเจ้าพวกขี้ขลาดทั้ง 7 ที่เหลือในห้องนี้
เธอจึงเริ่มงาน เมื่อมองไปที่เคลาส์ที่นั่งบนพื้น เธอดีดนิ้ว ทำให้เคลาส์ถูกกลืนไปในพื้น
ไม่มีหลุมหลงเหลือบนพื้นบนพื้น เคลาส์หายตัวไป
กาฟสบตาไปที่คิริเอะ เธอรีบกระโดดหลบก่อนที่หลุมจะปรากฏ
แต่เมื่อจะตั้งตัวหนีอีกครั้ง หลุมปรากฏบนพื้นอีกครั้ง แล้วดูดเธอลงไป
นันโจเป็นรายต่อไป ต่อมาก็แชนนอนและคานอนตกไปพร้อมกันด้วยหลุมใหญ่ขึ้น
รวมทั้งคุมาซาวะและโกดะที่กำลังหนีนอกห้อง ก็กำลังจะถูกดูด แต่พวกเขาหนีไปได้
00 บอกไม่ต้องกังวล เธอกำลังล็อกเป้าพวกนั้นอยู่ และ 410 รอรับคำสั่ง

คินโซบอกให้รอไปก่อน เพราะราตรีที่สองยังมาไม่ถึง (รับรู้จากแหล่งอำนาจเวทมนตร์ของตัวเอง)
เวอร์จิเลียกล่าวถึงแหล่งนั้น เป็นเสียงรบกวน, การเสี่ยง และเป็นการทดสอบโชค
จากนั้นคินโซคิดจะตรวจสอบว่า หลานเขามีคุณสมบัติมากพอหรือไม่
เวอร์จิเลียสงสัย ถ้าเกิดพวกเขาผ่านการทดสอบ พิธีกรรมจะถูกยกเลิกเหลือ ? คินโซตอบว่าใช่
หลังจากคุยต่อกันอีกหน่อย ก็กลับมาทาง Metaworld
(Metaworld)
เบียทริซหัวเราะ ต่อการสังเวยในราตรีแรก แบทเลอร์รู้ว่ามันเป็นวิธีที่น่ารังเกียจเช่นที่เคยทำ
กราเทลเหมือนจะเข้าใจ เป็นวิธีในอุดมคติสำหรับการฆ่า แบทเลอร์ไม่เข้าใจ
กาฟปรากฏตัว และบอกให้นึกถึงเกมแรก
แบทเลอร์ไม่พอใจต่อการปรากฏตัวของปีศาจตนใหม่ เกาะรคเคนจิม่ากำลังพังเข้าสู่โลกวิญญาณมากขึ้น
ปีศาจตนใหม่จะปรากฏตัวมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับเบียทริซ เธอจะทำลายกฏ "Closed Circle" ของมนุษย์
กาฟทักทายเบียทริซ (เรียกว่า Riiche) แล้วบอกว่าดูจะสาวขึ้น 200 - 300 ปีหลังจากที่ได้พบ
เมื่อเห็นทั้งสองรู้จักกัน แบทเลอร์รู้ว่าคงเป็นตัวละครที่ไม่ธรรมดา
แบทเลอร์สงสัยคำว่า "Closed Circle" ที่เบียทริซพูด
กราเทลอธิบายว่า เป็นการฆาตกรรมต่อเนื่องที่โดดเดี่ยวจากโลก เหมือนเกาะรคเคนจิม่า
เพราะมันเหมือนวงกลมปิดตาย ที่ผู้ต้องสงสัยมีจำกัด
เมื่อกาฟทักทายกราเทล ตัวกราเทลไม่พอใจกับชุดของกาฟ (Comment : กลัวพี่ชายจะไขว้เขวล่ะสิ เล่นผ่าซะ)
กาฟจึงบอกว่านี่เป็นชุดใหม่ของ Devilish Pretty ชื่อ Jack the Ripper, Chrismas Blood
พวกมนุษย์คงไม่เข้าใจ สไตล์ของพวกปีศาจ
เบียทริซอธิบายต่อว่า กาฟเป็นพวกสนใจต่อแฟนชั่นของโลกปีศาจ
แต่ปีนี้เหมือนชุดจะเปิดเผยมากขึ้น เธอก็อยากสั่งสักชุดเหมือนกัน
กาฟแนะนำ Ali-Gray (Alice and the Graveyard) และไปที่ 666 สำหรับชุดสไตล์ตะวันตก
กาฟกลับมาคุยเรื่องเดิมต่อ แบทเลอร์จึงถามกราเทลว่ากาฟหมายถึงอะไร
มันเป็นวิธีการตายของทั้ง 6 ในราตรีแรก ของเกมแรก (Episode 1)
เบียทริซอธิบายต่อ เธอสร้างศพสองแบบ
รูดอลฟ์, คิริเอะ, โรซ่า และโกดะ ตายโดยเสียทั้งหน้า และเคลาส์ กับแชนนอนเสียครึ่งหน้า
มันไม่สะดวกสำหรับเธอสักเท่าไหร่
แบทเลอร์เข้าใจ ว่าการที่เสียทั้งหน้า ทำให้ยืนยันคนที่ตายได้ยาก การสร้างศพปลอมอาจทำได้
มีเพียงการยืนยันด้วยสีแดงถึงจะบอกคนตายได้ เป็นการชันสูตรที่สมบูรณ์แบบ
กาฟเสนอความคิดนั้นแก่เบียทริซ แล้วเธอเอาสองความคิดมาผสมกัน
คือ ทำลายหน้าครึ่งเดียวให้รู้ว่าเป็นใคร และทำลายศีรษะให้ละเอียดเพื่อยืนยันการตาย
Chapter 12 : The Sweet World of Witches
Date : ???
Time : ???
โรซ่าฟื้นขึ้นมาในที่ๆ มืด เย็น และเจ็บปวด หนาวเยือกไปถึงกระดูก
เมื่อมองไปรอบๆ เธออยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่รู้จัก
เมื่อส่งเสียงเรียก เธอได้ยินเสียงฝีเท้าย่างก้าวเข้ามาหาเธอ มันเหมือนเป็นฝีเท้าเด็ก
แต่นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมาเรีย เธอมองไปที่ต้นเสียงนั้น
มันปรากฏร่างของเด็กที่อ่อนกว่ามาเรีย เธอไม่รู้จักเด็กคนนี้

แต่ดูจากสีหน้าเหมือนเด็กหลงที่ถูกแยกจากพ่อแม่
เมื่อเด็กจะพูด เธอเจ็บที่ครึ่งหน้า มันคงเจ็บจากพื้นที่เย็น เธอจับที่หน้าส่วนที่เจ็บ
เด็กคนนั้นถามถึงอาการของเธอ และให้มาทางนี้ ไม่ควรอยู่ที่นี่
เมื่อวิ่งไปโรซ่ารักษาสมดุลของเธอไม่ได้ พอได้ยินเสียง Uryu ของเด็กคนนั้นทำให้เธอปวดหัว
เธอจึงให้เด็กนั่นหยุดพูด เขาเผลอขานรับด้วย Uryu อีกครั้ง ทำให้เธอเจ็บหัว
เด็กนั่นฝืนไม่พูด และกล่าวขอโทษ คราวนี้โรซ่าเจ็บหัวเพราะคำพูดขอโทษของเขา
โรซ่าถามคำถามหลายอย่างจากเด็กนั่น รวมทั้งแม่ของเขา
เด็กคนนั้นจึงถามว่าคนที่สร้างเขา เป็นแม่ใช่ไหม ? เขาจ้องที่โรซ่า
โรซ่ารู้ว่าหมายถึงเธอ แต่เธอไม่รู้จักเด็กคนนี้
เธอมีลูกคนเดียว คือ มาเรีย และถามว่ามาเรียอยู่ไหน ?
เด็กคนนั้นบอกว่าเธออยู่นี่ แต่ไม่ใช่มาเรีย จะดีกว่าถ้าไม่พบเธอ และให้หนีเพื่อมาเรีย
มาเรียกำลังหาตัวเธออยู่ และให้มาทางนี้
เขาจะดึงไปอีกทาง ทำให้โรซ่ารู้ว่ามาเรียคงอยู่ตรงข้าม เธอจึงขัดขืน
เขาจึงบอกเรื่องของขวัญวันเกิด เธอสร้างเขาด้วยมือของเธอเอง
โรซ่าถึงรู้ว่า นั่นคือ ซากุทาโร่ของมาเรีย
เมื่อเขายืนยัน หัวของโรซ่าเจ็บอีกครั้ง จนเธอรีบจับมัน .... มันเปราะเลือด
ซากุทาโร่พูดต่อ ทำให้เธอเจ็บหัว โรซ่าเข้าใจว่าต้นเหตุที่เจ็บเพราะเด็กคนนี้
เธอไม่เชื่อว่าเป็นซากุทาโร่, ขับไล่เขา และให้หายไป
คอของซากุทาโร่ฉีกขาด ปราศจากเลือด แล้วแยกออก ฟูกกระจัดกระจาย
โรซ่านึกถึงวันนั้น วันที่ลูกสาวร้องไห้จากตุ๊กตาที่ทำลาย
เธออยากจะจับหัวลูกสาวแล้วกล่าวขอโทษ ซึ่งเธอก็ทำ
แต่มาเรียไม่ให้อภัยเธอ แล้วผลักด้วยมือทั้งสองข้าง
มาเรียกอดซากของเศษผ้าสีเหลือและสำลีนั้น หน้าซุกซากเหล่านั้นแล้วร้องไห้
โรซ่าหวนคิดถึงวัยเด็ก ที่มีของเล่นมากมาย ทั้งพังและสูญหาย เธอต้องการเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
โรซ่าเริ่มรู้สึกแปลกกับร่างของเธอ มือกลายเป็นเซรามิกแล้วพัง
ไม่มีความเจ็บปวด แต่เธอตกใจที่เสียแขนไป
มาเรียปรากฏตัว พูดด้วยเสียงเย็นชา แขนนั้นไม่สามารถทุบตีมาเรียได้อีกแล้ว

ข้างหลังมาเรียมีเงาของผู้ใหญ่อีกคน ปรากฏเป็นร่างหญิงสาวผมทอง ชุดตะวันตก
เธอเหมือนจะพูดด้านดี มือของโรซ่า
แต่มาเรียกล่าวว่าแม่ใช้มือนั้นตีหัวมาเรียมากกว่าที่จะลูบ, ไม่เคยเปิดหน้าหนังสือ, ไม่ทำอาหาร ให้มาเรียไปซื้อเอง
มาเรียยังพูดในสิ่งต่างๆ ก่อนหน้านี้ที่แม่สั่งห้าม และพูดในสิ่งที่แม่ไม่เคยทำกับเธอ

เธอไม่เข้าใจว่าผิดตรงไหน !! มันไม่ใช่ความผิดของมาเรีย !! เป็นความผิดของแม่ !!
เธอยังพูดในสิ่งที่ซากุทาโร่ทำ แต่แม่ไม่เคยทำ
โรซ่าแก้ตัวด้วยเรื่องงาน เบียทริซพูดเรื่องนั้นจริง แต่การทำให้ลูกสาวเจ็บปวดยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ
เธอพูดแบบไร้อารมณ์ แล้วถามมาเรียว่าให้เธอตัดสิน บริสุทธิ์หรือมีความผิด ?

มาเรียตัดสินโทษของโรซ่า เธอจะให้พบสิ่งเดียวกับซากุทาโร่
แขนที่มองไม่เห็นจำนวนมาก จับทั่วร่างของโรซ่า ร่างของเธอถูกฉีกออก
โรซ่าได้ยินเสียงหนังของเธอดูดดึงจนขาด
ไม่ได้เป็นสำลีเหมือนซากุทาโร่ แต่อวัยวะภายในก็เต็มไปด้วยสีดำ น่ารังเกียจ และหนาทึบแทน
อาจเป็นเพราะมนุษย์ไร้เลือด, ไร้น้ำตา ก็ได้
เบียทริซดูจะตกใจกับสิ่งที่น่าขยะแขยงจากร่างของเธอ
จากนั้นจึงถามต่อว่าแก้แค้นพอหรือยัง จะให้อภัยแม่หรือไม่ ? บริสุทธิ์หรือมีความผิด ?
มาเรียยังไม่ยอมยกโทษ เมื่อโบกไปป์ของเบียทริซ ร่างของโรซ่ากลับคืนสภาพเดิม ...
เบียทริซเรียกภาพความผิดในอดีตของเธอกลับมา
ภาพในอดีตตอนคุยกับมาเรียอย่างเป็นสุขกลับมาอีกครั้ง ตอนที่กลับบ้านช้า และสัญญาจะซื้อเค้ก
ถึงโรซ่าจะปฏิเสธว่าทำงานจริง แต่มาเรียก็รู้อะไรบางอย่างที่ไม่เคยบอก
เย็นวันนั้น มีพัสดุส่งถึงแม่ แต่เงินมาเรียไม่พอ จึงโทรถามบริษัทว่าควรจะทำยังไง ?
โรซ่านิ่งเงียบ .... มาเรียจึงรู้ว่าแม่ไม่ได้ไปทำงาานในวันนั้น เธอไปที่ไหนสักแห่ง เธอรู้ว่าแม่โกหก
คนที่ปลอบใจเธอ คือ ซากุทาโร่ ที่พยายามบอกว่าพวกนั้นโกหก และบอกว่าแม่ยุ่งกับงานจริงๆ
มาเรียเชื่อในสิ่งที่ซากุทาโร่พูด เขาให้เธอรักแม่
ภาพในอดีตย้อนอีกครั้ง หลังโรซ่าวางสายจากลูกสาว เธออยู่ในห้องของโรงแรม
เสียงอีกคนถามเรื่องที่ไม่บอกลูกสาวว่าเธอมาพักผ่อนงั้นเหรอ ?
โรซ่าตอบว่าเคยบอกครั้งนึง แต่เธอน่ารำคาญ จึงตัดสินใจไม่บอกอีก เป็นการเจ็บปวดที่น้อยที่สุด
ชายกลางคนในห้องให้เลิกพูดเรื่องของลูกสาวของเธอ แล้วคุยเรื่องของทั้งสองแทน
ถึงกระนั้นโรซ่าก็ยังพูดเรื่องเกี่ยวกับลูกสาวที่ขวางทางรักของเธอ
ชายคนนั้นไม่อยากพูดเรื่องเมียของเขา เหมือนกับไม่อยากพูดเรื่องลูกสาวของโรซ่า

เมื่อพูดไปสักระยะ โรซ่าโมโห เพราะรู้ว่าชายคนนั้นไม่อยากได้ผู้หญิงที่มีลูก และไม่อยากหย่า
เธอหลงคิดว่า เขาจะเข้ากันได้กับลูกสาวของเขา และต้องการคนที่เข้าใจลูกสาวของเธอ
ตัดมาที่ห้องเดิม โรซ่าไม่ได้อยากให้มาเรียเกิด แต่ต้องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น
ชายคนนั้น (พ่อของมาเรีย) หายไปก่อนที่มาเรียจะเกิด เขาบอกจะสร้างครอบครัวอบอุ่น
แต่เขาก็หลอกเธอ และหายไปตลอดกาล เหลือเพียงมาเรีย
โรซ่าคิดจะสร้างครอบครัวใหม่ แต่เพราะมีมาเรีย ทำให้เธอไม่สามารถหารักครั้งใหม่ได้
โรซ่าแสดงความเกรี้ยวกราดต่อเธอ ทั้งเรื่องภาระ, ทั้งที่เธอต้องโดดเดี่ยว, ทำให้ชีวิตเธอต้องเลวร้าย
แกเป็นใครกัน, ตายซะ, หายไปซะ ชั้นเกลียดแกตั้งแต่แรกที่เกิด!! ชั้นเกลียดแกตั้งแต่เธออยู่ในมดลูกของชั้น !!
โรซ่ายังสาธยายความรู้สึกอันเลวร้าย ด้านความรัก และความรู้สึกที่มีลูกติด อย่างรุนแรง
แน่นอนถึงจะเกลียดพ่อของเธอด้วย แต่หลังจากนั้นความผิดอยู่ที่มาเรียแทน ซึ่งเธอไม่เคยต่อว่าเรื่องเหล่านี้ต่อมาเรียเลยสักครั้ง
พูดถึงความลำบากที่ต้องอดกลั้นไม่แสดงท่าทาง ไม่มีใครสักคนที่เข้าใจตัวเธอ
เธอเกลียดมาเรีย รังเกียจเธอ !! จนถึงบัดนี้ เธอไม่เคยรักมาเรียสักครั้ง !!!
สีหน้าของมาเรียดูเข้มแข็งก็จริง
ถ้าคำพูดนั้นเป็นคมดาบ ร่างมาเรียคงเต็มไปด้วยรอยเลือดทั่วร่าง
ถึงจะได้พลังของแม่มดเพื่อแก้แค้นแทนซากุทาโร่ แต่เธอก็ไม่สามารถทนต่อคำสาปนั้นจากปากของแม่ได้
มาเรียร้องไห้แล้วพูดถึงแม่

สำหรับเบียทริซ มันเป็นความน่าเกลียดในฐานะผู้หญิงที่จมปลักอยู่ในราคะ
ตัวตนของผู้หญิงคนนี้ แม้แต่เบียทริซที่ชั่วร้ายเองก็ทนดูลำบาก และให้มาเรียตัดสินผู้หญิงคนนี้ซะ
ถึงจะพูดแบบนั้น โรซ่ายังคงไม่หยุดด่าเธอ จนกระทั่งถูกทำลายร่างอีกครั้ง ร่างแยกเป็นสองซีกแนวนอน
เบียทริซยังคงคืนชีพ ในขณะมาเรียก็โจมตีอีก ร่างเธอแหลกราวกับถูกขาช้างที่มองไม่เห็นกระทืบอก
เบียทริซยังคงถามคำถามนั้น มาเรียไม่สามารถให้อภัยคนๆ นั้นได้อีก
มาเรียต่อว่าร่างที่ฟื้นมานั่น มันเป็นแม่มดที่สิงร่างแม่ของเธอที่ทรมานมาเรียและแม่
เธอจะไม่ให้อภัยที่ร่างดูเหมือนแม่ เธอให้อภัยไม่ได้
โรซ่าตอบกลับมาเรียเรื่องที่อ่านหนังสือและเล่นเหมือนแม่มด เธอต่างหากที่ควรหายไป และไม่สมควรเกิดมา
มาเรียไม่อยากยอมรับเรื่องที่แม่ไม่รักเธอ เธอเชื่อเพียงว่า "แม่มดดำ" ทำให้แม่เธอพูดแบบนั้น
ถึงกระนั้นอีกด้านของเธอ จำใจต้องยอมรับความเป็นจริงที่เห็น
มาเรียทำให้โรซ่ากลายเป็นก้อนเนื้อสดครั้งแล้ว ครั้งเล่า อย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่เบียทริซชุบชีวิตโรซ่า มาเรียเริ่มย่างเข้าไปสู่การทรมานที่ไร้ที่สิ้นสุด ไม่สามารถหลีกหนีได้แม้แต่ความตาม
มันเป็นนรกที่ลึกสุด ที่ซึ่ง Endless Witch แบบเบียทริซเท่านั้นที่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้
ทุกครั้งเบียทริซคืนชีพ เธอจะคำถามต่อมาเรียทุกครั้งไป ว่าจะให้อภัยหรือไม่ ?
แต่ก็ไม่สามารถลดความแค้นในใจของมาเรียลงได้ การฆ่าไม่มีที่สิ้นสุดนี้เพื่อทำให้วิญญาณบริสุทธิ์งั้นเหรอ ?

หลังจากนั้น รอยยิ้มของมาเรียปรากฏขึ้น แต่ไม่ใช่แบบที่เคย
"เข้าใจมันซะ!! แกเป็นต้นเหตุของความไม่เป็นสุขของมาเรีย !! เรียนรู้มัน !! เรียนว่าความเจ็บปวดของชั้นมันยิ่งกว่านี้ !!"
"ทำไมล่ะ ? ทำไมแกหยุดหัวเราะ ? หัวเราะเข้าสิ " มาเรียพูดต่อ
เสียงโรซ่าฟังไม่เป็นภาษา แต่เธอยังพยายามหัวเราะ คราวนี้หัวเธอแยกเป็นสองซีก ตาทะลัก ฟันกระจาย
เมื่อคืนชีพแล้วให้หัวเราะ ก็ไม่สิ้นสุด ร่างแตกเป็นเสี่ยงอีก
ถึงคืนชีพต่อ เหลือเพียงสีหน้าของโรซ่าที่เหมือนหัวเราะเท่านั้น
เธอค่อยๆ ถูกลบเสียงไป และใบหน้าที่ยิ้มนั้นก็กำลังจะถูกลบ
มาเรียได้แต่หัวเราะ และพูดถึงเรื่องในอดีตที่ได้อยู่ด้วยกัน และให้เล่นกับเธอ
ตอนนี้เธอได้เล่นกับแม่อย่างที่หวัง และไม่มีวันสิ้นสุด เธอเล่นกับโรซ่าได้ตลอดไป เหมือนกับของเล่นของเธอ

รอยยิ้มทั้งสองปรากฏบนหน้า ..... แล้วนิ่งไปสักพัก
มาเรียนิ่ง แล้วกล่าวถึงซากุทาโร่ที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เธอก็ซ่อมไม่ได้เช่นกัน
เบียโตะนิ่งเงียบ และดูแปลกไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดเรื่องการทรมานคนเป็นตายไม่สิ้นสุดแทน
ตอนนี้มาเรียไม่ใช่มาเรียคนเดิมอีกแล้ว ถึงจะฝึกหัดแต่เธอก้าวเหนือโลกมนุษย์ไป
เธอเป็นแม่มดฝึกหัดแห่งการเริ่มต้น มาเรีย!! ไม่มีสิ่งใดทำให้เธอเศร้าได้อีก !
มาเรียกล่าวจะยกโทษให้แม่ก็ได้ แต่หลังจากทรมานเธอต่ออีก ....... จนกว่าจะพอใจ
(ปัจจุบัน บนเกาะรคเคนจิม่า)
เสียงฟ้าร้องดังมาก จนทำให้แบทเลอร์ตื่นเต้น
อาจเพราะเสียงนั้น ทำให้มาเรียตื่นขึ้นมา ดูเธอยังสลึมสลือ
แบทเลอร์แหย่เรื่องที่มาเรียครึ่งหลับครึ่งตื่น และให้เธอไปนอน
มาเรียปฏิเสธ แต่ดูเหมือนเขาจะสนุกกับการแหย่ จนทำให้เธอร้องไห้

จอร์จลูบหัว ทำให้มาเรียสงบลง แต่ดูจะยังไม่หายง่ายๆ
แบทเลอร์และเจสซิก้าโทษกันเองว่า "เป็นความผิดของเธอ", "ความผิดของเธอเหมือนกัน"
มาเรียจ้องแบทเลอร์ด้วยสายตาแปลกไป
จอร์จพูดว่าแบทเลอร์ไม่คิดแบบนั้นจริงๆ หรอก เขาคงสังเกตสายตาคู่นั้นของมาเรีย

สีหน้ามาเรียเปลี่ยนไป แล้วหัวเราะเบาๆ Kihihihihihihihihi
ราวกับว่า ทุกครั้งที่เธอพูด "hi" บางอย่างที่โหดร้ายได้เกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อยู่ๆ มาเรียก็กล่าวขอโทษ แบทเลอร์ก็ขอโทษตอบเช่นกัน
เธอบอกไม่จำเป็น แต่ขอโทษ ....... เพราะมาเรียเป็นแม่มด เธอหัวเราะด้วยเสียงน่าขยะแขยง
แต่ในห้องก็ไม่มีคิดอะไรกับคำพูดนั้นมากนัก

เวลาประมาณ 22.30 น.
เสียงฝีเท้ามายังบ้านพัก เป็นเสียงของโกดะและคุมาซาวะ
ทั้งสองเปียกโชก เหมือนกับไม่ได้กางร่ม
เจสซิก้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น โกดะจึงเริ่มรายงานตามที่เห็น ........

Chapter 13 : Dungeon
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 22.33 น.
ในห้องมืดสีดำ ไม่มีหน้าต่าง มีแสงจากหลอดไฟสลัว
มันดูเหมือนเป็นห้องเก็บของใต้ดินที่ถูกลืม มีฝุ่นเต็มไปหมด
แต่อาจไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะห้องถูกปิดด้วยกรงเหล็ก

พวกที่ถูกดูดลงมาคุยกัน ได้แก่ คิริเอะ, เคลาส์, นันโจ, คานอน และแชนนอน
ด้านบนเพดานเหมือนสร้างจากหินหยาบที่ไม่มีรู ไม่เข้าใจว่าตกลงมาจากห้องอาหารได้อย่างไร ?
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่น่ามีห้องเหมือนดันเจี้ยนอยู่ใต้ห้องอาหาร แล้วยังมีกรงอีก ทำให้ชวนสับสนยิ่งนั้น
นันโจกล่าว โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากการตกลงมาที่นี่
เคลาส์ถามแชนนอนและคานอน เกี่ยวกับห้องนี้

คิริเอะดูเหมือนไม่เชื่อจึงถามซ้ำ เธอคิดว่าคนรับใช้ที่ใส่ตราอินทรีย์ปีกเดียวน่าจะรู้เรื่องห้องรับที่นี่
เคลาส์คิดว่าคงจริง ไม่เช่นนั้นแชนนอนคงมาทำความสะอาดที่นี่
นันโจเสนอเรื่องที่ต้องเรียกตำรวจ หรือหน่วยกู้ภัยมาโดยเร็ว .... คำพูดนั้นไม่มีความหมาย
"ขอบคุณ ด็อกเตอร์ นันโจ ทุกคนรู้ดีว่าคู่หูของเราไม่ได้มีชีวิตอีก ขอบคุณที่พยายามแนะนำให้ปฐมพยาบาล" คิริเอะกล่าว
ทุกคนเริ่มอยู่ในความเศร้า เคลาส์พยายามตั้งสติ เลิกคิดเรื่องภรรยาที่ตายไป
เขาเลิกคิดที่จะถามเหตุผลกับพ่ออีกแล้ว ไม่มีเสียงตอบรับสิ่งที่เคลาส์พูด
พวกเขาคงเป็นเหยื่อสังเวยราตรีต่อไป แล้วยังถูกขังไว้อีก
เคลาส์พูดต่อเรื่องที่จะหาทางหนีไปจากที่นี่ พวกเด็กๆ ยังน่าเป็นห่วง
ถึงโกดะกับคุมาซาวะอาจจะหนีได้ และไปบอกพวกเด็กให้ระวัง
แต่ก็ยังละทิ้งความเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะถูกกำจัด ในราตรีที่สอง (เพราะหนีไปด้วยกัน)
เมื่อเคลาส์เสนอให้หาวิธีพังกรงเก่าๆ นี้ คิริเอะจึงลองหาอุปกรณ์ในบริเวณนั้น
เธอใช้ไฟแช็คที่พกไว้ให้รูดอล์ฟ เพื่อส่องในห้องที่สลัวนั้น
เคลาส์ให้แชนนอนไปช่วยคิริเอะ ส่วนคานอนไปช่วยเขาสำรวจลูกกรง
เนื่องจากเป็นลูกกรงเก่า มันอาจจะผุกร่อนพอให้ดึงออกมาได้
นันโจขอร่วมช่วยด้วย แต่เคลาส์แนะนำให้เก็บแรงไว้
มีเพียงดร.นันโจ ที่สามารถพูดและเสียงไปถึงพ่อได้ แต่นันโจไม่คิดแบบนั้น ตอนนี้เสียงเขาไปไม่ถึงแล้ว
คิริเอะให้เขาบอกประสบการณ์ในฐานะแพทย์ เธอคิดว่ามียาที่ทำให้พวกเขาเกิดสับสน
แชนนอนสงสัยว่าหมายถึงอะไร ?
คิริเอะอธิบายว่า อาจเป็นยาที่ทำให้พวกเขาสับสนต่อสิ่งที่เห็น
ที่คิดแบบนั้นเพราะไม่คิดว่านี่จะเป็นใต้ห้องอาหารจริงๆ
ขนาดของห้องขังที่นี่ น่าแปลกที่มันแคบกว่าห้องอาหาร
แชนนอนไม่เข้าใจ คานอนจึงช่วยบอกว่า แต่ละคนตกลงมาจากจุดต่างๆ
มองจากลำดับที่ตกลงมา เหมือนทุกคนจะตกลงมาในจุดใกล้ๆ กัน
คิริเอะ จำได้ว่ามันตกลงมาทันที ไม่น่ามีการกลิ้งแบบท่อน้ำที่ทำให้ตกไปยังจุดต้องการได้
แชนนอนถามต่อเรื่องยา ที่ทำให้คนเกิดการสับสนนั้น ?
ส่วนคานอนพอเข้าใจ ว่าคิริเอะกำลังจะสื่อว่า เราไม่ได้ตกลงมาจากห้องอาหาร
จริงอยู่ที่ตกลงมา แต่เพราะรู้สึกแบบนั้น
นันโจเข้าใจ พูดในอีกแง่หนึ่ง พวกเราอาจถูกโจมตีด้วยลูกดอกยาสลบแล้วล้ม
ทำให้รู้สึกเหมือนกันตกลงมาจากที่สูงก็เป็นไปได้
คานอนถามเวลากับพี่สาว ตอนนี้เป็นเวลา 22.40 น. ตรงกับนาฬิกาของคานอน
ผ่านไปประมาณ 10 นาทีหลังจากเกิดเรื่องนั้น
เคลาส์คิดว่าเป็นเวลาที่มากพอ ที่พวกเขาจะถูกแบกมาขังยังที่ไหนสักแห่ง

ดร.นันโจตอบคิริเอะ ว่าตราบใดที่ไม่ได้พิสูจน์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะมียาแบบนั้นอยู่
สรุปเป็นไปได้ว่าที่นี่ อาจเป็นที่ไหนสักแห่ง รวมถึงคฤหาสถ์ลับของพ่อในป่า
ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำ คือ ออกไปที่นี่ จึงจะรู้ว่านี่เป็นสถานที่แห่งไหน
เคลาส์ได้ยินคำชมจากรูดอล์ฟถึงคิริเอะ ทางคิริเอะก็ได้ยินคำชมเช่นกัน
ระหว่างนั้นเคลาส์ลองดึงลูกกรงดู แต่มันแข็งแรงมาก ด้านคานอนก็ดึงมันไม่ได้เช่นกัน
เมื่อดึงหลายๆ จุดก็ไม่มีผลอะไร แรงของมนุษย์ไม่มากพอที่จะพังออกไปได้
เหลือความหวังเพียงสิ่งของ ที่พอจะงัดกรงได้เท่านั้น
เคลาส์ถามด้านคิริเอะ เธอพบเพียงหินก้อนเล็กๆ แต่ทำลายลูกกรงไม่ได้แน่นอน
ด้านแชนนอนพบโทรศัพท์ คิริเอะสงสัยมันใช้ได้ไหม แต่ถึงไม่ได้ก็ยังเอาโลหะด้านใช้ไขประตู
เคลาส์ก็เห็นรูกุญแจที่พอไขได้อยู่
ทั้งสองพูดเรื่องโทรศัพท์ที่เป็นอาวุธ และข่าวสารในการลงทุนก็เช่นกัน แล้วหัวเราะทั้งคู่
แชนนอนลองใช้โทรศัพท์ดู แม้ว่าคานอนจะบอกว่าเป็นเรื่องที่ไ่ม่ฉลาด จนทำให้เธออายก็ตาม
แชนนอนอุทานออกมา เธอบอกคิริเอะว่ามันใช้ได้ คิริเอะลองใช้ มันใช้ได้จริงๆ เพียงแต่ไม่รู้จะต่อไปไหนได้บ้าง
ถึงจะคุยว่ามันอาจเป็นกับดัก แต่คิดว่าเป็นความผิดพลาดของแผนคิดโซน่าจะดีกว่า
คิริเอะให้คานอนคอยดูคนที่จะมาจากนอกกรง เขาจึงไปรอฟังเสียงหน้ากรง
ส่วนคิริเอะลองกดหมายเลขโทรศัพท์ดู เธอเริ่มจากเลข 110 แต่ลองหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ
เธอคิดว่านำหน้าด้วย 0 เพื่อโทรออกน่าจะได้ อย่าง 0110 ก็ไม่สำเร็จ
เคลาส์ลองบ้าง เขากดหลายเบอร์ แต่ก็ไม่ได้เช่นกัน
ถึงมันจะเหมือนโทรได้ แต่วงจรอาจจะถูกตัดไปแล้ว
มันแสดงถึงว่า พวกนั้นไม่ได้พลาดอย่างที่คิด
คิริเอะถอดหายใจลึกๆ เอาหลังและศีรษะพิงกำแพง
เธอรู้สึกอยากเยาะเย้ยตัวเอง ที่หวังว่ามันจะใช้ังานได้อย่างที่คิด
เธอนึกถึงช่วงที่คินโซใช้เวทมนตร์เรียกพวกที่เหมือนปีศาจ กับเหมือนแม่มดออกมา
ถึงเธอจะเห็นพวกมัน แต่คิริเอะก็ไม่ยอมรับง่ายๆ อาจมีทริกบางอย่างที่ใช้
แต่เรื่องที่หัวทั้ง 6 คนระเบิดด้วยธนูทองคำที่ลอยไปมารอบห้อง มันเหมือนเวทมนตร์
ถึงกระนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่ไม่ใช่เวทมนตร์
เช่น เครื่องบินของเล่นที่ทาสีทอง แล้วใส่ระเบิดไว้
แต่้ก็มีปัญหาเรื่องที่มันลอยไปมาแบบสุ่ม แล้วระเบิดใส่หัวเป้าหมายอย่างแม่นยำ
มันเหมือนถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่แม่นยำ ระดับมิสไซส์นำวิถีงั้นเหรอ
บางทีเขาอาจจะใช้เงินลงทุนเพื่อพัฒนาของโง่ๆ แบบนี้ก็ได้
ไหนจะเรื่องที่ถูกจับมาที่ลึกลับเหมือนดันเจี้ยนแบบนี้อีก คิริเอะกำลังพยายามใช้ความคิดและให้กำลังใจตัวเอง
เคลาส์เริ่มหัวเสียกับการโทรศัพท์ พยายามโทรใหม่หลายครั้ง
หลังจากลองหลายครั้ง ...... เขาสามารถโทรได้แล้ว
ถึงจะโทรออกนอกเกาะไม่ได้ แต่สามารถติดต่อบนเกาะได้
เคลาส์ติดต่อไปที่บ้านพักรับรอง ในห้องที่เจสซิก้าอยู่
เขาถามสถานการณ์ด้านนั้น ซึ่งโกดะที่รับสายก็บอกว่ายังปลอดภัย
เจสซิก้ารีบถามเรื่องแม่ เคลาส์ไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงบอกแค่ว่าเขาก็ไม่รู้ และหวังว่าเธอจะยังปลอดภัย
เสียงเจสซิก้าเหมือนจะร้องไห้ โกดะและคุมาซาวะคงเล่าสถานการณ์ให้ฟังแล้ว
เคลาส์บอกว่าเขา, คิริเอะ, นันโจ, แชนนอน และคานอน อยู่ที่ไหนสักอย่างเหมือนดันเจี้ยน
เขารู้ว่าไม่ได้อยู่ใต้ห้องอาหาร คงจะถูกทริกบางอย่างพามาที่นี่
เคลาส์เตือนไม่ให้พยายามมาช่วยเขา และอย่าพบคินโซ เพราะเธอจะถูกฆ่า
แต่เจสซิก้าไม่พอใจที่ปู่ทำแบบนั้นกับแม่ และคนอื่นๆ เธอคิดจะฆ่าคนๆ นั้น
เคลาส์บอกเรื่องที่นัตสึฮิคงจะเศร้าที่ได้ยินแบบนั้น
แล้วบอกปิดประตูหน้าต่างบ้านพักให้ดี ถึงจะไม่ปลอดภัยแน่นอนก็ตาม
หลังจากนั้นโกดะรับสายต่อ สีหน้าเขาดูจะใจเย็นขึ้น และรับคำสั่งจากเคลาส์
คิริเอะคุยกับแบทเลอร์ จากนั้นเจสซิก้า - จอร์จ ก็คุยกับคานอน - แชนนอน
เมื่อรู้ว่าทั้งสองฝ่ายปลอดภัย พวกผู้ชายในบ้านพักก็รีบไปปิดประตูและหน้าต่างตามคำสั่ง
โดยเฉพาะประตูใหญ่ด้านหน้า ที่มีโอกาสเข้ามาได้ง่าย
พวกคนในบ้านพักรู้แล้วว่าพวกปู่และคนอื่น มีอาวุธมาด้วย อาจจะเป็นปืนที่ทรงพลัง ถึงทำเรื่องแบบนั้นได้

เมื่อแบทเลอร์คิดจะแก้แค้นให้พ่อ โกดะพูดเสียงสั่น บ่งบอกว่าเขากลัวพวกนั้นมากขนาดไหน
บางทีพวกนั้นคงรอเวลา ก่อนที่จะสังเวยชีพคนที่เหลือ
ด้านพวกคินโซมีอาวุธครบมือ ถึงมีพวกผู้หญิงร่างเล็กด้วย แต่อาวุธในมือนั้นน่ากลัว จึงต้องระวัง
มาเรียถามอาการป้าคุมาซาวะที่เงียบ และดูจะหวาดกลัว
ถึุงป้าจะบอกไม่เป็นอะไร แต่ท่าทางยังคงช็อคอยู่ เพราะเธอเห็นคนตายต่อหน้า
เจสซิก้าถาม ว่าแม่เธอตายแล้่วเหรอ ? คุมาซาวะตอบตามตรง มันเป็นภาพที่น่ากลัวสำหรับเธอ
ป้าคุมาซาวะอาจพูดมากไปหน่อยที่บรรยายรายละเอียดจนหมด
แต่เจสซิก้าก็ไม่เชื่อทั้งหมด เธอคิดว่าที่บอกว่าแม่เธอตายแน่นอน
เพราะเกรงว่าเธอจะออกจากที่นี่แล้วไปช่วยแม่ และตัวเธออาจถูกฆ่า

เมื่อปิดประตูหน้าต่างหมดแล้ว พวกนั้นก็กลับมารวมที่ห้อง
โกดะเตรียมบันไดไว้แล้ว ถ้าพวกนั้นเข้าประตูหน้ามา ก็จะใช้มันหนี
แบทเลอร์ถืออาวุธที่พอจะใช้ได้ ไม่ใช่มีด แต่เป็นขาดโตะที่พอจะเป็นอาวุธได้ และที่วางหมวก
ประตูหน้าถึงถูกขวางด้านโซฟาและเตียง แต่ไม่ได้ถูกตอกประตู เผื่อกรณีที่พวกเคลาส์หนีออกมาได้
แล้วยังเตรียมสิ่งกีดขวาง กับปิดทีวีเพื่อฟังเสียงหน้าต่างที่อาจจะถูกพัง
ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 30 ชั่วโมงกว่า จนถึงจะถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งเรือจะมารับและพายุจะสงบ
มาเรียบอกว่าเบื่อ กับเรื่องที่ดูทีวีไม่ได้ ทั้งที่เธอรู้ว่าโรซ่าตายไปแล้วก็ตาม .... อาจเพราะเธอยังเด็ก

ด้านพวกที่อยู่ในคุก เคลาส์, คิริเอะ และนันโจ ปรึกษาเรื่องวิธีออกจากที่นี่
คานอนกำลังรอที่กรงขัง ตามคำสั่งที่ได้รับ แชนนอนจึงเดินมาคุยกับเขา
เขารู้ว่ากำลังมีคนมาที่นี่ แต่ยังอีกไกลมา่ก ประสาทสัมผัสของเขาเกินกว่ามนุษย์ ถ้าไปรายงาน คนอื่นอาจจะสงสัย
แชนนอนแปลกใจที่ท่านเบียทริซไม่ปรากฏตัว และคุึยเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับคนรัก, การเป็นเฟอร์นิเจอร์ และแดนทองคำ

เมื่อคุยจบ ได้คานอนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าชัดขึ้น และแจ้งให้ทุกคนรู้ ... เป็นเสียงฝีเท้าจำนวนมาก
คานอนรู้ว่ามาประมาณ 4 คน ด้านคิริเอะให้แชนนอนนั่ง แล้วซ่อนโทรศัพท์ที่พบไว้ในกระโปรง
คินโซ, โรโนเว, เวอร์จิเลีย และกาฟ มาถึงที่หน้าห้องขัง
เมื่อโรโนเว รายงานว่าท่านโกลสมิธมาถึง เคลาส์จึงอธิบายให้คิริเอะฟังว่า นั่นเป็นชื่อที่ใช้ในพิธีมนต์ดำแปลกๆ ของเขา
ชื่อ Kinzo ถ้าแปลเป็นอังกฤษน่าจะเป็น Gold Warhouse มากกว่า คิริเอะสงสัย
แต่คินโซก็บอกว่า เขาเป็นอะไรมากกว่านั้น ในฐานะคนที่ใช้ทองคำ Smith น่าจะเหมาะสมกับตัวเขามากกว่า

นันโจถามคินโซ เขาจึงตอบว่า นันโจอาจจำไม่ได้ แต่เขาเคยเดินผ่านทางเดินมาสถานที่แห่งนี้มาแล้ว
นันโจนึกออกบางอย่าง แต่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะตกมายังสถานที่นั้น
กาฟอธิบาย ถ้าทางกายภาพคงเป็นไปไม่ได้ และคฤหาสถ์คงไม่มีสถานที่แบบนี้
นันโจรู้ว่านี่เป็นห้องใต้ดินของคุวาโดเรี่ยน ซึ่งโรโนเว กล่าวชมแล้วยืนยันว่าใช่
เคลาส์สงสัย คฤหาสถ์ลับของพ่อที่เขาเคยได้ยินมีอยู่จริงงั้นเหรอ
คินโซบอก ว่านี่ถูกสร้างให้เบียทริซที่รักของเขาใช้ เป็นคฤหาสถ์ที่สวยงามและหรูหรามาก
คิริเอะยอกย้อนเรื่องห้องพักของทั้งสองที่ไม่เหมาะสมกับเธอ เวอร์จิเลียเตือนให้ระวังคำพูด
ส่วนกาฟและโรโนเว พูดเล่นกัน จนเวอร์จิเลียไม่พอใจ ซึ่งกาฟใช้ชื่อเรียกเวอร์จิเลีย ย่อๆ ว่า เลีย ด้วย

หลังจากคุยกันสักพัก คิริเอะเริ่มถามดร.นันโจ เรื่องสถานที่แห่งนี้
เขาจึงบอกว่าถ้าตรงไปตามอุโมงค์ยาว จะกลับไปยังคฤหาสถ์ได้
เคลาส์ถามสิ่งที่จะทำกับพวกเขา และพวกเด็กๆ
ทางคินโซจะทดสอบพวกลูก ที่บอกว่ามีค่านับหมื่นล้านเยนนั่น
คินโซดูจะพอใจกับการพูดยอกย้อนของคิริเอะ และบอกว่าผู้หญิงคนนี้มีกึ๋นกว่ารูดอล์ฟ
โรโนเวให้แชนนอน เอาของที่เธอซ่อนออกมา ความจริงตัวเขาเป็นคนเตรียมสิ่งนั้นไว้ให้
คินโซ ให้เคลาส์โทรบอกพวกหลานให้มาทดสอบตามคำสั่ง ถ้าไม่ทำตาม โอกาสรอดของพวกหลานจะหมดลง
กาฟ เยาะเย้ยที่ว่าเป็นเรื่องแย่ที่พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ เพื่อดูลูกกำลังจะถูกสังเวย
เวอร์จิเลีย เตือนเรื่องที่พูดแบบไร้มารยาท แต่ก็หัวเสียเมื่อถูกเรียกชื่อย่อว่า เลีย อีกรอบ
"....พวกผู้หญิงช่าง...." คินโซพูด
"น่ารำคาญ (หัวเราะ)" โรโนเว กล่าวด้วยรอยยิ้ม
Chapter 14 : My Mission
หลังจากเหตุการณ์นั้น 12 ปี
คลีนิคที่นันโจเปิดไว้ ตกสู่มือของลูกชายนันโจ
เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์บนเกาะ จึงไม่สามารถบอกอะไรแก่แองจี้ได้
ตัวเขาเองก็รู้เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตามข้อมูลจากสื่อเท่านั้น
พวก Witch Hunt ก็เคยมาขอข้อมูลจากเขาเช่นกัน แต่เขาก็ปฏิเสธไปก่อนหน้านี้

เมื่อแองจี้ก็พูดตอบในฐานะผู้เสียครอบครัวไปตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และต้องการรู้ความจริง
เขาจึงจะบอกทุกเรื่องเท่าที่รู้ให้แก่แองจี้
เขาพูดเรื่องที่พ่อเป็นทั้งหมอของตระกูลอุชิโรมิยะ และเพื่อนคนสนิทของคินโซ
ในความคิดของเขา คงเป็นเพื่อนสนิทมาก เพราะคินโซจะอารมณ์ดีเมื่อคุยกับนันโจ
ในวันนั้น พ่อเขาถูกเรียกไปดูแลอาการของคินโซ
แองจี้ถามเรื่องยาที่เหลืออยู่หลังจากเหตุการณ์นั้น
เขาจึงตอบว่ายาพวกนั้นสูญหายไป อีกทั้งเป็นคนป่วยของพ่อจึงไม่รู้ว่ามียาอะไรบ้าง
เมื่อถามถึงสิ่งที่ผิดสังเกต ตัวเขาก็พบอย่างหนึ่งเพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือเปล่า
หลังจากลังเลสักพัก และเชื่อว่าแองจี้จะเก็บเป็นความลับ
เขาก็บอกเรื่องจดหมายถูกตีกลับในวันนั้น เขาไม่ได้เป็นคนส่ง คงมีใครปลอมชื่อของเขา
เป้าหมาย คือ เกาะ Rebun ในฮอกไกโด พื้นที่เหนือ ซึ่งเป็นจุดเหนือสุดของญี่ปุ่น
ชื่อผู้รับควรจะเป็นคนที่อยู่ที่นั่น ......... แต่เป็นชื่อของนันโจ "นันโจ เทรุมาสะ"
พัสดุนั้น ประทับตาว่าไม่มีที่อยู่ บ้านเลขที่ไม่ตรง จึงส่งกลับมาที่คนส่ง คือ ตัวเขา ที่ถูกยืมชื่อไปใช้
เมื่อถามถึงสิ่งที่อยู่ในนั้น เขาขอให้แองจี้ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เขาเกรงว่าจะมีปัญหาภายหลังจึงไม่ได้ทิ้งมันไป
เขาหันไปที่ชั้นหนังสือ ที่มีหนังสือจำนวนมากบนนั้น เขาหยิบหนังสือออกหลายเล่ม
มีซองสีน้ำตาลซ่อนที่นั่น ถูกปิดด้วยเทปใส ดูสภาพคงเก็บมาถึง 12 ปีจริง
แองจี้รู้ว่า ไม่พบศพนันโจในวันนั้น เป็นไปได้ที่เขาจะแกล้งตายแล้วหลบหนีไปที่ฮอกไกโด
เธอสงสัยว่าเป็นดร.นันโจจริง หรือเรื่องบังเอิญที่มีคนชื่อและนามสกุลเดียวกันอาศัยที่ฮอกไกโด
แต่ลูกชายของนันโจก็บอกว่าต่อให้พ่อหนีไปได้ จดหมายฉบับนี้ก็ส่งไปไม่ถึงเขาอยู่ดี
ส่วนเรื่องที่มีโอกาสจ่าหน้าซองผิด เขาก็บอกว่าเป็นไปได้ยาก
ที่อยู่นั้นคือ ฮอกไกโด เกาะรีบัน จังหวัดรีบัน เมืองรีบัน 1-2-34-567
ทุกอย่างมีอยู่จริง ยกเว้นบ้านเลขที่ เหมือนจงใจใส่ผิดเป็น 1234567
น่าจะตั้งใจให้ส่งผิดมาตั้งแต่แรก เมื่อไม่มีที่อยู่ทางไปรษณีย์ก็พยายามหาที่อยู่ที่ใกล้เคียง
แต่เมื่อไม่พบ ก็ใช้เวลาเล็กน้อยกว่าจะตีกลับมาสู่ผู้ส่ง
มันประทับตราไปรษณีย์ไว้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่นิอิจิม่า
เนื่องจากไกลจากรีบันมาก จึงใช้เวลาร่วมสัปดาห์กว่าจะตีกลับมา บางทีอาจเป็นเป้าหมายของผู้ส่งก็ได้
สิ่งที่อยู่ในนั้น คือ กุญแจขนาดเล็ก เขียนเลข A112 ไว้ที่จับ
และมีบัตรแม่เหล็กที่มีสีดำกับตัวหนังสือทอง มีคำว่า "Member" อยู่บนบัตร ดูเหมือนบัตรที่สูงค่า
อีกทั้งยังมีจดหมาย เมื่อแกะออกดู พบตัวเลข
07151129 (Comment : เป็นตัวเลขเดียวกับ ที่เขียนหน้าห้องรับแขก ใน Episode 3)
เขาจึงบอกว่า มันเป็นการ์ด, กุญแจ และรหัสของกล่องฝากของซึ่งไม่ธรรมดา
มันถูกจำกัดเฉพาะสมาชิกคนพิเศษเท่านั้น
หลังจากงานศพของพ่อ เขาก็ไปที่ธนาคารที่ฝากไว้
ตอนแรกเขาก็ไม่รู้่ว่าเป็นอะไร จึงยื่นบัตรให้พนักงาน
ซึ่งก็มีการติดต่อพนักงานที่ตำแหน่งสูงกว่า ให้พาเขาไปยังชั้น 4
ดูมีการป้องกันที่เข้มงวดมาก คงจะมีของที่มีค่ากว่าที่ฝากของที่เขาเคยไป
ที่ฝากของที่นี่ ไม่จำเป็นต้องยืนยันตัว มีเพียงการ์ด, กุญแจ และรหัส ก็พอ
เมื่อใช้การ์ดและรหัส ประตูนิรภัยก็เปิดออก ราวกับหนังไซไฟ
ในห้องสีเงิน มีกล่องจำนวนมากในนั้น ราวๆ 20 กล่องได้ ส่วนกล่องที่เปิดได้ คือ กล่อง A112
หลังจากได้เปิดกล่องนั้น ...... สิ่งที่อยู่ในนั้น คือ เงิน
แต่ละแพ็คมีค่า 1 ล้านเยน มันถูกมัดไว้หนาประมาณ 1 เซนติเมตร
มองโดยประมาณ มันมีค่าถึง 100 ล้านเยน
เขาไม่กล้าตรวจสอบ แม้แต่สัมผัสมัน มันเป็นเงินที่อันตรายแน่ๆ
ตัวเขาสับสน และตัดสินใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินก้อนนั้น และเก็บมันไว้ที่เดิม
เงินก้อนนั้น คงยังอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 12 ปีแล้ว
เมื่อแองจี้ขอจดหมาย เขาปฏิเสธและขอให้ดูที่นี่เท่านั้น
แองจี้จึงขอตรวจสอบ โดยหยิบหนังสือของมาเรียที่เธอมี
..... เป็นลายมือเดียวกัน คนที่ส่งเงินสด 100 ล้านเยนให้ คือ เบียทริซ
ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่เข้าใจ
เมื่อไปพบลูกชายของป้าคุมาซาวะ เขาก็เคยได้จดหมายแบบเดียวกัน

เขาให้ภรรยาช่วยหาจดหมายฉบับนั้น
ชื่อผู้รับ คือ คุมาซาวะ จิโย ผู้ส่งเป็นชื่อลูกชายของป้า
ที่อยู่ โอกินาว่า จังหวัดยาเอะยามะ เมืองโยนากุนิ 1-2-34-567
ซึ่งเป้นทางตะวันตก เขตสุดของประเทศญี่ปุ่น
มีการ์ด, รหัส PIN และกุญแจ โดยมีหมายเลข A113
ลูกชายป้าคุมาซาวะ คิดว่าแม่ที่ตายส่งมาจากนรก เขาจึงไม่อยากยุ่งเกี่ยว
จากนั้น เขาก็ลืมเรื่องจดหมายนี้ จนประทั่งถึงปัจจุบัน
เขาจึงถามแองจี้ว่าได้จดหมายฉบับเดียวกันหรือไม่ ?
พวกซากุทาโร่ และแมมม่อน สับสนกับสิ่งที่เห็น
ตัวแองจี้รู้ ว่ามีจดหมายแบบเดียวกันส่งมาที่เธอ แต่เธอตอนนั้นยังเด็กจึงจำรายละเอียดไม่ค่อยได้
เธอไม่รู้ว่ามันถูกส่งไปที่ไหน
ชื่อผู้ส่ง คือ ตัวเธอเอง ส่วนผู้รับ คือ อุชิโรมิยะ รูดอล์ฟ พ่อของเธอ
ตอนนั้นเธอไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ส่งมาคืออะไร เธออาจทิ้งมันไว้ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง
แต่ถึงกระนั้น เธอก็พอเดาไว้ว่า สิ่งที่อยู่ในนั้น คงไม่ต่างจากคนอื่น

แองจี้ไม่พอใจ เบียทริซคงส่งเงินพวกนั้นคงถูกส่งให้แก่ญาติที่ยังคงมีชีวิตอยู่
ซากุทาโร่ให้กำลังใจเธอ เมื่อเธอไม่พอใจยิ่งขึ้น เขาซุกหัวที่ท้องของเธอ เพื่อให้แองจี้สงบใจลง
เธอเชื่อว่าจดหมายนี้ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า เบียทริซอยู่เบื้องหลังการก่อคดี
เรื่องการส่งจดหมาย ก็น่าแปลกอยู่ เพราะส่งก่อนถึงวันนั้น แล้วถึงที่หมายโดยใช้เวลาร่วมสัปดาห์
ถึงจะเหมือนเป็นจดหมายจากคนตาย แต่ก็น่าแปลกอยู่
ซากุทาโร่ฟังดูเหมือนก็รู้สึกเหมือนเบียโตะที่เขารู้จัก เป็นคนที่ชอบล้อเล่นแบบนั้น
แมมม่อนก็เช่นกัน วิธีการล้อเล่นแบบโหดร้าย แบบจดหมายจากคนตาย ก็ดูเหมาะกับท่านเบียทริซ
เรื่องนี้ก็มีบันทึกไว้ในไดอารี่ของมาเรียเช่นกัน เธอเลยหยอกล้อคนอื่นไปกับเบียทริซ
อย่างเช่น เคยวางกับดักคนอื่น โดยให้ยกเหยือกนม ถ้าเหยือกนมถูกยก รถคันเล็กๆ จะวิ่งได้เอง
แต่ก็ไม่มีใครไปยกเหยือกนมนั้น จนมาเรียบ่นว่าน่าจะเลือกของที่มีคนหยิบ
เบียทริซกลับบอกว่า กับดักที่ไม่รู้ว่าใครจะหยิบมัน น่าตื่นเต้นและน่าสนใจกว่า

ด้านแองจี้จึงถามลูกชายของป้าคุมาซาวะ ว่าเธอมีอะไรแปลกบ้างไหมในวันนั้น
แต่เขาก็บอกว่าแม่ไม่ได้แตกต่างจากปกติ
เธอมองไปรอบๆ บ้าน แล้วสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
รูปถ่ายที่บานประตูแบบสไตล์ตะวันตก มีตัวหนังสือถูกเขียนไว้ด้วยปากกา
ลูกชายจึุงบอกว่า เขาพบรูปนี้ในของๆ แม่หลังจากที่ท่านเสีย มันอาจเกี่ยวกับตำนานทองคำ
แองจี้รู้เรื่องคำกลอนปริศนาที่ซ่อนทองคำ 10 ตันของแม่มด
ป้าคุมาซาวะอาจพยายามค้นหามันก็ได้ แต่เป็นครั้งแรกที่เธอเห้นว่ามันไม่ได้เป็นแท่นจารึก
สิ่งที่เขียนบนประตู เป็นภาษาอังกฤษ มีคำแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ด้วย
"ประตูนี้มีโอกาสเปิดด้วยความเป็นไปได้ 1 ในล้านล้าน (Quadrillion)
คุณจะถูกสรรเสริญด้วยความเป็นไปได้ 1 ในล้านล้าน"
เป็นประโยคที่ไม่เคยมีในไดอารี่ของมาเรีย หรือแท่นจารึก
(Comment : เป็นประโยชน์คล้ายกับหน้าประตูโบสถ์)
ลูกชายของป้า ยังพูดถึงสิ่งของๆ แม่ ที่ดูเหมือนเธอจะพยายามไขปริศนาของที่ซ่อนทองคำ 10 ตัว
แองจี้นึกถึงสิ่งที่มาเรียบันทึกไว้ เรื่องแท่นจารึก และเมื่อค้นพบที่ซ่อนทอง จะได้รับสืบทอดนามของแม่มดด้วย
ตัวเธอพยายามไขปริศนาเรื่องนี้ เช่นเดียวกับพวก Witch Hunt แต่ก็ไม่สำเร็จ
เมื่อถามถึงของอย่างอื่น ของพวกนั้นถูกกระจายให้พี่น้องของเขา และไม่รู้ว่าใครได้อะไรไปบ้าง
แองจี้บอกว่า รูปนั้นคงเป็นประตูที่เปิดได้ยากบนเกาะ และป้าคุมาซาวะคงคิดว่าในนั้นมีทองซ่อนอยู่
ลูกชายบอก เขาก็ไม่อยากพูดแบบนี้ แต่เขาไม่คิดว่าแม่พบทองพวกนั้น เพราะเงินในธนาคารมีไม่มากขนาดนั้น
ที่สุดท้ายที่แองจี้ไป คือ ร้านค้าแห่งหนึ่ง ชื่อ Marufuku Sleep Shop
คนที่ต้องการพบ คือ กัปตันเรือ ที่เคยพาคนตระกูลอุชิโรมิยะไปรคเคนจิมา

หลังจากป่วย เขาก็เกษียณมาอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้
เขายังคงจดจำวันนี้ได้ดี แม้แต่เรื่องที่แบทเลอร์ร้องจากกลัวตกเรือ
เขากล่าวถึงชื่อเก่าของเกาะนั้น ในชื่อ "อาคุจิคิชิม่า" ก่อนจะมาเป็น "รคเคนจิม่า"
และเล่าถึงความน่ากลัวของเกาะที่ถูกตั้งโดยชาวประมง
พวก Witch Hunter ก็ไปชมที่นั่นไม่ได้ ถูกจำกัดให้ชมรอบๆ เกาะเท่านั้น
เมื่อแองจี้ขอให้เขาพาไป เขารับปากว่าวันพรุ่งนี้จะกลับมาทำงานเก่าของเขาแล้วพาเธอไปที่นั่น
แองจี้คุยกับซากุทาโร่และแมมม่อนต่อ เธอดูสบายใจขึ้นเมื่อสามารถหาคนที่พาเธอไปที่นั่นได้
แมมม่อนคิดว่าเขาคงรู้สึกฝังใจกับเหตุการณ์นั้นเมื่อ 12 ปีก่อนเช่นกัน
เพราะถ้าเขาไปที่นั่นตามที่นัดไว้โดยไม่กลัวลมเล็กน้อยแบบนั้น ในวันที่ 5 ตุลาคน เขาจะช่วยคนได้จำนวนมาก
ไต้ฝุ่นในวันนั้น คงไม่สามารถโทษกัปตันที่ไม่สามารถเดินเรือไปตามนั้นได้ แองจี้คิดแบบนั้น
การพอสมาชิกคนสุดท้ายของตระกูลอุชิโรมิยะไปยังเกาะแห่งนั้น คงทำให้เขารู้สึกดีขึ้นจากความรู้สึกผิดของเขา
เนื่องจากเกาะรคเค็นจิม่าตอนนี้ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปา จึงต้องเดินทางพรุ่งนี้แล้วกลับก่อนพลบค่ำ
ระหว่างนั้น อามาคุซะเคาะประตูแล้วเข้ามา เธอเล่าเรื่องที่กัปตันจะพาไปเกาะให้ฟัง
ก่อนจาก แองจี้หยิบเงิน 1 แสนเยนจากกระเป๋าเงินให้เขา แต่เขาไม่สนใจแล้วส่ายหัว
การได้พบแองจี้เหมือนกับการชี้นำจากสวรรค์สำหรับเขา เขาได้โอกาสพาเธอไปรคเค็นจิม่าแล้วจะพาเธอกลับมาอย่างปลอดภัย
สุดท้ายเขาจะได้ทำตามหน้าที่ๆ คินโซมอบหมายได้ เขาเคยได้เงินจำนวนมากจากคินโซมาก่อน จึงไม่ต้องการรับเงินจากแองจี้
ระหว่างกลับ เขาเตือนแองจี้ให้ระวังบันไดบ้านของเขาที่สูงชัน เมื่อลงมาชั้นแรก เป็นร้านขายที่นอน มีฟูกมากมาย
อามาคุสะรีบวิ่งไปสตาร์ทรถรอเธอ กัปตันชวนแองจี้พักที่ห้องหลานชายที่ยังว่าง แต่เธอเกรงว่าจะนำปัญหามาให้เขา
ตัวกัปตันก็ได้ยินข่าวลือ ว่ามีคนแปลกหน้ากำลังตามหาคนในระแวกนี้อยู่ แต่แองจี้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
เขากล่าวเรื่องหน้าที่ของเขาที่ไม่ได้พวกคนในตระกูลอุชิโรมิยะ กลับมาเมื่อ 12 ปีก่อน เขาขอบคุณที่เธออีกครั้งที่ให้โอกาสนั้นแก่เขา
ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องทำหน้านี้นั้นให้สำเร็จ แองจี้เข้าใจสิ่งที่เขาอยากพูด ตัวเธอไม่คิดจะไปฆ่าตัวตายที่นั่น
เธอให้สัญญาว่าจะไม่ตายที่นี่ แต่ตัวเธอก็ยังไม่เข้าใจจุดหมายที่จะทำหลังจากถึงเกาะเช่นกัน

เสียงรถมาถึงหน้าทางเข้า แองจี้จึงกล่าวลากัปตันเรืออีกครั้ง
ระหว่างที่เดินผ่านชั้นวางฟูกหนาที่เป็นทางแคบๆ ไปข้างนอก .... แองจี้หยุดเดิน
กัปตันสงสัยจึงถาม แต่แองจี้ก็สั่นและเห็นอะไรบางอย่างที่เขาไม่เห็น
แมมม่อนและซากุทาโร่ก้ตกใจกับสิ่งนั้นเช่นกัน เวทมนตร์หรือปฏิหารย์กันแน่ ?
แต่แองจี้เข้าใจ มันคงเป็นชะตาของเธอ และหน้าที่ๆ เธอต้องทำ
แองจี้ยังคงมองไปที่มุมมืดของร้าน และหยุดนิ่ง
กัปตันเริ่มหน้าเสีย และไม่เข้าใจเธอเห็นอะไรที่นั่น
เธอจึงบอกว่าเป็นชะตาของเธอ ทั้งการได้มาที่นี่ ภารกิจและเป้าหมาย
อามาคุสะเดินเข้ามา เขาก็มองไม่เห็นเช่นเดียวกับกัปตัน
แองจี้แสดงอาการไม่พอใจที่ทั้งสองมองไม่เห็นเหมือนเธอ
ตัวอามาคุสะเห็นเพียงชั้นวางของธรรมดาเท่านั้น ไม่เห็นคนอื่น

ซากุทาโร่ที่เห็น ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นความฝันหรือเวทมนตร์ เขาน้ำตาซึม
แองจี้ ".....ชั้นเข้าใจ พี่ชาย ..... และเบียทริซ"
ซากุทาโร่ "....Uryu......."
แองจี้น้ำตาไหล "นั่นคือ.......เวทมนตร์ ...... ไม่ใช่เหรอ"

Chapter 15 : Final Family Conference
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 23.00 น.
เคลาส์โทรบอกลูกหลานเรื่องการทดสอบ ตามที่คินโซสั่ง
เนื่องจากโกดะและป้าคุมาซาวะอาจเป็นอุปสรรคในการทดสอบ
คินโซจึงบอกให้เคลาส์ สั่งพวกลูกให้เนรเทศ โดยขังพวกนั้นไว้ในห้องเก็บของที่สวน
เคลาส์จึงต้องทำตาม โดยสั่งเจสซิก้า ส่วนวิธีทดสอบคินโซยังคงไม่อธิบาย บอกเพียงเป็นการทดสอบง่ายๆ
คิริเอะยังคงถามอะไรไม่ได้มาก ถ้ายั่วยุคินโซมากเกินไป อาจทำให้คนในห้องขังถูกฆ่าทันทีก็เป็นไปได้
นันโจลองพยายามทำอะไรบางอย่าง เขาคุยกับคินโซ
เขาชวนพูดเหมือนกับเข้าใจกับการทดสอบครั้งสุดท้าย ตามความต้องการของคินโซ
จากนั้นค่อยชวนพูดเรื่องอากาศที่เย็นมากในห้องขัง พวกเขาไม่ยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว ต้องการย้ายไปที่อุ่นกว่า
นั่นทำให้อารมณ์ของคินโซเริ่มเปลี่ยนจากสงบ เป็นจริงจัง

เวอร์จิเลียก็ช่วยพูดเกลี่ยกล่อมให้ เพราะร่างกายที่ชราของนันโจ อาจทนอากาศที่นี่ไม่ไหว
คินโซตวาด ตัวเขาก็ไม่หลงกล และรู้ว่านันโจวางแผนไว้
กาฟพูดกับคานอน เธอรู้ว่าเขาสามารถทำลายกรงนี้ได้ง่ายๆ
แต่ถึงทำแบบนั้น สถานการณ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง
ต่อให้หนีไปได้ คนในบ้านพักจะถูกสังเวยแทน
โรโนเวเตือนกาฟเรื่องที่ขู่ นี่ไม่ใช่เกมของเธอ เป็นเกมของมาสเตอร์ และนายหญิง
เมื่อคินโซถามว่ามีอะไร กาฟก็เดินจากไป โดยแสยะยิ้มให้คานอน
คานอนยังฝืนกัดริมฝีปากและมือสั่น แชนนอนชมที่คานอนอดทนไว้ได้
ด้านเคลาส์ก็สั่งเจสซิก้าเรียบร้อย คินโซสั่งพวกเซียสต้าทั้ง 3 ไปสอดส่องว่าทั้งสองถูกขังตามที่สั่งหรือไม่

00 สั่งการ เธอจะคอยสังเกตการณ์ ให้ 556, 410 คุ้มกันด้านข้าง และ 45 ตรวจตราพื้นที่โดยรอบ
45 "แต่ 556 ..."
00 "อา.... จริงด้วย โทษที"
410 "เธอเป็นเด็กดีนะ....."
00 ".... นั่นเป็นเหตุัผลที่ชั้นไม่ชอบพวกนั้น Nyeh .... พวกคนดี"
คินโซเห็นชักช้าจึงตวาด 00 รับคำสั่งแล้วไป
เมื่อพวกเซียสต้าหายไป คิริเอะและนันโจที่มองอยู่ไม่แน่ใจว่าพวกนั้นหายไปในความมืดหรือเทเลพอร์ตกันแน่ แล้วขยี้ตาตัวเอง
คินโซจะเตรียมการทดสอบ โดยให้โรโนเว และกาฟ เป็นคนทดสอบ ส่วนเวอร์จิเลียคุมพวกคนในคุกไว้
กาฟยังแซวเวอร์จิเลีย (ยังคงเรียกว่า เลีย) หญิงอายุมากแบบเธอ ได้ดูแลในที่เย็นแบบนี้ จะให้เธอเอาน้ำร้อนมาให้ไหม ?

เวอร์จิเลียยังเรียกพวกเฟอร์นิเจอร์หัวแพะมาอีก 3 ตน กาฟยังคงแซวเธอเช่นเคยว่าแกะไม่ดีกว่าเหรอ
ชวนให้เวอร์จิเลียหัวเสีย เมื่อคุยเสร็จ พวกคินโซจึงเดินจากไป
... พวกแพะ 3 ตนที่เวอร์จิเลียเรียกมา เดินตามคินโซไปด้วยโดยไม่ได้สั่ง
ทำให้เวอร์จิเลียต้องตะโกนให้หยุด และมาเฝ้าที่นี่กับเธอ
พวกมันจึงหยุดทันควัน แล้วย้อนกลับมาทางเดิม คิริเอะหัวเราะเล็กน้อย กับท่าทีของพวกลูกน้องนั่น
เวอร์จิเลียห้ามพูดทันที เหมือนจะอาย ถึงจะสงบเยือกเย็น แต่ความอดทนเธอกลับต่ำกว่าที่คิด

ด้านคิริเอะเริ่มหนักใจกับศัตรูที่เพิ่มขึ้นเป็น 10 คนแล้ว และจะมีคนที่ซ่อนอีกเท่าไหร่
อาจจะมีคนเกิน 18 คน หรือถ้าคิดว่าไม่ใช่คน ก็อาจจะมีแค่ 18 คนจริงก็ได้ .... แม่มด ? ปีศาจ ? เวทมนตร์ ?
อีกด้าน โกดะและป้าคุมาซาวะถูกโน้มน้าวให้เข้าไปโรงเก็บของในสวน โดยนำเสบียงและผ้าห่มไปด้วย
หลังจากลากันแล้ว พวกหลานก็จำใจต้องปิดชัตเตอร์ของที่นี่ แล้วนำกุญแจไปใส่ไว้ในหน้าต่างเล็กๆ ข้างที่เก็บของ
ถึงจะเหมือนการถูกขัง แต่ก็ช่วยให้พวกเขาปลอดภัยจากพวกคินโซเช่นกัน
เพราะไม่สามารถเปิดจากด้านในได้ และไม่สามารถเปิดจากด้านนอกได้เช่นกัน

ระหว่างจะกลับ เจสซิก้าสัมผัสได้ถึงบางอย่างในเงามืดของสวนดอกกุหลาบ แม้จะไม่มีอะไรผิดสังเกตก็ตาม
เธอยังคงรู้สึกว่าเหมือนใครจ้องมองอยู่ ก่อนจะกลับบ้านพัก เธอตะโกนท้าทายพวกนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรตอบสนอง

เมื่อทั้ง 4 ไปแล้ว ในมุมมืดที่เจสซิก้าเคยตะโกนใส่ มีพวกสาวหูกระต่ายปรากฏตัว
410 แซวว่าเป็นความผิดที่ 45 เชื่องช้าจนถูกพบ ตัวเธอจะถูกท่านเพนดราก้อนว่าแน่
แต่ 00 บอกว่าเป็นเพียงการขู่ของพวกนั้น ส่วนโกดะและคุมาซาวะถูกขังแลั้ว ภารกิจของพวกเธอจึงเสร็จสิ้น
เมื่อ 410 หัวเราะก็โดนทุบ เตือนท่าทีการตอบน้้น ที่อาจทำให้พวกเธออาจถูกลงโทษ

ความจริงเรื่องที่ถูกเฝ้ามอง คงจะเป็นจริง
เพราะเมื่อกลับไปที่บ้านพัก โทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที จอร์จเป็นคนรับ
จากนั้น คิริเอะคุยกับแบทเลอร์ เพื่อบอกรายละเีอียด
เงื่่อนไขการทดสอบ คือ ทั้ง 4 ห้ามออกจากบ้านพัก ถ้าใครถูกเรียกก็ให้ออกมา
แบทเลอร์รู้สึกน้ำเสียงของคิริเอะแปลกไป ถึงจะไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดก็เถอะ
แบทเลอร์ประกาศกร้าวท้าทายคินโซ รวมถึงเรื่องจะอัดหน้าปู่
เสียงนั้นดังจากโทรศัพท์ไปถึงหูคินโซ โดยคิริเอะไม่ต้องบอก
คินโซหัวะเราะรับคำท้าทาย ถึงเสียงไม่ถึงแบทเลอร์ก็เถอะ ส่วนคิริเอะก็บอกว่าเชื่อใจในตัวเขา
คนแรกที่เลือก คือ เจสซิก้า เธอถูกสั่งให้ไปห้องส่วนตัวของเธอในคฤหาสถ์
ถึงจะยังดูหวั่นใจกับการที่ต้องไป แต่เธอก็พยายามทำตัวเข้มแข็งต่อจอร์จและแบทเลอร์
หลังจากคุยกันเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสิ่งที่อาจเกิดขึ้น และด้านพวกผู้ใหญ่ที่ถูกขัง

เจสซิก้าก็ไปยังสถานที่ๆ เธอถูกสั่งให้ไป
ด้านมาเรียเฝ้ามองเจสซิก้าจากชั้นสอง ถึงจะน่าเศร้า แต่สุดท้ายทุกคนจะกลับมามีชีวิต เธอเชื่อเช่นนั้น
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง มาเรียรับสายตอนที่แบทเลอร์และจอร์จกำลังมา
แชนนอนพูด และต้องการพูดกับคนที่ต้องมาทดสอบคนต่อไป
นั่นคือ จอร์จ และบอกสถานที่ๆ เขาจะต้องไป .......
Chapter 16 : The Next Head
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 23.10 น.
เจสซิก้าเดินไปยังห้องตัวเอง ด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความกดดัน
เมื่อเข้าไปในห้องดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าตกใจอย่างที่คิด
เธอล็อคห้อง แล้วสำรวจตามจุดต่างๆ ก็ไม่เห็นว่ามีใครซ่อนอยู่
ด้วยความโมโหและเศร้าเธอตระโกนในห้อง แต่ไม่มีใครตอบรับ
เมื่อคิดเรื่องต่างๆ ไปสักพัก เธอจึงคิดจะปลดล็อคประตู
เสียงปรบมือในห้องดังขึ้น ทำให้เธอตกใจ
โรโนเว ปรากฏตัวในห้อง แล้วเตือนเรื่องที่ละเมิดกฏที่จะเปิดประตู
เขาแนะนำตัวในฐานะหัวหน้าของเฟอร์นิเจอร์ (ปีศาจ)ลำดับที่ 27 ของทั้ง 72 โรโนเว
แล้วอธิบายเรื่องที่ว่าเกนจิเหมือนเป็นน้องชายเขา เปรียบเหมือนร่างจริงในโลกนี้

จากนั้นการทดสอบก็เริ่มขึ้น ฝูงผีเสื้อสีทองมารวมกันเป็นจดหมายลายอินทรีย์ปีกเดียว
มันเขียนเกี่ยวกับรายละเอียดของการทดสอบที่มาสเตอร์ต้องการ
เขาให้เจสซิก้าอ่าน เธออ่านด้วยความระแวง ......
อีกด้าน จอร์จไปยังที่พักในสวนดอกกุหลาบตามที่สั่ง
เขาคิดจะให้แหวนแก่แชนนอนในวันนี้ แต่ผู้หญิงต่อหน้าเขาตอนนี้ไม่ใช่แชนนอน
จอร์จได้จดหมายเช่นกัน หลังจากอ่านเพียงชั่วครู่ เนื้อหาคงจะสั้นมาก
เขาจึงมองไปที่ผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้น และไม่พอใจกับสิ่งที่อ่าน

เนื้อหาจดหมายทั้งเจสซิก้าและจอร์จคล้ายกัน มี 3 ตัวเลือกง่ายๆ ให้เลือก
ถ้าไม่เลือกก็ถือว่าสละสิทธิ์ และมีสิทธิ์ฆ่าเขาได้ทันทีเช่นกัน
แบบทดสอบของจอร์จ ต้องสละสิ่งหนึ่งใน 3 ข้อนี้
1. ชีวิตของตัวเอง
2. ชีวิตของแชนนอน
3. ชีวิตของคนอื่นทั้งหมด
ถ้าไม่เลือกข้อไหน ทุกคนในตัวเลือกจะถูกฆ่า
จอร์จสงสัยทำไมมีชื่อแชนนอนในนั้น เธอจึงบอกว่าเป็นชื่อที่คนได้รับจดหมายรักที่สุด
กรณีของเจสซิก้า คงเป็นชื่อของคานอนแทน
กาฟเสนอที่จะให้เหรียญเขาไปเสี่ยงโชค จอร์จไม่เข้าใจว่ามันทอยได้สองข้าง
เธอจึงบอกต่อ ว่าไม่มีใครสละชีวิตตัวเองหรอก จึงเหลือเพียง 2 ข้อเท่านั้น
จะเลือกคนที่รัก แล้วสละชีพคนอื่น หรือเลือกสละคนทีรักเพื่อช่วยคนอื่น
ด้านเจสซิก้าก็ไม่พอใจกับคำถามนี้เหมือนกัน
เธอไม่คิดว่าจะมีตัวเลือกไหนที่ดี ไม่ว่าจะสละคนรัก หรือสละทุกคนแล้วเหลือเพียงสองคน
ถ้าไม่เลือกเธอจะต้องตาย เขาแนะนำต่อว่า ถ้าไม่เลือกก็เลือกข้อแรกน่าจะดีกว่า
ลูกแก้วของคินโซแสดงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องของเขา
เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา และสงสัยว่าจะมีใครรู้คำตอบหรือไม่ ?
คินโซหันหน้าไปทางพวกเซียสต้า
เริ่มจาก 410 ตอบว่าไม่ทราบ เขาตวาดกระต่ายโง่แบบเธอ ถ้าไม่เลือกก็ต้องตาย
ต่อมา 00 เลือกสละตัวเอง เธอกล่าวถึงการปกป้องเพื่อนในสนามรบ และตายอย่างภาคภูมิใจ
คินโซรู้ว่าเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับเธอ แต่คงไม่คิดว่าตอบแบบนั้นจะได้แคร๊อทเพิ่มหรอกนะ
ถึงกระนั้น ก็ยังคงเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้องตามที่คินโซคิด นั่นเป็นการใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมายและเป้าหมายต่างหาก
ตัว 00 แสดงท่าทีไม่พอใจถึงต้องตายและเป็นอาหารสัตว์อื่น ก็ยังมีเกียรติ แต่คินโซก็สรรเสริญเธอในฐานะกระต่ายเน่าโง่ๆ
สุดท้าย 00 ตอบรับคำชม พร้อมน้ำตาซึมเล็กน้อย

ส่วน 45 ตอบเป็นคนสุดท้าย เธอเลือกข้อ 2 แบบไม่ลังเล เพราะคนรักต้องตายในสักวัน และถึงจะตายก็ยังหารักใหม่ได้
คินโซหัวเราะ ที่มีกระต่ายที่คิดได้ถึงขนาดนั้น แต่เขาก็เปลี่ยนจาก "คนที่รัก" เป็น "ความทรงจำของคนที่รัก"
คินโซแสดงท่าทางโมโห กระต่ายโง่แบบเธอคงไม่มีทางได้สัมผัสความรักที่ลึกซึ้ง และยากที่จะลืม
เมื่อให้ยืนยันที่พูด 45 ก็น้ำตาซึมเช่นกัน

จากนั้น คินโซก็ไล่พวกเซียสต้าให้ไปช่วยด้านเวอร์จิเลีย
เมื่อเหลือคนเดียว คินโซพูดกับตัวเอง ไม่มีคำตอบที่บอกได้ว่ามันถูกหรอก
แทนที่จะคิดเรื่องคำตอบ มันต้องเลือกด้วยการปราศจากการลังเล
รวดเร็ว, คำตอบที่เชื่อมัน, ความแข็งแกร่งของตัวเอง และความตั้งใจที่ไม่สั่นคลอน
ถึงกระนั้นเขาก็ยังต้องการเห็นคำตอบที่จะแสดงให้เขาเห็น
ส่วนคำตอบของคินโซ ก็คงรู้กันอยู่แล้วว่าเขาจะตอบอะไร จากนั้นก็หัวเราะ
เจสซิก้าใช้เวลาคิดนาน โรโนเวยังคงรอคำตอบและให้เธอคิด
ถึงจะรู้ แต่โรโนเว ก็จำเป็นที่ต้องเตือนเธอในกรณีไม่ตอบ ..... แต่เจสซิก้าก็พูดตอบ "......ชั้น"
โรโนเวต้องการคำตอบอีกครั้ง เจสซิก้ายืนยัน ให้ฆ่าเธอ
จากนั้นโรโนเวต้องการคำตอบ ในฐานะคนที่จะถูกเลือกเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป
เธอไม่ต้องการให้คานอนตาย และชีวิตของทุกคนก็เช่นกัน เหลือเพียงตัวเลือกแรกเท่านั้น
โรโนเวละสายตาจากเธอ มนุษย์คงไม่มีทางรู้คำตอบที่ปีศาจคาดหวังไว้
จากนั้นเขาก็พูด คำตอบนั้นไม่เลวและไม่ดีนัก คิดเป็น 60% เขาผิดหวังเล็กน้อย
เจสซิก้าจึงพูดต่อ เรื่องที่เธอนึกภาพในอนาคต ที่คานอนตายและนึกถึงชีวิตที่เหลืออยู่โดยปราศจากรัก
สำหรับเธอคงเหมือนผู้หญิงที่น่ารังเกียจ ผู้ซึ่งสำนึกผิดในการตัดสินใจชั่วชีวิต
เธอไม่สามารถให้อภัยผู้หญิงแบบนั้นได้ ผู้ที่เลือกมีชีวิตแล้วสละคนรัก เธออยากจะฆ่าผู้หญิงแบบนั้น
สำหรับตัวเลือกสาม เธอคิดว่าคงไม่มีทางที่คานอนจะพอใจถ้าเธอเป็นคนเลือกแบบนั้น
ถ้าเลือกคานอน เธอเหมือนถูกบังคับให้กากบาทที่ละทิ้งชีวิตคนอื่น
แต่คานอน คงอยากให้กากบาทเพื่อละทิ้งชีวิตของเขาเอง
ส่วนเธอก็ไม่อยากกากบาทคานอน ด้วยเหตุผลที่เคยบอกไป

เจสซิก้าร่างภาพอนาคตของตัวเอง 3 คนใน 3 ตัวเลือก
2 ใน 3 ต้องเสียใจกับสิ่งที่เลือกไป
เหลือเพียงหนึ่งเดียว ที่สามารถเงยหน้า และยิ้มให้คานอนได้
โรโนเว สงสัยว่าคานอนจะยอมรับการตัดสินใจของเธอได้เหรอ
นั่นเป็นเหตุผลที่เธออยากให้เขาฝากข้อความไปให้คานอน ถึงโรโนเวบอก อาจจะไม่รักษาสัญญา
เจสซิก้าแสดงท่าทางเป็นมิตรด้วยรอยยิ้ม และเชื่อว่าเขาจะรักษาสัญญา
โรโนเว ได้แต่หลับตา แล้วยักไหล่ จากนั้นก็รับฝากข้อความ
"บอกคานอนคุง ว่าให้ใช้ชีวิตของเขาอย่างเต็มที่ .... ไม่สิ .... ไม่ใช่คานอนคุง
เขายังไม่บอกชั้นชื่อจริงให้ชั้นรู้ บอกคานอนตัวจริงให้เขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ บอกเขาแบบนั้น"
ด้านในคุก เวอร์จิเลียบอกว่า โรโนเว เอาแน่ไม่ได้ บางทีอาจไม่ส่งข้อความนั้นมาให้คานอนก็ได้
เธอจึงแสดงภาพนั้นให้แก่คานอนและเคลาส์ดู
มีกระจกสามเหลี่ยมแสดงภาพของเจสซิก้าและจอร์จให้คนในคุกดู
เคลาส์มองคานอนอย่างสับสน คานอนไม่สบตาเขาแล้วบอกเวอร์จิเลียให้ฆ่าเขาแทนนายหญิง
เวอร์จิเลียไม่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้

ทันใดนั้น พวกเซียสต้าทั้ง 3 ก็พุ่งไปที่อกของเวอร์จิเลียทันที
พวกเธอน้ำตาซึม และฟ้องว่าท่านโกลด์สมิธใจร้ายกับพวกเธอ รวมทั้ง 00 ก็เช่นกัน
เวอร์จิเลียก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่ปลอบเด็กๆ พวกนั้น
เธอจะไปชงชาให้ แล้วให้พวกหัวแพะทั้ง 3 เฝ้าที่คุมขังแทน ถ้ามีอะไรผิดปกติก็ให้มารายงาน

เวอร์จิเลียจึงพาพวกพี่น้องเซียสต้าไป เสียงฝีเท้าเหมือนขึ้นไปชั้นบน
คิริเอะเห็นโอกาส เหลือเพียงพวกหัวแพะที่น่าจะหลอกได้ เหลือแต่วิธีพังกรงออกไป
ในภาพที่ฉาย เจสซิก้าหลับตาลงเหมือนครุ่นคิดบางอย่าง สองมือล้วงเมือเข้ากระเป๋า
เธอให้โรโนเว มาฆ่าเธอ ซึ่งเขาก็บอกว่าไม่ต้องกังวลจะให้เธอตายอย่างสบายราวกับหลับไป
โรโนเว กำลังยื่นมือจะไปจับเจสซิก้า .... อีกด้านเคลาส์กำลังคลุ้มคลั่งแล้วโยกลูกกรง
ดูเหมือนพวกหัวแพะจะหัวเราะที่มนุษย์พังกรงไม่ได้ แต่เขาก็ทำเพราะความรู้สึกที่ปกป้องลูกสาวไม่ได้
คานอนได้แต่กำมือทั้งสองแน่น ถ้าเขาใช้พลังที่ถูกสาปของงเขา อาจจะตัดกรงเหล็กนี้ได้
ถึงทำแบบนั้น คงล้มแพะทั้งสามไม่ได้ และถ้าไปแจ้งพวกเวอร์จิเลียกับเซียสต้า พวกนั้นจะมาทันที
แชนนอนก็กำลังมองกระจกด้านของจอร์จ เขากำลังจะตอบเช่นกัน
เมื่อจอร์จกำลังจะตอบ กาฟบอกคำตอบที่เจสซิก้าเลือก "ชีวิตของตัวเอง" แก่จอร์จ
กาฟทวนคำถามอีกครั้ง แล้วบอกว่า เขาคงเลือกแบบเจสซิก้าสินะ
"ผิดแล้ว" คำตอบนั้นทำให้กาฟแปลกใจเล็กน้อย
งั้นตัวเลือกที่สองเหรอ ? กาฟสงสัย
เขาบอกว่ามันคงเป็นมุกตลก ทำไมต้องเลือกคนที่เขาจะสวมแหวนให้ในคืนนี้
งั้นคำตอบของเขาก็ต้องเป็น ....... ใช่ คำตอบของจอร์จ คือ ตัวเลือกที่ 3 "ชีวิตของทุกคน"
กาฟดูจะแปลกใจ และไม่คิดว่าเขาจะเลือกแบบนั้น เธอสงสัยวิธีคิดของเขา
เขาจะสละโลกเพื่อผู้หญิงที่เขารักงั้นเหรอ ?
จอร์จอธิบายเรื่องที่จะมอบแหวนหมั้น แก่หญิงที่เขารัก
ความรักระหว่างเขาและเธอจะกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งตระกูล
การแต่งงาน หมายถึง การที่เป็นมิตรกับภรรยาของตนทั้งชีวิต
ในจุดนั้น เขาเตรียมที่จะเป็นศัตรูของคนทั้งโลก ตามความปรารถนาของเธอ
คำตอบนั้น ถูกส่งไปถึง แชนนอน ซึ่งตอนนี้เธอยังไม่ได้รับแหวนวงนั้น เพราะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเสียก่อน
ถึงจะไม่ได้รับแหวน แต่เธอรู้สึกได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า
น้ำตาหยดนึงที่เปร่งประกายราวกับเพชรรินไหลออกมา
กาฟหัวเราะต่อคำตอบนั้น มันเป็นการตัดสินใจที่ง่ายสำหรับเขา
เพราะคนในครอบครัวถูกฆ่าไปตั้งแต่ราตรีแรก ใครจะตายก็ไม่ใช่ปัญหาของเขา
จอร์จยังคงมีสายตามุ่งมั่นและไม่สนใจสิ่งที่กาฟพูด เขาตอบในฐานะคนที่จะถูกเลือกเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป
ในตอนนั้น กาฟรู้สึกแบบเดียวกันแบบคินโซ จอร์จเปี่ยมไปด้วยพลังนั้น
กาฟบอกว่าเหมือนกับโกลด์สมิธ เขาอาจเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวในอนาคตก็ได้
จอร์จยังคงพูดอย่างมั่นใจเรื่องที่จะได้เป็นผู้นำตระกูล ซึ่งตอนนี้เขาเชื่อว่าได้ตำแหน่งผู้นำมาแล้ว
กาฟบอกยังเหลือแบทเลอร์ และมาเรีย ถึงกระนั้นจอร์จก็น่าจะผ่านการทดสอบ
แต่นั่นเฉพาะถ้าเป็นคำตอบที่ไม่เกินจริง เธอยังสงสัยว่าเขาทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ ?
กาฟจะให้เขาไปฆ่าแบทเลอร์กับมาเรียในบ้านพัก จากนั้นฆ่าทุกคนที่เหลือนอกจากแชนนอน
จอร์จกล่าวแบบมั่นใจว่าเขาสามารถทำได้
ตอนนี้กาฟมั่นใจแล้วว่า จอร์จเหมาะสมที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากคินโซ
เมื่อกาฟกล่าวฉลองแก่ราชาปีศาจคนใหม่แห่งเกาะนี้ ท้องฟ้าคำรามและตอบสนอง
จอร์จ : งั้น ...... เกี่ยวกับคนที่ถูกฆ่า ชั้นเป็นคนเลือกใช่ไหม ?
กาฟ : เชิญเลย ตามที่ท่านปรารถนา นายเหนือหัว ราชาปีศาจคนใหม่แห่งรคเคนจิม่า ตามที่ใจท่านต้องการ
จอร์จ : ..... ดี งั้นคนแรกเป็นเจ้าก็แล้วกัน มีปัญหาไหม ?
กาฟ : ................. หา ?
เขาทำตามความต้องการของตัวเอง ซึ่งกาฟก็เตรียมรับมือเช่นกัน

ด้านโรโนเว จะวางมือบนหน้าอกเจสซิก้า และจะหยุดหัวใจ
มีเลือดหยดลงพื้นสองหยดเหมือนดอกไม้สีแดง
อีกส่วนกำลังลอยบนฟ้า พุ่งผ่านอากาศตามกำปั้นของเจสซิก้า
จมูกของโรโนเว มีเลือดกำเดา หยดลงบนพื้น
"...... ถึงแบบนั้น นั่นเป็นคำตอบของชั้นในฐานะหญิงสาว ...... คำตอบของชั้นในฐานะผู้นำต่างออกไป"
"ชั้นรักทุกคน และต้องการปกป้องพวกเขา ถ้าชั้นเป็นผู้นำ มันเป็นหน้าที่ของชั้น! พ่อไม่ได้วางท่าเท่านั้น เขาปกป้องชั้นและแม่ !!"
".....เขาสู้กับความกดดันต่อการสืบทอดตระกูลอุชิโรมิยะมาหลายทศวรรษ"
"ดังนั้นชั้นรู้ ..... การเป็นผู้นำคนต่อไปไม่สำคัญ ...... แกจะรู้อะไร ? ชั้นขว้างมันทิ้ง.... พนันชีวิตของชั้นเป็นสิ่งที่ชั้นทำได้ง่ายๆ !!"
จากนั้นหมัดซ้ายก็ชกไปที่หน้าของโรโนเว พร้อมกับสนับมือที่ใส่
ถ้าพ่อเสียตำแหน่งนั้นไป เธอจะรับตำแหน่งนั้นต่อจากเขา เธอจะไม่ให้คนแบบเขามาสั่งอีกแล้ว
โรโนเว ให้คะแนนเพิ่มก่อนหน้านี้ บวก 10 สำหรับคำตอบ และ บวก 10 สำหรับหมัดซ้ายตรงที่ยอดเยี่ยมนั่น
หมายความว่า ต้องการอีก 20 เพื่อให้ถึง 100 ? เจสซิก้ายิ้มตอบ
โรโนเว ถอยไปตั้งหลัก แล้วพร้อมจะทดสอบเธอ

ด้านจอร์จ ใต้ขาเขาปรากฏหลุมดำ ทำให้เขาร่วงลงไปในนั้น
จากนั้นหลุมที่เพดานที่พักก็เปิดออก เขาตกลงมาถูกเตะแบบหมุนตัว
โดยปลายส้นสูงที่เหมือนมีด Stiletto ที่พุ่งเหมือนผึ้งต่อย
เขากระเด็นจากที่พักไปที่สวน แล้วมีหลุมดำบริเวณนั้นกลืนเขาเข้าไปอีก
จากนั้นหลุมดำก็เปิดที่เท้าของกาฟ ทำให้เขาโดนโจมตีอีก
หลังจากส่งเขาลงหลุมอีกครั้ง เธอก็หมายจะปิดชีวิตเขาโดยการโจมตีครั้งสุดท้าย
จอร์จลอยอยู่กลางอากาศ โดยปลายขาของกาฟที่ยกเขาขึ้น
กาฟยิ้มกล่าวว่าเขาต้องมีพลังสามอย่างในโลก คือ อิทธิพล, ความมั่นคั่ง
จอร์จจึงตอบข้อ 3 ตามที่ได้อ่านมา คือ กำลัง ..... กาฟตอบว่าใช่ นั่นเป็นสิ่งที่เขาขาด
จากนั้นเธอก็ปล่อยเขา แล้วพูดต่อว่า ทั้งสามสิ่งนั้นคินโซครอบครองอยู่
ด้านเจสซิก้า กำลังมีปัญหากับการชกโรโนเว ที่สามารถหลบได้ต่อเนื่อง
หลังจากเริ่มชกไม่โดน เธอเริ่มเตะบ้างเพื่อไล่เขา
โรโนเวเริ่มรู้สึกตัว ว่าเขาถูกต้อนจนติดมุม
จากนั้นเธอก็ชก โรโนเวป้องกันด้วยแขน มันก็เจ็บแบบที่เขาคิด
เจสซิก้าให้เขาร้องไห้แล้วกล่าวขอโทษ เขาตอบด้วยรอยยิ้มว่าทำไม่ได้ เพราะทำลายภาพพจน์ของเขา
เจสซิก้าโจมตีอีกครั้ง แต่มีบางอย่างขวางไว้ มีสิ่งที่เหมือนบาเรียปรากฏป้องกันการโจมตีของเธอ
เพราะเจสซิก้ามุ่งแต่โจมตี ทำให้โรโนเวมีโอกาสสวนกลับบ้าง เขาผลักเธอกระเด็นไปที่เตียง
กล่าวว่าบาเรียไม่สามารถพังได้โดนมนุษย์ เธอจะสัมผัสเขาไม่ได้อีก
เจสซิก้ามุ่งมั่นที่จะทำลายโล่ของเขาเสีย

ด้านจอร์จ กาฟยังคงดูถูกจอร์จที่บาดเจ็บอยู่ เธอจะให้โอกาส ถ้าเขากล่าวขอโทษเธอ
ถึงเขาจะไม่ตอบโต้ แต่สีหน้ายังคงไม่ยอมแพ้
ด้านในคุกที่ดูอยู่ แชนนอนขอร้องให้เขาลืมเธอ ทั้งที่เสียงไม่น่าส่งไปถึง
จอร์จตอบ ว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ มันเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักของเขาต่อแชนนอน
เขาพรรณาความรู้สึกและความรักต่อแชนนอน กาฟยอกย้อนว่าสารภาพเรื่องแบบนั้น คนในดันเจี้ยนก็....
จอร์จปฏิเสธ เขารู้ว่าแชนนอนต้องได้ยิน เพราะมันเป็นความรัก เขาเชื่อแบบนั้น

เขาส่งข้อความไปให้แชนนอน
"แชนนอน เธอไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ .... แม้ว่าเธอจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เธอก็เป็นของชั้นเท่านั้น
เป็นสิ่งเดียวสำหรับชั้นในโลกนี้ ชั้นต้องการอยู่เคียงข้างเธอทั้งชีวิต ชั้นต้องการอยู่กับเธอตลอดกาล"
แชนนอนหน้าแดง คิริเอะแซวว่าน่าอิจฉา จอร์จปากหวานยิ่งกว่าสามีของเธอเสียอีก
ส่วนนันโจ ก็บอกว่านี่เป็นความหนุ่มสาวสินะ

จอร์จจะแสดงความแข็งแกร่งจากความรักให้กาฟดู
เมื่อกาฟพูดดูถูกเรื่องความรัก และสิ่งที่ได้มาจากพ่อแม่
ทันใดนั้น มีบางอย่างทำให้ทรรศวิสัยเธอถูกปิด
"ลูกเตะข้าง ทลายดั้ง"
รองเท้าของจอร์จพุ่งไปที่ใบหน้า มันหยุดที่ปลายจมูกของเธอ
"สิ่งที่เขาได้จากแม่ ลูกเตะนี้"
กาฟแสดงตกใจแล้วรีบวาร์ปไปตั้งหลัก แน่นอนว่าช้าเกินไป
ถ้าเขาไม่ยั้งเท้าไว้ คงกระแทกหน้าเธอไปแล้ว
"และสิ่งที่ชั้นได้รับจากพ่อ ..... คือ ความอดทน"
มันเป็นความอดทนต่อการดูถูกของกาฟนั่นเอง

การโจมตีอีกครั้งหลุมดำปรากฏใต้ขาเขา แต่จอร์จถ่างขา ทำให้ไม่ตกลงไป
จอร์จพุ่งเข้าไปโจมตี โดยหลบหลุมดำ และสามารถเข้าถึงตัวกาฟได้
".... ลูกเตะหมุนกลับ ทลายเขี้ยว"
แต่มันเฉี่ยวไป เพราะกาฟเตะที่หน้าแข้งเพื่อเบียงเบนวิถี
กาฟรีบสวนกลับโดนโจมตีทีท้อง แต่จอร์จไม่อยู่ที่นั่น
"....ลูกเตะผ่าขวาน ทลายกระดูกไหปลาร้า" การโจมตีเฉี่ยวเธออีก
เธอรู้ว่าระยะประชิดสู้เขาไม่ได้ จึงรีบถอยเพื่อรักษาระยะห่าง
เมื่อห่างพอ และเธอเล็งจะสร้างหลุมอีก สายลมที่คมราวกับใบมีดตัดเส้นผมเธอ 2 ครั้ง
Armada com martelo เล็งทลายปลายดวงตา ในการโจมตีครั้งแรก
Cerebral contusion ในการโจมตีครั้งที่สอง
กาฟแสดงอาการช็อคอย่างเห็นได้ชัด จอร์จเข้ามาประชิดได้ทันที
เขาเรียนรู้พลังการเตะของคาราเต้ ความเร็วของเทควันโด้ และโจมตีอิสระจากคาโปเอร่า (ศิลปะการต่อสู้แบบหนึ่ง)
เขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จากแม่
การโมโห ที่เธอไม่ถูกโจมตีโดยตรงเพราะเธอเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ
หลังจากปะทะคารม กาฟรู้ว่ารับมือไม่ไหว จึงต้องการความช่วยเหลือจากเวอร์จิเลีย
เฟอร์นิเจอร์หัวแพะ 3 ตนปรากฏจากหลุมดำ มายังสถานที่แห่งนี้

หลังจากถูกสบประมาทโดยกาฟ จอร์จปฏิเสธที่จะยอมแพ้ และยังคงสู้ต่ออย่างมุ่งมั่น
บาเรียสีแดงปรากฏรอบตัว ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ แต่พวกปีศาจมองเห็น
เวทมนตร์!? ทำไมหมอนี่มีบาเรียป้องกัน !? งั้นคงเป็นแบบ "ประเภทสวนกลับ" (Counter Attack) กาฟพูด
ด้านเจสซิก้า โรโนเวยังคงป้องกันต่อเนื่องอย่างไม่สะทกสะท้าน
แต่ถึงจะมีโล่ป้องกันเรื่อยๆ เขาเริ่มรู้สึกว่ามือของเขาเริ่มสั่นและเจ็บ โล่ป้องกันได้ไม่ทั้งหมด
โรโนเวแสดงสีหน้าสงบ เพื่อไม่ให้เจสสิก้าสังเกต
เธอยังคงยืนกรานที่จะต่อสู้ต่อไป จนกว่าโล่จะพังทลาย เธอยังโจมตีต่อไป
อาจเปรียบเหมือนคานอน ที่ปฏิเสธเจสซิก้าก็ได้

ระหว่างนั้น โรโนเวเห็นประกายแสงจากกำปั้นของเจสซิก้า
เขารู้ว่าเป็น "การส่งพลังให้วัตถุ" (Enchant) ซึ่งจะสร้างปัญหาให้เขาได้
จากนั้นเธอก็ให้เขาตั้งรับการโจมตีต่อไปของเธอให้ดี
ด้านเคลาส์ยังคงพยายามพังกรง ซึ่งพวกหัวแพะที่เฝ้าหายไปเพราะหลุมดำที่ปรากฏ
เป็นโอกาสเดียว ถึงจะไม่มีอุปกรณ์ แต่คิริเอะก็คิดว่าลองพยายามดูก็ไม่เป็นไร เธอขอยืมแรงคานอนอีกคน
..... คานอน บอกให้เคลาส์ถอยไปจากกรง ตัวเขาและแชนนอนเห็นด้วยที่ต้องฝ่ากรงนี้ออกไป
เสียงเหล็กถูกฟันจนขาด ราวกับต้นไผ่ถูกดาบฟัน อีก 3 คนได้แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่เห็น
เมื่อกรงถูกทำลาย เมื่อคิริเอะถามว่าพวกเธอเป็นอะไรกันแน่
คานอนพยายามจะตอบ แต่แชนนอนก็ตบไหล่เขาเบาๆ พร้อมยิ้มแล้วตอบว่า "พวกเราเป็นมนุษย์"
ไม่มีเวลาอธิบาย ทุกคนจึงรีบหนีไปจากที่นั่น
ด้าน 410 ได้รับรายงาน และพวกหัวแพะไม่อยู่ที่นั่น
เวอร์จิเลียตกใจ และรู้ทันทีว่ากาฟเอาสิ่งที่เธออัญเชิญมาไปใช้ เธอโมโหอย่างมาก (เธอติดคำว่า Gapgap เวลาโมโห)

00 ยืนยัน เรื่องที่จะยิงคนที่หลบหนี เวอร์จิเลียให้ทำตามนั้น จากนั้น 00
เธอให้ 45, 410 เตรียมยิงกระสุนติดตาม ด้วยกระสุนนำวิธีแบบยิงกลุ่ม
แล้วให้เวอร์จิเลียกางบาเรียป้องกันการหลบหนี (เธอยังเผลอกัดลิ้นเพราะพูดคำว่า Gap)
เมื่อพบกรงอีก ไม่เป็นปัญหาสำหรับคานอน
แต่มันฟันไม่เข้า เขารู้ทันทีว่าถูกป้องกันโดยเวทมนตร์ของเวอร์จิเลีย
ต้องใช้เวลาสักหน่อยในการตัดกรงนี้ เขาตั้งใจ แล้วพยายามตัดมัน
ด้านแชนนอนจะถ่วงเวลาพวกที่กำลังตามมา ถึงคนอื่นจะยังมองไม่เห็นก็ตาม

พวกเซียสต้าล็อคเป้าหมาย แล้วโจมตีจากระยะไกล
แชนนอนรู้ป้องกันด้วยโล่ไม่ได้ จึงขอแรงคานอนด้วย
ศรทองคำนั้น แตกออกเป็นลูกศรเล็ก 48 อัน พุ่งหาเป้าหมาย

แชนนอนเตรียมรับมือ
"ตรวจสอบการกระจายของกระสุนนำวิธี 46, 7, 8, .... 48 นัด ล็อคเป้าทั้งหมด ควบคุมการขัดขวาง ลิงค์ข้อมูลสู่คานอน"
คานอนตอบ
"คานอน, ได้รับข้อมูล ....... ความสามารถของพี่น่าทึ่งจริงๆ ผมเห็นมันทั้ง 48 นัด"
คานอนตั้งสติ แล้วตอบโต้การโจมตีนั้นโดยการฟันมันทิ้งทั้ง 48 นัด

เซียสต้า 45 และ 410 ตกตะลึงที่รับการโจมตีของพวกเธอได้หมด
เวอร์จิเลียไม่แปลกใจ เมื่อสองคนนั่นอยู่ด้วยกันจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น .... แต่ตอนนี้เธอรู้สึกเจ็บปาก
00 ให้เตรียมโจมตีใหม่ เป็นกระสุนสไนเปอร์ความเร็วแสง ซึ่งอีกสองตนก็รับคำสั่ง
คิริเอะคิดว่าดีที่ทั้งสองมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่รอด
แชนนอนบอกให้คานอนไปทำลายลูกกรงต่อ เพราะการโจมตีต่อไป ต้องเป็นสิ่งที่เขารับมือไม่ได้
คนอื่นสงสัยว่าจะรับมืออย่างไร ?
แชนนอนจึงตอบว่าจะไม่ให้พวกนั้นยิงได้ และให้คานอนเตรียมการป้องกันด้วยพลังวิญญาณ
เขารวมสติ ถึงมองไม่เห็นอะไรแต่เหมือนมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
ระบบการโจมตีของพวกเซียสต้าถูกรบกวน ต้องบูตระบบใหม่
00 รู้ว่าเป็นการส่งสัญญาณวิญญาณรบกวน (Spirit Wave Jamming) และสั่งให้ 45 ปิดหูตัวเอง
เมื่อโจมตี 00 และ 410 ก้มตัวลง ป้องกันหูของตัวเอง แต่ 45 ทำไม่ทัน
... ตาของเธอหมุนติ้ว ส่งเสียงเหมือนมึน "Kyuu Kyu-"

410 รายงานความเสียหายของ 45 "IME" ของเธอระเบิด เธอเกลียดเสียงนั้น ก่อนที่จะล้ม
00 รายงานต่อว่าทั้ง 3 ได้รับความเสียหาย และต้องใช้เวลารีบู๊ตใหม่
ถึง 45 ได้รับความเสียหายโดยตรงเพียงผู้เดียว แต่เพราะลิงค์กับ 00 และ 410 จึงได้รับความเสียหายเช่นกัน
เวอร์จิเลียตกใจแล้วให้อดทนไว้
00 ขอเวลาหลาย 100 วินาทีในการรีบู๊ตใหม่ ก่อนจะล้มลง

สีหน้าเวอร์จิเลียเปลี่ยนไป เหมือนเธอเพิ่งรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์สามารถเป็นอาวุธขับไล่ได้ด้วย
จากนั้นเธอก็เรียกพวกหัวแพะร่างใหญ่มาเพิ่มจำนวนมาก สั่งให้ไปฆ่าพวกที่หลบหนี
ถ้าใครที่ฆ่าทั้ง 5 ได้เร็วที่สุด จะได้รับรางวัลสุดพิเศษ
ทำให้พวกนั้นมองหน้ากัน ก่อนจะแห่แย่งกันออกจากห้อง ราวกับเบียดกันขึ้นรถไฟยามเช้าในญี่ปุ่น
แต่ละตนอยากออกจากห้องก่อน จึงยังไม่มีใครออกจากห้องได้สักที ทำให้เวอร์จิเลียต้องกุมขมับ
ระหว่างนั้น คานอนทำลายลูกกรงนั้นได้สำเร็จ แต่ก็พบลูกกรงอีกแห่ง เป็นการป้องกันคนออกที่แน่นหนา
เคลาส์ต้องขอแรงคานอนอีกครั้ง ซึ่งคานอนก็ทำตาม
ระหว่างนั้น แชนนอนรู้ว่ามีศัตรูอีกจำนวนมากไล่ตามมา ซึ่งเธอกางบาเรียป้องกันไว้แล้ว พวกนั้นพังไม่ได้แน่
แต่อยู่ๆ สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปเป็นวิตก เธอรู้ว่าท่านเวอร์จิเลียกำลังสลายบาเรียนั้น และถ้าปล่อยไว้พวกเซียสต้าคงรีบู๊ตสำเร็จก่อน
คานอนให้เธอตั้งสติและคงบาเรียไว้ไว้ เพราะช่องทางแคบน่าจะถ่วงเวลาพวกแพะได้บ้าง
เคลาส์ไม่เข้าใจ แต่ก็เตรียมตัวรับมือ
คิริเอะ หยิบกรงที่คานอนตัดไว้ ส่วนเคลาส์ไม่มีอาวุธ แต่พันมือตัวเอง
นันโจบอกว่านี่น่าจะเป็นกรงสุดท้าย และถ้าวิ่งข้างนอกประมาณ 30 นาทีน่าจะถึงคฤหาสถ์
ถ้าวิ่งไปคงใช้เวลาสัก 15 นาที เต็มฝีเท้าคงสัก 8 นาที อาจจะไปไม่ถึงพร้อมกัน แต่คงไม่มีปัญหา
ด้านพลังเสียงสัตว์ป่าจากความมืดมิดดังนั้น ส่งประกายแสงจากดวงตาสีแดง
พื้นสั่นสะเทือน ถึงจะน่ากลัวแต่คิริเอะก็หัวเราะอย่างสบายใจ
เพราะร่างที่ใหญ่โตนั้น ผ่านลูกกรงมาไม่ได้ง่ายๆ พวกมันชนกรงเหมือนรถไฟหยุดปลายทาง
คิริเอะแทงมันตรงจุดสำคัญด้วยแท่งเหล็กในมือ จนเสียบติดคาอยู่
เคลาส์วิ่งเข้าหาอย่างเต็มกำลังแล้วกระโดดเตะแท่งเหล็กนั้นอย่างเต็มแรง จนแท่งเหล็กทะลุร่างมัน
พวกเขายังพอจะสู้กับพวกนั้นได้อยู่

ด้านจอร์จ เขาเตะปลายคางเฟอร์นิเจอร์หัวแพะร่างยักษ์ปลิวลงไปที่สวน
แม้ว่าขาจะมีพลังมากกว่าแขน 3 เท่าก็จริง แต่ก็น่าแปลกใจที่จะทรงพลังขนาดนั้น
ถึงจอร์จจะไม่เข้าใจเรื่องพลังการสวนกลับของเขา แต่ฟังดูดีและเข้ากับเขา
เขายังเอาชนะแพะตัวต่อไปได้ ด้วยศิลปะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม
ด้านเจสซิก้า โรโนเว เริ่มป้องกันไม่อยู่ การเสริมพลังกำปั้นของเจสซิก้ามากขึ้นเรื่อยๆ
เจสซิก้าก็สังเกตว่าเขาเคลื่อนที่ช้าลง แต่โรโนเวก็ไม่ยอมง่ายๆ
บาเรียสีม่วงปรากฏรอบตัวเขาเหมือนกำแพง คราวนี้มันแข็งมาก เธอชกก็ไม่สะเทือน
เธอกระหน่ำชกไปหลายหมัด มันสะท้อนความเสียหาย ทำให้เจสซิก้าได้รอยแผลที่หมัด
ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ยอมแพ้ เลือดไหลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีรอยแผลทั่วร่าง

ด้านชั้นใต้ดิน หลังจากใช้เวลาสักพัก คานอนก็พังกรงสำเร็จ
เคลาส์ให้ผู้หญิงและดร.นันโจไปก่อน แต่คานอนจะขอถ่วงเวลาไว้เอง
ทันใดนั้น อาวุธของเขาก็สลาย แชนนอนอธิบาย
พื้นที่นี้ถูกครอบงำโดยพื้นที่ของท่านเวอร์จิเลีย (Spirit Particle Combate Area)
พลังของพวกเราจึงสลายไปได้
ด้านเวอร์จิเลียก็ให้พวกเซียสต้าโจมตี แต่ปรากฏว่ามีแค่ 00 ที่รีบู๊ตเสร็จ
00 อธิบายว่าแต่ละตน เวอร์ชั่นต่างกันไป 410 และ 45 พยายามรีบู๊ตอยู่
พวกซ่อมบำรุงที่ติดต่อด้วย อีกด้านต้องการรหัส เซียสต้า 45 จึงบอกรหัส
แต่ 00 ฟังไม่รู้เรื่องเพราะเธอพูดแต่ Kyu Kyu จึงฟังเป็น 99 (ตัวเลขภาษาญี่ปุ่น) จึงให้เธอเขียนใส่กระดาษ
410 บอกว่าเธอยังไม่ได้ติดตั้ง IME ที่พังใหม่ จึงยังเขียนตัวอักขระไม่ได้
(IME = Input Method Editor ตัวอักขระพิเศษที่ไม่มีบนคีย์บอร์ด)

เวอร์จิเลียจึงให้พวกนั้นซ่อมไป เธอจึงลงไปด้านล่าง
ปรากฏว่าพวกหัวแพะส่วนหนึ่ง ยังคงแย่งจะออกไปทางแคบใต้ดิน
เธอหนักใจที่เห็นพวกนั้นยังคงขัดขวางกันเอง เพราะคนที่ฆ่าเป้าหมายจะได้รางวัล
เวอร์จิเลียจึงจะเปิดทางไปเอง แต่พวกมันหาว่าเธอจะขโมยรางวัลไป
เธอพยายามเบียดไป แต่ก็ท่ามกลางฝูงพวกหัวแพะทั้งแคบและแออัด ราวกับรถไฟที่มีแต่แพะ
แล้วเธอยังไล่บางตัวที่จับก้นเธอ ให้ลงในสถานีหน้า

มีแพะตัวหนึ่งบอกให้เวอร์จิเลีย ตามมันไป ......
ทั้ง 5 กำลังหนีเต็มกำลัง ไปตามทางแต่ระหว่างทาง มีบางอย่างตกจากเพดานมาขวาง
เวอร์จิเลียกำลังนั่งบนไหล่เฟอร์นิเจอร์หัวแพะ ยังดีที่มีแพะฉลาดที่รู้ทางลัดบ้าง
เธอจะให้รางวัลแรกกับมัน เป็นแกงกะหรี่แม็คเคอเรล
จากนั้นก็ลงจากไหล่ ขวางทางและหัวเราะเหมือนได้รุกฆาต
ด้านเวทมนตร์ถึงไม่น่าจะทำอะไรได้ แต่เคลาส์คิดทำบางอย่าง
เวอร์จิเลยปรบมือแล้วมีบาเรียสีม่วงป้องกันทางหลบหนี เพื่อให้พวกนั้นสิ้นหวัง
เคลาส์เดิมพัน โดยการต่อสู้กับหัวแพะนั่นตามลำพัง

เธอยังสบประมาท ว่าพลังของเคลาส์ไม่มีทางเอาชนะหัวแพะตัวนี้ได้
ความแข็งแกร่งแค่เลเวล 6 แพะตัวนี้เลเวล 1,000 ต่อให้มีเคลาส์สัก 100 คนก็ไม่ชนะ
เธอยังต่อให้มันสู้แค่แขนซ้ายข้างเดียวด้วย มากพอที่จะชนะเคลาส์ได้

เมื่อเริ่มสู้ ทั้งสองประชังหน้าแล้วพุ่งเข้าหากัน
แต่เวอร์จิเลียก็เห็น .....ภาพความหลังของหัวแพะก็ลอยมาเป็นฉากๆ
ทั้งวันที่ฝึกหนักแล้วถูกเลือกโดยรุ่นพี่
วันที่พลังของมัน เป็นที่ยอมรับของพวกพ้อง
ยังขอโทษ พี่สาวถึงเรื่องต่างๆ ในอดีต
และเพื่อนในวัยเด็ก ที่สัญญาว่าจะแต่งงานกันเมื่อกลับถึงบ้าน
...... เวอร์จิเลียรีบตระโกนบอก อย่านึกถึงภาพในอดีตแบบนั้น แล้วให้มันรีบหลบกำปั้นนั้น
(Comment 1: เป็นมุกเวลาจะมีใครตายในการ์ตูน ใครกำลังจะไม่รอด จะเห็นภาพความหลัง เรียก "Loser Frag" -_-' )
(Comment 2 : เดินเรื่องช่วงนี้มีตัวเลขนับทางขวาล่างของจอด้วย เป็นจำนวน Loser Frag สังเกตในรูป)

ทันทีที่กำปั้นซ้ายของแพะ และขวาของเคลาส์พุ่งสวนกัน
มันทำตามที่คำสั่งโดยเร็ว แล้วหลบหมัดเคลาส์ ทำให้โจมตีพลาด
เพราะเห็นภาพความหลังเป็นชุด ทำให้ประเมินพลังของเคลาส์ตอนนี้ได้
ยังทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน เรื่องที่จะใช้มือซ้ายมือเดียว ขณะนั้นก็ตกใจที่ตัวเลขทางขวาล่างจอนับเพิ่มเป็น 20
คนอื่นก็เริ่มตกใจ คานอนอธิบาย ....... Loser Frag 20 คงไม่มากพอ
เคลาส์และแพะวิ่งเข้าหากันเต็มกำลัง เพิ่มตัวคูณเป็น 4
ด้วยปฏิหารย์ โอกาสโจมตีติด Critical ทำให้เพิ่มสองเท่า แล้วคูณเป็น 8
ยิ่งกว่านั้น มันถูกคูณกับจำนวน Loser Frag 20 เท่า รวมเป็น 160
ถ้าเคลาส์มีแค่เลเวล 6 ตอนนี้น่าจะเพิ่มเป็น 960 ยังคงต่ำกว่าแพะที่มีพลัง 1,000
เวอร์จิเลียสั่งให้มันโจมตีเคลาส์ทันที (เพราะเลเวลยังเหนือกว่า)
เคลาส์จะตอบโต้ด้วยการโจมตีที่แข็งแกร่งสุดในโลกของนักชก
..... หมัดทั้งสองสวนกัน แล้วเวลาก็หยุดลงชั่วขณะตอนที่ชกถึงใบหน้า
เธอมั่นใจว่าชนะด้วยเลเวลที่สูงกว่า แต่นันโจบอกว่าเธอแพ้ เธอสงสัยว่าทำไม ?
การชกแบบสวน (Cross Counter) เพิ่มพลังทำลาย 4 เท่า เป็นสิ่งที่รู้กันในวงการมวย
ถ้าขวาตรงชกโดนแล้วยังต้านไว้ได้ (ของศัตรู) จะเพิ่มพลังทำลายเป็น 8 เท่า เป็นสิ่งที่รู้กันในวงการมวยเช่นกัน
ถ้ามันสวนกัน มันจะทรงพลังขึ้นสามเท่า เป็น 12 เท่า เป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่รู้กันในวงการมวยเช่นกัน
มันถูกเขียนไว้ในหนังสือ Minmeishobou
(เป็นการ์ตูนล้อเรื่อง Ashita no Joe มุกชกสวน "Triple Cross" เป็นมุกที่มีชื่อเสียงมาก)
ทั้ง 5 จึงช่วยคำนวณให้ ตัวคูณเดิม คือ 160 ก็จริง แต่เพิ่มอีก 12 เท่า
เวอร์จิเลยตกใจ 1,920 เท่า ของเลเวล 6 หรือเท่ากับ เลเวล 11,520
หมัดของเขาแรงพอที่จะชนะในสนามมวยได้ (Tenkaichi Budokai)
นันโจยังกล่าวเรื่องพลังใจของเคลาส์ แล้วบอกว่าแพะสู้ได้ดีแล้ว ล้มลงเถอะ

เมื่อนันโจเดินไปตบไหล่ มันเริ่มเซ ..... นึกถึงพี่ชาย มันพยายามจนถึงที่สุดแล้ว
ประกายน้ำตาไหลจากตาของแพะ มันเอนไปด้านหลัง และล้มสู่เวอร์จิเลีย
เธอหลบไม่ทัน ร่างที่หนักของแพะล้มทับร่างที่บางของเวอร์จิเลีย
เวอร์จิเลยพยายามบิดตัวออกมาแต่ไม่สำเร็จ เธอออกมาไม่ได้
จากนั้นบาเรียป้องกันก็สลายไป ทางไปต่อถูกเปิดออก
เคลาส์บอกที่เธอแพ้ เพราะไปเชื่อมันกับการวัดพลัง
คิริเอะก็สงสัยว่าทำไมวัดพลังถึงมีผลกับตัวนับนั้น คงเป็นความลับตลอดไป
นันโจ ให้รีบหนี แล้วยังบอกให้แพะตัวนั้นรักษาตัวให้ดี
แชนนอนและคานอนขอโทษท่านเวอร์จิเลีย โค้งคำนับ แล้วหนีต่อ
เวอร์จิเลียให้รอ จากนั้นก็ตะโกน Gapgapgapgap !!!
ด้านเจสซิก้ายังคงฝืนชกต่อไป เธอรู้สึกเหมือนมันกำลังจะพัง โดยที่ได้แผลทั่วร่าง
โรโนเวกล่าวเตือน แต่เธอยังคงไม่ยอม
หลังจากปะทะคารมกัน เธอตัดสินใจชกสุดกำลัง .......
ด้านจอร์จล้มแพะทั้งสาม แล้วกำลังหาวิธีจัดการกับกาฟ
เขาเป็นฝ่ายพุ่งไปหา โดยใช้แจ็คเก็ตขว้างไปบังสายตาของกาฟ
จากนั้นเขาเหวี่ยวขาจะโจมตีจากบนฟ้า ..... แต่เธอกลับประกาศชัยชนะ
หลุมปรากฏที่ขาของเธอ ลากทั้งเธอและเขาเข้าไปพร้อมกัน
ด้านนึงปรากฏที่ผนังของที่พักในสวน กาฟตกลงมาตั้งหลัก
ส่วนจอร์จที่กำลังจะลงมา มีอีกหลุมรอเขาอยู่ เธอรอเล่นงานเขา
เมื่อเตรียมจะถีบเขาลงหลุมนรกที่แท้จริง ซึ่งไม่น่าจะทำอะไรได้
จอร์จยังคงดันแว่น ด้วยนิ้วกลางมือขวา และตั้งท่าเตะผ่าขวานอยู่ มันถูกเล็งไปที่หน้าผากของเธอ
เขาเตรียมรับมือกับการโจมตีแบบนี้ไว้อยู่แล้ว วางแผนทำให้ท่าโจมตีของเขายังคงไม่เปลี่ยนไป
เหมือนกาฟจะอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่สายตากาฟก็เปลี่ยนไป

ปิ๊งป่อง !?
ด้านเจสซิก้ากำลังจะชกบาเรีย ก็ถูกหลุมดำดูดเข้าไป .... โรโนเวบอกว่าเตือนแล้วให้หยุด
เจสซิก้าถูกวาร์ปมาขวางกาฟที่กำลังสู้กับจอร์จ

หมัดของเจสซิก้า พุ่งไปที่ท้องของจอร์จ
ส่วนเตะผ่าขวานของจอร์จ พุ่งไปที่หน้าของเจสซิก้า
มันทำลายจุดสำคัญของทั้งสองอย่างรุนแรง มันแตกกระจาย จนสิ้นชีพทั้งคู่.....
กาฟหัวเราะ ที่ไม่ได้บอกว่าพลังการแสดงของแม่มดมีมากขนาดไหน แล้วพูดถึงเบียโตะ ?
ด้าน Metaworld ทั้งเบียโตะและกาฟ ยืนมือสูงแล้วตบมือ เหมือนแผนการณ์สำเร็จ

แบทเลอร์อีกด้านได้แต่ตะโกน และฝืนทำใจต่อสิ่งที่เห็น
ส่วนด้านปกติ กาฟส่งศพของเจสซิก้ากลับห้องเดิม
ศพของเธอร่วงจากเพดาน โรโนเวได้แต่ส่ายหัว เขาแนะนำเธอแล้ว
แต่เขาก็คาดไว้ว่านี่เป็นบทสรุป เพราะเธอคงไม่ฟังเขาอยู่แล้ว จากนั้นก็หัวเราะ
ด้านกาฟก็หัวเราะ เธอเสกผีเสื้อทองคำซ่อมแซมเครื่องในที่ไหลออกมา กลับคืนดังเดิม
เหมือนศพที่ปกติ ราวกับหลับอยู่ ...... กาฟยกขาเธอสูงขึ้นบนฟ้า แล้วบอกลาศพนั้น
ปลายรองเท้าที่แหลมเหมือนมีด แทงทะลุหน้าผาก แล้วดึงออกมา เป็นสิ่งที่บอกว่าเขาพ่ายแพ้ต่อเธอ
ต่างจากกาฟ โรโนเวเลือกที่จะคืนชีวิตให้กับเจสซิก้าแทน
เขาบอกว่าเธอตายไปหนหนึ่ง และคืนชีพได้ 3 นาทีเท่านั้น
หลังจากนั้นเธอจะกลับไปเป็นสภาพศพที่ถูกทำลายครึ่งหน้าเหมือนเดิม

เขาให้เธอใช้ชีวิตที่เหลืออีก 3 นาทีนี้เท่าที่จะทำได้ หลังพูดจบ เขาก็หายตัวไป
มีอะไรที่เธอทำได้ใน 3 นาทีที่เหลือ ? ....... เจสซิก้าตัดสินใจหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะมา
เธอบอกแบทเลอร์เรื่องที่ว่าเธอถูกฆ่า แล้วบอกว่าพวกนั้นไม่ใช่มนุษย์
มีทั้งพวกที่วาร์ปได้ และพวกที่สร้างบาเรียได้ เธอเห็นกับตา มันราวกับการ์ตูน
ระหว่างนั้นเลือดไหลเรื่อยๆ เธอบอกว่าอาวุธของเขาคงทำอะไรพวกนั้นไม่ได้เช่นกัน
จอร์จก็ถูกฆ่าไปแล้ว และแบทเลอร์คงจะเป็นแบบเดียวกับเธอ และให้ระวัง อย่าคิดทำอะไรแปลกๆ
เธอเตือนสุดท้าย ว่าศัตรูไม่ใช่มนุษย์ เป็นปีศาจ .... แล้วให้ระวัง .....
เลือดไหนมากขึ้น แล้วหน้าซีกซ้ายเริ่มเจ็บ เธอรู้ว่ากำลังจะกลับเป็นศพอีกครั้ง
เธอยังบอกว่าเหลืออีก 5 คนเท่านั้นที่จะถูกฆ่า และแม่มดจะคืนชีพ เธอหวังว่าพ่อและพวกนั้นจะปลอดภัย
ด้านแบทเลอร์ถึงไม่เข้าใจ แต่น้ำเสียงเหมือนเธอกำลังจะตายจริง
เธอบอกลา ขอให้เขาโชคดีกับการทดสอบ แล้วก็ล้มลง
ศพของเจสซิก้ากลับเป็นสภาพเดิม ครึ่งหน้าถูกทำลาย
ด้านผู้ใหญ่ออกมาจากบ่อน้ำ มันเป็นทางเข้าสู่คฤหาสถ์ลับ
เมื่อทั้ง 4 ออกจากบ่อน้ำ เคลาส์จะถามเรื่องนี้กับนันโจในภายหลัง
เหลือเพียงคานอนที่กำลังปีนบันไดออกจากบ่อน้ำด้านล่าง
ทันใดนั้น ...... มีการโจมตีจากด้านล่าง เล่นงานคานอนที่กำลังจะเอื้อมมือออกจากบ่อน้ำ
หลุมใหญ่เท่าลูกบาสปรากฏบนอกของเขา ..... ร่างเขาร่วงลงไปในบ่อน้ำ
แชนนอนรีบให้ทุกคนหนี กำลังถูกพวกเซียสต้าล็อคเป้าอยู่
แต่เธอก็เป็นเป้าหมายต่อไป ธนูทองคำพุ่งจากบ่อน้ำไปหน้าซีกหนึ่งของแชนนอน ต่อหน้าผู้ใหญ่อีก 3 คน

เคลาส์ตระโกนเรียกเธอ แต่ช้าไปแล้ว ทุกคนก็ต้องรีบวิ่งอย่างสุดกำลัง
มีเพียงนันโจที่กำลังสับสน ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ลูกศรต่อไปจึงเล่นงานเขา
มันพุ่งไปที่หน้าผากทะลุด้านหลัง ทำให้เขาตายทันที
เคลาส์กับคิริเอะไม่มีเวลาคิด วิ่งสุดชีวิต ไปถึงประตูหลังของคฤหาสถ์
ทันทีที่เคลาส์ปิดประตู ศรทองคำทะลวงประตูทะลุผ่านศีรษะด้านหลังของเขา
เคลาส์ล้มลงแล้วตายต่อหน้าคิริเอะ

คิริเอะวิ่งหนีสุดชีวิตผ่านห้องโถงไปยังห้องหนึ่ง แล้วล็อคมัน
แต่เธอรู้คงไม่ช่วยอะไร เธอกำลังจะตาย .... เธอเห็นโทรศัพท์
แบทเลอร์รับโทรศัพท์ เพราะคิดว่าเป็นของเจสซิก้า แต่ปรากฏเป็นของคิริเอะ แม่ของเขา
เธอบอกว่าหนีจากดันเจี้ยนได้ เขาจึงบอกว่าอีกสองคนนั้น ......
ระหว่างนั้น ศรทองคำกำลังมุดเข้าผ่านรูกุญแจ แต่ก็พลาดไปใกล้เท้าของคิริเอะ ... แต่นัดต่อไปเธออาจไม่รอด
คิริเอะเล่าเหตุกาณ์ทั้งหมดที่เธอเห็นแก่แบทเลอร์ ตั้งแต่ในห้องทานอาหาร
การหลบหนี รวมทั้งเรื่องที่เหลือเพียงเธอคนเดียวที่ยังรอดและกำลังจะตาย
เธอยังอธิบายถึงศรทองคำที่มุดผ่านรูกุญแจได้อีกด้วย มันโจมตีเธอสามครั้งแล้ว
ครั้งแรกที่ขา, ครั้งสองใกล้กับไหล่ และครั้งสาม ถากหูเธอไป
แม่นขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปคงจะพุ่งเข้าระหว่างตาของเธอ
ถึงจะบอกให้คิริเอะหนี แต่เธอตอบไม่มีที่ให้หนี
เมื่อถามอีกสองคน แบทเลอร์ตอบว่าเจสซิก้าโทรมาเช่นกัน
คิริเอะพูดถึงการสละชีพของ 13 คน และแม่มดคืนชีพ โลกจะเป็นเช่นไร
เสียงเธอราวกับยอมแพ้แล้ว คิริเอะแนะนำสิ่งหนึ่งแก่เขา
แม้ว่าปีศาจหรือแม่มดปรากฏตัว ไม่จำเป็นต้องสงสัยว่าร่างจริงเป็นอย่างไร เข้าใจตามในสิ่งที่เห็น
เธอยังพูดเหมือนเชื่อเรื่องนั้น จนแบทเลอร์ไม่คิดว่าจะมาจากปากของแม่ เขาเชื่อไม่ได้
เธอเข้าใจ จึงให้คำแนะนำนั้นแก่เขา "ความเชื่อ"
ระหว่างที่พูดต่ออีกสักพัก ศรทองคำก็มาแต่พลาดอีก
เธอกล่าวลาแบทเลอร์ และขอโทษที่ทำเย็นชาเพราะเขาเป็นลูกของอาสุมุ ขออภัยในอดีต
หมายความว่าไง ให้อภัย ? ตอนนี้ คุณเป็นแม่ของผม คิริเอะ!! แบทเลอร์กล่าว
เขาได้ยินเสียงบางอย่างแตก และหูโทรศัพท์ร่วงลงพื้น
คิริเอะไม่ได้ตอบโทรศัพท์อีกต่อไป .........

Chapter 17 : Cause of the Tragedy
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 23.47 น.
มาเรียไม่ได้สับสน ถึงรู้ว่าทุกคนตาย ถึงเวลาที่เบียทริซจะคืนชีพแล้ว
ถึงทั้งสองจะถูกฆ่า ก็จะได้ไปแดนทองคำ สิ่งที่ปรารถนาจะเป็นจริง
มาเรียตั้งใจจะคืนชีพแม่ตัวจริงที่ดีของเธอ คนที่ไม่ได้ถูกสิงโดยแม่มดดำ (Black Witch)
แบทเลอร์ยังไม่พอใจที่พูดในสถานการณ์แบบนี้ มาเรียสงสัยว่าแม่เขาให้เชื่อในเรื่องนั้นไม่ใช่เหรอ

เขาคิดว่าใครอาจจะซ่อนอยู่ จึงหยิบที่ฝากหมวกที่แหลมเหมือนหอก แล้วออกไป
เสียงโทรศัพท์มาอีกครั้ง มาเรียรับโทรศัพท์ แบทเลอร์ได้ยินแล้ววิ่งกลับไปที่ห้อง
คงที่เหลือน่าจะเป็นคินโซ ตามความคิดของเขา
มาเรียคุยด้วยสีหน้าสบายใจและพูดดี แล้วหันไปทางแบทเลอร์ พร้อมหัวเราะ
ราวกับคนที่อยู่ปลายสายกำลังพูดถึงแบทเลอร์ ใครกันที่ทำให้เธอพูดดีด้วย แล้วยิ้มได้
มาเรียส่งโทรศัพท์ให้แบทเลอร์ ถึงจะลังเล แต่ก็รับมา .... จากนั้น มาเรียก็กระโดดอย่างเริงร่า ออกไปจากห้อง
เธอกำลังจะไปทดสอบตามที่สั่ง ถึงอาจถูกฆ่าแต่เธอก็ไม่หวั่น
แบทเลอร์เอาโทรศัพท์ที่รับ แนบหู แล้วพูด
"ยินดีด้วย! ชั้นสบายดี !! แล้วนายล่ะ !!! ...." (ภาษาอังกฤษ)
เสียงเย้ยหยันของผู้หญิงเป็นภาษาอังกฤษออกมาดัง เป็นเสียงของผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก
เธอยังบอกว่า เขาต้องตอบเป็นภาษาอังฤษ ว่าสบายดี แล้วยังกวนเขา
แบทเลอร์โมโหที่สมุนของปู่พูดกวนแบบนั้น แต่เธอกลับบอกว่าคินโซเป็นนักโทษของเธอต่างหาก
เสียงนอกจากส่งถึงแบทเลอร์ ยังส่งถึงคินโซที่อยู่ใกล้ๆ เธอด้วย

เธอกล่าวกวนต่อ พูดถึงเรื่องการคืนชีพของเธอ
คินโซกล่าวว่าเธออารมณ์ดีเกินไป ทำให้เหมือนผู้หญิงสักหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ ?
ทั้งสองอยู่คนละฟากของกระดานหมากรุก รับสายโทรศัพท์อยู่ มีขวดไวน์ที่ถูกดื่มวางอยู่หลายขวด
เบียทริซกำลังอารมรณ์ดี คงเพราะดื่มมากเกินไป คินโซก็รู้สึกดีใจที่เธออารมณ์ดีเช่นกัน
ด้านแบทเลอร์พอเดาได้ว่าอีกด้าน เป็นผู้หญิงชื่อเบียทริซ
เธอยังกล่าวตอบเรื่องการบูชายัญ แล้วเยาะเย้ยเขาต่อ
แบทเลอร์ต้องการพบเธอ เบียทริซยังตอบแบบกวนๆ
เธอเปลี่ยนใจ ให้คินโซไปทดสอบมาเรียแทน ส่วนเธอจะไปทดสอบแบทเลอร์
เธอบอกผ่านสายว่าจะทดสอบเขาที่หน้าทางเข้าคฤหาสถ์ ว่าเหมาะเป็นผู้นำตระกูลไหม ?
แล้วยังบอกอีกถ้าเขาเหมาะสมเป็นผู้นำ เธอจะยอมเป็นของเขา แล้วหัวเราะ
แบทเลอร์กระแทกหูโทรศัพท์ แล้วไปยังที่นั่น เพื่อเผชิญหน้ากับเธอ
เขาพกที่วางหมวกเหมือนหอกไปด้วย โดยไปเช็คพวกโกดะกับคุมาซาวะ
เมื่อไปถึงแล้วเรียกไม่มีเสียงตอบ เขาจึงมองลอดไปที่หน้าต่างตาข่าย
แสงไฟสลัวแปลกๆ เห็นเงาเหมือนโกดะและคุมาซาวะ.....ถูกแขวนคอ
สิ่งกีดขวางทำให้มองไม่ถนัด แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเรียก พวกเขาคงไม่รอดจริง
เขาไม่รู้ว่าคนถือกุญแจมีแค่โกดะ แล้วมันจะเปิดออกได้อย่างไร
ถ้าเป็นการฆ่าตัวตาย อาจเป็นไปได้ แต่ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น
เหลือเพียงเขา, มาเรีย และตาแก่นั่น บนเกาะเท่านั้น
ไม่สิ ยังเหลือผู้หญิงที่อ้างว่าชื่อ เบียทริซ .... เขาจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น โดยปราศจากร่ม

ระหว่างทางมองไปที่พักในสวน พบศพของจอร์จด้านหน้าที่พัก เปียกฝนอยู่
เห็นรูบนหน้าผากเหมือนถูกยิง ฝนชะล้างเลือดที่หน้า
ส่วนเสื้อก็เปราะเลือด บ่งบอกว่าเลือดจำนวนมากเคยไหลออกมา
มันคงน่ายินดีถ้าเขาแค่หลับหรือแกล้งตาย แต่ตาของเขาก็ยังคงเปิดกว้างอยู่ หลุมบนหัวก็ของจริง
หลังจากร้องไห้ และต่อว่าแม่มด เขาก็เดินต่อไปยังปลายทางที่คฤหาสถ์
ถึงเคยได้ยินเรื่องพวกหัวแพะจำนวนมากจากคิริเอะ แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามีใครจ้องมองเขาอยู่
หน้าทางเข้าพบกล่องเล็กๆ บางทีอาจเป็นกับดักก็ได้ เขายังจ้องมองมันกลางสายฝน
ระหว่างนั้นเสียงสายฟ้ามาพร้อมกับเสียงดนตรี นาฬิกาตีเวลา 24.00 น.เริ่มต้นวันที่ 5 ตุลาคม แล้ว
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปด้านบน ...... พบผู้หญิงที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่สิ เขาเคยเห็นเธอครั้งหนึ่งในวันนี้ เป็นภาพวาดในคฤหาสถ์
ถึงเสื้อจะต่างกัน แต่หน้าต่างเหมือนกับแม่มดในภาพวาด
เธอกล่าวทักทาย อยู่ชั้นสองในคฤหาสถ์ โดยถือร่มอยู่
แบทเลอร์นึกภาพบอสที่มองด้านบน แล้วให้ลูกน้องเล่นงานเขา ทำให้เขาระวังตัวมากขึ้น

เธอกล่าวว่ามีเพียงเธอและเขา ไม่มีทั้งเฟอร์นิเจอร์แพะ, คนรับใช้ปีศาจ, อาจารย์ และปีศาจที่เป็นเพื่อนเธอ
เธอกล่าวเรื่องที่ได้พบกันหลายครั้ง รวมทั้งในโลกนี้
พูดเรื่องหมากรุก ที่เขาใช้คิง แล้วถูกต้อนหลายต่อหลายครั้ง เธอส่งเรือไปแต่ก็ต้อนเข้ามุมไม่ได้
คราวนี้เธอส่งควีนมาแทน เข้าใจความหมายของมันไหม ?
แบทเลอร์รู้ว่ามันมีค่าเท่ากับ รุคและบิชอบ ไม่มีทางที่จะหลบหนีได้
หลังจากโต้เถียงกันอยู่สักพัก เบียทริซก็เริ่มการทดสอบโดยมีของในกล่องหน้าเขา
แต่เขาไม่สนใจ คิดจะบุกเข้าไปหาเธอ เมื่อถึงประตูก็เปิดไม่ออก มันถูกล็อค รวมทั้งหน้าต่างทั้งหมด
เขาจึงไม่มีทางเลือก และตั้งใจจะทดสอบ
ถ้าเขาผ่านได้ รางวัลแรกขอตั๊นหน้าเธอ .... ถึงฟังน่ากลัว แต่ต่อให้อัดเธอจนแหลกเธอก็ไม่หวั่น

เธอนึกถึงวันที่เธอพบคินโซในวัยหนุ่ม เป็นครั้งแรกในรอบพันปีของชีวิตเธอ
วันที่เธอศิโรราบและถูกลดตำแหน่งจนเป็นเฟอร์นิเจอร์
แบทเลอร์ไม่สนใจและไม่เข้าใจที่พูด เขาเปิดกล่อง ด้านในมีจดหมาย
เนื่องจากเป็นกล่องซิก้า พอเปิดจึงมีกลิ่นติดอยู่ แม้จะไม่มีซิการ์ในนั้น
มีจดหมาย ข้างในเป็นแบบทดสอบ 3 ตัวเลือก
เลือกที่จะรอดได้ 2 และสังเวยอีก 1
1. ชีวิตของตัวเอง
2. ชีวิตของ _____
3. ชีวิตของคนอื่นทั้งหมด
ถ้าไม่เลือกสักข้อ จะเสียทั้งหมด
แบทเลอร์คิดว่าไร้สาระ โดยเฉพาะข้อสองที่เว้นว่างไว้
เบียทริซให้เขาใส่ชื่อคนที่รักที่สุด ของเจสซิก้า คือ คานอน, ของจอร์จ คือ แชนนอน
แต่เธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนสำคัญของเขา จึงให้ใส่ในที่ว่างนั้น
แบทเลอร์ "เยียมเลย ชั้นรักเธอ เบียทริซ ชั้นจะใส่ชื่อของเธอลงในนั้น และจะเลือกข้อ 2 ตกลงไหม ? "
เบียทริซให้หยุดมุกตลกนั่น แล้วบอกชื่อคนสำคัญของเขามา ถ้าไม่ทำก็จะไม่ได้ทดสอบ
แต่เขาไม่มีหญิงพิเศษ ต่อให้มีก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอกเธอ
เบียทริซ "แบบนั้น แบบทดสอบก็ไม่มีผลกับเจ้าน่ะสิ น่าอายจริงๆ ชั้นอยากรู้ว่าผู้หญิงที่เจ้าชอบเป็นแบบไหน คิกคิกคิก"
แบทเลอร์ "แล้วจะทำยังไง ถ้าชั้นบอกว่าชั้นชอบโลลิ แบน แล้วผมดำยาว ? มันไม่เหมือนกับเธอสินะ"
เบียทริซ "โกหก สาวผมบรอนด์และกระฉับกระเฉงดีที่สุดใช่ไหม ? ชั้นไม่ใช่สาวในความคิดของแกหรอกเหรอ คิกคิก!"
แบทเลอร์ "ถ้าเดาขนาดหน้าอกเธอเป็นการทดสอบผู้นำตระกูลคนต่อไป ชั้นคงจะยินดีกว่านี้"
หลังจากล้อเล่นกันมาพอควร เธอกลับมาเข้าเรื่องการทดสอบ
เธอเริ่มพิธีในฐานะแม่มดทองคำของเกาะอย่างเป็นทางการ และให้บอกชื่อ
เขาตอบทันที อุชิโรมิยะ แบทเลอร์
เธอถามต่อ เรื่องที่เขาโยนชื่อนั้นทิ้งไปเมื่อก่อนไม่ใช่เหรอ ? ทำไม ?
เพราะเขาต้องการหนีจากพ่อที่ไปแต่งงานใหม่หลังจากแม่ของเขาเสีย เบียทริซก็รู้
เธอยังบอกว่า เขาไม่มีสายเลือดของแม่คนใหม่ จึงเข้าใจเขาที่ยอมรับไม่ได้
แต่เลือดของพ่อยังคงไหลเวียนในตัวเขา ใช่ไหม ? แบทเลอร์สงสัยว่าเธอจะพูดอะไร ?
เรื่องที่เคยโยนชื่อนั้นทิ้ง ถูกหยิบมาเป็นประเด็น ถึงจะเป็นกรณีระหว่างเขากับพ่อก็เถอะ
เธอเริ่มกล่าวเรื่องบาปเมื่อ 6 ปีก่อนที่เขาสร้างขึ้น แล้วให้ระลึกถึงบาปนั้น สารภาพมัน เป็นบททดสอบของเธอต่อเขา
แบทเลอร์ไม่เข้าใจว่าเรื่องอะไร ที่เขาต้องสำนึกผิด ?
เบียทริซโยนร่มทิ้ง ระหว่างที่รอคำตอบนั้น ปล่อยให้ฝนตกใส่เธอ
เขาพูดเรื่องที่พอแต่งงานใหม่ในช่วงนั้น เขาไม่ได้คิดไตร่ตรอง โดยไม่สนหนี้ชีวิตที่เลี้ยงเขามา
ละทิ้งชื่อตระกูล แล้วใช้นามสกุลของญาติฝั่งแม่
หลังจากนั้น เขาได้ยินว่าพ่อยังฝากเงินให้เขาจำนวนมาก และอยากเข้าร่วมงานโรงเรียน
แต่สาเหตุที่ไม่มา เพียงเพราะว่าแบทเลอร์บอกตากับยายว่าไม่ให้เขามาหา
เบียทริซเงียบ เขาจึงตอบต่อ (สีหน้าไม่ขรึมแล้ว)
ว่าเรื่องที่พูดเป็นจริง การต่อต้านแบบเด็กๆ คนนั้นทำให้แม่ของเขาอุชิโรมิยะ อาสุมุเสียใจ ถึงเธอจะตายไปแล้ว
เพราะรู้สึกเหมือนพ่อทรยศต่อของเขา โดยแต่งกับคิริเอะ แล้วมีลูกสาว ชื่อ แองจี้
ทำให้เขาต้องออกจากบ้านโดยไม่บอกใคร ให้พ่อลืมเขาแล้วอยู่กับครอบครัว
วันที่จัดงานศพตา พ่อวางมือบนพื้นแล้วโน้มตัวลงขอโทษเขา มันน่าเศร้าที่ต้องทำให้พ่อต้องทำแบบนั้น
เขารู้สึกว่าตัวเองโง่เมื่อเห็นแบบบนั้น แม่ก็คงรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน
สุดท้าย เขาก็ยอมกลับสู่ครอบครัว เป็นสมาชิกของอุชิโรมิยะ
นั่นเป็นคำตอบของเขา .....หมดแล้วเหรอ ? เบียทริซถาม เหมือนเธอจะผิดหวัง
บาปของเขาที่กล่าวมานั้น ยังไม่มากพอ ...... แบทเลอร์ไม่เข้าใจ
เบียทริซ ".....มันไม่ใช่ ชั้นไม่สนใจเรื่องครอบครัวของเจ้าหรือบ้านเจ้าหรอก เราอยู่ที่ไหน ? รคเคนจิม่า บ้านใหญ่ของผู้นำตระกูลอุชิโรมิยะ ...... มีบาปที่เจ้าควรระลึกถึง ซึ่งเหมาะสมกับที่นี่อยู่ไม่ใช่เหรอ ?"
เขาไม่เข้าใจ บาปอื่นงั้นเหรอ เบียทริซให้เขานึกให้ดี ถ้าจำมันได้ เธอจะให้อภัยแก่เขา
...... การระลึกนั้นเป็นการทดสอบเพื่อไถ่โทษสำหรับเขา

(Metaworld)
เบียทริซอีกด้านพูดว่า การระลึก ..... นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นบาป
แบทเลอร์ในโลกนี้ กล่าวขอโทษ เขาจำมันไม่ได้เลย
แต่ฟังดูเหมือนเขาจะก่อปัญหาบางอย่างแก่เธอเมื่อ 6 ปีก่อน แต่เขาเพิ่งพบเธอที่นี่
จริงอยู่ที่เรื่องตำนานเธอมีมากว่า 6 ปีก่อน แต่เขาก็ไม่ควรจะได้พบเธอ
เบียทริซกล่าวว่า 6 ปีก่อน เธอยังไม่ปรากฏร่างบนเกาะ
แต่สายตาเธอเย็นชา ราวกับเกลียดชังเขา

เขายังคงไม่เข้าใจ และเบียโตะพูดกับตัวเธอเอง
หกปีก่อน ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเรา
หกปีก่อนสำหรับชั้น คนที่ถูกเรียกว่าเบียทริซไม่มีตัวตน (สำหรับแบทเลอร์, เป็นข้อความสีแดงที่ไม่ได้ถูกเอ่ยออกจากปาก)
เขาต้องการคำใบ้ คดีนี้มีอะไรที่เกี่ยวข้องระหว่างเขากับเธอหรือไม่ ?
เธอไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเขาเมื่อ 6 ปีก่อน และให้ลบความคิดนั้นไปได้แล้ว
ทำไมถึงคิดว่าบาปนั้นเกี่ยวข้องกับชั้น ? แบทเลอร์ตอบว่าสายตาของเธอบอก
มันเหมือนกับกระซิบเพื่อขอโทษ .... แต่ไม่มีการข้องเกี่ยวกับเมื่อ 6 ปีก่อน
เบียทริซยังยืนยันว่า ไม่มีปัญหาระหว่างเขาและเธอ
แต่แบทเลอร์คิดว่าตาคู่นั้นของเธอ ของเธอบอกว่าไม่ใช่ ... เขาต้องการยืนยันด้วยสีแดง
บาปที่ชั้นสั่งให้แกระลึกถึงนั้น ไม่ใช่เรื่องระหว่างอุชิโรมิยะ แบทเลอร์ และเบียทริซ
แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตาคู่นั้นถึงบอกเขาอีกอย่าง
เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีเขาอาจจะคิดไปเอง
จากนั้นจึงถามเรื่องบาปที่เขามี เป็นแบบไหน ?
อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ มีบาป
เขายังถามต่อว่า ถามว่าเป็นแบบไหน อาจเป็นบาปโง่ๆ แบบชกใครหรือหลอกใคร
เพราะบาปของเจ้า ทำให้มีคนตาย
เขาไม่เชื่อ ต้องเป็นการโกหก ใครถูกฆ่า ? ตอนไหน ? อย่างไร ?
เพราะบาปของเจ้า คนจำนวนมากบนเกาะนี้ต้องตาย ไม่มีใครหนีรอด ตายทั้งหมด
แบทเลอร์ยิ่งไม่เข้าใจ เธอบอกว่าเขาฆ่าทุกคนงั้นเหรอ ? เขาเป็นฆาตกรงั้นเหรอ ?

เธอไม่ได้หมายถึงตรงๆ แต่ถึงกระนั้นเพราะบาปที่สร้าง จากฟั่นเฟืองที่ไม่สมบูรณ์เมื่อ 6 ปีก่อน
มันสั่นคลอน และราตรีนี้ คนจำนวนมากต้องตาย ...... ต้นเหตุโศกนาฏกรรมนี้ คือ เขา
แบทเลอร์คลั่ง เขาไม่เชื่อว่าจะทำให้คนต้องมาตายในคืนนี้จำนวนมาก
6 ปีก่อนเขาเป็นคนที่ห่างจากตระกูลมากที่สุด เขาจะทำอะไรได้
เขาต้องการยืนยันสีแดง ถ้าเขาไม่กลับมาในปีที่ 6 นี้ จะไม่มีการฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น ?
ต้องการยืนยันว่า "ถ้าอุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ไม่ได้หวนคืนสู่รคเค็นจิม่า การฆาตกรรมจะไม่เกิดขึ้น"
เบียทริซเงียบ ในขณะที่เขาต้องการให้เธอบอกคำตอบ

(โลกจริง)
เมื่อใช้เวลาคิดสักพัก ท่ามการสายฝนที่โปรยปราย อย่างเยือกเย็น
สุดท้ายเขาก็คิดไม่ออก เบียทริซทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
เขาจึงบอกว่า เริ่มอารมณ์ไม่ดีเช่นกัน มีอะไรก็พูดมา แต่เธอยังคงให้นึกถึงบาปนั้น
แบทเลอร์ยืนยันว่าไม่ !! เขานึกอะไรไม่ออกทั้งนั้น ....!!
(ในใจเบียทริซ)
เบียทริซ " ........... เขาบอกว่า เขาจำไม่ได้"
??????? "นั้นเป็นสิ่งที่เจ้าเสียใจ ในท้ายที่สุดงั้นเหรอ"
เบียทริซ " ........ อืม"
??????? "สำหรับการเดิมพันที่สิ้นหวัง ความเสียใจยังคงเหลือถ้าเจ้าไม่ขจัดมัน.... เอาล่ะ พอได้แล้ว ......การเดิมพันตัวเองก็มีจุดหมายเช่นกันสินะ"
เบียทริซ "คงจะจริง มันเป็นจุดสิ้นสุดของความเสียใจของชั้น และเกมของชั้น"
??????? "เจ้าจะทำอะไรต่อไป ?"
เบียทริซ "ใครจะรู้ ....... ชั้นไม่สนใจมันอีกแล้ว ..... โทษทีนะ แต่ชั้นต้องการที่จะออกจากหมากกระดานนี้แล้ว"
??????? "......................... ชั้นรู้แล้ว ............ ชั้นเข้าใจ"
เบียทริซอีกคนปรากฏตัว

เบียทริซชุดเก่า "ชั้นจะสานต่อเกมที่เหลือเอง ..... เจ้าไปพักเถอะ"
เบียทริซชุดใหม่ "...........อืม......."
เบียทริซชุดเก่า "สิ่งที่เหลืออยู่ ชั้นจะทำให้มันจบ .......... เจ้าจะลืมทุกสิ่งแล้วซุกหัวลงหมอนก็ได้ เตียงขนนกจะปกป้องเจ้าจากทุกสิ่ง"
เบียทริซชุดใหม่ "..... ชั้นเชื่อใจเธอ ..... ที่จะทำให้ทุกอย่างจบลง"
เบียทริซชุดเก่า "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ชั้น ..... ปล่อยให้ทุกอยากให้ชั้นจัดการ แล้วหลับซะ"
แม่มดที่ถามแบทเลอร์ซ่อนตัวเอง และอีกตนปรากฏ
ถึงจะดูคล้ายกัน แต่ความรู้สึกยังคงแตกต่างกัน คนที่ร่าเริงราวกับเพิ่งดื่มเหล้าได้จากไป
(โลกจริง)
แบทเลอร์ยังคงต้องการการตอบสนอง ถามเรื่องการทดสอบ และต้องการให้เปิดประตู
แม่มดไม่ตอบ สายตาเย็นชาจ้องไปที่ไหล่ของแบทเลอร์ ดูแตกต่างจากเดิม
เธอจ้องไปที่ตาแบทเลอร์ แล้วส่ายหัวเล็กน้อยสองครั้ง
เหมือนรู้สึกผิดหวัง ปราศจากการพูดใดๆ เธอหันหลังกลับ
ยังคงเหลือเพียงแบทเลอร์ที่ยืนท่ามกลางฝนที่เย็นยะเยือก
ในห้องของคินโซ มีการจัดงานเลี้ยงรื่นเริง กาฟสนุกกับเวอร์จิเลียอยู่
ทั้งคู่พูด "เลียเลียเลีย" และ "กาฟกาฟกาฟ" ต่อกัน
คินโซและโรโนเว กำลังเปิดขวดใหม่
คินโซยินดีต้อนรับการกลับมาของเธอ แล้วถามเรื่องการทดสอบแบทเลอร์
ด้านมาเรียสอบผ่านตัวเลือก โดยไม่มีที่ติด ทั้งที่คิดว่าเธอเป็นเพียงเด็กน้อย เขาหัวเราะ
ดูเหมือนเขาจะดื่มมากเกินไป จึงแสดงท่าทางหัวเราะอย่างหนัก
แต่โรโนเว และเวอร์จิเลียรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง กาฟหยุดแล้วเงียบทันที
คินโซยังพูดต่อแม่มดที่รักของเขา ให้มาดิ่มกินด้วยกัน
เมื่อเขาพูดเรื่องพักผลการทดสอบของแบทเลอร์ แล้วมากินซี่โครงหมูย่างด้วยกันก่อน

เบียทริซ "......ย่างตัวเองทั้งร่างเถอะ"
คินโซ "หาาาาาาา ..... อะไรนะ ?"
ร่างของคินโซถูกเผาทั้งร่างทันที เขาได้แต่ร้อง แล้วพูดว่าทำไม ?
เพลิงเผาทุกส่วนในร่างทันที มันไม่เผาสิ่งอื่นรอบตัว
เขาล้มลง เมื่อไฟหยุด ร่างนั้นกลายเป็นศพสีดำ
เธอบอกว่าหมดความสนุกแล้ว และให้โรโนเวเก็บกวาด
สีหน้าของเธอยังคงเย็นชาไม่เปลี่ยน
กาฟจัดการส่งศพนั้นไปที่อื่น ถ้าไม่รีบทำ เธออาจจะถูกเผาด้วย
เวอร์จิเลียถาม เธอก็ขอพูดเรื่องนั้น
กาฟ "...อะไรเหรอ ? มันไม่เหมือนเธอเลย .... เกิดอะไรขึ้น ? เจ้าแบทเลอร์พูดบางอย่าง ..... อั๊ก กา-"

ร่างของเธอถูกเปลี่ยนเป็นเหมือนรูปแกะสลักจากแก้ว
เบียทริซให้พวกนั้นหายไปสักพัก
โรโนเว รับคำสั่ง แล้วกาฟและเวอร์จิเลียก็กลายเป็นฝูงผีเสื้อไป
เบียทริซอยู่คนเดียวในห้อง อารมณ์ไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อมองขวดไวน์เปล่าและอาหาร เธอพูดเบาๆ ว่า "หายไป" สิ่งของในห้องนั้นก็หายไปทันที
ในห้องนั้น เบียทริซยังคงยืนอยู่ เธอเรียกเบาๆ
"....... แบทเลอร์ เจ้ายังอยู่ไหม ?"
(Metaworld)
แบทเลอร์อยู่ที่นี่มาสักพัก แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอขอโทษที่ดูแปลกไป
เธอบอกว่ามันจบลงแล้ว เขาตกใจเล็กน้อย มันคงจะดีสำหรับเขา
แล้วเธอจะยอมแพ้เหรอ ? เธอไม่ยอมแพ้ แต่ทำให้มันจบ ไม่สิ จะละทิ้งมันไปตลอดกาล
แบทเลอร์ยังถามต่อเรื่องที่เธอดูแปลกไป และเรื่องในอดีตนั้น
เธอยังคงยืนยันว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา
หลังพูดไปสักพัก เขาเหมือนจะให้กำลังใจเธอ เพราะเมื่อสิ้นวันที่ 6 ท้องฟ้าจะแจ่มใส
นกนางนวลจะหวนคืน ได้ยินเสียงร้องของมัน ทุกอย่างจะสิ้นสุดลง และให้เธอสดชื่น
แต่เธอบอกว่าเขาเข้าใจผิด เธอหมายถึงเกมนี้จะถูกลืม ทั้งตัวหมาก
ไม่มีการกลับคืน ไม่มีการได้กลับมา ไม่มีชนะ ไม่มีแพ้ ไม่มีเสมอ มันจะถูกลืม
ถ้าเธอหยุด ตาเดินของเขาก็จะไม่กลับมา ...... แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจ
กลับมาที่พักใน Metaworld เขาได้ยินเสียงจากด้านหลัง
เป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่มีประกายในดวงตา ยืนตรงนั้น เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหน
มันจะกลายเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ และถูกปิดผนึกไว้ชั่วนิรันดร์
มีอีกเสียงนึง ในอีกที่ เด็กผู้หญิงผมทองที่ใส่ชุดชมพูดสว่างก็พูด
ทางเดียวที่เขาจะกลับไปโลกจริงได้ คือ ต้องชนะเบียโตะ
หรือพูดในอีกแง่หนึ่ง ถ้าเบียโตะเพิกเฉยต่อเกม จะเป็นอย่างไร ?
เขารู้สึกเหมือนพบเธอที่ไหน แต่เขาจำไม่ได้

เมื่อได้ยินทีพูด เขาเริ่มเข้าใจ เด็กผู้หญิงผมน้ำเงินอธิบายต่อ
ว่าเกมนี้จะไม่มีวันจบถ้าไม่สู้ เขาจะหนีไปจากที่นี่ไม่ได้
ทั้งสองไม่พอใจ ถึงจะคนละฝ่าย แต่ก็ไม่ยอมให้เบียทริซละทิ้งเกม
เมื่อเบียทริซยืนกรานเรื่องที่ต้องการเลิกเกม เบิร์นยอมรับ
แต่แลมบ์ด้าไม่ยอม เธอเป็นคนสนับสนุนเบียทริซและเตรียมการ อย่ามาเล่นตลกกับเธอ
เบียทริซยังบอกว่าเธอเหนื่อยกับมัน ไม่มีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น
แลมบ้ายังคงพูดให้เบียทริซสู้เพื่อล้มแบทเลอร์ต่อ ทั้งที่พยักหน้าไปทางแบทเลอร์
แต่แบทเลอร์ก็มีความเห็นเสนอ เรื่องที่เขาไม่เคยยอมแพ้ แม้จะพลาดท่าในบางครั้ง
กราเทลก็เห็นด้วยกับความคิดนั้น ทุกคนต่อว่าเบียทริซ
เหตุผลเพราะแบทเลอร์เป็นคู่แข่ง เธอจึงให้เขาเลิกเป็น ก็จะว่าเธอไม่ได้
แต่เขาก็ยังไม่สามารถออกจากเกาะรคเคนจิม่าได้อยู่ดี
กราเทลไม่ยอมแล้วต่อว่าเบียทริซเป็นชุด เรื่องที่กักขังเขาไว้ และทำให้เขากลับไปไม่ได้ตลอดกาล

แบทเลอร์ไม่เข้าใจว่าทำไมกราเทลถึงพูดขนาดนั้นเพื่อปกป้องเขา
ฟังจากคำพูด เหมือนเธอต้องการช่วยเขาจากเกมนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เขาจึงตอบสนอง โดยเรียกเบียทริซอีกครั้ง .... ในฐานะคู่แข่งเขาไม่ยอมให้เธอไปไหน
แต่หลังพูดเป็นชุด เธอก็ไม่ตอบอะไรสักอย่าง
เมื่อเบียทริซหันหลังให้เธอก็พูดบางอย่าง
"เนื่องจากแบทเลอร์ไม่ออกจากการเป็นคู่แข่งชั้น ..... ท่านหญิงพวกนั้นก็ไม่ยอมรับการละทิ้งเกม.....ในกรณีนี้ ชั้นอยากจะถามว่า ชายคนนั้นเหมาะสมที่เป็นคู่แข่งของชั้นแต่แรกงั้นเหรอ"
กราเทลและแบทเลอร์สงสัยว่าคงเป็นเรื่องการทดสอบ
เบิร์นไม่เข้าใจว่าวางแผนอะไร ...... แต่แลมบ์ด้าดูจะเข้าใจ

ถ้าเขาเหมาะสมก็จะคงนั่งและเป็นคู่แข่งต่อไปได้ เธอจะสัญญาว่าสู้กับเขาจนกว่าจะได้บทสรุป
แต่ถ้าเขาไม่เหมาะ เขาจะหายไป ถ้าคู่แข่งหาย เกมจะจบลง เธอจะออกไปจากที่นี่ได้
พวกท่านหญิงคงจะพอใจใช่ไหม ?
เบิร์น ให้เธอทำต่อตามที่เธอต้องการ
แลมบ์ด้า พูดเสียงสั่ง ว่าแบทเลอร์มั่นใจแล้วเหรอที่ตอบแบบนั้น
แบทเลอร์ตอบ เขาไม่มีอะไรต้องกลัว ..... แต่กราเทลก็เหมือนจะเริ่มเข้าใจเหมือนกัน หน้าเธอซีดลง
เบียทริซ "..... ดีล่ะ แบทเลอร์ ชั้นจะให้นายยืนยันด้วยสีแดง"
เขาสงสัยว่าต้องทำยังไง แลมบ์ด้าบอกว่า ตามที่ปรารถนาก็จะทำได้ มันง่ายมาก
แบทเลอร์ "ชื่อของชั้น คือ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ........ ว้าว มันดูดีนะ"
กราเทล "หยุดนะ !! ชั้นรู้แล้วว่าเธอจะทำอะไร .....!! หยุดมันซะ ! เขา..........!!"
เมื่อกราเทลพูด เบียโตะมองเธอแล้วทำให้เธอหายไปทันที เธอไม่พอใจที่กราเทลเข้ามายุ่ง
รวมทั้งพวกท่านหญิง ถ้าเข้ามายุ่งเธอก็ไม่ยั้งมือเช่นกัน
เบิร์น "...... เราไม่เข้าไปขวางหรอก ทำต่อตามที่เธอต้องการเถอะ"
แลมบ์ด้า "บ.. เบิร์น นี่มันแย่นะ !! เธอพยายามจะกำจัดเขา..... แบทเลอร์ !!"
แบทเลอร์เริ่มหวั่น เมื่อพร้อมเบียทริซก็เริ่ม
"ชั้น คือ แม่มดทองคำ เบียทริซ และชั้นเริ่มเกมนี้เพื่อที่จะสู้กับหลานชายของอุชิโรมิยะ คินโซ ที่ชื่อ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์"
จากนั้นให้เขายืนยัน "แม่ของอุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ชื่อ อุชิโรมิยะ อาสุมุ"
เขาไม่เข้าใจว่าเธออยากทำอะไร ไม่คิดว่ามีอะไรที่ซ่อนอยู่เหมือนกัน จึงตอบแบบสบายใจ
"แม่ของอุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ชื่อ อุชิโรมิยะ อาสุมุ"
เขารู้สึกว่าความจริงสีแดงสะดวกดี โดยไม่ต้องเอาทะเบียนบ้านมาให้ดู ..... ต่อจากนั้นให้ยืนยันชื่อ
"ชื่อของชั้น คือ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์"
"ชื่อของชั้น คือ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์"
"ชื่อนั้นได้จากอุชิโรมิยะ อาสุมุ เมื่ออุชิโรมิยะ แบทเลอร์เกิด"
"ชื่อนั้นได้จากอุชิโรมิยะ อาสุมุ เมื่ออุชิโรมิยะ แบทเลอร์เกิด"
"ชื่อนั้นได้จากอุชิโรมิยะ อาสุมุ เมื่อเจ้าเกิด"
"ชื่อนั้นได้จากอุชิโรมิยะ .................. อั๊ก .........!? ............!?"
ตอนนั้น คอของแบทเลอร์เหมือนถูกปิด และหายใจไม่ออก
เขาพูดอีกครั้ง แต่ไม่ใช่สีแดง เขาเข้าใจว่าใช้สีแดงไม่ได้

เมื่อถูกหาว่าปฏิเสธ เขาไม่ยอม
ถึงพยายามพูด แต่เขาก็เข้าใจว่าทำไมพูดไม่ได้ และหายใจไม่ออก
แม่มดอีกสองตนได้แต่เฝ้ามอง ถึงจะเงียบแต่เหมือนอยากพูดบางอย่าง
เบียทริซบอกไม่จำเป็นต้องฝืน เธอจะใช้สีฟ้าที่ประกาศให้ใช้เริ่มเกม
มันใช้อ้างทฤษฏีเพื่อให้ศัตรูปฏิเสธมันด้วยข้อความสีแดง ถ้าทำได้เขาจะชนะ
ตามความต้องการก่อนหน้านี้ และการปฏิเสธต่อเนื่อง ชั้นประกาศให้เจ้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นคู่แข่งของชั้น
หลังจากนั้น เบียทริซเริ่มเกมนี้ เพื่อที่จะสู้กับหลานชายของอุชิโรมิยะ คินโซ ที่ชื่อ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์
ให้นายเป็นคู่แข่งของชั้น และประกาศสีแดงว่าเป็น "หลานชายของอุชิโรมิยะ คินโซ ที่ชื่อ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์"
เจ้าปฏิเสธที่จะยืนยันคำนั้น ดังนั้นหมายความว่า เจ้าหมดสภาพที่จะต่อสู้
แลมบ์ด้าให้รีบปฏิเสธมันโดยเร็ว
"ชั้นคืออุชิโรมิยะ แบทเลอร์"
เบียทริซกล่าวว่า เพราะเขามีชื่อนั้น แต่ว่า
คนที่ชื่อนั้น ไม่ได้มีเพียงคนเดียว อาจมีหลายคนที่ชื่ออุชิโรมิยะ แบทเลอร์
กล่าวโดยสรุป มันหมายความว่า ..... เจ้าเป็นเพียงคนที่มีชื่อเหมือนลูกชายของอุชิโรมิยะ อาสุมุ ที่ชื่อ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์
แบทเลอร์โมโห แล้วพยายามพูดต่อว่าเป็นลูกชายของแม่
แต่เมื่อจะพูดก็ยืนยันด้วยสีแดงไม่ได้ จนเขาร้องไห้ ทำไมทำพูดว่าเกิดจากแม่ของเขาไม่ได้
เบียทริซจึงรุกฆาตทันที
นายไม่ใช่ลูกชายของอุชิโรมิยะ อาสุมุ
แบทเลอร์ตกใจเมื่อได้ยินแบบนั้น
"เจ้าเป็นใคร ? ใครที่เรียกตัวเองว่า อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ?"
เมื่อแบทเลอร์พยายามยืนยันตัวเอง
"ไม่ใช่ ไม่มีทางที่เจ้าจะเป็นคู่แข่งของชั้น อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ มันมีสิ่งที่พิสูจน์ได้"
"เพราะเจ้าไม่รู้ถึงบาปเมื่อ 6 ปีก่อน"
"ไม่สิ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ตัวจริง ไม่ได้สร้างบาป แต่ผลจากสิ่งนั้น บาปเกิดขึ้น ระยะเวลา 6 ปีกลายเป็นความว่างเปล่า และคนที่ไม่รู้ก็ใช้ชื่ออุชิโรมิยะ แบทเลอร์ แล้วปรากฏบนเกาะ .......... ความจริงเป็นแบบนั้น"
"6 ปีก่อน ..... คู่แข่งของชั้น อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ตัวจริง ได้ตายไปแล้ว
เจ้าเกี่ยวข้องเพียงแค่รูดอล์ฟ ต้องการจะได้รับมรดก อีกร่างถูกเตรียมไว้แทนที่อุชิโรมิยะ แบทเลอร์"

แบทเลอร์ ร้องไห้ และสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงเหรอ ?
แลมบ์ด้าให้เขาตั้งสติไว้ เบิร์นจึงบอกว่า ถ้าเขาตอบโต้ไม่ได้ เขาจะไม่เหมาะสมที่เป็นคู่ต่อสู้
แลมบ์ด้า "จะดีเหรอเบิร์น ? ถ้าเธอยอมรับมัน เธอจะแพ้ด้วยนะ ใช่ไหม !?"
เบิร์น "เธอก็ชนะไม่ใช่เหรอ ? .......... แล้วเธอจะไปช่วยแบทเลอร์ทำไม ?"
เบิร์นกล่าวต่อ เรื่องที่น่าอายที่แบทเลอร์ไม่เหมาะสมเป็นคู่แข่งของเธอ
ก่อนที่จะหายไป เขาสงสัยว่างั้นเขาเป็นใคร หรือเขาเป็นเด็กข้างทางที่ถูกเก็บมาเลี้ยง !?
เธอตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้น หมายความว่าเขาไม่ได้มีเลือดของคินโซ และไม่เหมาะที่จะแข่งในเกมนี้
เธอก็คิดไว้แต่ต้นว่าเขาอาจไม่ใช่อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ จึงถามเรื่องที่เฉพาะตัวจริงเท่านั้นที่รู้
เบียทริซเดิมพันด้วยโอกาส 1 ในล้านล้านของปฏิหารย์ ว่าเขาจะเป็นอุชิโรมิยะ แบทเลอร์
อย่างไรก็ตาม มันดูเหมือนเป็นเพียงคนที่มีชื่อขึ้นต้น และนามสกุล คล้ายกันเท่านั้น
โลกค่อยๆ มืดลงเหลือเพียงแบทเลอร์เท่านั้นที่ยังคงปกติเท่านั้น
เบียโตะพูดบางอย่างต่อ แล้วแลมบ์ด้าวิ่งเข้ามาเหมือนจะพูดอะไร แต่เสียงไปไม่ถึง
สุดท้ายตัวเขาก็ถูกลบแล้วหายไป
(ใน Sound Novel ถ้าดูใน TIP ตัวเขาจะหายไปจากผังครอบครัวเช่นกัน)

เบียทริซกล่าวลาพวกแม่มดคนอื่น แล้วจากไป
ด้านแลมบ์ด้าไม่พอใจ แบทเลอร์หายไปแล้ว คนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แบบเบิร์นยอมรับเรื่องนี้เหรอ
เบิร์นพูดอย่างสงบ แล้วกล่าวยินดีที่แลมบ์ด้าชนะ แล้วไปพบกันในโลกอื่น
นี่เป็นโลกที่มีคาเรร่านับไม่ถ้วน โอกาสได้พบกันคงเป็น 1 ล้านล้าน เธอกล่าวลา แล้วจากไป
แลมบ์ด้าตามเธอไป ทุกคนหายไป รวมทั้งไม่เหลือใครในห้องค้นคว้าในโลกจริง
(ในความมืดมิด)
เบียทริซคิดแต่แรกว่าเวทมนตร์ควรใช้ในกลุ่มพันธมิตรแม่มดเท่านั้น
มาเรียปรากฏ พันธมิตรของแม่มด ควรมีเพียงเบียทริซและมาเรียเหมือนแต่แรก
แต่มาเรียคิดว่าเป็นเรื่องน่าสนุก ที่มีคนมากขึ้น กลุ่มใหญ่ขึ้น ทุกคนสนุกด้วยกัน
ถึงกระนั้น ก็มีเพียงสองคนที่เข้าใจ
มาเรียพูดต่อว่า มีเพียงเราที่ได้พบปฏิหารย์ของโลกใบนี้ เธอต้องการเบียโตะเท่านั้น ไม่ต้องการใครอีก
เบียโตะก็เช่นกัน

Chapter 18 : Journey's Endpoint
หลังจากเหตุการณ์นั้น 12 ปี
แองจี้กำลังอารมณ์ไม่ดี ให้อามาคุสะ ปิดวิทยุ เขาสงสัยว่าเธอไม่ชอบ M.Zakky เหรอ ?
ทั้งสองกำลังนั่งเรือ ไปกับกัปตัน และใกล้ถึงเกาะรคเคนจิม่า
แองจี้จำอะไรเกี่ยวกับเกาะนี้ไม่ได้เลย
เพียงสิ่งที่เดียวที่เธอจำได้ คือ เรื่องเสียงร่ำไห้ของนกนางนวลบนเกาะ
กัปตันพูดถึงท่าเรือด้านหน้า ที่เป็นทางเข้าทั่วไปเพียงทางเดียว
แต่ยังมีท่าเรืออีกแห่งที่เป็นท่าเรือลับ อยู่ด้านหลังเกาะ
ถึงจะเป็นเกาะของตระกูลอุชิโรมิยะ แต่ก็เหมือนมีอีกส่วนที่เป็นของคินโซเพียงผู้เดียว
อามาคุสะพูดถึงคฤหาสถ์ลับ ที่คินโซใช้อยู่กับคนรัก
กัปตันรู้ว่า คนที่รู้ท่าเรือนั้นมีเพียง คินโซ, เกนจิ, เจ้าของคลีนิคนันโจคนเก่า และป้าคุมาซาวะ
กัปตันเล่าเรื่องคฤหาสถ์ที่ชื่อ คุวาโดเรี่ยน แต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปที่นั่น จึงไม่เคยเห็น
เนื่องจากเป็นคฤหาสถ์ลับ เขาจึงมองไม่เห็นจากท่าเรือเช่นกัน
แองจี้ถามเรื่องเกี่ยวกับเบียทริซ กัปตันจึงบอกว่าเป็นไปได้
เพราะในของที่นำมาส่ง บางครั้งเป็นของมีค่าและของชั้นสูงสำหรับผู้หญิง
ตลอด 20 ปีที่ส่งของผ่านที่นั่น เขาก็ไม่เคยเห็นคนที่ชื่อเบียทริซ แม้แต่ครั้งเดียว
แต่เมื่อ 30 ปีก่อน การเข้าออกที่ท่าเรือลับก็หยุดลง ประมาณปีโชวะที่ 43 (1968)
เขาถูกสั่งให้เลิกมาส่งของตามปกติ แล้วเกนจิบอกให้เขาเก็บเรื่องคฤหาสถ์นี้เป็นความลับจนวันตาย

แองจี้สงสัยว่าถ้าที่นั่นถูกละทิ้งไว้ 20 ปี (ถึง 1986) ทำไมเอวาเมื่อ 12 ปีก่อนถึงไปที่นั่น
กับตันก็เห็นในรายการทีวี แล้วสงสัยเช่นกันว่าทำไมเธอถึงรู้จักที่นั่น
อามาคุสะพูดเรื่องชุดหรูของเธอที่ไม่น่าผ่านป่าไปได้ แองจี้พูดเรื่องเรือเล็ก แต่กลางพายุเป็นไปไม่ได้
แองจี้พูดเรื่องอาจมีทางลับใต้ดินไปยังที่นั่น อามาคุสะเข้าใจ ระยะทาง 2 กิโลไปอีกฟาก อาจจะมีก็ได้
ถึงกัปตันจะไม่รู้ แต่เคยได้ยินเรื่องกองทัพขุดหลุม 25 กิโลเมตรที่ Iwo Jima ถ้าคินโซขุดสัก 2 กิโลคงไม่แปลก
เมื่อมาถึง กัปตันเฝ้าอยู่ที่ท่าเรือ อามาคุสะพอจะไปด้วย แองจี้ก็ขอไปคนเดียว
เพราะรู้สึกว่าพิษของเขาแข็งแกร่ง อามาคุสะไม่เข้าใจคำนั้น แต่ก็ปล่อยให้เธอทำตามต้องการ
เธอเดินไปเรื่อยๆ จนพบรั้วที่เขียนป้ายเตือนว่า "ห้ามเข้า โตเกียว เมโทรโปลิส"
ด้วยความสงสัย แองจี้จึงปีนข้ามรั้วนั้นไป ....... เธออยู่บนเนินสูง ที่ลมพัด เห็นชายทะเล
เธอมองไปรอบๆ โดยคุยกับซากุทาโร่และแมมม่อน
มันเหมือนที่สิ้นสุดของการเดินทาง เธอคิดถึงเรื่องต่างๆ

หลังคิดสักพัก เธอพยายามเรียกพี่มาเรีย และอธิบายสิ่งที่เห็นด้วยตาของเธอ
มันคือเวทมนตร์ มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เห็น -ปราศจากรัก จะมองไม่เห็น"
แองจี้สำนึกผิดที่ออกจากพันธมิตรของแม่มด และเข้าใจพี่มาเรียผิด
พี่มาเรียไม่ใช่แม่มดปีศาจที่ดำมืด แต่เธอเป็นแม่มดที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และขาวสะอาด
แต่ถึงพูดมากแค่ไหน มาเรียก็ไม่ปรากฏตัว
แองจี้ได้ยินเสียงฝีเท้า เธอเข้าใจว่าเป็นมาเรีย จึงหันกลับไปเรียกด้วยสีหน้าดีใจ
..... แต่นั่นเป็นเสียงฝีเท้าของ สุมาเดระ คาสึมิ และคนชุดดำอีก 6 คน ที่ยืนล้อมเธอ

แองจี้รู้ว่าถ้าเธอตายสมบัติจะตกกับตระกูลสุมาเดระ และเริ่มเสียใจที่ให้อามาคุสะเฝ้าเรือ
เมื่อพูดกวน สุมาเดระ เข้าไปดึงผมให้มองหน้าไปที่เธอ พอพูดต่อ ก็โดนตบหน้าซ้ำ
กระชากผมให้ล้มลงพื้น แล้วเตะซ้ำ แต่ถึงกระนั้นแองจี้ก็ยังไม่หยุดพูดยั่วโมโห
เมื่อยั่วโมโหจนโกรธ สุมาเดระให้ลูกน้องเสิร์ฟชาแก่เธอ .... หมายถึงให้ซ้อมนั่นเอง
ระหว่างนี้ แองจี้นึกถึงเรื่องของสุมาเดระ คาสุมิ ที่มีอำนาจและเกลียดแม่ของเธอ
คนที่ควรได้เป็นผู้นำ ควรเป็นคิริเอะ แม่ของเธอ แต่เพราะคิริเอะ ออกจากตระกูล ทำให้คาสุมิได้เป็นแทน
คิริเอะ เลือกแต่งงานกับรูดอล์ฟ แทนที่จะเป็นคู่หมั้นที่ครอบครัวเลือก
ในมุมมองของตระกูลสุมาเดระ ถึงตระกูลอุชิโรมิยะจะมั่งคั่ง แต่ก็ยังคงเป็นตระกูลชั้นต่ำ ที่ล่มสลาย
อีกทั้ง คิริเอะยังไม่ได้เป็นภรรยาที่ถูกต้อง เป็นเพียงคนรักของลูกชายคนที่สองของตระกูลนั่น
มันเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียของตระกูลสุมาเดระมาก
แต่แทนที่จะต้องแค้นคิริเอะ ทางตระกูลอุชิโรมิยะกลับให้การสนับสนุนเรื่องเงินแก่ตระกูลสุมาเดระเอง
ทำให้คาสุมิเคียดแค้นคิริเอะ ที่ทำเหมือนดูถูกเธอ ในฐานะผู้แพ้มากยิ่งขึ้น
แองจี้พยายามพูด แต่ก็โดนอัดซ้ำ จนถูกขัดทุกครั้ง ถึงจะพยายามลุกก็ถูกอัดจนล้ม
ระหว่างที่ให้ชายชุดดำอัดแองจี้ คาสุมิสูบบุหรี่ ดูหลานสาวถูกซ้อม
คาสุมิน้ำตาซึม เธอเล่าเรื่องที่เห็นพี่สาวอยู่กับสามีอย่างมีความสุข ผลักภาระทั้งหมดให้เธอ
เมื่อแองจี้พูดตอบโต้ ก็โดนซ้อมอีก
แมมม่อนและซากุทาโร่ บอกว่าอย่าไปยั่ว แต่แองจี้ก็ไม่ยอม
แมมม่อนไม่เห็นอามาคุสะ แล้วโมโหว่าทำไมไม่มากับเขา

แองจี้กล่าวเรื่องบุคลิกของคาสุมิ, ป้าเอวา รวมถึงป้าโรซ่า ที่ซ่อนความรู้สึกไว้ด้านใน
เธอเคยเห็นอีกคนหนึ่งในตัวป้าเอวา เห็นแม่มดอีกคนหนึ่งที่ควบคุมเธออยู่ ... คาสุมิก็คงเช่นกัน
(ในใจของแองจี้) เอวาเบียทริซ แปลกใจที่มองเห็นเธอ ซึ่งเป็นคนที่แองจี้ควรเกลียด ไม่ใช่ป้าเอวา

(โลกจริง) เธอยังคงโดนซ้อมอยู่ โดยเห็นภาพของเอวาเบียทริซ ซ้อนกับคาสุมิ
เอวาเบียทริซ กำลังสั่งคาสุมิ และยั่วยุเธอ

คาสุมิสังเกตเห็นสมุดพี่มาเรียที่อยู่กับแองจี้ และชิงมันมา
แองจี้พยายามเอามันคืน แต่ก็โดนขัดขวาง
สมุดนี้มีผลกว่าการทุบตีเธออีก เมื่อเอวาเบียทริซพูดแบบนั้น สีหน้าคาสุมิเปลี่ยนไปชั่วขณะ
เธอคงนึกถึงเหตุการณ์บางอย่าง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
คาสุมิหัวเราะกับเนื้อหาในสมุด พูดถึงเรื่องเหลวไหลเกี่ยวกับเวทมนตร์
พวกชายชุดดำก็หัวเราะเยอะตาม เอวาเบียทริซแนะนำบางอย่างกับเธอ
คาสุมิเริ่มฉีกสมุด ..... สมุดที่มีค่าของพี่มาเรียกำลังถูกฉีก
แมมม่อนและซากุทาโร่ไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้
เอวาเบียทริซให้คาสุมิ เปิดไปที่หน้า เวทมนตร์สร้างเพื่อน
เธอเห็นชื่อของ 7 พี่น้องแห่ง Purgatory .......หลังจากหัวเราะชื่อน่าเกลียดนั่น ก็ฉีกมันทิ้ง
ถึงแมมม่อนจะไม่เป็นอะไร แต่แองจี้ก็ยังคงเจ็บปวดกับสิ่งที่เห็น
ซากุทาโร่ โต้เถียงกับแม่มดดำ (เอวาเบียทริซ) เธอจึงให้ดูหน้านั่น
คาสุมิเมื่อเห็นหน้าที่ชื่อซากุทาโร่ ชื่อแปลกๆ นั่น ...... แองจี้ห้ามฉีก แต่คาสุมิปฏิเสธ
หน้านั้นถูกฉีก ภาพความหลังระหว่างมาเรียกับซากุทาโร่ย้อนมา
แต่ถึงกระนั้น ตัวซากุทาโร่ก็ยังทนได้อยู่

หลังจากนั้นก็โต้เถียงกันอีกสักพัก
จนมาถึงหน้าสี ที่เขียนว่า "เวทมนตร์เป็นเพื่อนกับแม่ที่ชั้นรัก"
เธอขบขันกับไดอารี่ 5 วันแห่งความสุด ที่อยู่กับแม่อันเป็นที่รัก เขียนกำกับไว้ด้วย "อูว์ อูว์"
ซากุทาโร่ห้ามไม่ให้ทำอะไรน่านั้น เธอจึงทำลายมัน
แล้วยังกระทืบสมุดเล่มนั้นซ้ำ หัวเราะอย่างสะใจ

".... งั้น ถ้าชั้นแสดงเวทมนตร์....เธอจะ .... เชื่อในเวทมนตร์ของพี่สาวไหม ...?"
แองจี้ยังยืนกรานว่าเวทมนตร์มีจริง
เอวาเบียทริซ็อยากเห็นเหมือนกัน
แองจี้บอกสิ่งที่เอวาเบียทริซเคยใช้ มันไม่ใช่เวทมนตร์ เธอจะแสดงเวทมนตร์ที่แท้จริงให้เธอเห็น
"จงมา 7 พี่น้องแห่ง Purgatory"
พวกนั้นปรากฏในสายตาของแองจี้ .... แต่ไม่ปรากฏสิ่งใดให้พวกคาสุมิเห็น
ถึงแมมม่อนจะกังวลเรื่องพิษ เช่นเดียวกับในห้องเรียนที่ทำอะไรไม่ได้
แต่แองจี้ให้เชื่อในพันธมิตรของแม่มด ที่สร้างความสุขแก่ทุกคน .... แล้วยังต่อต้านแม่มดดำ

คาสุมิจึงสั่งให้ลูกน้องยิงใส่แองจี้ ถ้าอยากแสดงเวทมนตร์ก็แสดงมา
ซากุทาโร่เตือนเรื่องป้องกันกระสุนไม่ได้
แต่แองจี้เชื่อว่า ทำอะไรพวก 7 พี่น้องไม่ได้
หลังจากยั่วยุ ก็มีคนเริ่มจะเหนี่ยวไก
เสียงปืนเริ่มดังขึ้น เหมือนทุกอย่างบนโลกหยุดนิ่งลง
....... เลือดไหลจากคนที่เหนี่ยวไก
ลูซิเฟอร์ฟันกระสุนนั้นขาด

คนที่เหนี่ยวไก มีรูโหว่ปรากฏบนหน้าอกเขา โดยลิเวียธานที่เลือดเปอะเธอครึ่งร่าง

สิ่งที่คาสึมิเห็น คือ กระสุนไม่ถูกแองจี้ แต่คนที่ยิงกลับรูโหว่เสียเอง
เอวาเบียทริซสับสน เวทมนตร์ไม่ควรมายังโลกได้ พวกเขาไม่เห็นเวทมนตร์ และไม่ควรถูกแตะต้องโดยมัน
"...... เพราะว่านี่คือ เวทมนตร์ที่แท้จริง" แองจี้ตอบ
เมื่อคาสุมิสั่งยิงอีก ชายชุดดำคนที่สองจะเหนี่ยวไก หน้าอกถูกปักด้วยมีดแซะน้ำแข็งของลูซิเฟอร์
ชายชุดดำคนที่สามพยายามจะหนี เบลเฟกอร์ดักไว้แล้ว และจัดการมัน
คนธรรมดามองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่ามีใครอยู่แถวนี้
ซาตานเดินไปหน้าชายชุดดำ เขาไม่เห็นเพราะพวกเขาไม่เชื่อเรื่องเวทมนตร์
แองจี้ตอบว่าพวกนั้นไม่เห็น เพราะปราศจากรัก
เธอเป็นแม่มด และต่างจากเอวาเบียทริซ เธอเป็นตัวจริง
ซาตานเก็บคนต่อไป คนที่สี่จะเหนี่ยวไก เธอฟันกระสุนขาดแล้วเฉือนใบหน้าเขา
คาสุมิยังคงไม่เชื่อของแบบนั้น เช่นเดียวกับเอวาเบียทริซ เวทมนตร์ไม่มีทางมีจริง แม่มดไม่มีทางมีจริง (Comment : .....ปฏิเสธตัวเองซะงั้น)
เหลืออีกสองคนเข้าหาแล้วเล็งที่หัวของเธอ
เบลเฟบัฟจัดการ หน้าอกหมอนั่นเปิดกว้าง และเครื่องในทะลักออกมา
อีกคนที่หวาดกลัว กำลังหนี ก็ไม่รอดแอสโมเดียส หัวโดนเจาะด้วยมีดแห่งราคะ เขาล้มลง
เหลือเพียงคาสุมิ เธอหยิบปืนพกที่ตกอยู่เล็งไปที่แองจี้
แม่มดดำให้เธอเหนี่ยวไก เธอสั่น แล้วพูดถึงอดีตที่คิริเอะออกจากตระกูล
เธอแต่งงานกับคู่หนั้มคนนั้นแทน ทั้งที่เธอก็มีคนรัก แต่ถูกบังคับให้เลือก เพื่อแต่งแทนแม่เธอ
คาสุมิจึงคิดจะฆ่าแองจี้แทนพี่สาวที่ตายไปก่อน เธอเหนี่ยวไก

กระสุนออกจากรังเพลิง พุ่งไปทางศีรษะของแองจี้
แองจี้เรียกแมมม่อนอย่างใจเย็น กล่าวขอบคุณ แล้วให้ปลดปล่อยผู้หญิงนั่นซะ
ราวกับโลกหยุดนิ่ง มีดแห่งความโลภพุ่งไปเฉือนศีรษะด้านบนครึ่งหนึ่งของสุมาเดระ คาสึมิ
สุดท้ายเหลือเพียงแม่มดดำ แต่เธอยังคงหัวเราะ
เธอจะแสดงเวทมนตร์ให้แองจี้เห็นเช่นกัน
เมื่อหมอกดำหายไป ...... ปรากฏเป็นร่างของป้าเอวา กำลังถือปืน

เธอบอกกลับมาจากนรกเพื่อฆ่าแองจี้ ถึงกระนั้นแองจี้ก็ไม่แปลกใจ ป้าควรเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว
อำนาจของแม่มดดำมาจากความโกรธและแค้น ต่างจากเวทมนตร์ที่หนีจากความเป็นจริงของแองจี้
ด้วยพิษที่ป้องกันเวทมนตร์ที่แพร่ขยายตอนนี้ ทำให้แองจี้ติดต่อกับแมมม่อนไม่ได้

เมื่อกล่าวลา เอวาก็เหนี่ยวไก ..... แต่มันระเบิด และกำลังละลาย
ด้านหลังของเอวา แมมม่อนยืนที่นั่น เธอเป็นคนทำ
เอวายังไม่ยอม เธอเหนี่ยว ทำให้ระเบิดใส่หน้าเธอ
แองจี้กล่าวลาป้าเอวา "Have a nice dream. See you hell" (พูดเป็นอังกฤษ)

ในยามค่ำคืน
บนตึกสูง แองจี้คุยกับเบิร์นกัสเทล เธอยินดีที่การแก้แค้นของแองจี้สำเร็จ
หลังจากคุยกันสักพัก แองจี้พูดเรื่องที่ได้ยินมา ถึงเธอช่วยก็ได้แค่แองจี้ในปี 1986 ไม่ใช่ตัวเธอคนนี้
เธอรู้สึกเหมือนถูกหลอก ..... เบิร์นตอบตามตรง มันถูกแล้ว ชั้นหลอกเธอ
แต่ถึงกระนั้น ตัวแองจี้ก็ยังยินดี และเธอจะทำหน้าที่ในฐานะตัวหมากต่อไป.....
Chapter 19 : Ushiromiya Ange
ณ.แดนทองคำของพวกแม่มด
แองจี้ย้ายไปยังแดนที่สวยงาม มันเป็นที่อยู่ของแม่มด ที่ซึ่งพันธมิตรแห่งแม่มดควรไปได้
เธอพบมาเรียและเบียทริซ ถึงมาเรียจะยินดี แต่เบียทริซดูจะไม่พอใจที่เธอมา
แองจี้ต้องการเล่นเกมต่อ แต่เบียทริซยังคงไม่ต้องการ
เธอต้องการอยู่กับมาเรียตามลำพัง เธอพอใจเพียงแค่นั้น ทั้งสองกอดกัน

"....โทษที.....แต่ชั้นปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ชั้นมาที่นี่เพื่อทำลายแดนทองคำแห่ง Mariage Soriere (พันธมิตรแห่งแม่มด)
ถึงแบทเลอร์จะหายไป แต่เธอไม่ยอมให้เกมจบลง
การลากเบียโตะออกไปจากที่นี่ จะทำให้แดนทองคำแห่งนี้พังทลายลง

แองจี้กล่าวเรื่องเป็นดินแดนตามความต้องการของมาเรียเท่านั้น
มาเรียปฏิเสธ แม่ของเธอโรซ่าที่ดีก็อยู่ที่นี่ ฝูงผีเสื้อทองแสดงร่างของโรซ่าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หลังจากสลายไป เธอบอกสามารถสร้างได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร มาเล่นด้วยกันกับเธอ

"แล้วซากุทาโร่ล่ะ"
เบียทริซให้หยุดพูดชื่อนั้น เหมือนเป็นชื่อต้องห้าม
แองจี้พยายามทำให้มาเรียนึกถึงตอนนั้น ..... เธอเรียกมันมาไม่สำเร็จ
เบียทริซอ้างเรื่องที่ซากุทาโร่ถูกทำลายโดยผู้สร้างเอง ทำให้คืนชีพไม่ได้
แต่แองจี้กลับบอก ที่คืนชีพไม่ได้ เพราะเธอไม่ใช่แม่มดที่แท้จริง

ถึงเบียทริซพยายามจะสร้างมา แต่มาเรียก็ไม่สามารถมองเห็นมันได้
มาเรียบอกว่าถึงขาดแค่ซากุทาโร่คงไม่เป็นไร แต่แองจี้ปฏิเสธ
แองจี้จะสร้างซากุทาโร่ขึ้นมาเอง แต่มาเรียต้องสัญญาว่าจะออกจากที่นี่
แต่โลกนี้ ถ้ามาเรียออกไป มันจะพังทลายลงเช่นกัน
เบียทริซพยายามไล่แองจี้ออกไปจากที่นี่ เธอไม่ยอม

เมื่อมาเรียห้ามเบียทริซยุ่ง เกิดลมพัดอย่างแรง และทุกอย่างเงียบสงบ
เบียทริซคิด ใช่....มันเป็นไปไม่ได้ที่จะคืนชีพอยู่แล้ว จากนั้นพูดข้อความสีแดง
นี่คือแดนทองคำของชั้น
โลกที่ซึ่งเวทมนตร์ที่ไม่ใช่ของชั้น ไม่สามารถมีจริงได้แน่นอน
แองจี้ยังพยายามที่จะคืนชีพมัน
"......พยายามและระลึก ถึงตุ๊กตาสัตว์อันเป็นที่รักของเธอ"
ค่อยๆ ปรากฏเป็นร่างของซากุทาโร่
สีหน้าเบียทริซตกใจมาก มาเรียวิ่งไปหาตุ๊กตาสัตว์ซากุทาโร่แล้วกอดมัน
เธอร้องไห้กับสิ่งที่เห็น แล้วพูดกับซากุทาโร่ มันก็ตอบเธอ
เบียทริซไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็น เธอพูดไปแล้วแต่ทำไมถึงยังสามารถคืนชีพมันด้วยเวทมนตร์ได้

เบียทริซยังพูดซ้ำ
นี่คือแดนทองคำของชั้น
โลกที่ซึ่งเวทมนตร์ที่ไม่ใช่ของชั้น ไม่สามารถมีจริงได้แน่นอน
และเวทมนตร์ของชั้นไม่สามารถคืนชีพซากุทาโร่ได้
ตุ๊กตาสัตว์นั่นเป็นตุ๊กตาแบบพิเศษ สร้างโดยโรซ่าเพื่อวันเกิดลูกสาว และทั้งโลกมีเพียงแค่ตัวเดียว
แต่เบียทริซก็ตอบในสิ่งที่เห็นไม่ได้
ถึงกระนั้นเบียทริซก็มองไปที่มาเรียและซากุทาโร่ แล้วน้ำตาไหล
เบียทริซยอมรับ ว่านั่นคือ เวทมนตร์ที่แท้จริง

มาเรียสงสัยว่าทำไมถึงแองจี้คืนชีพได้ ทั้งที่เบียโตะไม่สามารถทำได้
แองจี้ตอบ เธอคือแม่มดแห่งการฟื้นคืน แองจี้ (Witch of Resurrection)
ไม่มีสิ่งใดที่เธอคืนชีวิตให้กับมันไม่ได้ ....... มันเป็นเวทมนตร์ที่ยากที่สุดที่เบียโตะเคยบอกมาเรีย

หลังจากมีความสุขสักพัก แองจี้ให้มาเรียออกไปจากที่นี่ตามที่บอก
เบียทริซยินดีกับมาเรียที่ได้เพื่อนสนิทคืนมา แต่ถึงกระนั้นพื้นดินก็สั่งไหว
ฝูงผีเสื้อทองคำปิดทางหนี ไม่มีใครออกจากที่นี่ได้
แดนทองคำพังทลาย ทุกคนตกลงไปเบื้องล่าง
มันตกไปสู่ห้องพื้นสีดำแห่งหนึ่ง มีโต๊ะสองด้าน
แองจี้ให้เบียทริซไปนั่งที่ เพื่อเริ่มเกมต่อไป
หลังจากพยายามให้เบียทริซเริ่มเกมสักพัก
พอเธอนั่งก็รู้สึกเย็นขาจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ท่านหญิงแลมบ์ด้าปรากฏ

ดูเหมือนเธอจะบังคับไม่ให้เบียทริซหนีอีกแล้ว มีโซ่เหล็กคล้องขาเธอ
แต่คู่แข่งไม่มี ......ท่านหญิงเบิร์นปรากฏตัว แล้วบอกว่าพบเขาแล้ว
เมื่อตบมือ เขาก็ปรากฏตัว .... แต่ราวกับไร้วิญญาณ
ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เมื่อพูดกับเขา หัวใจเขาสลายไปแล้ว
เมื่อกราเทล (แองจี้) กระตุ้นเขา เขาก็ตอบอย่างเลื่อนลอยว่าเขาเป็นใคร ?
กราเทลเริ่มประกาศด้วยสีแดงบ้าง
อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ไม่ใช่ลูกชายของอุชิโรมิยะ อาสุมุ
เบียทริซหัวเราะ ว่ามันก็ถูกแล้ว เขาไม่เหมาะสมที่จะสู้กับเธอ
"เบียโตะ ยืนยันซะ "อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ไม่ใช่หลานชายของคินโซ""
"............................:"
เบียโตะแปลก กราเทลยังอ้าง 2 ทฤษฏีเกี่ยวกับแบทเลอร์ แล้วใช้ความจริงสีฟ้าบอก
คนที่เหมาะสมเป็นคู่แข่งของเบียโตะ คือ หลานชายของคินโซ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์
และไม่ว่าเขาจะเป็นลุกชายของอาสุมุหรือไม่ มันไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นลูกชายของอาสุมุหรือไม่ เขายังเป็นหลานชายของคินโซ
ตราบใดที่เขายังเป็นลูกชายของรูดอล์ฟ
แบทเลอร์เริ่มได้สติ แต่ยังคงไม่คืนสภาพเต็มที่ (กลับมาในผังตระกูลของ TIP เช่นกัน)
แบทเลอร์ยังคงสับสน กราเทลจึงพูดว่าถึงไม่ใช่สายเลือดของอาสุมุ แต่สายสัมพันธ์ยังคงมี
เธอยกตัวอย่าง เช่น อุชิโรมิยะ แองจี้ ถึงคนละสายเลือด แต่ยังเป็นน้องสาวอยู่
มันไม่ใช่สายเลือด แต่มันเป็นพันธะของทั้งสอง
เขาลองพูด
"แองจี้เป็น..........น้องสาวของชั้น"
ตอนนี้เขาพูดได้โดยไม่ติดขัด
กราเทลกอดแบทเลอร์ อย่างแรงจากด้านหลังเก้าอี้ที่เขานั่ง
"ชั้นไม่รู้ว่าทำไมป้าอาสุมุถึงไม่ได้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดนาย แต่จนกระทั่งบัดนี้ นายยังเชื่อว่าเธอเป็นแม่ใช่ไหม ?
ในโลกนี้ยังมีคนอีกมากที่ปราศจากแม่ ........ และปราศจากครอบครัว.........."
เธอยังพูดต่อ เรื่องความรักของแม่ที่เขาเชื่อ ทำให้แบทเลอร์น้ำตาไหล
ถึงประกายแสงในตาจะยังไม่กลับมา แต่น้ำตายังไหลจากดวงตาคู่นั้น
กราเทลเตือนเรื่องน้องสาวที่รอคอยเขากลับบ้าน ถ้าไม่กลับ ... เธอจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอดไป
เขาต้องชนะเกมนี้เพื่อความต้องการของน้องสาว

แบทเลอร์ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเล่นเกมไม่รู้จบนี่ด้วย เขารู้สึกว่ามากพอแล้ว
กราเทลยังเตือนเรื่องน้องสาวที่รอคอยการกลับมาอีกรอบ
วิญญาณของแบทเลอร์เริ่มกลับมาเรื่อยๆ พวกท่านหญิงทั้งสองก็รู้สึกเหมือนกัน แต่ยังไม่มากพอ

ถึงกระนั้น แบทเลอร์ก็รู้สึกว่ามากพอแล้วกับการต่อสู้ เขาไม่ต้องการมันอีก
ชั้นไม่สามารถเชื่ออะไรอีก ชั้นไม่สามารถเชื่อคำพูดใดๆ ในสีแดงได้
กราเทลกอดหัวเขาด้านหลังแน่นมาก จนพอที่จะทำให้รู้สึกเจ็บ ก่อนจะพูด.....
กลับบ้านเร็วเข้า พี่ชาย!! อย่าปล่อยให้ชั้นอยู่คนเดียว !!!
"หา ..... เธอเป็นใคร ?"
ชั้นเอง แองจี้...!! พ่อ, แม่ และพี่ชาย ไม่มีใครกลับบ้าน !! ชั้นเหงา !! ชั้นขอให้พี่กลับมาบ้านเร็วเข้า !
"แองจี้ ..... เธอ คือ .... แองจี้ .....?"
ใช่แล้ว ชั้น คือ แองจี้!! อุชิโรมิยะ แองจี้ ในโลกที่ไม่มีใครกลับมาที่บ้าน ....!!
..... ครอบครัวชั้นทั้งหมด ....ไม่ได้มาจากรคเคนจิม่าในวันนั้น...!!!
แม่มดต่อหน้าพี่ ขโมยทุกอย่างทั้งครอบครัว, แม้แต่พี่ชาย...!
...... มีเพียงพี่ที่เอาชนะเธอได้ พี่ชาย!! กำจัดเธอซะ.....!!
จากนั้น นำครอบครัวกลับมา !! และจากนั้น......กลับบ้านมาหาชั้น....!!!"

เบียทริซเปลี่ยนสีหน้าเป็นหัวเราะ เขาไม่ให้ของเล่นแบบแบทเลอร์กลับไป, พ่อและแม่ของเขาก็เป็นของเล่นเช่นกัน
แขนของแองจี้ที่กอดเขา สัมผัสได้ถึงวันคืนที่เจ็บปวด, เศร้า และโดดเดี่ยว
เพราะตัวเขายังคงเล่นในที่แบบนี้ จึงทำให้เธอต้องพบเรื่องเหล่านั้น
แบทเลอร์เข้าใจ เขาลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดตลอดมา
เมื่อจะหันหลัง แองจี้ยังคงกอดเขาแน่น ทำให้หันกลับไปไม่ได้
....เหงื่อเหรอ ? บางสิ่งร้อนๆ ไหลมาที่คอของแบทเลอร์
เมื่อสัมผัสมัน นิ้วมือของเขาเปื้อนสีแดง ..... เลือด
เงื่อนไขของการมาที่นี่ คือ ห้ามให้พี่ชายรู้ว่าเธอเป็นใคร
ถ้าเธอไม่พูดเรื่องนั้น เธอจะได้อยู่กับเขาตลอดไป และเล่นเกมสู้กับแม่มดตลอดกาล
ถึงกระนั้น น้องสาวเขายังคงรอการกลับบ้าน .... น้องสาวคนนั้นถึงไม่ใช่เธอ แต่น้องสาวของเขาก็ปลอดภัย
เลือดเธอไหลออกมาเรื่อยๆ ถึงจะให้ปฐมพยาบาลแต่คงเป็นไปไม่ได้
ด้านเบียทริซเข้าใจวิธีการสละตัวหมาก ..... เธอสละตัวเองเพื่อเรียกสติพี่ชายกลับมา
แขนบางๆ ที่กอดแบทเลอร์เริ่มซีดขาว เธอรู้สึกเสียใจที่ช่วยมากกว่านี้ไม่ได้
เขาให้สัญญากับเธอว่าจะชนะเกมนี้ และกลับไปที่บ้าน นำของฝากไปให้ เขาสัญญา !!!
แองจี้ต้องการคำสัญญาข้อนึง ไม่ต้องหันกลับมา
เธอต้องการให้แสดงท่าที่ดีที่สุดของเขา ลุกจากที่นั่ง แล้วชี้ไปทางแม่มดต่อหน้าเขา แล้วประกาศเริ่มเกมต่อ ...
มือของเธอหายไป เขาจึงรีบหันกลับไปเพื่อดูแลเธอ แต่ก็ไม่พบเธอ
แลมบ์ด้าพูดเตือนเรื่องสัญญาที่เขาให้ไว้ว่าจะไม่หันหลังกลับ
แองจี้อยู่ที่ไหน ?
หลังโต๊ะของเขา ราวกับมีแตงโมสัก 10 ลูกแตกออก
มีกองเลือดจำนวนมากอยู่ที่ปนกับเศษเนื้อ รอบๆ นั้นมีเสื้อกับรองเท้าที่แองจี้เคยสวม
ราวกับแองจี้แตกสลายกลายเป็นก้อนเนื้อนั้น

แบทเลอร์ไม่ยอมรับสิ่งที่เห็น พวกแม่มดทั้งสองก็ไม่พูดอะไร
เบียทริซจะตอบให้เพราะเธอมองแองจี้อยู่ตลอด
เธอสาธยายถึงการทรมารอย่างโหดร้ายระหว่างที่กอดแบทเลอร์
เครื่องมือทรมานของแม่มดเล่นงานเธอจากด้านหลัง ทั้งจิก, บิด, กระชาก จนแหลกเป็นชิ้น
มันเจ็บปวดเกินกว่ามนุษย์จะรับได้ แต่เธอก็ยังตายอย่างเป็นสุขที่ได้บอกแบทเลอร์
สิ่งที่ยืนยันอีกอย่าง คือ เครื่องประดับผมราคาถูกที่เขาเคยซื้อให้ มันตกอยู่
แลมบ์ด้าบอก ถ้าบอกว่าเธอกลายเป็นผีเสื้อหายไปจะดีกว่า

แบทเลอร์รู้ ว่าแม่มดทั้งสามมองสิ่งนั้นอย่างนิ่งเฉย
เบียทริซเยอะเย้ยต่อ ถึงแองจี้จะกลับมาที่นี่ไม่ได้อีก
ยังมีแองจี้อีกโลกนับไม่ถ้วนที่รอการกลับมาของเขา และได้รับความเจ็บปวดเดียวกัน
แต่ถึงกระนั้น เธออาจอยู่อย่างเป็นสุข เพราะมรดกจากรูดอล์ฟ
.... แขนที่โอบกอดแบทเลอร์ไม่ได้บอกแบบนั้น มันแสดงถึงความเศร้า แบทเลอร์เชื่อแบบนั้น
"..... แองจี้...นี่คือ.......... สิ่งที่เธออยากเห็นใช่ไหม ........?"
เขาชี้หน้าไปทางเบียทริซ
"................เริ่มเกมกันต่อ..........ชั้นจะไม่หนีอีกต่อไป............ชั้นจะไม่ให้เธอไปด้วย"

"ชั้นก็หวังแบบนั้น ชั้นไม่สามารถหนีหรือซ่อนตัวได้.................เรามาตัดสินกันดีกว่า ระหว่างชั้นกับแก คนนึงจะชนะ อีกคนจะพ่ายแพ้ แล้วถูกทำลาย ไม่มีผลตัดสินอื่นอีก"
แบทเลอร์ประกาศที่จะสู้แบบเธออย่างไม่ยอมแพ้ และต้องพาครอบครัวกลับไปหาแองจี้ให้ได้

ระหว่างนั้น เบียทริซนึกถึงการต่อสู้ยาวนาน ที่แบทเลอร์จะไม่ปล่อยเธอไป และนึกถึงความเป็นไปได้ที่จะแพ้
เธอจึงบอก จะเชิญแบทเลอร์ไปเป็นแขกอันทรงเกียรติ ในปาร์ตี้งานน้ำชาแรก
เธอยังท้าทายให้มาฆ่าตัวเธอ .......................................
ข้อความว่า "ได้โปรดฆ่าชั้นเร็วเข้า" ลอยสีแดงไปมา
(ยังไม่จบ, มีต่อช่วง Tea Time และ ???)
