Episode 4

posted on 02 Feb 2009 19:43 by umineko

 Episode 4 : Alliance of the Golden Witch

 

Chapter 0
4 ตุลาคม 1986


ที่สนามบิน สมาชิกของตระกูลอุชิโรมิยะกำลังจะเดินทางไปยังเกาะรคเคนจิม่า
ทุกคนขบขัน กับการแสดงท่าทีกลัวเครื่องบินของแบทเลอร์  (ยกเว้นครอบครัวของเคลาส์)
จนเอวาแซวว่าจะพาเขาไปทัวร์ยุโรป ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งวัน


จอร์จจึงให้แม่เขาหยุด และคิดว่าอาจติดนิสัยนี้มาทางสายเลือดก็ได้
คิริเอะจึงทักว่า จากอาสุมุ (ภรรยาคนแรกของรูดอล์ฟ แม่ของแบทเลอร์) งั้นเหรอ
รูดอล์ฟกล่าวถึงอาสุมุ ที่เธอไม่ชอบรถเหมือนกัน และจะไม่พอใจเมื่อต้องเดินทางไกลเสมอ
เมื่อคุยต่ออีกหน่อย คิริเอะยังแซวเรื่องอาสุมุต่ออย่างขบขัน รูดอล์ฟก็ให้หยุดพูดเรื่องนี้

มาเรียและแบทเลอร์ก็วิ่งไล่กัน
โรซ่าตระโกนเตือนว่าให้เลิกเล่นบ้าๆ และระวังจะชนใครเข้า
ไม่ทันขาดคำ แบทเลอร์ก็ชนใครเข้าสักคน
แต่หลังจากขอโทษ จอร์จก็บอกว่ารถกำลังรออยู่ จึงรีบขึ้นไปบนแท็กซี่ 3 คันที่รออยู่

เมื่อแท็กซี่วิ่งจากไปแล้ว
ภาพทิวทัศน์ต่างๆ ในโลกเริ่มจางลง ทุกสรรพสิ่งเคลื่อนที่ช้าลง
จนหยุดนิ่งลง ราวกับภาพถ่าย

เด็กสาวที่แบทเลอร์ชนเมื่อสักครู่ก็ปรากฏตัว
เธอละสายตาจากแท็กซี่ที่วิ่งไป และถอนหายใจ

แมวดำที่อยู่บริเวณนั้น ก็ขยับตัวได้
เดินเข้ามาหาเด็กสาวจากด้านหลัง และเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์
มันไม่ใช่แมว แต่เป็นแม่มด เช่นเดียวกับเด็กสาวที่เป็นแม่มดเช่นกัน

แองจี้ : ชั้นไม่สามารถ.....หยุดทุกคนที่กำลังจะไปรคเค็นจิมาได้ ..... ชั้นจะ......
เบิร์นกัสเทล : เธอทำไม่ได้หรอก ในวันที่ 4 ตุลาคม 1986 เธอไม่ได้อยู่ที่นี่
แองจี้ : ถ้าชั้นอยู่ล่ะก็ จะสามารถหยุดทุกคนได้งั้นเหรอ ..... ?
เบิร์นกัสเทล : ถึงชั้นจะนึกภาพไม่ออกว่าเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบ จะทำให้พวกเขายกเลิกการเดินทางได้ยังไงก็เถอะ  ..... แต่ถ้าเธออยู่ที่นี่ ความเป็นไปได้ก็ใช่ว่าจะเป็น 0 อาจจะมากกว่า 0 ชั้นอาจสามารถทำให้เกิดปฏิหารย์ได้
แองจี้ : ถ้าชั้นไม่ได้ป่วย....และพวกเขาไม่ให้ทิ้งชั้นไป........

แองจี้มองลงกับพื้น และกำศีรษะแน่นอน สั่นเล็กน้อย
เบิร์นกล่าวเสริมเรื่องที่แองจี้ป่วยในวันที่ 3 ตุลาคม 1986 และเกมของเบียทริซเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม
เธอไม่สามารถเลี่ยงการป่วยนั้นได้ ตอนนี้เธอทำได้เพียงแค่เฝ้ามองได้เท่านั้น
การที่พี่ชายของเธอชน และขอโทษนั้น รวมถึงการที่เขาจำไม่ได้ว่าเธอเป็นน้องสาว
มันช่างเป็นปฏิหารย์ที่น่าจะทำให้เธอต้องเสียน้ำตา

แองจี้ : ......ขอโทษนะที่ชั้นโต้แย้ง ชั้นจะไม่ทำให้ปฏิหารย์ที่เธอมอบให้ต้องสูญเปล่า
เบิร์นกัสเทล : มาเถอะ พวกเราจะไปหาพวกเขาที่เกาะรคเค็นจิม่า ตัวหมากทุกตัวรวมกันครบแล้ว ม่านของเกมที่ 4 กำลังจะเปิดฉาก ตอนนี้ทั้งเบียโตะและแบทเลอร์ได้นั่งประจำที่แล้ว
แองจี้ : ไปยังรคเค็นจิม่า ....... ที่ซึ่งชั้น..... ไม่ ..... ชะตากรรมของทุกคนจะเปลี่ยนไป .... ในวันที่ 4 ตุลาคม 1986 .... บนเกาะรคเค็นจิม่า อะไรที่เกิดขึ้นในวันนั้น ? ชั้นจะเปิดเผยมัน เรียนรู้มัน และชั้นจะนำมันกลับคืนมา !

แองจี้ยังกำมือแน่ แล้วมองขึ้นบนฟ้า .......น้ำตาหยดนึงจากดวงตา ไหลลงมาสู่อากาศ
เมื่อกาลเวลาเริ่มเดินอีกครั้ง ร่างของแม่มดทั้งสองก็หายไปจากที่แห่งนั้น

(ตัดเป็นฉาก OP ของ Episode 4 ..... นับเป็น OP ตัวที่ 3 ใน Sound Novel (Episode 3 ไม่มี OP ใหม่))


 

Chapter 1 : The New Guest

ตัดมาในสถานที่แห่งหนึ่ง โรโนเว กล่าวทักทายยามเช้ากับนายหญิงของเขาซึ่งดูจะอารมณ์ดี
เบียทริซดูจะตื่นเต้นกับเกมที่ 4 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น จนไม่ได้หลับ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการเหมือนอดนอน
บางทีอาจเป็นเพราะเธอยังสาว หรือเพราะใจเธอยังเป็นสาวอยู่ ?

เบียทริซยังกล่าวถึงชัยชนะในเกมก่อน และพูดถึงท่าทีอันน่าสมเพชขอบแบทเลอร์ตอนที่พูดว่า "เธอหลอกชั้น"

ถึงจะพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พอกล่าวถึงแบทเลอร์ เธอถามด้วยสีหน้าสงสัยว่าเขาเป็นอย่างไรในตอนนี้
โรโนเว ก็สาธยายยืดยาว กล่าวถึงการเล่นงานหัวใจอันบริสุทธิ์ของแบทเลอร์ จนช็อคไม่หายนั่นเอง
เบียทริซเริ่มกังวลว่าเราจะกลับมาร่วมเล่นเกมได้อีกหรือไม่ เกมที่ 4 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เมื่อโรโนเวกล่าวถึง "กลยุทธ์ลมเหนือและพระอาทิตย์" ที่ใช้ในเกมก่อน ทำให้แบทเลอร์ช็อค
เบียทริซจึงถามอาการของเขาว่าแย่ขนาดไหน เธอเริ่มลดเสียงลง
โรโนเวก็ลดเสียงตามเช่นกัน เขาอธิบายว่าเขานั่งกอดเข่ามาโดยตลอดจนถึงตอนนี้
ถึงเขาจะพูดด้วย แบทเลอร์ก็ไม่ตอบ พอเอาอาหารไปให้ เขาก็ไม่แตะมัน

สีหน้าเบียทริซเริ่มเปลี่ยนไป เธอไม่คิดว่าอาการเขาจะหนักแบบนั้น
จนโรโนเวต้องย้ำว่ามันเป็นเรื่องปกติ หลังจากที่นายหญิง "ทำแบบนั้น" ทำให้เขากลายเป็นคนไม่เชื่อใจใคร

เบียทริซยังยิ้มฝืดๆ เพื่อจะบอกว่าพอไม่เชื่อใจใคร งั้นก็มาเชื่อใจแม่มดสิ
เธอฝืนหัวเราะ แต่เธอรู้สึกว่าเหมือนจะแสดงท่าทางบ้าๆ มากกว่า

สีหน้าของเบียทริซยังคงเป็นกังวล เธอสงสัยว่าแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ
จึงถามว่าเราควรจะรอเกมต่อไปอีกสักหน่อยดีไหม ?
โรโนเวจึงบอก แขกของท่านหญิงเบิร์นกัสเทลกำลังจะมา เราควรจะเริ่มเกมที่สี่โดยเร็ว
เขายังเสนอว่าถ้าแสดงความเห็นใจสักหน่อย แบทเลอร์อาจจะดีขึ้น

เบียทริซแสดงสีหน้าตกใจเมื่อได้ยินคำนั้น และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
แต่เธอก็กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ถ้าเธอไปให้กำลังใจเขาสักหน่อย คงจะรู้สึกดีขึ้น

ตัดไปที่ด้านแบทเลอร์
กำลังแย่งขนมที่โรโนเวทำ จากเบลเซบัฟ แล้ววิ่งไล่จับกับเบลเซบัฟ ขู่จะเขกหัวเธอเมื่อจับได้

เมื่อตามจับเบลเซบัฟได้ทัน ก็แย่งขนมกันอีกต่อ

เบียทริซ : ย..ย...ยะโฮวววว 'รุณหวัด แบทเลอรรรร์ !! นายยังเศร้าตั้งแต่เช้าเลยเหรอ ? เริ่มต้นวันใหม่ และเกมใหม่ มากระตุ้นสปริตของพวกเรากันเธอ
เธอเปิดประตูอย่างแรง และยกมือขึ้นทักทาย
มีเศษกระดาษเล็กๆ ที่เป็นธงประเทศต่าง ปลิวโดยรอบ .... ช่างดูน่าขำยิ่งนัก

ทั้งแบทเลอร์และเบลเซบัฟที่กำลังแย่งครัวซองกันอยู่นั้น หยุดนิ่งทันควัน และพูดไม่ออก.....

เบลเซบัฟเริ่มคุมสติได้ และกล่าวทักทายท่านเบียทริซ
ในขณะที่แบทเลอร์ยังคงอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่ จากนั้นเบลเซบัฟก็หายตัวไป
 แบทเลอร์พูดตะกุกตะกัก แล้วจึงทักทายเบียโตะ ที่เห็นเธอในสภาพนี้แต่เช้า เขาเหงื่อตกเล็กน้อย

ทั้งสองจ้องหน้ากัน
เบียทริซจะพูดต่อ ทั้งที่หน้าแดง.......


...... แต่เธอก็หันไปโวยวายกับโรโนเว ที่แบทเลอร์ยังดูจะเป็นปกติ
ไม่ได้เป็นอย่างที่โรโนเวกล่าวไว้ อีกทั้งเขากำลังทานอาหารอยู่

โรโนเวหัวเราะ ที่แจ้งไปเพราะตอนแบทเลอร์หลับนั้น กอดเข่าเหมือนเด็ก
เขาไปปลุกยามเข้า เขาก็ไม่ยอมตื่น
พอนำอาหารมาให้เขา ก็ยังไม่สนใจ

เบียทริซโมโหโรโนเว แล้วยังพูดว่า "แกหลอกชั้น" เช่นเดียวกับที่แบทเลอร์พูดใน Episode ที่ผ่านมา
แบทเลอร์จึงบอกว่า คนที่หลอกแรงๆ ในครั้งก่อน ก็เธอไม่ใช่เหรอ ? แล้วยังชมโรโนเว ว่าทำได้เยี่ยมมาก

แบทเลอร์กล่าวอย่างหนักแน่น ว่า เธอคิดเหรอว่าเขาจะซ่อนในมุมแล้วกอดเข่า ?
เบียทริซยังกล่าวโต้เถียง เรื่องความขี้แยของแบทเลอร์
เมื่อคุยต่ออีกสักพัก สีหน้าแบทเลอร์เริ่มสงบแล้วจริงจัง

แบทเลอร์ : ....... แต่ว่า เบียโตะ
เบียทริซ : หือ อะไรเหรอ ?
แบทเลอร์ : อย่าทำแบบนั้นอีก
เบียทริซ : โฮ่? ทำไมล่ะ ? นายอ่อนแอต่อการโจมตีด้านข้างเหรอ ?
แบทเลอร์ : ....... เธอและชั้นเป็นศัตรูกัน และเราจะไม่ควรจะร่วมสู้กัน ..... ชั้นเข้าใจดีล่ะ ..... ดังนั้นอย่าทำบางอย่างที่ไม่น่าประทับใจแบบพยายามทำให้ชั้นสับสนกับข้อเท็จจริงจะดีกว่า
เบียทริซ : (หัวเราะ) ! ถึงจะบอกแบบนั้น แต่ชั้นรู้จุดอ่อนของนายดี ......

เบียโตะยังทำท่าเหมือนตลก แต่มันก็หายไปโดยความรู้สึกของแบทเลอร์เมื่อสักครู่
เธอรู้สึกว่าตาของเขาเหมือนผิวของชาดำที่กำลังเย็นลง

แบทเลอร์ : เธอได้ยินไหม ? อย่าทำแบบนั้นอีก
เบียทริซ (เริ่มเหงื่อตก) : .......... ชั้นไม่เข้าใจ ชั้นอาจจะทำมันอีกเมื่อนายลืม
แบทเลอร์ : อย่าทำแบบนั้นอีก
เบียทริซ : ...................................

แบทเลอร์จ้องเขม่ง จนเบียทริซพูดไม่ออก
เธออาจหยุดความเงียบนี้ได้ด้วยเสียงหัวเราะ แต่ความรู้สึกจริงจังของแบทเลอร์คงไม่เปลี่ยนไป
แต่ถึงกระนั้น เธอยังต้องหัวเราะเพื่อทำลายความเงียบนี้ซะ
ทั้งสองยังประกาศที่จะต่อสู้กันในเกมที่สี่ ต่อไป ซึ่งก่อนจะเริ่มก็มีแขกมาด้วย
เป็นหญิงสาวผมแดง ที่ปรากฏตัวตอนท้ายเกมที่ผ่านมานั่นเอง

พอเบียทริซจะให้โรโนเวไปเชิญแขก
ปรากฏว่าหญิงสาวคนนั้นรอที่มุมมืดของห้องมาสักพักแล้ว
แบทเลอร์หันหลังกลับไป และพบกับสาวปริศนา

เบียทริซ : แหม ช่างไร้มารยาทจริง เมื่อเจ้ามา ก็น่าจะทักทายพวกเราสักหน่อย
??? : ชั้นไม่มีนิสัยที่จะทักทายคนอื่นก่อนที่จะอัดพวกเขาหรอก แต่ชั้นจะพูดหลังจากชั้นอัดแล้ว
เบียทริซ : โฮ่ พูดอะไรล่ะ ?
??? : ราตรีสวัสดิ์ ขอให้ฝันดี

เบียทริซหัวเราะต่อสิ่งที่เธอพูดและปรบมือ แต่มีเพียงเธอเท่านั้น
แบทเลอร์เพียงยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงอาการอะไร
เมื่อแบทเลอร์บอกว่า เธอตอบได้อย่างนักเลง (นักสู้) ดี
หญิงสาวก็ไม่ได้ตอบอะไร จ้องมองด้วยสายตาที่เย็นชาเท่านั้น
เขากล่าวขอบคุณที่ช่วยเขาในเกมที่ผ่านมา
เธอก็ไม่ต้องการคำขอบคุณนั้น เธอแค่ให้เขาเลิกขี้เกียจ แล้วบอกให้ลืมตาเท่านั้น

ถึงเบียทริซจะหัวเราะกับข้อความนี้ แต่เด็กสาวก็ไม่แสดงอาการใดๆ
เธอยังคงมองแบทเลอร์ด้วยสายตาที่เย็นชา

แบทเลอร์ : ....... ดูเหมือนคนที่เกลียดชั้นเลยนะ
??? : ชั้นรำคาญที่นายไม่สู้อย่างจริงจัง
แบทเลอร์ : เธอบอกว่าชั้นไม่ได้จริงจังงั้นเหรอ ?
??? : นายคงไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่ผ่านมา เป็นการสู้อย่างจริงจังหรอกนะ ? .... อย่าทำเป็นโง่หน่อยเลย นานแค่ไหนแล้วที่นายหลงกับการเล่นตลกของแม่มดแบบนั้น หา ?
แบทเลอร์ : ชั้นสู้กับเบียโตะด้วยวิธีของชั้น และเอาจริงแน่ๆ
??? : เอาจริง ? ...... อย่าทำให้ชั้นขำหน่อยเลย นายแค่จิบน้ำชาและนั่งคุยกับแม่มดไปตลอดกาลและเรียกนั่นว่าการสู้อย่างเอาจริงเหรอ ? เก็บมุกตลกนั้นไว้เถอะ"

แบทเลอร์ยังคงพยายามแก้ตัวเรื่องความเข้าใจผิดนี้ ด้วยการอ้างว่าเข้าถึงเบียโตะไปทีละนิด
ไม่ว่าจะต้องสู้อีกนับพันปี อย่างที่เบียทริซเคยพูด แต่สุดท้ายเขาจะเป็นฝ่ายชนะ

สาวผมแดงยังคงโต้กลับ เขาเพียงพยายามที่จะชนะกับการเล่นไม่รู้จบ และพลาดนับครั้งไม่ถ้วน
เธอมั่นใจว่าถ้าเขายังคงเป็นอย่างนี้ แม้จะสู้อีกล้านปีก็ไม่ชนะแม่มดได้

แบทเลอร์เปลี่ยนคำถาม ว่าเธอเป็นใคร แต่เด็กสาวยังคงเงียบและจ้องไปที่ตาแบทเลอร์
ถึงแบทเลอร์จะจำสายตาคู่นั้นได้ว่าน่าจะเป็นเด็กสาวที่ไม่ได้มาที่นี่ ...... แต่มันเป็นไปได้ได้

แบทเลอร์ : ชั้นรู้ว่ามันฟังดูโง่ๆ สักหน่อย ..... แต่ชั้นรู้สึกแบบนั้น แต่มันก็ไม่ถูกต้อง ..... เธอคนนั้นเพิ่งจะอายุ 6 ขวบ ...... เธอคงไม่ใช่ ....... แองจี้ ใช่ไหม ?
??? : .........
??? : ........ ถ้าชั้นพูดว่า "ใช่น่ะสิ" ...... นายจะเชื่อชั้นไหม ?
แบทเลอร์ : .........
??? : ชั้นจะพูดต่างจากนั้น ถ้าชั้นพูดว่า "ชั้นอยู่ข้างเดียวกับนาย ดังนั้นเชื่อใจชั้น" นายจะเชื่อชั้นไหม ? นายจะเชื่อเด็กสาวที่เธอเพิ่งได้พบครั้งแรก เพราะเธอดูเหมือนคนที่นายรู้จักไหม ?
??? : ........ เป็นเพราะนายใจอ่อนเกินไป ถึงถูกหลอกในเกมที่ผ่านมา และต้องมาเสียน้ำตาหลังจากนั้น ......นายพูดเองนี่ ว่าเด็กคนนั้นอายุแค่ 6 ขวบ ใช่ไหม ? แล้วชั้นดูเหมือนเพิ่ง 6 ขวบหรือไง ? แล้วถ้าชั้นอ้างว่าชั้นเป็นเด็กคนนั้น นายจะอธิบายเรื่องนี้ได้ไง ?
แบทเลอร์ : ........ ถ้าเธอบอกแบบนั้น ...... ชั้นคงไม่มีอะไรจะแย้ง ..... โทดทีนะ ชั้นมันใจอ่อนเกินไปจริงๆ และควรจะเข้าใจหลังจากเกมที่ผ่านมา ..... เพราะเหตุผลนี้สินะที่เธออยากบอก ว่าชั้นยังไม่ได้เอาจริง ?
??? : ใช่ นายอาจคิดว่ากำลังสู้กับแม่มด แต่นายแค่เล่นไปตามเกมของเธอเท่านั้น ...... เหมือนกำลังเล่นหมากรุกกับเพื่อนอยู่ ถึงเหมือนกับจะแข่งขันกันอย่างจริงจัง แต่ในมุมมองของชั้น ก็เหมือนกับเล่นสนุกและตามกฏ ราวกับเล่นกับเพื่อนสนิทของนายเท่านั้น

แบทเลอร์ยิ้มกับคำพูดนั้น
เธอจึงบอกต่อว่าเพราะเขาไม่สามารถเอาชนะเกมนี้ได้ และไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ .... เป็นเหตุผลที่เธอปรากฏตัว .... เธอจะทำให้เกมนี้จบลง
เธอยังเปรียบอีกว่า ถึงเขาจะอ้างว่าเข้าใกล้แม่มด แต่เขาดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่วิ่งในกงล้อเท่านั้น
ประโยคนั้นทำให้เบียทริซหัวเราะอีก ซึ่งเธอบอกจะปลดปล่อยเขาจากกงล้อที่ไม่มีที่สุดสุดนั้น
เด็กสาวยังคงพูดถึงโอกาสที่จะชนะ แน่นอนว่ามันไม่เป็นศูนย์ ..... ตอนนี้เธอประกาศเป็นศัตรูกับเบียทริซชัดเจนยิ่งขึ้น

แบทเลอร์ยังคงถามอีกครั้งว่า "เธอเป็นใคร"
เด็กสาวตอบเพียงเธอเป็นมิตรกับเขาเท่านั้น และเป็นศัตรูกับแม่มด
แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อ ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเธอเป็นพวกเดียวกับเขาจริง
และในทางตรงกันข้าม เป็นความคิดที่ดี ที่เขาจะระแวงในตัวเธอเช่นกัน
แบทเลอร์ก็เห็นด้วย เขาไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดแบบเกมที่ผ่านมา
เบียทริซหัวเราะเยาะเย้ยแบทเลอร์ แต่ก็ไม่มีใครสนใจเช่นเคย

เด็กสาวยังกล่าวเชิงเปรียบเทียบ เกี่ยวกับการเดินข้ามถนนและไฟเขียว
ซึ่งแบทเลอร์ก็เข้าใจว่าไม่ให้เชื่อกับข้อมูลที่ได้รับจากคนอื่น และให้คิดด้วยตัวเอง
เขาเคยเชื่อเวทมนตร์ที่เบียโตะแสดงให้เขาเห็น ทำให้เขาหยุดที่จะคิดต่อ
แบทเลอร์กำลังแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดหลายครั้งที่ผ่านมา
..... ระหว่างนั้น แม่มดยังคงหัวเราะ เหมือนจะบอกว่าเธอยังคงอยู่ในห้องนั้น ถึงไม่ได้ร่วมเสวนาด้วยก็ตาม

แบทเลอร์จึงบอกเด็กสาวด้วยประโยคเดียวกัน ว่าไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเขาเองจะเป็นมิตรกับเด็กเธอ
เช่นเดียวกับเกมที่ผ่านมา เวอร์จิเลีย คนที่คิดว่าเป็นมิตร แท้จริงกลับอยู่ฝั่งแม่มด
เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มที่น่าสะอิดสะเอียนแบบนั้น จากคนที่เขาเชื่อมาตลอด

เมื่อได้ยินแบบนั้น เธอจึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อสิ่งที่เธอ
สิ่งที่เธอแนะนำ ไม่ได้เป็นไปมากกว่าความคิดเห็นที่ให้พิจารณาเท่านั้น
และที่สำคัญ ผู้เล่นในเกมที่ต่อกรกับแม่มด คือ แบทเลอร์ เท่านั้น

ใช่แล้ว เกมที่ผ่านมาเขารู้ว่าแพ้เพราะเดินตามที่คนนอกบอก ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก
เบียทริซยังคงยิ้ม และยืนยันว่าแบทเลอร์เป็นคู่แข่งเท่านั้น สาวผมแดงเป็นเพียงคนนอก
เด็กสาวปฏิเสธ เธอไม่ใช่คนนอก เธอจะสู้ด้วยเหมือนกับเผชิญหน้ากัน 3 คน
เธอเปรียบเหมือนการรบในรูปแบบ 3 มิติที่มากกว่าใกล้เคียงกันในสองมิติ
....การยิงจากพื้นที่ที่ต่างกัน และต่างมุม เรียกว่า "Crossfire" ฟังดูน่าสนใจดี แบทเลอร์กล่าว
เด็กสาวก็เช่นกัน เธอไม่ได้อยู่กับฝ่ายไหน เธอต้องการจับแม่มดเท่านั้น

แบทเลอร์เริ่มหันไปประกาศต่อสู้กับเบียทริซอีกครั้ง
โดยที่แม่มดยังคงกล่าวว่าการพูดจริงจังของเขา ทำให้เธออยากใช้ทริคหลอกเขาอีกครั้ง

แบทเลอร์หันไปถามชื่อเด็กสาวที่รู้จักเขา แต่เขากลับไม่รู้ชื่อเธอ
เธอตกในความเงียบ คำถามนี้เปลี่ยนอารมณ์ของเธออีกครั้ง
เมื่อเงียบไปสักพัก เด็กสาวจึงเอ่ยขึ้นมาคำหนึ่ง
??? : ...... เกรเทล
แบทเลอร์ : เกรทโต้ (= สลัม) ? งั้นเหรอ ?
เกรเทล : นั่นชื่อของชั้น เจ้าบ้า! เรียกชั้นว่า เกรเทล

แบทเลอร์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และเดินเข้าไปหา
แบทเลอร์ : งั้น ชั้นควรเรียกตัวเองว่า ฮันเซล สินะ ? ฮ่าฮ่าฮ่า ล้อเล่นน่ะ ชั้น คือ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ เรียกชั้นว่า แบทเลอร์ นะ
เกรเทล : ยินดีที่ได้พบ ชั้นเกลียดการจับมือ ไม่ต้องมาทำเป็นสนิทสนม
แบทเลอร์ถอยหลังออกมา นึกถึงเรื่องที่พูดก่อนหน้านั้นได้ เขาควรจะระวังเธอไว้ด้วย

หมายเหตุ : ฮันเซลและเกรเทล เป็นชื่อตัวละครในนิทาน พี่ชายชื่อฮันเซลและน้องสาวเกรเทล ถูกพาไปทิ้ง แล้วหลงทางไปพบบ้านขนมปังของแม่มด

รอยยิ้มบนใบหน้าของแบทเลอร์หายไป เปลี่ยนแปลงเป็นความรู้สึกที่เข้มแข็งเพื่อรับมือกับเกมที่ 4
เกรเทลให้เขาคิดดีๆ ว่าทำไมต้องชนะแม่มด
เพราะตอนนี้เหมือนกับว่าเขาคิดเป็นนามธรรมเพียงว่า "เขาอยากชนะเธอเพราะไม่ชอบสิ่งที่เธอทำ"
เธอให้เขาคิดว่า เขาต้องเอาชนะแม่มดและหนีไปจากโลกแห่งนี้ เพราะมีใครสักคนที่รอเขากลับมา เขาต้องทำเพื่อความปรารถนาของเด็กคนนั้นเช่นกัน
บางทีเธออาจกำลังคิดบางอย่าง ทำให้เกรเทลกำมือที่กอดอกไว้แน่นยิ่งขึ้น และส่ายหัวเมื่อพูดคำนั้น

เบียโตะทำลายความเงียบนั้นด้วยเสียงหัวเราะอันทรงพลัง

เบียโตะ : ดีล่ะ การแนะนำตัวของเกรเทลจบลงเพียงเท่านี้ ! มาสิ นึกให้ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม ! (หัวเราะ) ม่านของเกมที่สี่กำลังเปิดฉากขึ้น นะบัดนี้ !!"

ณ เวลานั้น ราวกับถูกพัดด้วยลมอย่างรุนแรง
นาฬิกาที่ซึ่งหมุนกลับไปสู่วันที่ 4 ตุลาคม 1986 ...... ก็เริ่มเดินต่อ........

(ช่วงนี้เป็นการอธิบายของเกรเทล)
ในห้องของแม่มด ได้เห็นท้องฟ้าด้านบน, ป่าของเกาะใต้ขาของพวกเขา และเห็นเรือกำลังมาที่เกาะแห่งนี้
ท้องฟ้าเริ่มมือครึ้ม และพายุกำลังจะปิดเกาะนี้อีกครั้ง

ที่ท่าเรือ โกดะกำลังช่วยขนสัมภาระจากเรือ
เมื่อเรือส่งผู้โดยสารเสร็จ ก็ได้ออกจากเกาะ
พวกคนในตระกูลก็เดินต่อไปยังคฤหาสถ์บนเกาะ

ญาติพี่น้องที่ไม่ได้พบกันมานาน วิ่งผ่านชายหาดไปในป่าที่พาไปสู่คฤหาสแล้ววิ่งหายไป
รวมถึงพี่ชายก็อยู่กับพวกเขาด้วย
พี่มาเรียที่ชั้นรัก กำลังวิ่ง และพี่ชายตามเธอไป หายไปในป่า
ตามด้วยพ่อแม่ก็เช่นกัน และญาติพี่น้องที่เหลือ
พวกเขาได้หายไปกันหมด เหลือเพียงชั้นอยู่ข้างหลัง

เจ้าบ้า ......

นานแค่ไหนแล้วที่นายเล่นบ้าๆ และสนุกกับแม่มดในสถานที่แบบนี้

มาเร็วเข้า ...... พี่ชาย .......!
อย่าทิ้งชั้นไว้คนเดียว .......!

และความเป็นจริง

ความเป็นจริงที่แสนโหดร้าย และโดดเดี่ยวในโลกที่ชั้นอยู่คนเดียวนั้น ........

Chapter 2 : Ange and Maria
อนาคตของแองจี้
โรงเรียนเซนต์ลูเซีย หลังปี 1986


(แองจี้เป็นคนอธิบาย)
เริ่มมาชั้นกล่าวทักทายตอบกับคนในห้อง
"ขอให้เป็นวันที่ดีสำหรับคุณ" เป็นคำทักทายที่ใช้ในโรงเรียนแห่งนี้
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี รูปแบบการทักทายของที่นี่ ก็รู้สึกว่าน่าประหลาด
แต่ดูเหมือนคนในห้องจะทักทายคนที่อยู่ข้างหลังเธอ ทำให้ในห้องขบขัน
บรรยากาศที่สดใสให้ห้องดูจะหมองลง สาเหตุอาจเป็นเพราะชั้น

ที่นี่เป็นโรงเรียนประจำ เซนต์ลูเซียอาเคเดมี่
ไม่ใช่โรงเรียนที่ใครจะสอบเข้ามาก็ได้
มันเป็นโรงเรียนสตรีสำหรับลูกคนรวย ที่รู้เพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

ถึงจะมีผู้ปกครองส่งเด็กมาที่นี่ เพื่อให้เติบโตเหมือนกับนักบุญ ไม่ข้องแวะกับโลกภายนอก
แต่ในทางกลับกัน สำหรับชั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่สถานกักกัน

สีหน้าของชั้นไม่ได้สดชื่นเหมือนคนอื่นในห้อง อาจเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครเข้ามาทัก
เมื่อชั้นมานั่งที่โต๊ะ ก็มีคนมาคุยเธอ เป็นหัวหน้าห้อง ถามถึงสีหน้าชั้นที่ไม่ดีนัก นอนไม่พอหรือเปล่า ?
ชั้นตอบกลับว่าไม่ใช่ธุระอะไร
หัวหน้าห้อง จึงถามต่อเรื่องที่เธอยังไม่ได้ส่งแบบสอบถาม ที่มีกำหนดส่งเมื่อวาน
ชั้นยังไม่ได้รับแบบสอบถามนั้น จึงตอบตามตรง
หัวหน้าห้องคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหัวหน้าหอพักส่งให้กับทุกคน ถ้าทำหายเธอก็ควรจะบอก
ชั้นจึงเปลี่ยนคำพูด ว่าชั้นทำหาย ขอกระดาษ ชั้นจะเขียนมันเดี๋ยวนี้

นี่เป็นอีกครั้ง ที่บางคนทำกระดาษเธอหาย หรือไม่ได้บอกชั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ชั้นไม่มีทางรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
สุดท้าย มันเหมือนกับเป็นความไม่ใส่ใจของชั้นเอง

หัวหน้าห้องกล่าวต่อ ให้เธอกรอกรายละเอียดแล้วไปส่งที่ห้องสภานักเรียนด้วยตัวเอง
มีเพียงห้องเราห้องเดียวเท่านั้น ที่ยังส่งเอกสารไม่ครบ
เมื่อได้ยินต่อว่าแบบนั้น ชั้นส่ายหัว และได้ยินเสียงหัวเราะจากคนที่มองอยู่

อุชิโรมิยะทำมันอีกแล้ว เป็นเพราะเธอที่ขาดความเอาใจใส่
เธอไม่เหมาะกับโรงเรียนนี้ เธอไร้เกียรติยศและเธอไร้มารยาทด้วย

ชั้นเคยพบเรื่องที่หนักกว่านั้น เรื่องแบบนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อชั้น
ชั้นปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นผ่านไป และกรอกแบบสอบถามนั้นต่อ

เมื่อชั้นรู้ว่าพ่อ, แม่ และพี่ชาย รวมทั้งคนในครอบครัวเสียชีวิต
ชั้นอยู่ในบ้านของคุณตาและญาติฝั่งแม่

ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว คือ อุชิโรมิยะ เอวา ...... มีเพียงป้าเอวาเท่านั้น
แม้ว่าจะทำเหมือนใจดี แต่ชั้นก็ไม่ชอบป้านัก
เมื่อตัดสินว่าป้าเป็นคนดูแล ชั้นรู้สึกไม่มีความสุข
ชั้นหวังว่าจะได้อยู่กับครอบครัวของตา แต่เอวากลับยืนกรานที่จะขอดูแลเอง
ป้าเอวาไม่ต้องการที่จะแต่งงานใหม่ ดังนั้นชั้นจึงเป็นผู้สืบทอดคนเดียวของตระกูลอุชิโรมิยะ

ป้าเอวาจริงจังกับเรื่องผู้สืบทอดมาก
ป้าอ้างว่าต้องการให้ชั้นมีการศึกษาและชีวิตที่เหมาะสมกับผู้สืบทอด
ถึงจะยุ่งยากในการต่อรองกับทนาย แต่สุดท้ายชั้นต้องมาอยู่กับป้าเอวา

ป้าเอวา พูดกับเธออย่างหนึ่ง
ว่าแองจี้ต้องรับทั้งเกียรติยศและประวัติของตระกูลอุชิโรมิยะ
และการที่จะทำให้ชั้นเหมาะสมกับผู้รับมรดกนั้น ชีวิตที่เหลือของแองจี้จะต้องถูกกำหนดด้วยการศึกษา
สละช่วงชีวิตที่เหลือเพราะตระกูลอิชิโรมิยะ
..........นั่นเป็นสิ่งที่เธอพูด

ตอนแรก ชั้นคิดว่าป้าหมายถึงแบบนั้นจริงๆ
แต่หลังจากนั้นเล็กน้อย ชั้นรู้ว่ามันไม่ใช่
เพราะดวงตาของป้าเอวา บ่งบอกว่าคนที่เหมาะสมจะสืบทอดมรดกควรเป็นพี่จอร์จ

อาหารมื้อแรก ชั้นถูกเข้มงวดกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร
และถูกบังคับให้ฟังเธอกล่าวร้ายแม่และพ่อของชั้น ราวกับพวกเขาเมินเฉยต่อการฝึก
ในปาร์ตี้แรก ชั้นก็ได้รับคำแนะนำที่เข้มงวดเช่นกัน
และเมื่อทำบางอย่างพลาด ก็ถูกดูถูกต่อหน้าทุกคน บังคับให้ชั้นต้องทนฟังการสบประมาทแม่และพ่อเช่นเคย

มันเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา จนชั้นเข้าใจว่าป้าเอวาไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นผู้สืบทอด
เธอคิดเพียงว่าคนที่เหมาะสม คือ พี่จอร์จ เท่านั้น
และเธอไม่สามารถยอมรับความจริง ที่ว่าชั้นจะเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปได้

การถูกสบประมาทต่อหน้าทุกคน ทำให้ชั้นรู้สึกขายหน้าเช่นกัน
ตอนนี้เธอรู้ว่า ชั้นเป็นคนที่มาแทนที่พี่จอร์จ บางทีเธอคงยังเศร้าเสียใจกับการตายของเขา

...... มีบางอย่างที่ชั้นไม่สามารถทดได้
ชั้นไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับป้าเอวาได้

......ขณะที่ชีวิตของชั้นยังคงดำเนินต่อไปเหมือนกับลูกชายที่ตายไปของป้า ชั้นถูกเก็บไว้เหมือนสัตว์เลี้ยง
ชั้นเข้าใจมัน เมื่อชั้นเข้าเรียนชั้นประถม

ชั้นพยายามหนีจากบ้านอุชิโรมิยะและไปอยู่บ้านของคุณตา
แต่ดูเหมือนป้าเอวา จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ไม่สิ ถ้าคิดอีกที เธอตั้งใจจะล่อให้ชั้นหลบหนี
ชั้นถูกจับโดยพวกคนคุ้มกันและพากลับมา
.... สำหรับคนที่ขี้ขลาดที่ละเลงตราประจำตระกูลอุชิโรมิยะด้วยโคลนและพยายามขว้างมันทิ้ง
ด้วยเหตุนั้นทำให้ร่างของชั้นสั่น และจดจดมัน ...... ชั้นถูกลงโทษ

ชั้นจะอธิบายมันอย่างไรดี กับการลงโทษของป้าเอวา ?
ในทางบ้าคลั่ง ? หรือในทางเริงร่า ?
...... ทั้งความโกรธและโศรกเศร้าของการเสียลูกชายสุดที่รัก ความเกลียดชังและเจ็บปวด
ที่ซึ่งชั้นขโมยมาจากการสืบทอดจากลูกชายของเธอ และความรู้สึกด้านมืดที่ส่งมาสู่ตัวชั้น
......... ชั้นถูกตีด้วยความรู้สึกในแง่ลบเหล่านั้น

ดังนั้น เวลาว่างกับอิสระภาพจึงถูกขโมยไป ชั้นถูกคุมและเฝ้ามองตลอดเวลา

ชั้นอาจจะอาศัยในคฤหาสถ์หลังใหญ่ ใส่เสื้อผ้าราคาแพง ..... แต่ใจชั้นและเกียรติยศของชั้นถูกเหยียบต่ำ
และชั้นเป็นเพียงทาสของตระกูลอุชิโรมิยะ ...... เป็นเหมือนวัวควายเท่านั้น

เปรียบรูปแบบการใช้ชีวิตนั้นแล้ว การเยาะเย้ยของเพื่อนร่วมชั้นที่นี่เป็นสงบและน่าพอใจกว่า
....... ไม่เหมาะสำหรับใจของชั้นหรอก

หลังจากกรอกข้อความในแบบสอบถามจนเสร็จ ด้วยคำว่า "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ"
ชั้นพับมันใส่ในกระเป๋าเสื้อ เพราะถ้าวางมันไว้ในโต๊ะ มันอาจจะ "หายไป" อีกครั้ง

ระหว่างพักเที่ยง หลังจากนำเอกสารไปส่งที่ห้องสภานักเรียน
เธอกินอาหารเที่ยงเสร็จ ซึ่งเธอตรงไปหลังสิ่งปลูกสร้างในโรงเรียน ที่ซึ่งไม่มีใครอยู่ที่นั่น
มีเพียงเวลานี้ ที่ชั้นจะปกป้องจากเสียงหัวเราะและเสียงนินทา
เพราะชั้นถูกเกลียด และไม่มีเพื่อนสักคน
ตอนชั้นอยู่คนเดียว จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับชั้น

หลังจากตรวจสอบพุ่มไม้ที่อาจจะมีเพื่อนร่วมชั้นซ่อนและรบกวนเวลาอยู่คนเดียว
ชั้นก็พักผ่อน และคลายความตรึงเครียดจากทั่วร่าง เป็นความสงบสุขที่แท้จริงสำหรับชั้น
จากนั้นชั้นก็ถอนหายใจ ราวกับเพิ่งได้หายใจออกเป็นครั้งแรกในรอบวัน

สถานที่เก่าที่ชั้นชอบ อยู่หลังโรงเก็บของในสวนผัก
มันถูกพบโดยเพื่อนของชั้น และชั้นก็ถูกยั่วยุ
สถานที่นี้เป็นที่ใหม่สำหรับซ่อนตัวตอนกลางวัน

ไม่มีที่สำหรับนั่งหลังสิ่งปลูกสร้างของโรงเรียน
ขณะที่ชั้นก้มตัวใกล้เงาของพุ่มไม้ ชั้นเปิดกระเป๋าของชั้นและเอาสมุดที่ดูสวยงาม และลวดลายเก่าออกมา
ดูเหมือนกับสมุดศาสนา หรือเขียนไว้ตั้งแต่สมัยยุคกลาง

แต่มันไม่ใช่หนังสือ มันเป็นไดอารี่
 แน่นอน ว่าไม่ใช่ไอดารี่ของชั้น .... ไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่ชั้นจะเขียนมันลงไป
นี่เป็น....... ไดอารี่ของพี่มาเรีย ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีของชั้น

เธอเป็นคนแปลกๆ และอายุมากกว่าชั้น 3 ปี
แต่พี่เป็นคนที่อบอุ่น และเป็นญาติที่ยอดเยี่ยมมาก
บ่อยครั้งที่เธอจับมือชั้น และให้ชั้นเล่นเกมที่สนุก

เมื่อชั้นเปิดไดอารี่ ตัวหนังสือ เขียนค่อนข้างดีสำหรับเด็กประถม
มันถูกเขียนข้อความทุกบรรทัด
เธอเป็นคนประเภทที่จดทุกอย่างในไดอารี่หรือ ? ...... อาจจะไม่

สำหรับเธอ การเขียนชีวิตประจำวันลงไป อาจจะเหมือนการสนทนากับอีกด้านของเธอเอง
ดังนั้น นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นของเธอในแต่ละวันจะถูกเขียนลงไป
ไดอารี่ของพี่มาเรีย ยังคนเขียนเหมือนจดหมายสู่อีกด้านของเธอ บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ชั้นพบไดอารี่นี้หลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว และซ่อนมันไว้ไม่ให้ใครรู้
ตอนแรก ชั้นคิดว่าการอ่านไดอารี่ของใครสักคนจะน่าเบื่อ
แต่ชั้นไม่สามารถเปิดข้ามไปได้ และต้องอ่านทุกตัวอักษร
และตอนนี้ เธอกลายเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของชั้น

ชั้นค่อยๆ เปิดหน้าที่คั่นไว้

แองจี้ : ........ ขอโทษที่ทำให้ต้องคอยค่ะ พี่มาเรีย ....... พี่ให้ชั้นได้ยินเรื่องของพี่อีกได้ไหม ....?

ในขณะนั้น สายลมที่อ่อนโยนพัดสู่กระดาษ
...... อากาศในวันนี้ดีมาก พี่มาเรียชอบแสงแดด ดังนั้น ชั้นจึงมั่นใจว่าเธอกำลังอารมณ์ดี
เมื่อเปิดไดอารี่ .... ไม่สิ ในโลกของไดอารี่ พี่มาเรียแสดงตัวตนของเธอ .......

เธออายุเพียง 9 ขวบเมื่อเธอตาย
..... ดังนั้น ร่างกายของเธอจึงดูเป็นเด็กกว่าชั้น
แต่ชั้นเรียกเธอว่าพี่สาว ดังนั้น เธอก็จะเรียกชั้นอย่างสนิทสนมว่าแองจี้

สีหน้ามาเรียดูเคร่งขรึม
มาเรีย : อูว์ แองจี้ วันนี้เธอมาช้านะ นั่นเอาหารกลางวันเหรอ ?
แองจี้ : ค่ะ มันเป็นแพ็ค เพราะว่ากลุ่มเพื่อนยังคงนั่งที่โต๊ะ แม้ว่ากินเสร็จแล้ว มันแย่มากถ้าไปห้องทานอาหารช้า ..... ชั้นมีหน้าที่ทำความสะอาดวันนี้ด้วยค่ะ

สีหน้ามาเรียเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม
มาเรีย : อูว์ มาเรียกินเร็ว ! เร็วกว่าที่เธอกิน มากกว่าที่เธอเล่น! อูว์ !

บางทีเธออาจสังเกตว่าชั้นกำลังเศร้า เพราะว่าหน้าที่ทำความสะอาดในวันนี้ ทำให้เวลาพักกลางวันสั้นกว่าเคย
พี่มาเรียจึงทำท่าทางสดใสและเปลี่ยนเรื่องที่จะคุย
ชั้นตอบกลับว่าชั้นทานอาหารค่อนข้างช้า เธอจึงสอนวิธีที่ทำให้กินเร็วขึ้น เพื่อให้อารมณ์ชั้นสงบลง

ชั้นอ่านในไดอารี่ ไม่สิ ชั้นได้ยินเรื่องนี้จากพี่มาเรีย
มันดูเหมือนว่าเธอเป็นที่ 1 ของเด็กสาวที่กินเร็วที่สุด ในหนังสือพิมพ์โรงเรียน
ดูเธอจะปลื้มกับเรื่องนี้มาก แต่มันน่าผิดหวังเล็กๆ เมื่อแม่ของเธอ ไม่ได้ชื่นชมกับเรื่องนี้มากนัก
มาเรียจึงบอกจะเริ่มเล่าเรื่องของเราในวันนี้ และถามกลับว่าเมื่อวานถึงตอนไหน
แองจี้จึงพลิกไดอารี่ แล้วตอบว่าถึงตรงที่เธอได้รับซากุทาโร่เป็นของขวัญ และทวงเรื่องที่เธอสัญญาว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เกี่ยวกับซากุทาโร่
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ มาเรียอธิบายว่าเป็นตุ๊กตาสัตว์ที่น่ารักมาก และแองจี้จะชอบมัน
แองจี้จึงบอก เมื่อได้ยินเรื่องเล่าจากมาเรีย เป็นช่วงเวลาที่เธอจะได้ผ่อนคลายในโรงเรียน

เมื่อชั้นมองไปที่พี่มาเรีย ผู้ที่กำลังอารมณ์ดี มันทำให้จิตใจชั้นอบอุ่นไปด้วย
ขณะที่มาเรียกำลังเล่า ชั้นก็เริ่มถูกกลืนไปในโลกของเธอ...

(ตัดมายังสถานที่หนึ่งในอดีต)
โรซ่ากล่าว Happy Birthday แก่มาเรีย เธอมางานช้าเล็กน้อย
มาเรียจึงกล่าวตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เธอรู้ว่าแม่เธองานยุ่ง เธอรอโดยไม่ร้อง และดูทีวีรอเธอ
โรซ่าให้เธอกินได้ตามที่ต้องการและเท่าที่จะกินไหว เป็นรางวัลสำหรับที่เธอทำตัวเป็นเด็กดี
มาเรียดูร่าเริงมาก และสั่งของกินของหวานมากมายหลายอย่าง
โรซ่าก็เตือนด้วยรอยยิ้มว่าอย่าไปรบกวนแขกคนอื่น

วันนี้เป็นวันเกิดของมาเรีย เธอให้ลูกสาวมีความสุขในร้านอาหาร
เมื่อตอนเรียนอนุบาล บางครั้งก็จะชวนเพื่อนมางานเลี้ยงในบ้าน
ซึ่งโรซ่าจะทำเค้กที่ยอดเยี่ยมพร้อมขนมในบ้านเธอ เป็นการจัดงานเลี้ยงที่ใหญ่โต
แต่เมื่อมาเรียไม่ค่อยมีเพื่อน โรซ่าจึงเลือกจะจัดงานในร้านอาหารราคาแพงแทน
อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นเพียงร้านอาหารสำหรับครอบครัวธรรมดา
อันที่จริง เธอจะไปที่ๆ ดีกว่านี้ เพื่อให้มาเรียพอใจ แล้วเธอยังเตรียมเค้กที่สวยงาม โดยมีชื่อมาเรียบนนั้นด้วย
.... แต่โรซ่าไม่สามารถเสร็จงานของเธอได้ทัน และถูกบังคับให้ยกเลิก จึงเปลี่ยนมาเป็นที่นี่
โรซ่ารู้สึกเป็นหนี้มาเรียอยู่บ้าง ดังนั้นเธอพยายามว่ามาเรียน้อยลง และให้ทุกสิ่งตามที่ลูกสาวเธอต้องการ

แองจี้พูดหยอกเรื่องที่เธอสั่งของกินไม่มากไปเหรอ
มาเรียบอก เธอกินไม่มากแบบนั้น แต่บนโต๊ะวันเกิด ควรจะประดับประดาด้วยสีแดง, น้ำเงิน, เขียว และเหลือง มันทำให้เธอรู้สึกมีความสุข
แองจี้เข้าใจ โต๊ะที่จัดงานเลี้ยงวันเกิดควรประกอบด้วยสีสันที่สวยงาม ทำให้รู้สึกสุขใจ
วันเกิดของแองจี้นั้น ต่างจากเธอ มีเพียงการซื้อเค้กจากร้านฟูมิยะ หน้าสถานีรถไฟ ที่ดูหรูหราเท่านั้น

แองจี้นึกถึงงานเลี้ยงของเธอ
แม้ว่าพ่อจะงานยุ่ง เขายังมีเวลามาแสดงตัวในงานเลี้ยงวันเกิดของแองจี้
จากนั้นถึงค่อยกลับไปทำงานที่บริษัทต่อ
ถึงเธอจะเศร้า แต่เธอก็เข้าใจความสำคัญของตัวเธอที่มีต่อพ่อ

แม่จะดูและชั้นเป็นพิเศษ ของขวัญที่ได้จะเป็นของที่ยอดเยี่ยม
ซึ่งเธอใช้เวลาสรรหาหลายเดือนล่วงหน้าก่อนจะถึงเวลานั้น

แม้ว่าเราจะเชิญพี่แบทเลอร์ เขาก็จะไม่มาร่วมกับพ่อ ดังนั้นเขาจะไม่ได้มาบ่อยนัก
ดังนั้นเมื่อเขามา ชั้นจะรู้สึกมีความสุขมาก
งานเลี้ยงวันเกิดเมื่อพวกเราสี่คนอยู่ร่วมกัน สร้างความทรงจำที่ชั้นไม่เคยลืมเลือน

ด้านมาเรียก็รู้สึกว่างานเลี้ยงของแองจี้สนุกเช่นกัน แบทเลอร์และรูดอล์ฟดูจะสนิทกันดี
(หัวเราะ) ดูนั่นสิ..แบทเลอร์ทำโคล่าหกด้วยด้วย .... เธอมองราวกับดูภาพเคลื่อนไหวในช่วงเวลานั้น


พี่มาเรียกำลังมองดูความทรงจำอันแสนสุขของชั้น
ขณะที่ชั้นนั่งอยู่ และใส่หมวกโอริกามิ ที่ซึ่งพ่อต้องการทำให้ชั้นสนุก ตัวชั้นรู้สึกเขินอาย
มือชั้นถือปืนกระดาษที่พี่แบทเลอร์พับให้ และแม่ก็ถ่ายรูปไว้ นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของชีวิตชั้น

แองจี้พูดต่อว่า งานเลี้ยงของมาเรียก็ไม่ได้แย่นัก วันนี้พี่มาเรียได้ซากุทาโร่ด้วยใช่ไหม
เธอตอบว่าใช้ แม่เอาของขวัญใส่ถุงมาให้เธอ

"ซากุทาโร่" เป็นชื่อของตุ๊กตาสัตว์ที่มาเรียได้รับในวันนั้น
ซึ่งโรซ่าเริ่มทำมันมานาน เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับเธอ
ได้ยินว่าเป็นตุ๊กตาสิงโตที่น่ารัก พี่มาเรียให้ชื่อมันตั้งแต่เธอยังไม่ได้รับ
วันนี้ เธอต้องการพบซากุทาโร่ยิ่งกว่าวันเกิดของเธอเสียอีก

โรซ่าใส่ชุดดีไซน์แบบฝั่งตะวันตก มีแบนด์เนม ..... มันเขียนว่า Anti - Rosa ?
ดูเหมือนจะไม่ใช่ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงนัก
โรซ่าดูจะมีฝีมือด้านหัตถกรรมอยู่บ้าง ชั้นได้ยินว่าเธอตัดเสื้อสไตล์ตะวันตกบางตัว ด้วยตัวเอง
การถักตุ๊กตาสัตว์ น่าจะเป็นความสามารถของเธอเช่นกัน

ชั้นถามพี่มาเรีย ถึงเหตุที่ตั้งชื่อให้ว่าซากุทาโร่
เธออธิบายเหตุผลว่า ตอนแรกต้องการตั้งชื่อว่า "ซากุระ" แต่มันเป็นสิงโตตัวผู้
จึงตั้งชื่อให้เป็นผู้ชาย โดยเติมคำว่า "ทาโร่" ไปด้วย จึงเป็น "ซากุระทาโร่"
ทำไมถึงต้องเป็น "ซากุระ" แองจี้ถามต่อ
อูว์ ! เป็นตัวเอกจากเรื่องการ์ดมาสเตอร์ ซากุระ ~! มาเรียตอบ
มันเป็นชื่อตัวละครในทีวีอนิเมะที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น (Comment : ปี 1986 นะ)
...... ความจริงเธอเพียงยืมชื่อตัวละครที่เธอชอบมาใช้ ซึ่งเหมาะสมกับความซื่อและน่ารักตามอายุของเธอ

เมื่อมาเรียขอให้ซากุทาโร่มาร่วมปาร์ตี้ของเธอด้วย
โรซ่าจึงบอกว่าจะให้ของขวัญเมื่อทานเสร็จแล้ว เพราะเธออาจทำสกปรกระหว่างทานอาหาร
มาเรียจึงบอก จะรีบทานให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งเธอก็รีบกินอย่างมูมมาม
จนโรซ่าบอกให้ระวังมารยาทในการทานอาหารด้วย

เมื่อทานอาหารเสร็จ และเก็บโต๊ะเรียบร้อย โรซ่าก็ให้ของขวัญแก่เธอ
มาเรียขอเปิดกล่องของขวัญ ซึ่งโรซ่าก็ให้เปิดและทักทาย จากนั้นเก็บให้เรียบร้อย
อย่าทำอะไรแปลก ต่อหน้าคนรอบๆ เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ซึ่งมาเรียก็สัญญา

ตุ๊กตาสิงโตน่ารัก ขนาดเท่าหมอนเล็กๆ อยู่ในนั้น
มาเรียแสดงความดีใจที่ได้รับอย่างมาก
โรซ่าจึงกล่าวที่เห็นลูกสาวชื่นชมมันขนาดนั้น เธอรู้สึกว่าน่าอาย
เพราะเธอตั้งใจทำให้มันใหญ่กว่านั้นจนมาเรียโอบไม่ถึง แต่เธอไม่มีเวลามากขนาดนั้น
แต่มาเรียก็ชอบมัน ด้วยขนาดเท่านี้ เธอสามารถไปไหนกับมันก็ได้ตามที่ต้องการ

แองจี้เข้าใจแล้วว่ามันเป็นตุ๊กตาสิงโตที่น่ารัก และเป็นเพื่อนที่ดีกับพี่มาเรีย
ถึงจะไปโรงเรียนไม่ได้ แต่มาเรียก็ดีใจที่ไปไหนมาไหนกับซากุทาโร่ในบ้านได้ มันเป็นเพื่อนคนสำคัญของเธอ
มาเรียกล่าวต่อ ว่าเธอจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว ไม่ว่าแม่จะไม่ว่าง หรือแม้จะไม่มีใครเล่นกับเธอที่โรงเรียน

สำหรับมาเรีย ที่โรงเรียนไม่มีใครสนิทกับเธอ เธอทั้งเชื่องช้า และต่างจากเด็กทั่วไป ผลการเรียนก็ไม่ดีนัก
การสนใจเรื่องพิธีมนต์ดำ ทำให้ไม่มีใครใกล้ชิดเธอ บ้างก็กลัวว่า ถ้าถูกเธอแตะต้องแล้วจะโดนสาป

ถึงมาเรียจะรู้ว่าตัวเองถูกแกล้ง แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ประโยคนี้ทำให้แองจี้สงสัยว่าทำไม ?
เธอกล่าวถึงกฏของห้องเรียนที่ต้องมีใครสักคนถูกแกล้ง
แองจี้จึงบอกว่า สำหรับเธอ จะหาตัวคนที่ก่อเรื่อง แล้วดักรอที่มุม อัดหัวคนก่อเรื่องด้วยก้อนอิฐ
มาเรียกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถ้าเธอไม่โดนแกล้ง จะต้องมีใครสักคนที่โดนแกล้ง เธอรู้สึกเหมือนได้ปกป้องเด็กคนอื่น

หลังจากคุยต่อกันอีกหน่อย กับคนที่ถูกแกล้งในห้อง
มาเรียตอบได้แตกต่างจากแองจี้คิดไว้ อาจเป็นเพราะวัยของเธอ
เมื่อพูดถึงความโดดเดี่ยวของแองจี้ ต่างจากมาเรียที่มีซากุทาโร่เป็นเพื่อน
มาเรียต้องการให้ซากุทาโร่เป็นเพื่อนกับแองจี้เหมือนกัน

ดูเหมือนจะมีวิญญาณในตัวของซากุทาโร่ มันสามารถตอบโต้กับเธอได้
มาเรียพยายามแสดงสีหน้าให้มัน และให้จับมือกับแองจี้ ตอนนี้มันเป็นเพื่อนของเธอเช่นกัน

(ตัดไปด้านมาเรีย)
ครั้งหนึ่ง โรซ่าโทรมาหามาเรีย ตอน 3 ทุ่ม
มาเรียจะตอบว่าเล่นกับซากุทาโร่อยู่ เมื่อโรซ่าบอกว่าเธอไม่สามารถกลับบ้านได้
มาเรียก็จะให้แม่พยายามทำงาน ส่วนเธอจะอยู่บ้านกับซากุทาโร่
โรซ่ารู้สึกดีที่ให้ซากุทาโร่แก่เธอ จนเธออยากขอบคุณของขวัญชิ้นนั้น
เธอจะพามาเรียไปทานอาหารค่ำในอีกวัน และให้มาเรียไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ
ห้ามซื้อของหวาน หรือโซดา เธอจะเช็คจากใบเสร็จรับเงิน มาเรียก็รับคำ น้ำเสียงเธอดีใจเพราะจะไปกับซากุทาโร่
แม่จึงบอกให้ ซากุทาโร่เฝ้าบ้าน แน่นอนว่าเธอกลัวว่าลูกสาวจะถือตุ๊กตาไปเล่นจริงๆ

มาเรียคุยกับซากุทาโร่ มันอยากจะออกไปข้างนอกเช่นกัน
แต่มันก็เข้าใจว่าถ้าไปพร้อมกับเธอ เป็นเรื่องน่าอับอาย เธอไม่ใช่เด็กขนาดที่เล่นตุ๊กตานอกบ้าน
มาเรียปฏิเสธว่าเธอไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าอายเมื่อได้อยู่กับซากุทาโร่ ถึงจะเป็นตุ๊กตาสิงโต แต่ก็เป็นเพื่อนของมาเรีย
เธอตั้งใจจะปิดเรื่องที่พาซากุทาโร่ออกข้างนอก เป็นความลับระหว่างทั้สอง
มาเรียลื้อของในห้อง เธอนำเป้สะพายหลังออกมา โดยจะให้ซากุทาโร่อยู่ในนั้น
ตอนแรกพยายามเอาหัวยัดเข้าไปก่อน ซึ่งซากุทาโร่อึดอัด
จึงเปลี่ยนเป็นเอาขาเข้าก่อน ซากุทาโร่ยังคงบอกว่ามันแน่น, แคบ และ มืด
มาเรียจึงบอกว่าจะเปิดซิบระหว่างพาไป ซากุทาโร่จะไม่รู้สึกอึดอัดหรอก

แองจี้ที่ดูอดีตของมาเรียอยู่ดูสนุกกับอดีตของเธอ
บันทึกประจำวันของมาเรีย ยังคงหลงเหลือเศษเสี้ยงของวิญญาณของเธอไว้ มีเพียงแองจี้ที่สัมผัสถึงสิ่งนั้นได้
.มาเรียบอกว่านั่นเป็นพลังของแม่มดในตัวแองจี้ ถ้าตั้งใจศึกษา สักวันแองจี้จะเป็นแม่มดที่ยิ่งใหญ่ได
แองจี้จึงบอกว่ามันฟังดูน่าสนุก มาเรียยืนยันว่าสนุก และถ้าแองจี้ศึกษามัน จะติดต่อกับทั้งสองโดยไม่ต้องเปิดไดอารี่
ถ้าแองจี้ทำได้ ทุกวันจะสนุก มาเรียจะแนะนำเพื่อนให้เธอรู้จัก และทุกวันจะมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
แองจี้จึงบอกว่าสักวันเธออาจจะศึกษามันอย่างจริงจัง

มาเรียและซากุทาโร่จึงไปร้านสะดวกซื้อด้วยกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน และสนุกกับสิ่งรอบตัว
เจ้าของร้านเมื่อรู้ว่ามาเรียมาคนเดียว จึงให้น้ำอัดลมแก่เธอฟรี
ระหว่างทั้งสองกลับบ้าน แองจี้ยังคงเฝ้าดูและเข้าใจความรู้สึกนั้น

แองจี้เริ่มเข้าใจเรื่องอำนาจเวทมนตร์ที่มาเรียกล่าวถึงก่อนหน้านี้
มันเป็นการสร้างเพื่อนจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตรอบตัว แม้ว่าเธออยู่คนเดียวก็สามารถสนุกกับสิ่งรอบข้างได้
ถ้าแองจี้ทำได้ เธอจะผ่านการทดสอบการเป็นแม่มด แองจี้สงสัยกับคำนี้
มาเรียผ่านการทดสอบนั้นแล้ว แต่เธอยังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนอยู่
เธอหวังว่าจะได้เป็นแม่มดที่สามารถขี่ไม้กวาดได้, สร้างสายรุ้งด้วยไม้เท้า และทำให้ลูกอมโปรยลงมาจากท้องฟ้าได้

จากประโยคนั้น แองจี้ไม่รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นแม่มดได้ แต่เธอก็อยากจะเชื่อในสิ่งนั้น
เมื่อแองจี้รู้ว่าว่าเธออาจจะทำไม่ได้ มาเรียยังคงเชื่อมั่นว่าเธอทำได้ แม้ว่าเธอจะเริ่มอายุมากขึ้น และฝึกฝนยากกว่ามาเรียก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้ คือ แองจี้เรียกเศษเสี้ยงของวิญญาณมาเรียในไดอารี่ ออกมาในโลกปัจจุบันได้
ต่อไป เธอจะสามารถพูดคุยกับมาเรียได้ แม้จะไม่เปิดไดอารี่ ทำให้แองจี้รู้สึกอยากพยายาม

มาเรียให้ฝึก โดยการหลับตาและมองเห็นตัวมาเรีย แองจี้ลองทำก็พอทำได้
ต่อมา ก็ให้ปิดไดอารี่ แต่ทันทีที่ปิด มาเรียก็หายไป
แองจี้ยังคงพยายาม นึกภาพว่ามาเรียอยู่ข้างเธอเสมอ เธอต้องไม่สงสัยและเชื่อมั่น
เธอใช้ความพยายามอยู่สักพัก และพยายามเรียกพี่มาเรีย แต่ก็ไม่สำเร็จ

เสียงนั้นทำให้คนใกล้พุ่มไม้รู้ตัว แองจี้เห็นว่าเป็นคนในห้องของเธอ ที่ผ่านบริเวณนั้น เธอจึงรีบหลบไป
พวกคนในห้องก็นินทาต่อ ถึงสิ่งที่แองจี้พูดถึงพี่มาเรียก่อนหน้านั้น อย่างน่าขบขัน
แองจี้ยังคงทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินต่อไป .......

Chapter 3 : The Future 12 Years Later
หลังจากเหตุการณ์นั้น 12 ปี
ตุลาคม 1998

(ใน TIP เอวาจะตายไปก่อนหน้านี้ ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว แองจี้เป็นผู้สืบทอดสมบัติคนปัจจุบัน)

แองจี้กำลังคุยกับชายคนหนึ่งที่ใส่สูทราคาแพง ในห้องสนทนาที่ดูทันสมัย
เขากล่าวถึงเรื่องที่แองจี้กระโดดลงจากดาดฟ้าของตึก ตามที่ได้ยินมา แต่เธอก็กล่าวว่าหลบหนีเรื่องน่ารำคาญเท่านั้น


แองจี้รอดมาได้เพราะผ้าใบที่คลุมเพื่อตกแต่งบริเวณนั้น และลงพื้นได้โดยไม่บาดเจ็บ มันดูเป็นเรื่องปฏิหารย์เหมือนภาพยนต์ฮ่องกง
ชายคนนั้นกล่าวต่อ ว่าความสูงของตึกร่วม 200 เมตร ต่อให้มีอะไรป้องกัน ก็ยังคงอันตราย
แต่แองจี้ ตอบอย่างเย็นชา ถึงเธอตายก็คงไม่มีอะไรมากกว่านั้น และเธอต้องการทดสอบโชคของเธอ
ชายคนนั้นดูเหมือนจะชอบคำนั้น และบอกว่าเธอสมเป็นหลานของคินโซ และประธานก็เป็นคนเช่นนั้น คงมาจากสายเลือด
เขาถามต่อ ว่าแองจี้คิดจะไปไหน จะกลับไปบ้านของสุมาเดระหรือไม่ ?
แองจี้ได้ยินว่า แม่มีความสัมพันธ์ที่แย่กับคนๆ นั้น เธอไม่ต้องการไปอยู่กับคนที่แองจี้ได้พบครั้งแรกในงานศพของแม่

สุมาเดระเป็นญาติฝั่งแม่ของเธอ เป็นตระกูลเก่าแก่ในเคียวโต
ญาติฝั่งแม่คนเดียวที่แองจี้สนิท มีเพียงคุณตาเท่านั้น ที่อยู่แยกกับญาติคนอื่นหลังเกษียณ
แม่ของเธอคิริเอะก็เช่นกัน ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับญาติคนอื่น
คุณตาแต่งงานและมาอยู่กับตระกูลของยาย ตำแหน่งของคุณตาค่อนข้างแย่ และความสัมพันธ์กับยายก็ไม่ดีนัก
ทำให้คนในตระกูลอื่นๆ ไม่ชอบคิริเอะไปด้วย
หลังจากป้าเอวาตายแล้ว แองจี้เป็นผู้สืบทอดทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพียงคนเดียว ตระกูลนั้นอาจมีเป้าหมายที่ตัวเธอเช่นกัน
แองจี้รู้ดีว่าตอนนี้ทุกคนให้ความสนใจกับเธอ เพราะเธอเป็นผู้รับมรดกไว้

ชายที่คุยด้วย พร้อมจะให้คำปรึกษาเมื่อเธอมีปัญหา โดยเธอก็เหมือนกับหลานสาวของเขาเช่นกัน
แองจี้ไม่อยากบอกคำว่าขอบคุณ และกลับเข้าเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้

ชายคนนั้นกล่าวว่าไม่ได้ปิดบังสิ่งใด เขารู้เพียงว่าท่านประธานเป็นคนรอดชีวิตจากเกาะรคเคนจิม่าในวันนั้น
และท่านประธานก็ตายโดยไม่บอกอะไรไว้ เขาก็ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านั้นเช่นกัน
ชายคนนี้เป็นหนึ่งในผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจในกลุ่มธุรกิจที่ป้าเอวาสร้างไว้
และคนที่เป็นท่านประธานที่เขากล่าวถึง ก็คือ อุชิโรมิยะ เอวา

บริษัทเขาเป็นมิตรที่ดีกับบริษัทของฮิเดโยชิ และสนิทกับทั้งฮิเดโยชิ และเอวา
หลังจากที่ฮิเดโยชิตาย เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ใกล้ชิดกับเอวามากที่สุด
เขาเหมือนคนที่คั่นกลางระหว่างแองจี้และเอวา ถึงแองจี้ไม่เชื่อใจเขาก็ตาม
ตอนนี้เธอรู้ว่า เขาเป็นคนที่ตอบคำถามง่ายมาก

??? (ชายวัยกลางคน) : การฆาตกรรม ..... ไม่สิ เหตุกาณ์นั้น ถ้าลุงเรียกมันว่าการฆาตกรรม ลุงจะเจอปัญหาได้ ... ลุงได้รับคำถามเดียวกับเกี่ยวกับมันจากคนอื่นและรายการทอล์คโชว์เหมือนกัน
แองจี้ : ..... ในช่วงที่เกิดเหตุนั้น ทำไมป้าเอวาถึงอยู่ห่างถึง 2 กิโลเมตรจากคฤหาสถ์คนเดียว ? ในคืนที่มีพายุ
??? : ในตอนนั้น คินโซไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นผู้เหมาะสมที่จะสืบทอดสมบัติ มันควรเป็นของลูกชายคนโต เคลาส์ แต่เขาไม่ได้รับความไว้วางใจจากคินโซ
แองจี้ : ....... และเพื่อความยุติธรรมในการกำหนดผู้สืบทอด เขาจึงทำเกมทดสอบโดยไขปริศนาบนแท่นจากรึก ใช่ไหม ?
??? : ..... คินโซอาจจะต้องการให้เอวาเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปตั้งแต่แรก จึงตั้งกฏให้คนที่ฉลาดหลักแหลมกว่าแบบเอวาเป็นผู้สืบทอดแทน

ชายคนนั้นกล่าวต่อ ถึงกฏที่ใช้ ที่เป็นการเล่นตลกสำหรับเคลาส์
เขากล่าวถึงเรื่องที่คินโซเรียกเอวาไป เพื่อบอกคำตอบ และทำให้เธอกลายเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป
ข้อความที่เขาพูด ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อรายการต่างๆ แองจี้กล่าว
นี่เป็นทฤษฏีที่ชายคนนี้คิด คือ ปีสุดท้ายก่อนที่คินโซจะตาย เขาอาจคิดว่าเอวาเหมาะสมกว่าเคลาส์
ด้วยกฏของเกมที่ตั้งขึ้น ถึงทุกคนจะมีสิทธิ์ได้รับมรดกตามเงื่อนไข
แต่คินโซอาจตั้งใจบอกคำตอบเอวาโดยตรง และสุดท้ายก็ประกาศเอวาเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป

เขายังกล่าวถึงอาจจะเรียกเอวาไปที่คฤหาสถ์ลับที่เรียกว่า "คุวาโดเรี่ยน" ที่มีเฉพาะคินโซที่รู้
แองจี้จึงกล่าวต่อ เพราะเหตุนั้นทำให้ป้าเอวาที่ไปยังคฤหาสถ์ที่ซ่อนอยู่ ทำให้รอดจากเหตุการณ์นั้น
ดังนั้นแองจี้ จึงพูดอีกทฤษฏีที่ว่าป้าเอวาอาจฆ่าทุกคนแล้วชิงมรดก จากนั้นหลบหนีโดยปลอดภัยก็ได้เช่นกัน

นั่นเป็นสิ่งที่หนังสือพิมพ์ตีข่าว ชายคนนี้ยังคงเชื่อป้าเอวาในหลายจุด
แองจี้สงสัยว่าที่ทำให้เขาเชื่อแบบนั้น
เขากล่าวถึงแหวนประจำตระกูลอุชิโรมิยะบนมือของแองจี้ในปัจจุบัน
เขาเชื่อว่าแหวนนั้นพิสูจน์ถึงความต้องการเลือกเอวาเป็นผู้สืบทอดสมบัติได้
แต่แองจี้ก็ยังคงคัดค้านว่า ถ้าฆาตกรรมปู่แล้วขโมยแหวน ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ชายคนนั้นยังคงกล่าวถึงสื่อที่กระจายข่าวแบบนั้นเช่นกัน และคิดในอีกแง่มุมที่แตกต่าง
เขาจึงกล่าวถึงเหตุผลต่อไป คือ ฮิเดโยชิ และจอร์จ
ถึงจะเชื่อยาก แต่เอวาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก เหมือนเป็นสมบัติของเธอ
เธอร้องไห้ฟูมฟายในงานศพของทั้งสอง ซึ่งแสดงถึงความห่วงใยที่มี

แองจี้เข้าใจความหมาย ว่าเอวาไม่น่าจะสละชีวิตของสามีและลูกชาย
ชายคนนั้นก็คิดเช่นกัน ถ้าฮิเดโยชิ และจอร์จรอดมาด้วย เขาก็จะสงสัยเอวา
เขาไม่คิดว่าเอวาจะแสดงละครตบตาในงานศพ

แองจี้ยังคงคิดว่าเพราะสองสิ่งนี้ ทำให้ดูเหมือนเอวาเป็นผู้บริสุทธิ์
ตอนนี้ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้อีกว่าเธอเป็นคนก่อเหตุหรือไม่
สิ่งที่ควรเชื่อมีเพียงตำรวจ ที่สืบสวนคดีนี้ ชายคนนั้นกล่าว
ถึงช่วงนั้นบริษัทของฮิเดโยชิกำลังจะถูกยึดกิจการ เอวามีแรงจูงใจที่ต้องการเงินมาค้ำจุน
แต่เอวาไม่ได้ต่างจากคนทั่วไปที่ไปพบปะตระกูลในวันนั้น
ส่วนคนรับใช้ ที่ไม่ได้ทำงานในวันนั้น ไม่ได้เห็นสิ่งปกติที่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงตัวเอวา
ตำรวจก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นการฆาตกรรม และสรุปเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ชายคนนั้นกล่าวต่ออีกถึงทฤษฏี Devil's Proof การจะแสดงว่าเป็นฆาตกรรม จำเป็นต้องมีหลักฐาน
แต่อะไรที่ต้องหาเพื่อแสดงว่าเธอบริสุทธิ์ ? มันเป็นไปได้ที่จะพิสูจน์ความจริงที่ตรงข้ามนั้น
แน่นอนว่า ตามทฤษฏีนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เอวาจะยืนยันความบริสุทธิ์ของเธอเช่นกัน
ชายคนนั้นยังคงพยายามสรุปว่า เอวาเป็นผู้รอดชีวิต และอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้น เราไม่รู้มากกว่านั้น แต่เขายังคงเชื่อว่าน้ำตาในงานศพนั้น เป็นความรู้สึกของเธอจริง
(ขยายความคำว่า Devil's Proof อีกสักครั้ง : เหมือนการพิสูจน์มนุษย์ต่างดาว ถ้าคุณพบและพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง ก็แสดงว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง แต่ตราบใดที่ยังไม่พบ คุณยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามันไม่มีจริง จนกว่าค้นหาจนครบทุกซอกทุกมุมของจักรวาล เช่นเดียวกับความผิดของเอวา)

แองจี้ยังคงแสดงความรู้สึกของเธอออกมา ถึงการไม่เชื่อและหลักฐานที่เหมือนจงใจให้ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์
พร้อมกับพูดอย่างชัดเจน ว่าเธอเกลียดป้าเอวา จึงไม่เชื่อใจเธอ


ชายคนนั้นยังคงสงบนิ่ง และพูดว่าเรามองในมุมที่ตรงข้ามกัน และยังคงโน้มน้าวแองจี้
ตราบใดที่เธอยังคงคิดอคติแบบนั้น เธอจะไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้

ชายคนนั้นยังคงกล่าวต่อเรื่องมุมมอง ความรัก และความเชื่อ
เมื่อพูดจบ แองจี้กล่าวขอบคุณชายคนนั้น โอโคโนกิ
(โอโคโนกิ เท็ตสึโร่ ปัจจุบันเป็นคนดูแลธุรกิจในเครืออุชิโรมิยะ จนกว่าแองจี้จะสืบทอดตำแหน่ง ก่อนหน้านี้เคยดูแลธุรกิจด้านอาหารตามที่ฮิเดโยชิกล่าวถึงใน EP ก่อนๆ)
โอโคโนกิถามถึงความตั้งใจต่อจากนี้ ของแองจี้
เธอจึงตอบว่าต้องการไปหาผู้เชี่ยวชาญของเรื่องนี้ เพื่อค้นหาความจริง
เขาก็หวังว่าเธอจะพบคำตอบที่เธอสามารถยอมรับได้

ตอนนั้นเลขาของประธานบริษัทก็เข้ามา แล้วมอบกระดาษบันทึกข้อความแก่เขา
เมื่อคุยต่อกันอีกหน่อย โอโคโนกิจึงบอกว่าได้ยินจากคนส่งสารจากตระกูลสุมาเดระที่มาที่นี่
พวกเขาต้องการให้ส่งตัวเธอ ไม่สิ พวกเขาต้องการปกป้องเธอ
คนๆ นั้น คือ น้าของเธอ น้องสาวของคิริเอะ เธอบอกว่าคิดเหมือนแองจี้เป็นน้องสาว
แองจี้โต้กลับว่านั่นเป็นมุก อย่างน้อยควรจะเรียกเธอว่าหลานสาวสิ ยายแก่นั่น
จากข้อความที่โอโคโนกิได้รับ คงจะไม่ต้องการถามความเห็นแองจี้
เขาจึงให้แองจี้ไปขึ้นรถที่ลานจอดรถใต้ดิน ชั้น 2
แองจี้จึงถามว่าจะดีเหรอ ที่ปฏิเสธคำขอของครอบครัวสุเดมาระ ปล่อยให้เธอหนี
เขามั่นใจว่าเธอจะต้องยิ่งใหญ่ในอนาคต นี่เป็นการช่วยเหลือเพื่อตอบแทนความสำเร็จของเธอ และให้เธอรีบไป

หลังจากแองจี้หนีไป เลขาจึงถามว่าปล่อยไปจะดีเหรอ
โอโคโนกิตอบว่าเราถ่วงเวลาเธอมากพอ ถ้าไม่ทันเธอ เป็นความผิดพลาดของตระกูลสุมาเดระเอง
เขาทั้งบอกให้แองจี้หนี และแจ้งเรื่องสุมาเดระเรื่องที่แองจี้มาที่นี่ ไม่ว่าเธอถูกจับหรือไม่ จะไม่มีใครต่อว่าเขาได้
ทุกอย่างบนโลกนี้ คือ ความรัก เห็นไหม .... ใช่แล้ว เธอกำลังหนี
หลังจากนั้นเด็กคนนั้นจะกระโดดออกจากสิ่งปลูกสร้างเพื่อหลบหนีคนติดตาม
โอโคโนกิยังคงบ่นพรึมพรัม "มันไม่น่าเชื่อสำหรับชั้น...."

แองจี้ลงลิฟต์ไปชั้น 3 เธอคิดว่าศัตรูน่าจะรอเธอในชั้น 1 เช่นเดียวกับชั้นใต้ดิน
เธอกำลังคิดว่าถ้าศัตรูอยู่ข้างนอก ซ่อนตัวรอข้างในดีไหม
แต่ก็เปลี่ยนความคิด ถ้าศัตรูเข้าห้องรักษาความปลอดภัยได้ ก็จะรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน
เธอใช้ทางออกฉุกเฉินในชั้น 3 เมื่อออกมาเธอชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่เหมือนพนักงานที่ออกมาดูดบุหรี่ข้างนอก
หลังจากมองเธอ เขาก็ทิ้งบุหรี่ แล้วก็เดินไป

เมื่อไม่เห็นใครข้างล่าง เธอก็จะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี
.... แต่ว่ารถสีดำก็เข้ามาขวางทางไว้ แองจี้รู้แล้วว่าน้าคาสุมิของเธอก็ดักทางเธอได้
ชายชุดดำ 3 คนออกมา แล้วมองที่บันไดฉุกเฉิน พวกนั้นแจ้งที่อยู่ของเธอ แล้วบอกให้เธอ (ท่านแองจี้) รอก่อน

ด้านล็อบบี้มีผู้หญิงคนหนึ่ง และชายชุดดำอีก 7 คน เดินมาอย่างช้าๆ
ยามจึงเดินมาถามความต้องการของเธอ
แต่ก็ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบโต้กลับ จนยามตอบไม่ถูก เธอให้เรียกประธานโอโคโนกิมา
โอโคโนกิมาจากลิฟต์ และยินดีต้อนรับเธอ สุมาเดระ คาสุมิ
เธอถามถึงแองจี้ เธอมาหาลูกสาวที่น่ารักของพี่สาวของเธอ
เมื่อได้ยินที่เขาพูด เธอเข้าใจว่าแองจี้หนีไปแล้ว และเขาปล่อยเธอไป
เขาพยายามจะถ่วงเวลาแล้ว แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่พอใจอยู่

คุณจะไม่ได้รู้สึกถึงความจริงใจของคิริเอะบนสีหน้าของคาสุมิ
เธอสวมสีหน้าที่โอหังของตระกูลเก่าแก่สุมาเดระ ต่อตระกูลอุชิโรมิยะ
เพราะเธอไม่ต้องการให้ใครสังเกตถึงความถดถอยของตระกูล
ซึ่งไม่สามารถมองข้ามทรัพย์สมบัติของตระกูลอุชิโรมิยะได้
เพียงแค่มอง ก็เข้าใจไม่ยากว่าทำไมแองจี้ถึงเกลียดน้าเธอนัก
เธอยังคงยิ้มเสมอ แม้ว่าจะพูดจากดูถูกคนอื่นก็ตาม

ระหว่างนั้น ชายชุดดำมากระซิบเธอ ตอนนี้พบแองจี้แล้ว
เธอกล่าวขอบคุณโอโคโนกิ และหลังจากรอคอยมานาน เธอจะได้คุยกับเด็กคนนั้นแล้ว

ด้านแองจี้ กำลังคิดจะหนี แน่นอนว่าถ้าสู้ก็ไม่ชนะ แล้วยังเพิ่มจำนวนคนติดตามอีก
เมื่อนึกถึง จำนวนคน 3 คนที่กำลังขึ้นบันได เธอคิดจะทำอะไรบางอย่างที่พอทำได้
....... คนที่ตามลงมาตกตะลึงกับสิ่งที่เธอทำ
....... เธอกระโดดลงไปที่รถยนต์ จากชั้น 3 มันยุบจนพัง (เธอไม่คิดว่าเป็นเพราะน้ำหนักของเธอ)

แต่เธอคิดผิด ที่คิดว่ามีแค่ 3 คน เพราะยังเหลืออีกคนที่เฝ้าในรถ
เมื่อเธอพยายามลงจากรถ ชายในรถก็มาดักเธอไว้ และสามารถเธอจับเธอไว้ได้
เธอถูกจับและกดไว้บนพื้นถนน ตอนนี้เธอไม่สามารถทำอะไรได้เลย
 ตอนนี้มีรถมาอีกครั้ง ทุกอย่างจบแล้วงั้นเหรอ ?

มีเสียงร้องจากชายชุดดำที่กดเธออยู่
เมื่อลุกขึ้นมา เธอก็เห็นคนที่ช่วยเธอ ..... อามาคุสะ !


เขาจับแขนของเธอ ดึงเธออย่างง่ายดาย ขึ้นไปบนรถ
ดันเธอจากที่นั่งคนขับ ข้ามเกียร์ไปยังที่นั่งผู้โดยสาร และขับหนีไป

เขาพยายามเช็คที่กระจกข้าง ว่ามีใครตามมาหรือไม่
ระหว่างนั้นเขาถามว่าเธอบาดเจ็บหรือไม่ แองจี้ตอบว่าไม่มีอะไร
ครั้งหน้าเธออาจลองกระโดดออกจากหน้าต่างหนีดู
เขาเห็นว่าเธอชอบกระโดดจากที่สูง จึงแนะนำให้ใส่ร่มชูชีพไว้ด้วย
แองจี้ตอบรับ ถ้าเธอไม่ลืมตอนจะกระโดดนะ

ชื่อของเขา คือ อามาคุสะ จูซะ (Amakusa Juuza) เป็นคนคุ้มกันของป้าเอวา
แองจี้สงสัยว่าป้าไม่ชอบเขา เพราะพูดมากเกินไปหรือเปล่า
ถึงเขาจะดูหนุ่มกว่าคนคุ้มกันคนอื่น แต่ผลงานเขาก็เป็นถึงคนคุ้มกันระดับไฮคลาส
แต่ก็ได้ยินว่าเขาหนีจากทั้ง JSDF และตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศส เมื่อเขาไปฝรั่งเศสจะโดนจับทันที
แองจี้ได้ยินว่าเขาถูกไล่ออกไปแล้ว เขาจึงตอบว่า เมื่อเขากลับมาที่ประเทศนี้ ประธานโอโคโนกิเสนอค่าจ้างที่สูงแก่เขา
เธอเข้าใจว่าตอนนี้ เขาก็หลบหนีอีกแล้ว
อามาคุสะปฏิเสธว่าไม่นับ ตราบใดที่เขากลับไปที่นั่นในสัปดาห์หน้า
เพราะเขาคุยกับประธานแล้ว เรื่องคนที่จะตามแองจี้มา

แองจี้สงสัยว่าโอโคโนกิจ้างเขามาเป็นการ์ดของเธอเหรอ
อามาคุสะจึงตอบว่า อาจเพราะต้องการซื้อความพอใจจากเธอ
หลังจากเขาถูกไล่ออก ก็เป็นหนี้บุญคุณต่อประธานโอโคโนกิในหลายเรื่อง ตอนนี้เขาปฏิเสธท่านประธานไม่ได้
ตอนนี้แองจี้จึงถามว่าต้องการจะพาเธอไปไหน
เขาตอบว่าทุกที่ เขาถูกจ้างจนกระทั่งสุดสัปดาห์ หลังจากนั้นจะคิดค่าจ้างเพิ่ม

แองจี้ : ค่าจ้างต่อวันเท่าไหร่ล่ะ ?
อามาคุสะ : ผมต้องการ 500,000 รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
แองจี้ : ถ้านายหยุดมุกฝืดๆ ชั้นจะจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า ไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง อาจจะต้องหลายสัปดาห์หน่อย
อามาคุสะ : ..... มันยากหน่อยนะ ผมจะบอกเจ้านายให้เพิ่มวันพักร้อนของผมก่อนครับ
แองจี้ : ที่สำคัญกว่านั้น ชั้นอยากจะตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น
อามาคุสะ : ..... โอ้ คุณพูดถึงรคเคนจิม่าเหรอครับ ?
แองจี้กล่าวต่อ ถึงสิ่งที่ต้องการตวรจสอบด้วยมือของเธอ และหลบจากสุมาเดระ

อีกด้านชายชุดดำรายงานถึงเรื่องที่คนพาเธอหลบหนี
มีทั้งปืนช็อตไฟฟ้า และมีทักษะการขับรถ ดูไม่เหมือนพวกมือสมัครเล่น
สุมาเดระ คาสุมิกล่าวขอบคุณ และหันไปพูดกับโอโคโนกิต่อ โอโคโนกิก็ไม่หวั่นต่อคำพูดเธอเช่นกัน
จากนั้นเธอก็ขอตัว แม้จะมีเสียงหัวเราะ แต่เมื่อหันหลังให้โอโคโนกิ สีหน้าเธอราวกับอสูรร้ายทีเดียว
แน่นอนว่าโอโคโนกิ ไม่ได้เห็นสีหน้านั้น เขาหัวเราะเล็กน้อยหลังเธอไปเช่นกัน

เมื่อเลขาสงสัยว่า ปล่อยให้แองจี้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตกไปอยู่ภายใต้การดูแลของเธอคนนั้นจะดีหรือ ?
โอโคโนกิก็รู้ แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ถูกเล่นงานง่ายๆ
ที่เหลือก็ปล่อยให้แองจี้ทำตามที่เธอต้องการ และเขาเชื่อในตัว อามาคุสะ

เมื่อออกมา ก็มีรายงานต่อท่านคาสุมิ ว่ารถที่หลบหนีเป็นรถเช่า และป้ายทะเบียนถูกปลอมขึ้น
การติดตามคงเป็นไปได้ยาก จึงถามว่าควรให้ตำรวจตามตัวดีกว่าไหม ?
เธอตอกกลับอย่างเยือกเย็น โดยพูดถึงห้องน้ำชาใต้ดินที่คับแคบ และอยากเข้าไปต่อคิวหรือไม่
ประโยคนี้ทำให้คนรายงาน บอกจะค้นหาอย่างเต็มความสามารถ

เมื่อแองจี้เห็นว่าสุมาเดระมาหาเธอเร็ว คิดว่าเป็นเพราะโอโคโนกิขายเธอ
อามาคุสะแย้งว่า เขาคงไม่จ้างตนถ้าตั้งใจจะขายเธอ แองจี้ยอมรับความคิดนั้น


เขาจึงถามว่าทำไมถึงออกจากลิฟต์ชั้น 3
แองจี้จึงอธิบายเรื่องที่เกรงว่าจะถูกโอโคโนกิหลอกให้ไปที่นั่น
อามาคุสะรู้สึกสงสารประธานที่เธอไม่เชื่อใจเขา ซึ่งรถที่จอดรอนั้น คือ เขาเอง
เขารู้เพราะลิฟต์ที่ลงมาด้านล่างว่างเปล่า จึงคิดว่าคงเกิดอะไรขึ้นกับแองจี้

แองจี้เริ่มตระหนักว่า ที่การหลบหนียุ่งยากขึ้น เป็นเพราะเธอไม่เชื่อใจประธานโอโคโนกิ
แต่เธอปฏิเสธความคิดที่ว่า "เขาจะขายเธอ" ไปไม่ได้
เธอเริ่มคิดถึงเรื่องที่คุยกับประธานก่อนหน้านี้ "..... ปราศจากรัก ก็มองไม่เห็นมัน ......"

อีกด้านหนึ่ง แม่มดที่เฝ้ามองอยู่
เธอดูจะสนใจคาเคร่านี้ ที่ไม่ทำให้เธอเบื่อ (Kakera หมายถึง โลกย่อยๆ, ภาษาญี่ปุ่น หมายถึง ชิ้นส่วน)
แองจี้จึงถามเธอ เรื่องการหาความจริงเมื่อ 12 ปีก่อน ความจริงที่ไม่สามารถแก้ไขได้
คุณสามารถเชื่อว่าแมวในกล่องยังอยู่หรือตายแล้วก็ได้ แต่ความจริงถูกกำหนดไว้แล้ว
แองจี้เข้าใจว่านั่น คือ ทฤษฏี Schrodinger's Cat Box แต่เธอก็ยังคงไม่เข้าใจความหมาย
เธอจึงถามถึงการเปิดกล่อง เพื่อค้นหาความจริงนั้น
จนได้ข้อสรุปว่า ถ้าไม่เปิดมัน ทุกอย่างที่ไม่มีเหตุผลสามารถกลายเป็นความจริงแทน
เบิร์นยืนยันข้อความนั้น ความคิดไม่มีวันจนจะกลายเป็นความจริงโดยไม่มีสิ่งใดปฏิเสธได้

เมื่อพูดถึงรคเค็นจิม่าเมื่อ 12 ปีก่อน
แม่มดที่ชื่อเบียทริซ ได้ใส่ความเป็นไปได้ "อันไร้ที่สิ้นสุด" ลงในกล่องแมวนั้น
............ ทุกอย่างในกล่องที่ไม่ได้เปิด มันเป็นความจริง

แองจี้สงสัยต่อว่ากล่องที่ปิดเมื่อ 12 ปีก่อนนั้น แม้เธอจะไปเกาะรคเคนจิม่าตอนนี้ คงจะไม่มีทางรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
เบิร์นตอบว่าใครจะรู้ ? อาจมีบางอย่างที่คนที่สามารถเดินได้อย่างอิสระในปี 1998 รู้ก็ได้ แม่มดคนสุดท้าย "แองจี้ เบียทริซ"
เธอเป็นเหมือนตัวหมากที่เดินอย่างอิสระนอกกระดาน โดยที่เบียทริซไม่สามารถทำอะไรได้

เมื่อพูดถึงประโยคที่ว่า ความจริงสามารถเปลี่ยนได้ ถ้าสังเกตมัน ..... ทำให้นึกถึงบางอย่าง
วันหนึ่ง ดาวในกลุ่มเซ็นทอรัสเกิดระเบิด แสงนั้นข้ามมาใช้เวลา 4.4 ปีแสง ใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่งจึงมาถึงโลก
ถึงพระอาทิตย์ในเซ็นทอรัสจะตายไปแล้ว คนบนโลกก็ยังรู้ความจริงหลังจากเวลาผ่านไป 4 ปีครึ่ง
ไม่มีวิธีใดที่รวดเร็วไปกว่าความเร็วแสงอีกแล้ว บนโลกต้องใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่งเพื่อรู้ความจริงนั้น
แต่ในช่วงเวลานั้น ความจริงต่างๆ ก็หายไป ทฤษฏีที่ผิดต่อการระเบิดของดวงอาทิตย์ในกาแล็คซี่เซ็นทอรัสอาจจะบิดเบือนไป
เช่นเดียวกับเธอ ที่สงสัยป้าเอวาว่าก่อคดี แต่ความจริงนั้นก็ถูกบิดเบือนความจริงด้วยไสยศาสตร์ มนต์ดำ และเรื่องแม่มดทองคำ

เมื่อคุยต่อ แองจี้เริ่มเข้าใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น
ทั้งขวดที่มีจดหมายถูกส่งมา หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น
เรื่องเบียทริซตั้งใจจะให้ทฤษฏี Devil's Proof เป็นอาวุธโจมตี ตั้งแต่ต้น
รวมถึงจดหมายที่รายงานการสังเกตการณ์ในอนาคตหลัง 1986 นั้น มันไม่ได้ถูกสังเกตโดยเบียทริซหรือแบทเลอร์
มันเป็นเพียงการสังเกตโดยแองจี้ เบียทริซเอง

ถึงแองจี้จะไม่อยากพิสูจน์ข้อความจากกระดาษในขวดนั้น เพราะเป็นข้อความของแม่มด
แต่เธอนึกถึงคำพูดของโอโคโนกิ ที่กล่าวว่า ไม่สามารถมองภาพสามมิติด้วยตาข้างเดียวได้
เบิร์นเข้าใจว่า นอกจากจะไม่เชื่อเรื่องแม่มดแล้ว แองจี้ต้องมองในมุมมองของแม่มดเช่นกัน

ขวดนั้นลอยไปติดเกาะใกล้เคียงในหลายปีต่อมาหลังจากเกิดเหตุ ถูกส่งไปยังมือสมัครเล่นหลังจากนั้น
แองจี้ได้ยินเรื่องที่ป้าเอวาพูดจากโอโคโนกิ ....... แล้วก็สิ่งที่แม่มดพูด
ทำไมตอนนั้น ตัวเธอไม่ฟังมัน ? ถึงสิ่งที่เบียทริซพูด .....!

Chapter 4 : Red Truth, Blue Truth
Date :
4 ตุลาคม 1986
Time : 14.50 น.

เอวากล่าวถึงเรื่องอายุที่เหลือเพียง 3 เดือนของพ่อ แต่ประโยคนี้ก็ได้ยินตั้งแต่ปีก่อน
ดร.นันโจจึงบอกว่า ทางการแพทย์ควรเป็นเช่นนั้น แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งจึงทำให้เขาอยู่ได้นาน
เคลาส์พูดเรื่องที่น่ายินดีที่พ่อของเรายังคงมีความตั้งใจแบบนั้น และกล่าวถึงเรื่องที่ยังพบเขาไม่ได้
นัตสึฮิเสริมเรื่องที่ทุกคนไม่ได้อยากจะพบพ่อจริงๆ เพียงแค่ต้องการเรื่องสมบัติเท่านั้น
โรซ่าปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ก่อนพูดจบ รูดอล์ฟก็เสริมว่าต้องการพูดคุยกับพ่อก่อนที่ท่านจะสิ้นลม
ข้อความนั้นทำให้นัตสึฮิอารมณ์เสีย ส่วนเคลาส์ก็ให้เธอใจเย็นลง


ฮิเดโยชิก็พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มให้ทุกคนอารมณ์เย็นลง
เมื่อคุยกันต่ออีกหน่อย รูดอล์ฟเสนอเรื่องยืมกุญแจจากเก็นจิ
ส่วนโรซ่าถึงไม่ค่อยมั่นใจ แต่ก็ไม่ได้คุยกับพ่อมานานมา ถ้าเปิดประตูไปทักทายท่านสักครั้งก็คงดี
เอวาก็พูดเห็นด้วยกับโรซ่า แต่นัตสึฮิยังคงยืนกรานคำเดิม ด้วยเหตุผลเรื่องที่พวกเขาจะพูด
เคลาส์ยังคงยกเรื่องธุรกิจที่ย่ำแย่มาพูด สถานการณ์ดูจะแย่ลงเรื่อยๆ
เอวาทำเหมือนจะไปจับตัวเคลาส์ แต่ฮิเดโยชิก็มาขวางระหว่างทั้งสอง

คิริเอะถอนหายใจแล้วต้องการจะแสดงความคิดเห็น ในฐานะคนนอก เคลาส์ก็รับฟัง
เธอกล่าวถึงเรื่องการดูแลคินโซ ที่ให้เคลาส์ดูแลมาหลายปี
คิริเอะ รวมถึงญาติพี่น้องคนอื่น ต้องการรู้ว่า เคลาส์ดูแลคินโซได้ดีแค่ไหน
คำพูดนี้ทำให้ เอวาไม่เข้าใจ เรื่องที่พี่ใหญ่ดูแลพ่อ ? ฮิเดโยชิจึงให้เธออธิบายต่อ
เมื่อคิริเอะพูดต่อ เรื่องที่เคลาส์และนัตสึฮิอาสาดูแลพ่อ ซึ่งทั้งสองก็ยอมรับว่าเป็นหน้าที่ของพวกเขาและเธอ

เมื่อคิริเอะพูดถึงว่า นั่นเป็นหน้าที่ในฐานะพูดสืบทอดมรดก ทำให้เอวาอารมณ์เสีย และต่อว่าในฐานะคนนอก
พอรูดอล์ฟทำเหมือนเห็นด้วย ...... "ในฐานะผู้สืบทอดมรดก"
ทำให้โรซ่าและเอวา เริ่มสังเกตอะไรบางอย่าง และสายตาของเอวาก็เปลี่ยนไป
ท่าทีของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนนัตสึฮิไม่เข้าใจ

คิริเอะให้ข้อเสนอบางอย่างแก่เคลาส์ ซึ่งจะทำให้ทุกคนไม่ต้องพบพ่อ จนกว่าจะถึงงานศพของเขา
อันดับแรก นิยามของผู้สืบทอดมรดกหมายถึงคนดูแลผู้นำตระกูลในปัจจุบัน อุชิโรมิยะ คินโซ
สอง หน้าที่ดูแลอุชิโรมิยะ คินโย ในช่วงชีวิตที่เหลือ เป็นหน้าที่ของคุณ ซึ่งคุณก็ยอมรับแต่แรก จึงไม่น่ามีปัญหา
สาม ถ้าละเลยหน้าที่ของคนดูแลตามหน้าที่ เขาจะถูกปลดในฐานะคนดูแล
พอถึงข้อสาม ท่าทีของเคลาส์ก็เปลี่ยนไป

จากนั้นอธิบายเพิ่มเติม เรื่องที่ให้พ่อมีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ถ้าพ่อเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากปกติ เคลาส์จะเสียสิทธิ์ในฐานะผู้ดูแล
และพี่เอวา จะถูกเลือกในฐานะผู้สืบทอดคนต่อไปแทน
แน่นอนว่าเคลาส์และนัตสึฮิพยายามปฏิเสธเรื่องนี้ การตายมีหลายวิธี เช่น สำลักอาหารตาย เป็นต้น

เธอจึงอธิบายต่อ ถ้ากรณีเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด นอกเหลือที่คนดูแลจะควบคุมได้ กรณีนั้นไม่มีปัญหา
เคลาส์ถึงถามต่อว่ากรณีไหนล่ะ ที่ถือเป็นภาระของเขา ?
คิริเอะจึงยกตัวอย่าง ....... ถ้าเขาหายสาบสูญ
เธอยกตัวอย่างต่อ เช่น กรณีที่เขาเกิดอาการหลงลืม แล้วเข้าไปในป่า จากนั้นหายสาบสูญ
นั่นเป็นความรับผิดชอบของคนดูแล

คิริเอะยกตัวอย่างประโยคหนึ่งขึ้นมา
"วันหนึ่ง ชั้นเห็นพ่อเข้าไปในป่า ชั้นตามเขาไปแต่ไม่พบ จึงเรียกตำรวจแล้วค้นหา แต่ก็ไม่พบเขา หลังจากนั้น 7 ปี ชั้นจึงต้องประกาศว่าเขาตาย"
พวกเธอคงยอมรับคำอ้างนี้ไม่ได้
กรณีที่พ่อตาย สามารถชันสูตรได้ว่าเขาตามเพราะเหตุใด รวมถึงความรับผิดชอบในฐานะคนดูแลด้วย
คิริเอะจึงบอกต่อว่าเธอสงสัยมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว
เคลาส์จึงตีความสิ่งที่คิริเอะพูด เธอพยายามบอกว่าพ่อตายไปแล้ว และเขาพยายามปกปิดมัน

(Metaworld)
แบทเลอร์ เห็นแบบนั้น จึงพูดถึงเกมที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงกรณีคนที่ฆ่าดร.นันโจ
ที่กล่าวถึงคนทั้ง 18 คน แต่ดร.นันโจกลับสามารถถูกฆ่าได้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ และมีความขัดแย้ง
เกรเทล เข้าใจอย่างรวดเร็ว แล้วสรุปออกมาดังนี้
.... ไม่มีคนที่ 19 บนเกาะ และทริกนี้ทำให้เราเชื่อว่ามีคนไม่อยู่จักปนอยู่ในนั้น
หรืออีกนัยหนึ่ง  ชื่อของทั้ง 18 คน "ไม่ได้ตรงกับ" 18 คนบนเกาะ.....


แบทเลอร์ขยายความต่อเรื่องนี้ กล่าวคือ
ไม่มีการยืนยันว่า ชื่อของทั้ง 18 คน = 18 คนบนเกาะ
ใน 18 คนที่เป็นหรือตายที่ประกาศนั้น อาจมี X ที่ไม่รู้จักอยู่ในนั้น
มีหลายความเป็นไปได้ที่จะใช้ซ่อนชื่อของคนทำผิด
อย่างแรก แม้ว่าเขาจะไม่อยู่บนเกาะ อาจจะเป็นใครสักคนที่เชื่อว่าอยู่บนเกาะ
ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่มีพยานรู้เห็น ก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น
คนที่เหมาะสมที่สุด คือ ปู่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เขาจะตายแล้ว และเคลาส์พยายามโกหกว่ายังมีชีวิตอยู่

เกรเทล กล่าว ถ้าคินโซตาย และไม่ถูกประกาศ การแบ่งสมบัติจะไม่เกิดขึ้น
แบทเลอร์รู้ว่า เคลาส์มีเหตุจูงใจหลายอย่างที่จะทำแบบนั้น
ถึง X ไม่อยู่ใน 19 คน แต่ถ้า X อยู่ในกลุ่ม 18 คน
นั่น คือ กลุ่มคนที่รู้จักมีเพียง 17 คน ไม่ใช่ 18 และ X เป็นคนที่ก่อคดี
แบทเลอร์กล่าวถึงปริศนาใหญ่ข้อนี้ แล้วถามไปยังเบียทริซ

เมื่อย้ายมายังห้องน้ำชาของแม่มด เบียทริซหัวเราะและกล่าวดูถูกแบทเลอร์
แต่เขาก็ไม่หลงคารมของเธออีก และให้เธอยืนยันเรื่องคนที่ 18 รวมทั้งปู่ว่ายังมีชีวิต ด้วยท่าทีที่จริงจัง
เบียทริซยังคงดูถูก และพูดเย้ยหยันเขาต่อไป
เกรเทลเฝ้ามอง และดูเหมือนจะเข้าใจดี เธอจะไม่ตอบเรื่องนั้นง่ายๆ
ตราบใดที่คิดว่า ข้อมูลบางอย่าง ยังเป็นมีประโยชน์สำหรับเธออยู่

เกรเทล ต่อว่าเรื่องที่เขาถูกหยอกล้อด้วยข้อความสีแดงมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน
ตอนนี้สถานะการณ์เปลี่ยนไป เขากำลังถูกหลอกล่อด้วยข้อความสีแดง ไม่ได้ใช้เป็นอาวุธของเขา
ดังนั้น แม่มดจึงไม่ใช้ข้อความสีแดงโดยปราศจากเหตุผลอีก

เบียทริซจึงบอกว่าเกรเทลดูต่างจากแบทเลอร์ และเป็นศัตรูที่น่ากลัวสำหรับเธอ
เมื่อแบทเลอร์หวังว่าเธอจะใช้ความจริงสีแดง คิดว่าเธอจะตอบตามที่เขาต้องการงั้นเหรอ ? ...... ไม่ !
แม่มดต้องการใช้สีแดงเพื่อกดดันเขาเท่านั้น
เกรเทลช่วยเสริม ว่าเบียทริซต้องการให้เขาอยู่ในสถานะที่เธอต้องการเท่านั้น
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เธอจะไม่เล่นเกม ที่บอกให้เธอยืนยันอีกแล้ว


การตอบแบบนั้น ทำให้เบียทริซชมเธออีกครั้ง
แม่มดจะใช้สีแดงตามที่เธอต้องการ และไม่ใช้เมื่อมนุษย์ต้องการ แต่ก็ขึ้นกับรายละเอียด
เมื่อแบทเลอร์สงสัย เกรเทลจึงอธิบายเรื่องรายละเอียดเพิ่ม
แม่มดไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องตอบเมื่อแบทเลอร์ต้องการ ยกเว้นแบทเลอร์จะทำลายทฤษฏีของแม่มดเท่านั้นที่เธอต้องตอบ
เพราะว่าไม่มีกรรมการ ดังนั้นสิ่งที่ไม่ปฏิเสธมันจะกลายเป็นความจริง
สิ่งที่แม่มดอ้างจะเป็นจริง เมื่อเขาล้มและหยุดคิด

แบทเลอร์เริ่มเข้าใจ เมื่อเธอไม่ได้ตอบโต้สิ่งที่เขาเดา สิ่งนั้นน่าจะเป็นความจริง รวมถึงสิ่งที่เขาคาดไว้
เกรเทลจึงกล่าว ว่ามันจะเป็นความจริง จนกว่าจะมีความจริงใหม่ในอนาคต
กล่าวคือ แม่มดอาจจะระงับการโต้แย้งว่า แม้ว่าเป็นสิ่งที่นายคิดพลาด
อีกเหตุผล คือ แม่มดอาจเมินเฉยเพราะนั่นไม่ส่งผลกระทบต่อทฤษฏีความเชื่อต่อแม่มด
ตอนนี้เราคงไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างสองเหตุผลนั้นได้

แม่มดยังคงหัวเราะ กล่าวถึงท่านหญิงเบิร์นกัสเทลที่โยนหัวหมากเจ้าปัญหามาให้
เกรเทลพูดต่อ แม่มดรู้ว่าจะตอบตามความต้องการให้ย้ำตอนไหน ........ อาจเรียกว่า การถ่วงเวลา ก็ได้
แบทเลอร์เข้าใจอีกว่า เมื่อเบียทริซไม่ปฏิเสธเขา จนเขาคิดว่าเป็นความจริงไปเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด เธอสามารถล้มล้างความเชื่อที่ผิดพลาดของเขาให้หายไปในทันทีได้
ชิ้นส่วนหนึ่ง เชื่อมต่อกับชิ้นส่วนหนึ่ง ถ้าให้เธอยืนยันไปเรื่อยๆ ตำแหน่งของแบทเลอร์จะดีขึ้นทีละน้อย
แต่เบียทริซรู้กลยุทธิ์ถ่วงเวลา เขาไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธเหตุผลที่คิดได้อีก

เบียทริซบอกว่ามันเป็นจริงตามนั้น แล้วยังหัวเราะต่อแบทเลอร์ต่อ
เกรเทล พูดต่อว่า แม่มดจะโต้แย้งเฉพาะกรณีที่ส่งผลต่อความเชื่อต่อแม่มดเท่านั้น แล้วถามต่อเบียทริซ
เธอยืนยันว่าใช่ แม่มดต้องปฏิเสธเมื่อมีทฤษฏีที่บอกว่า "สามารถทำได้โดยมนุษย์" เช่นเดียวกับจบเกมที่ผ่านมา
ไม่เช่นนั้น มนุษย์จะยืนยันว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะได้

เกรเทลจึงพูดเรื่องมุมมองของแม่มดเกี่ยวกับทริกของฝ่ายมนุษย์
จึงถามว่า สิ่งที่เขาบอกให้แม่มดย้ำ ต้องตอบโต้ระหว่างเกม (Episode) ใช้หรือไม่ ?
แม่มดจึงตอบว่า เป้าหมายของแบทเลอร์ คือ การแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ทำเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือมนุษย์ และปฏิเสธเธอ
เมื่อเขาทำสำเร็จ เขาจะเป็นผู้ชนะในเกมนั้น

เกรเทล จึงขอยืนยันกฏของเกมอีกครั้ง เราจะดูเกมจนถึง 24.00 ของวันที่ 5 ตุลาคม 1986 ในเกม
เมื่อถึงเวลานั้น ฝ่ายมนุษย์จะอธิบายทริกที่นำมาใช้ และถ้าแม่มดไม่สามารถโต้แย้งได้ ฝ่ายมนุษย์จะชนะ
เบียทริซขอเพิ่มกฏ ที่ว่าฝ่ายแม่มดก็มีโอกาสที่จะโต้แย้งเช่นกัน
เกรเทล จึงบอกว่าจะจำกัดเวลา 1 นาที ถ้าไม่สามารถตอบโต้ได้ ชัยชนะจะถูกประกาศ
เบียทริซขอนำกฏเดียวมาใช้กับฝ่ายมนุษย์ ถ้ามีปริศนาที่ไม่ได้ถูกตอบโต้แม้เพียงข้อเดียว จะกลายเป็นชัยชนะต่อแม่มดเช่นกัน และเกมจะจบลง

แบทเลอร์ถึงจะไม่มีส่วนร่วมในบทสนทนา แต่ก็คิดเห็นตามนั้น
เกรเทลเตือนว่า มันต้องทำก่อนถึง 0.01 น. ในวันที่ 6 ตุลาคม และเขาต้องไขปริศนาทั้งหมด ไม่ใช่นั้นจะประกาศชัยชนะไม่ได้

เบียทริซจึงพูดว่า เธอใช้สีแดงได้ และตอนนี้เธอจะอนุญาติให้เขาสามารถใช้ข้อความสีฟ้าได้
เมื่อจะอธิบายการฆ่าด้วยเวทมนตร์ของเธอด้วยกลวิธีของมนุษย์ เขาจะอธิบายในสีฟ้า
เธอจะตอบโต้ข้อความสีฟ้านั้น ด้วยข้อความสีแดงตอนจบเกม
เบียทริซเสริมอีกว่า ข้อความสีฟ้า จำกัดว่าต้องใช้ปฏิเสธทฤษฏีของแม่มดเท่านั้น


ถึงฟังดูน่าสับสน แต่แบทเลอร์อธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อย
เช่น กรณีมาสเตอร์คีย์ 5 ดอก ถ้าเขาพูดว่า
"แท้จริงแล้ว มาสเตอร์คีย์มี 5 ดอก"
มันจะถูกยืนยัน เมื่อเธอบอกว่าไม่มีมากกว่า 5 ดอก
แต่มันไม่ได้ปฏิเสธแม่มด จึงไม่สามารถใช้ข้อความสีฟ้าได้

ถ้าเขาต้องการจะใช้ข้อความสีฟ้า จำเป็นต้องถามแบบนี้
"แท้จริงแล้ว จำนวนมาสเตอร์คีย์มีมากกว่า 5 ดอก ฆาตกรเข้าหรือออกประตูด้วยกุญแจที่เพิ่มขึ้นมา!"
ซึ่งทำได้เมื่อแม่มดบอกว่าห้องปิดตายทำโดยเวทมนตร์ เป็นการสร้างการบทสนทนาตอบโต้
กล่าวคือ เขาไม่สามารถสั่งให้เธอยืนยันในข้อมูลที่เขาต้องการได้
ดูจะทำให้เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่บ้าง

แบทเลอร์กล่าวถึงความเสียเปรียบของเขา ที่ต้องตอบโต้ในนาทีเดียวช่วงจบเกม
ถ้าเขาถูกปฏิเสธทฤษฏีได้ เขาแทบจะไม่มีเวลาตอบโต้เธอเลย
เกรเทลจึงบอกว่าเขาจะยอมแพ้ก่อนจะเริ่มสู้อีกเหรอ ? ไม่มีใครที่บอกให้เขาใช้สีฟ้าเฉพาะปริศนาเท่านั้น
เมื่อถามว่าแบทเลอร์เข้าใจความหมายนั้นไหม ? แบทเลอร์ไม่เข้าใจสิ่งที่เธอกำลังจะสื่อ

เกรเทลกล่าว ก่อนหน้านี้เขาสู้จนถึงบัดนี้ เขาสร้างทฤษฏีโจมตีแม่มด
ถ้าไม่สำเร็จ ก็ใช้ทฤษฏีต่อไป เขาจะไม่สามารถต้อนแม่มดให้จนมุมได้
ตอนนี้ เขาไม่ต้องไขปริศนาด้วยคะแนนอีกแล้ว สามารถโจมตีเขาด้วยกำแพงได้
เขาเข้าใจ เปรียบเหมือนการยิงธนูใส่เป้า ถ้ายิงถูก การจะยิงธนูปักธนูเดิม เป็นไปได้ยาก
เปรียบเป็นปืนพก ก็ไม่ต่างกัน การยิงกระสุนซ้ำเป้าหมายเดิม เป็นไปได้ยาก

ทำยังไงถึงจะยิงมันโดน ? ถ้าปืนพกไม่เวิร์ค ..... ใช้ปืนลูกซองสิ !
แทนที่จะยิงทีละนัด ก็โจมตีด้วยกระสุนกระจายในครั้งเดียว
การโจมตีด้วยทฤษฏีเดียว และหวังกับมัน มันทำให้หยุดที่จะคิด
การโจมตีแบบรวดเดียว กระจายไปหลายทิศทางราวกับกำแพง เพียงนัดเดียวโดนเป้าหมายก็เพียงพอ

ถ้าความจริงสีแดงเปรียบเหมือนดาบคาตานะ ดังนั้นสีฟ้าของเขาก็เหมือนปืนลูกซอง (Shotgun)
ไม่สิ คงเหมือนปืนกลหนัก ที่จะยิงจนเปลี่ยนแม่มดให้พรุนเป็นรังผึ้ง
สำหรับแบทเลอร์ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกับการสู้จริงๆ ของเขาแล้ว เขาขอบคุณเกรเทล

แบทเลอร์จึงเริ่มโจมตีครั้งแรก ตามที่เบียทริซท้าทาย
"อุชิโรมิยะ คินโซ ได้ตายไปแล้ว ดังนั้นจำนวนคนที่แท้จริงบนเกาะ คือ 17 คน ดังนั้น คนที่ 18 "X" เข้าร่วมด้วย สมมุติว่า X มีตัวตน แม้ว่าทั้ง 17 คนที่เหลือจะมีพยานรู้เห็น การฆาตกรรมก็ยังคงเกิดได้"

(เกาะรคเคนจิม่า)
คิริเอะเสนอทฤษฏีที่ว่า พ่อตายไปแล้ว แต่พี่ใหญ่ซ่อนไว้ เพราะไม่ต้องการแบ่งสมบัติ
แน่นอนว่าเคลาส์กับนัตสึฮิพยายามปฏิเสธ และฟังเหมือนกับเรื่องเหลวไหล
แต่คิริเอะก็อ้างถึงตำรวจให้มาตรวจสอบ ซึ่งเอวาก็เห็นด้วย
ถึงเคลาส์จะยังคงสงบนิ่งและเพิกเฉยต่อคำพูดนั้น
แต่เนื่องจากคินโซควรจะตายตั้งแต่ปีก่อน ทำให้น่าสงสัยมากยิ่งขึ้น
ถ้าเคลาส์ทำให้พ่อหายไป 7 ปี จะประกาศได้ว่าเขาตาย โดยไม่จำเป็นต้องชันสูตรศพได้
คิริเอะ ขอโทษที่ตัวเองทำเหมือนเล่นเป็นนักสืบ

นัตสึฮิแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว จะขับไล่ทุกคนที่คิดเรื่องน่าขายหน้าแบบนั้นออกไป และไม่ให้กลับมาที่นี่อีก
คิริเอะโต้กลับว่า คำพูดนั้นมันใช้ได้กับปีก่อน แต่ปีนี้ไม่ได้ผล
เหตุผลเก่าที่ว่าพ่ออารมณ์ไม่ดีและไม่อยากพบพวกเรา นำมาใช้อีกครั้งไม่ได้
เธอยังกล่าวต่อเรื่องที่ควรจะทำให้เขาหายไปเร็วกว่านี้ โดยไม่รอวันพบปะของครอบครัว

ก่อนที่เคลาส์จะเมินเฉยอีก คิริเอะตัดบทพูดบางอย่าง
กรณีที่พ่ออารมณ์ไม่ดีจริง ในฐานะผู้ดูแล เคลาส์ก็มีสิทธิ์ไม่ให้พบเช่นกัน
ถ้าเขายอมรับข้อเสนอของพวกเรา ทุกอย่างจะตกลงกันได้
หลังจากนั้น ถ้าดูแลพ่อดี พ่อ ไม่มีทางที่พ่อจะตายโดยสร้างปัญหาให้ระหว่างการชันสูตร
อีกอย่าง พ่อเกลียดโรงพยาบาล ดังนั้นเขาคงตายในห้องค้นคว้า
และต้องมีการชันสูตรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
มีทางเดียว ที่ฆ่าเขาโดยปราศจากการชันสูตร คือ ทำให้เขาหายไป

เอวาเริ่มหยอกว่าคิริเอะกำลังแกล้งพี่ชายมากเกินไป เธอพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ตามด้วยโรซ่า และรูดอล์ฟ ที่กำลังต้อนเคลาส์จนสีหน้าเขาเปลี่ยนไป
เคลาส์เข้าใจว่า ทุกคนกำลังให้เขาจ่ายเงินเป็นหลักประกัน

คิริเอะยังคงเสนอยอดตัวเลขสำหรับประกันต่อ
- 3,000 ล้านเยน สำหรับพี่น้องแต่ละคน
- โอนเงิน 10% (300 ล้าน) ให้แก่แต่ละคน ก่อนสิ้นปี
นั่นหมายถึง 9,000 ล้านเยน เคลาส์ปฏิเสธว่าไม่มีเงินมากขนาดนั้น
ซึ่งถ้าไม่มีเงิน ก็น่าจะยืมพ่อมาจ่ายได้เช่นกัน

เคลาส์กับนัตสึฮิแสดงท่าทางโมโหอีกครั้ง แต่ฮิเดโยชิก็ให้ใจเย็น และให้เวลาเขาคิด
เมื่อเคลาส์ใจเย็นลงเล็กน้อย จึงบอกว่าเขาเข้าใจความรู้สึกที่อยากพบพ่อของพวกน้อง และจะนำไปบอกพ่อ
โรซ่าและรูดอล์ฟเห็นด้วย เอวาให้ข้อเสนอว่าต้องพาพ่อมาภายในคืนนี้ ถ้าไม่เช่นนั้น พรุ่งนี้เธออาจต้องพังประตูเพื่อพบพ่อ
เคลาส์จึงออกจากห้องไปพร้อมนัตสึฮิ

หลังจากทั้งสองไป ฮิเดโยชิถอนหายใจ แล้วนั่งบนโซฟา พูดว่าคิริเอะเป็นคนที่น่ากลัว
คิริเอะกล่าวขอโทษที่ทำแบบนั้น รูดอล์ฟก็คิดไว้ว่าเธอทำตามแผนที่เคยคุยกัน แต่ทำได้ดีกว่าที่คิด จนน่าจะสรรเสริญเธอ
โรซ่ากล่าวถึงทรัพย์สินของเคลาส์ที่น่าจะมีอย่างมาก 750 ล้านเยน การขอ 900 ล้านเยนไม่มากไปงั้นเหรอ
คิริเอะจึงตอบว่าเป็นแบบนั้นก็ดี เพราะถ้าเสนอน้อยกว่า 750 ล้านเยน เขาอาจจะยอมจ่ายจริงๆ ก็ได้
อีกทั้งคิริเอะไม่คิดว่าเคลาส์จะโน้มน้าวพ่อสำเร็จเหมือนกัน ..... เพราะเธอเชื่อว่าการโน้มน้าวคนที่ไม่มีตัวตน เป็นไปไม่ได้

ด้านเคลาส์ และนัตสึฮิ ไปที่ห้องของคินโซ เคลาส์รู้สึกว่าปีนี้มันตึงเครียดยิ่งกว่าปีที่ผ่านมา
ส่วนนัตสึฮิ ก็ขอร้องให้พ่อลงไปพบพวกพี่น้อง
เสียงที่ตอบกลับมา คือ "เปล่าประโยชน์"
เงาขนาดใหญ่ของคนที่ยืนหน้าต่าง กลับมาหันเผชิญหน้ากับเคลาส์และนัตสึฮิ

เหลือชีวิตแค่ 3 เดือน ? ชายแก่ที่หมดสิ้นทุกอย่าง ? แกหมายถึงใคร ?
เจ้าพวกโง่ !! พวกแกมาที่นี่เพราะพวกน้องขู่งั้นเหรอ ? มันน่าอับอายจริงๆ !!
คินโซหันกลับมาต่อว่าเคลาส์อย่างน่าเกรงขาม บรรยากาศเปลี่ยนไป


ลมที่พัดเข้ามาในห้องอย่างรุนแรง ไม่แปลกที่เคลาส์จะล้มลงจนนั่งกับพื้น นัตสึฮิก็ก้มตัวลงเพื่อช่วยเขา
ระหว่างนั้น เสียงเดินของคินโซ ย่างก้าวเข้ามา
คินโซบอกว่าเขาได้ยินจากคานอนแล้ว เรื่องความน่าสมเพชที่เคลาส์ถูกพวกน้องกดดัน

คินโซไม่สนคำพูดแก้ตัวของนัตสึฮิ จากนั้นก็เอื้อมมือไปจับคอของเคลาส์ ไม่สิ เพียงแค่นิ้วชี้เท่านั้น
จากนั้นบิดแล้วค่อยๆ ยกมันขึ้นด้วยนิ้วเดียว ทำให้เคลาส์ลอยขึ้น
เคลาส์พยายามร้อง นิ้วอันทรงพลังของคินโซ ส่งผลให้หายใจไม่ออก
ตอนนี้จะขอโทษคินโซก็ยังทำไม่ได้ คินโซก็แรงมากแทนที่จะเป็นเพียงชายชรา กลับแข็งแรงราวกับซูเปอร์แมน
นัตสึฮิขอโทษแทนสามี คินโซหัวเราะเยาะอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เมื่อหัวเราะเสร็จก็โยนเคลาส์ ราวกับขว้างเศษกระดาษ จนไปชนกับกำแพง
คินโซกล่าวถึงเรื่องที่เขาไม่แยแสต่อสิ่งใดๆ ในชีวิตอีก ยกเว้นเพียงการได้พบเบียทริซ
แต่ดูเหมือนทุกสิ่งจะไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคิดทุกอย่าง
ในคำสัญญาทุกอย่างแต่ต้น สิ่งที่ไม่ได้รับจากแม่มดเท่านั้นที่จะยังคงหลงเหลืออยู่
ซึ่งนามสกุลอุชิโรมิยะ ไม่ใช่สมบัติของแม่มด....... ใครเหมาะสมที่จะสืบทอดมัน ?
ตอนนี้คินโซเปลี่ยนใจแล้ว .... เขาจะไปพบคนในตระกูล
เมื่อเขานั่งที่ เขาจะประกาศบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เรื่องผู้สืบทอดตระกูล
เขาจะแก้ปัญหาการทะเลาะของเจ้าพวกหน้าโง่ ด้วยตัวเอง (หัวเราะ)

เพิ่มเติม (ใน Chapter ต่อไป) : ใน Sound Novel ถ้าเปิดใน Tip ในส่วนของแม่มด
จะมีอธิบายเกี่ยวกับคินโซ ในนามของจอมเวท ว่า "Goldsmith" (จอมเวทในเรื่อง คือ Witch, ผู้แต่งเรื่องกำหนดไว้ว่า Witch ในเรื่อง หมายถึง ทั้งพ่อมดและแม่มด)
เป็นผู้ที่มีพลังการอัญเชิญเหนือยิ่งกว่า การอัญเชิญของเบียทริซ ..... ถึงจะมีอำนาจอื่นด้อยกว่าจอมเวทคนอื่น ไม่สามารถทำให้น้ำร้อนได้ด้วยซ้ำ แต่สามารถเรียกอสูรที่มีอำนาจแม้ต้มทะเลให้เดือดก็ยังได้
ต้นกำเนิดพลังเวทของ Goldsmith คือ Arithmetic Miracle (ตำราเวท ?) และ Megical Compendium (อัญมณีเวท) เฉพาะตัว
ภายหลังเบียทริซสังเกตต้นกำเนิดพลังนั้น และเปลี่ยนแปลงอัญมณีเวทนั้น


Chapter 5 : Ange's Recollection
Date :
4 ตุลาคม 1986
Time : 6.07 น.

บนเกาะรคเคนจิม่า โรซ่าพามาเรียกลับมาที่คฤหาสถ์ และเรียกให้คนรับใช้เอาผ้าเช็ดตัวมาให้
เช่นเคย มีการทะเลาะของโรซ่าและมาเรียในสวนดอกกุหลาบ ก่อนที่จะสงบสติลง
จากนั้นจอร์จ ก็พูดถึงร่มที่มาเรียถือ แต่มาเรียก็ยังไม่ทันพูดอะไร
โรซ่าขอให้ลูกสาวสัญญาว่า ถ้าฝนตกให้ไปหลบในที่กันฝน มาเรียก็สัญญา
ระหว่างนั้น คานอนหยิบผ้าเช็ดตัวมาให้ ก่อนที่จะจากไป
เมื่อโรซ่าพูดว่าจะแบ่งของหวานให้มาเรีย ดูเธอจะดีใจมาก จนพวกพี่น้องคนอื่นนึกถึงความอบอุ่นแบบนั้นในอดีต

แบทเลอร์พูดสิ่งที่เห็นกับเจสซิก้า แต่เธอบอกว่าแม่เธอเอาแต่ดุ ให้เธอเรียน เรียน แล้วก็เรียน
จอร์จบอกว่านั่นเป็นความรักต่อลูก แม่เขาก็เข้มงวดเช่นกัน แต่ตอนนี้เขาเข้าใจว่าเธอห่วงเขา
เมื่อมาเรียบอกว่ารักแม่มาก ทั้งสองจับมือกันแล้วร้องเพลง ด้วยความอบอุ่น .........................



(Metaworld)
..........เพล้ง..........

อีกด้านหนึ่ง แบทเลอร์ถามเกรเทล ว่าเป็นอะไร
เธอตอบอย่างเย็นชาว่าไม่ระวัง ขอโทษที่ทำมันตก
ต่อให้คนหัวทึบแบบแบทเลอร์ก็มองออกว่า เธอกำลังอารมณ์ไม่ดี
โรโนเวปรากฏตัว แล้วรับอาสาทำความสะอาดแทนเธอ
เมื่อถามว่าต้องการชาอีกแล้วไหม เกรเทลปฏิเสธ ชาดำของปีศาจไม่เหมาะกับเธอ
เบียทริซจึงพูดว่า มีคนไม่ถูกคอกับชาดำของโรโนเวด้วยเหรอ ?


ตอนนี้เกรเทลบอกว่ากำลังเบื่อ และขอตัวไปข้างนอกสักพัก
แบทเลอร์จึงบอกว่า นี่กำลังจะถึงช่วงที่มาเรียบอกเรื่องร่มและจดหมายจากเบียทริซ เป็นส่วนสำคัญเลยนะ
หลังจากฝากหน้าที่ทำความสะอาดกับโรโนเว เธอก็หายตัวไปทันที ..... ไม่มีใครเข้าใจเหตุผลนั้น

เมื่อแองจี้ออกมา เธอบอกว่าทนไม่ได้
มาเรียใน Metaworld ปรากฏตัว ไม่เข้าใจว่าทำไมแองจี้ถึงหงุดหงิด


แต่สีหน้าของมาเรียตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดเช่นกัน
ขณะที่ชั้นแบมือในความว่างเปล่านั้น มีหนังสือปราฏขึ้นบนมือ เป็นไดอารี่ของมาเรีย
มันพลิกไปทีละหน้าได้เอง โดยไม่ต้องมีลมและประตูสู่โลกของพี่มาเรียก็ได้ถูกเปิดออก
ทำไมเธอถึงคิดว่ามาเรียไม่มีความสุข ? มาเรียถามแองจี้
หน้าของไดอารี่ถูกพลิกอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง ถึงช่วงนั้น.......

(ในอดีตของมาเรียและโรซ่า)
โรซ่าโทรมาบอกมาเรียเช่นเคย ว่ามีธุระด่วน คงกลับไม่ได้จนถึงพรุ่งนี้ตอนค่ำ
มาเรียจึงถามเรื่องดูหนังในวันอาทิตย์ แต่น้ำเสียงของโรซ่าดูเหมือนจะลืมสนิท
เธอจึงบอกขอโทษที่ถามเรื่องนั้น
มาเรียจึงบอกว่าเธอจะเฝ้าบ้าน และทำตามที่แม่เคยสอนไว้ทุกอย่าง
โรซ่ายังคงกำชับเรื่องเวลานอน และอื่นๆ ก่อนที่จะวางสาย

มาเรียกลับมาที่ห้อง เธอปิดทีวีไว้ระหว่างดูกับซากุทาโร่
ดูเหมือนซากุทาโร่อยากจะดูต่อ แต่มาเรียกลับไม่รู้สึกแบบนั้น
เธอคิดถึงเรื่องที่แม่ทำงานล่วงเวลา จนกลับบ้านไม่ได้
แต่มาเรียคิดว่าเธอคงมีเดทหรืออะไรสักอย่าง บ่อยครั้งที่กลับหลังจากที่ดื่มแอลกอฮอล์
ส่วนใหญ่เธอจะตรงไปอาบน้ำ แล้วเข้านอน

รูปที่มาเรียวาด ถูกหัวเราะโดยทุกคน แต่เธอยังต้องการให้แม่ดู ซึ่งแม่ก็ไม่เคยดูมันเพื่อเธอ
เมื่อคนในห้องละทิ้งหน้าที่ทำความสะอาด เธอก็พยายามทำเต็มที่ และถูกชมโดยอาจารย์
เมื่อซื้อของ ชายที่ร้านก็ชื่นชมเธอ และให้ของฟรีแก่เธอ
มีหลายๆ สิ่งที่มาเรียอยากจะพูดกับแม่ แต่เธอไม่เคยว่าง
ซากุทาโร่พยายามให้กำลังใจ มาเรียก็ยังคงบอกว่าไม่ชอบงานของแม่ ทำไมแม่ไม่เปลี่ยนงาน

ซากุทาโร่ยกเรื่องต่างๆ ที่แม่ทำงานแล้วได้เงินมา
แต่มาเรียกลับไม่ต้องการทุกอย่าง ทั้งอาหาร, เสื้อ หรือเข้าแคมป์
ซากุทาโร่ยังคงพูดโรซ่าในแง่ดีหลายๆ เรื่อง จนกระทั่งมาเรียยอมรับ
คนสนิทของแม่ก็มีเพียงมาเรีย คนสนิทของซากุทาโร่ก็มีเพียงมาเรีย
สุดท้ายมาเรียก็น้ำตานองหน้า ซากุทาโร่ยังคงให้กำลังใจเธอ ตอนนี้มันร้องไห้ตามเธอไม่ได้

ซากุทาโร่ยังคงให้รอจนกว่าแม่จะกลับมาในคืนวันอาทิตย์
กล่าวถึงเวทมนตร์ที่ทำให้เกิดรอยยิ้ม
แล้วเสนอวิธีที่ทำให้มาเรียอารมณ์ดีขึ้น ........ ปาร์ตี้ชุดนอน
ในยามค่ำคืนนี้ ก็กินขนม ดื่มน้ำอัดลมบนเตียง เล่นกันมันจนกว่าจะเหนื่อย
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ 3 ทุ่มตามที่แม่สั่งไว้ เป็นความลับระหว่างมันและเธอ
ถึงมาเรียจะยังไม่มั่นใจตอนแรก แต่สุดท้ายก็ทำตามที่ซากุทาโร่เสนอทุกอย่าง

คืนนั้นมาเรียทำตามที่ซากุทาโร่แนะนำหลายๆ อย่าง
ถึงเธอคิดว่าแม่อาจจะกลับมาระหว่างนั้น แต่คงเป็นไปได้ยาก
ถ้าแม่กลับมาร่วมสนุกกับเธอด้วยก็คงดี เธอคิดแบบนั้น
มาเรียวางจดหมายไว้บนโต๊ะของโรซ่า เขียนหน้าซองไว้ว่า
"ถึงแม่ วันนี้ทำงานได้ดีอีกแล้ว มาแบ่งปันความสนุกกันเธอ - จากมาเรีย"

มาเรียให้ของขวัญแก่ซากุทาโร่ด้วย เป็นผ้าพันคอสีแดงที่พบในคลังสมบัติของเธอ
ซึ่งแม่ของเธอเคยถักให้ และถักคำว่า "มาเรีย" ไว้ด้วย
เธอหุ้มมันรอบคอของซากุทาโร่ มันเข้ากับเขา ตัดสีเหลืองด้วยสีแดงเป็นอย่างดี
เป็นของขวัญชิ้นแรกที่มันได้รับ รู้สึกจะเขินๆ อยู่นิดหน่อย หลังจากที่พันแล้ว
ซากุทาโร่กล่าวว่ารักมาเรีย มาเรียก็เช่นกัน
ทั้งสองตกลงว่าจะทำความสะอาดห้องในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่แม่กลับมา


ตัดกลับมาที่มาเรียและแองจี้ นั่นคือ ความสุขที่เธอแสดงให้แองจี้เห็น
แต่แองจี้ไม่คิดแบบนั้น ถึงมาเรียจะมองว่าแม่เธอลืมคำสัญญา เป็นเพียงปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เธอยังคงมีซากุทาโร่เป็นเพื่อนเสมอ แองจี้ปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของมาเรีย แองจี้เริ่มน้ำตาซึม

 


มาเรียจำไม่ได้ว่า เธอเขียนความรู้สึกแบบนั้นลงไปด้วย ?
ถึงมันจะไม่ได้เขียนลงไป แต่เมื่ออ่านทุกบรรทัดแล้ว แองจี้เข้าใจความรู้สึกของมาเรีย
สิ่งที่เธอแสดงออกมา เป็นการแสดงถึงความเศร้า ไม่ว่าเรื่องที่จะไม่ได้ทำตามกฏของแม่ หรือปิดบังความเศร้า
มาเรียทำเหมือนเรื่องลืมสัญญาดูหนัง กับปาร์ตี้ชุดนอนเป็นคนละเรื่อง
แองจี้ก็ไม่คิดแบบนั้น นั่นเป็นความรู้สึกลึกๆ ของมาเรียที่ต้องการความรักจากแม่ เธอไม่เชื่อคำพูดของโรซ่า

มาเรียจึงบอกว่า แองจี้เป็นเด็กที่น่าเศร้า ซึ่งแองจี้ก็ไม่อยากให้พี่มาเรียสงสารเธอ
มาเรียจึงบอกว่า "ข้อเท็จจริง" เกี่ยวกับความสนุกในปาร์ตี้ชุดนอน ถูกบันทึกไว้ในไดอารี่
ถ้า "ข้อเท็จจริง" เดียวกัน ถูกมองโดยคนอื่น มันจะถูกเปลี่ยนรูปแบบไป
มาเรียกล่าวถึงสิ่งที่เคยคุยกับเบิร์นกัสเทลก่อนหน้านี้
ความจริง ไม่สามารถแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่สังเกตมัน อย่างไรก็ตาม มันถูกรับรู้ได้
ในอีกความหมายหนึ่ง ขึ้นกับคนที่รับมัน ความจริงเดียว สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นหลายความจริง
และความจริงในอดีต มันเจ็บปวดยิ่งกว่า ความจริงในอนาคต

ในไดอารี่นั้น มาเรียเขียนสิ่งที่เกิดในคืนนั้น มันสนุกมากๆ
แองจี้จึงบอกว่า มาเรียบอกว่าเหตุการณืในคืนนั้น เป็นสิ่งที่สนุกมาก
มาเรียพูดต่ว่า เมื่ออ่านไดอารี่นั้น แองจี้คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ
แองจี้ตอบ ถึงอธิบายว่ามีความสุข เธออ่านมันในความหมายที่แตกต่าง

มาเรียจึงบอกให้เธอหยุด ด้วยสีหน้าที่จริงจัง และบอกว่ามันคือ ความจริง
และแองจี้อย่านำความจริงที่น่ายินดีนั้นไปละเลงสีทับ ด้วยความจริงใหม่ที่แตกต่างจากเดิม
แองจี้ยังคงถามเรื่องสิ่งนั้นทำให้พี่มาเรียมีความสุขจริงหรือ ?
มาเรียยังคงยืนยันคำเดิม คนที่ไม่ได้รู้สึกมีความสุขในสถานะการณ์เดียวกันนั้น เป็นคนที่น่าสงสาร

มาเรียและแองจี้อยู่ในสถานะการณ์เดียวกัน โดดเดี่ยว และปราศจากเพื่อน
แองจี้ยอมรับความจริงที่โดดเดี่ยว เป็นไปตามนั้น
แต่มาเรีย ละเลงสีทับความจริงอันโดดเดี่ยว ด้วยความจริงอันแสนสุข
อุชิโรมิยะ มาเรีย ได้รับความจริงอันน่าเศร้า แล้วเปลี่ยนมันเป็นความสุข
เป็นเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่างระหว่างชั้น (แองจี้) และพี่มาเรีย
และแม้ว่าชั้นจะไม่สามารถยอมรับสิ่งนั้นได้...... ชั้นยังคงอิจฉาพลังนั้น

มาเรียยืนยัน เรื่องพลังนั้น มาเรียสามารถมีความสุขได้ แต่แองจี้ปราศจากมัน
แองจี้จึงถามว่า พลังนั้น คือ อะไร ?
มาเรียเรียกมันไม่ถูกเหมือนกัน ไว้คุยเรื่องนี้กันภายหลัง
เธอพูดถึงหน้าต่อไปของไดอารี่ เรื่องของขวัญที่แม่มอบให้หลังเธอกลับมา

โรซ่ากลับบ้านในสภาพที่เหนื่อยล้า
มาเรียแสดงอาการดีใจอย่างมาก รวมถึงซากุทาโร่ (ถึงจะพูดแล้วไม่ได้ยินก็ตาม)
ถึงโรซ่าจะแสดงอาการที่น่ากลัว แต่เมื่อเห็นลูกสาวที่อารมณ์ดีอย่างคาดไม่ถึง เธอพยายามปิดอาการนั้นไว้
โรซ่าสงสัยว่าทำไมมาเรียถึงดีใจแบบนั้น จนคิดว่าเพื่อนมาเล่นด้วย ... ไม่มีรองเท้าคนอื่นหน้าทางเข้า
เธอไม่คิดว่าตุ๊กตาที่เธอให้ลูกสาว จะทำให้เธออารมณ์ดีได้ขนาดนั้น

 


โรซ่าจึงมอบของขวัญให้ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม รวมถึงซากุทาโร่ด้วย
ชิ้นแรกเป็นขนมตะวันตก เป็นคุกกี้สก็อตที่ดูมีราคาแพง
แต่มาเรียสนใจอีกชิ้นมากกว่า เป็นของในกล่องใหญ่
โรซ่าบอกให้เปิด มันคงเป็นเพื่อนใหม่แก่มาเรียและซากุทาโร่
ในนั้นประกอบด้วยเซรามิครูปสัตว์ขนาดเล็กกว่า 20 ตัว
เช่น กระรอก, กระต่าย, นก, หมา และแมว ทุกตัวถือเครื่องดนตรีในมือ
มีฉากหลังยาว เป็นรูปป่า ซึ่งเหมาะกับสัตว์พวกนี้มาก

มาเรียและซากุทาโร่ดีใจที่ได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น
จากนั้นมาเรียจึงให้แม่ไปอาบน้ำ จะได้สดชื่นขึ้น มาเรียจะอาบด้วย
แต่โรซ่าเห็นว่ามืดแล้ว ให้มาเรียไปนอนจะได้ตื่นแต่เช้าในพรุ่งนี้
มาเรียจะทำตามที่แม่บอก แล้วอาสาถอดเสื้อโค้ทให้
ถึงโรซ่าจะทำเองได้ แต่พอเห็นลูกสาวพยายามก็ให้เธอทำ

เมื่อถอดโค้ท เธอพูดถึงกลิ่นข้างนอก
แต่ก็เห็นบางอย่างตกลงมาจากเสื้อ มาเรียจึงจะหยิบขึ้นมา
มันเป็นใบเสร็จหรือต้นขั้วของตั๋ว ที่ตกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของแม่ มาเรียหยิบอย่างรวดเร็ว
เหมือนตั๋วสำหรับ Green Car หรือรถไฟชินคังเซ็น หรือบางอย่าง
....... อาทามิ ? สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อนไม่ใช่เหรอ ?

เผี๊ยะ...
ในเวลานั้น ท่าทางของโรซ่าเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
เธอเอาต้นขั้วนั้น จากมือมาเรียอย่างรวดเร็ว
มาเรียเริ่มเจ็บมือ เพราะถูกแม่ตีตอนหยิบตัว
เธอเริ่มสงสัยว่าทำอะไรผิด หรือเธอแตะต้องของสำคัญของแม่
...... มาเรียกล่าวขอโทษแม่ของเธอ ทันที

 


จากนั้นโรซ่าก็ไม่ได้พูดอะไร เธอออกจากห้องไปทันที
มาเรียไม่เข้าใจ คิดเพียงว่าตัวเองทำสิ่งที่ผิด มันต้องสำคัญต่องานของแม่
เธอผิดที่ไปแตะต้องมัน โดยที่แม่ไม่อนุญาติ
ซากุทาโร่ช่วยปลอบ แม่ของเธอคงจะเหนื่อย หลังจากอาบน้ำ เธอคงกลับเป็นแม่ที่ดีเช่นเคย

แองจี้ใน Metaworld ตัดบททันที เธอทนดูต่อไปไม่ได้
เธอไม่คิดว่านั่นเป็นความสุข แต่มาเรียกลับพูดว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่เหนื่อย
แองจี้ไม่คิดว่าจะได้ยินความคิดแบบนั้นจากเด็ก 9 ขวบ
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เธอสนใจเรื่องตั๋วมากกว่า
โรซ่าควรกลับจากที่ทำงานไม่ใช่เหรอ ? ทำไมถึงเป็นอาทามิ ? ไม่ใช่ว่าเธอไปพักผ่อนเหรอ ?
เธอทอดทิ้งมาเรีย แล้วไปพักผ่อนใช่ไหม ? และมาเรียไม่ได้ไปเที่ยวด้ว.......
ก่อนพูดจบ มาเรียตัดบท มันไม่ได้พิสูจน์ว่าแม่ไปพักผ่อนตามที่แองจี้คิด

แองจี้จึงบอกว่า โรซ่าโกหกในโทรศัพท์ เปลี่ยนอารมณ์และหยิบตั๋วไปจากมาเรีย
ต้องการสิ่งใดที่พิสูจน์มากกว่านั้นอีก แองจี้เริ่มพูดด้วยอารณ์รุนแรงมากขึ้น
มาเรียยังคงยิ้ม แล้วอธิบายเรื่องการท่องเที่ยวทางธุรกิจเมื่อก่อน หรือเก็บขยะมาไว้ในกระเป๋าจากคนอื่น
มันไม่ใช่ของเล่น มาเรียเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงเอามันกลับคืนไป
เธอยังกล่าวว่าหลักฐานที่พูดนั้น เป็นเพียงการจินตนาการของแองจี้
มาเรียไม่เข้าใจว่าทำไมแองจี้ถึงต้องตีความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ถึงแย่แบบนั้น

แองจี้ก็เช่นกัน ไม่คิดว่ามาเรียจะคิดเข้าข้าง แม่ของเธอแบบนั้น
นั่นทำให้มาเรียพูดว่าแองจี้เป็นเด็กที่น่าสงสาร
แม้ว่าจะมีสิ่งมากมายรอบตัวที่ทำให้เธอมีความสุข แองจี้จะไม่สามารถพบมันได้
... แงอจี้กลับมองแต่สิ่งที่ไม่มีความสุข และยังคงเจ็บปวดต่อไป
นั่นเป็นเหตุผลที่แองจี้หวาดกลัวความเจ็บปวด
และเริ่มหาความสุขหลังจากที่มั่นใจว่าไม่มีอะไรรอบตัวทำให้เธอเจ็บปวด

มาเรียยังบอก ว่ามีเศษเสี้ยวของความสุขและไม่มีความสุขจำนวนมาก ซึ่งเต็มไปหมดทั้งโลก
ดังนั้นคนที่ไม่สามารถหาความสุขได้ มีเพียงแต่ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะมองหามัน
เหมือน ทิลทิล และ มิทิล ที่ออกตามหานกสีฟ้า

หมายเหตุ : นกสีฟ้า เป็นบทละครและนวนิยาย ที่กล่าวถึงเด็กสองคนที่ตามหานกสีฟ้า
เพื่อนำมันไปช่วยเด็กข้างบ้าน พวกเขาต้องออกเดินทางไปทั่ว
พบเรื่องต่างๆ มากมาย หลังจากพบก็ไม่สามารถจับมันไว้ได้
เป็นเรื่องที่สอดแทรก ถึงความสุขต่างที่หลายคนมองข้ามไป
การหานกสีฟ้า ก็เหมือนการแสวงหาความสุขนั่นเอง

มาเรียกล่าวต่อ เรื่องแองจี้ค้นหาโลกที่ปราศจากเศษเสี้ยวที่ไร้ความสุข
มันก็เหมือนกับเรื่องนกสีฟ้า เธอจะไม่สามารถหาความสุขได้ตลอดไป
....... แบทเลอร์เป็นฮันเซล ? เขาเป็นนกสีฟ้าไม่ใช่เหรอ ?

แองจี้ให้พักเรื่องนี้ไว้ ..... เธอไม่คิดว่าในคืนนั้นจะแย่เพราะกระดาษเพียงแผ่นเดียว
มาเรียคิดว่าทำได้ บางทีพลังที่ทำให้มีความสุข ก็ถูกชักนำด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียวเช่นกัน ....

ตัดมาที่ด้านในไดอารี่ โรซ่ารู้สึกทั้งโมโห และเศร้า จากนั้นกลับไปที่ห้องของเธอแล้วปิดประตู
คำว่า "ขอโทษ" ของลูกสาว มันเฉือนเข้าไปในอกของเธอ คมยิ่งกว่ามีด
ในเวลานั้น โรซ่าสังเกตจดหมายน่ารักฉบับหนึ่ง บนโต๊ะของเธอ
บางทีจดหมายอาจมาจากนิตยสารของเด็กผู้หญิงก็ได้
...... ถึงแม่ มาแบ่งปันความสุขของเราเถอะ ..... มันเขียนไว้แบบนั้น
เธอหยิบขึ้นมา ...... หลังจากลังเล ก็เปิดมันออก ... อ่านสิ่งที่อยู่ข้างใน .....

หลังจากน้ำตา 2 หยด ไหลลงมาบนกระดาษ
เธอรีบออกจากห้อง แล้วกอดมาเรียจากด้านหลังในขณะที่มาเรียกำลังจะไปอาบน้ำ
ฝังหน้าเธอไว้บนแผ่นหลังของลูกสาว แล้วร้องไห้
โรซ่าตระหนักแล้วว่า เธอเป็นคนที่ควรจะขอโทษ จึงกล่าวขอโทษ
ทำไมแม่ถึงขอโทษ ...? ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น .....

ด้าน Metaworld มาเรียให้ดูสิ่งนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างแม่และมาเรีย
แองจี้จึงบอกว่า สำหรับเธอแล้ว ความสุขของพี่มาเรียนั้น เป็นยิ่งกว่าความเจ็บปวด
มาเรียเข้าใจความรู้สึกของแองจี้ .... มาเรียเคยเป็นแบบนั้นก่อนที่จะรู้จัก "พลัง" นั้น
เป็นเพียงเด็กน้อยที่น่าสงสาร เฝ้ามองหาแต่เศษเสี้ยวของความโชคร้าย

แองจี้ยังสงสัยเรื่องพลังนั้น เป็นสิ่งที่เธอไม่มี แต่มาเรียมี
จะบอกว่าเธอโชคร้าย และมาเรียกำลังให้กำลังใจเพราะเธอไม่มีงั้นเหรอ ?
แองจี้ต้องการมากกว่าคำพูดในเชิงนามธรรม ที่มาเรียกล่าวถึง "พลัง"

มาเรียจึงบอกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่แองจี้อ่านไดอารี่ของเธอมานาน
เธอจะสอนความลับของพลังนั้น .... และเธอเคยสอนแองจี้ตั้งแต่เด็ก ? เธอลืมแล้วหรือ ?
มาเรียพูดต่อว่า ชันจำมันได้ ..... ตอนนี้ ชั้น ไม่สิ เธอ .... เธอจะสอนคุณ
แองจี้สงสัย ว่าเธอ ...? ใคร ?

"ชั้นจะสอนเธอแทนมาเรีย"
แองจี้จำเสียงนั้นได้ ...... เบียทริซ เธอปรากฏตัว

พลังที่มาเรียมี แต่เธอไม่มี เบียทริซพูด
ใช่ พลังที่มาเรียมี แต่แองจี้ไม่มี มาเรียพูดซ้ำ
ทั้งสองพูดพร้อมกัน ..... "มันคือ เวทมนตร์"
ทั้งสองหัวเราะคิกคักในเวลานั้น
ดูเหมือนท่าทีที่ไร้เดียงสา ไม่เหมือนกับเบียโตะที่รู้จัก


ตัดไปอีกสถานที่แห่งหนึ่ง ชาดำวางบนโต๊ะในสวนและคฤหาสถ์ที่สวยงาม
เบียโตะ, มาเรีย และซากุทาโร่นั่งร่วมกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน
เบียทริซกล่าวทักทายซากุทาโร่ เพื่อนของมาเรีย
มาเรียก็แนะนำเพื่อนของเธอ เบียทริซ
ซึ่งซากุทาโร่ก็สงสัยว่า เบียทริซก็เป็นเพื่อนของเขาด้วยไหม ?
เมื่อมาเรียยืนยันว่าใช่ ทำให้มันดีใจ

เบียทริซสงสัยว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเธอทุกวันหรือเปล่า
.... การใส่วิญญาณเวทมนตร์เข้าไปในสิ่งไม่มีชีวิต และให้ชีวิตมัน
มาเรียปฏิเสธว่าซากุทาโรไม่ใช่สิ่งไม่มีชีวิต เขาเป็นลูกสิงโต
เบียทริซกล่าวเรื่องที่ทำให้วิญญาณพูดเหมือนเด็กไร้เดียงสา มันไม่ธรรมดาเลย
ตามที่เบียทริซบอก ทุกครั้งที่เด็กเล่นตุ๊กตา มันจะได้รับความปรารถนาไว้ในตัว
บางครั้งมันสามารถเดินได้ตามที่ตัวมันต้องการ

พลังดูดซับสู่วัตถุมันอ่อนแอ เพราะเป็นเพียงความไร้เดียงสา
พิษเพียงเล็กน้อยจากความรู้สึกของมนุษย์ ที่คิดว่าตุ๊กตาไม่มีทางพูดหรือเดินได้ มันจะทำให้กลายเป็นตุ๊กตาธรรมดา
สำหรับซากุทาโร่ ดูจะต่างออกไป
มาเรียยังย้ำคำเดิม ถึงเป็นตุ๊กตาสัตว์ แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้น
ซากุทาโร่พูดเรื่องลูกสิงโต และพยายามคำรามอย่างติดขัดว่า Ga, Ga.... แต่ยังคงติดคำว่า Uryu-! อยู่เช่นเคย
มาเรียเสริมว่าเขาเป็นลูกสิงโต จึงยังคำรามเป็น Gao ไม่ได้ เป็นบางครั้ง Uryuuryuuryu ~*

เบียทริซถอนหายใจ แล้วกล่าวต่อ
เรื่องที่น่าแปลกที่ซากุทาโร่ไม่ใช่วิญญาณที่เรียกมาจากโลกอื่น
แต่กลับถูกสร้างจากทะเลของความว่างเปล่า

หลังจากนั้น มาเรียบอกเบียทริซเรื่องเพื่อนคนอื่นๆ ในบ้าน ที่เป็นตุ๊กตา
เบียทริซจึงบอก ไม่ต้องสงสัยว่านั่นเป็นอำนาจเวทมนตร์ของเธอ
มาเรีย คิดว่าเธอเป็นเพียงแม่มดฝึกหัด ไม่น่าจะใช้เวทมนตร์ได้ ?
เบียทริซยืนยันว่านั่นเป็นเวทมนตร์ เธอเป็นแม่มดฝึกหัดเพราะไม่รู้วิธีใช้มันต่างหาก
การปรากฏตัวของซากุทาโร่ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ ... ถ้าเรียกให้เหมาะสมคงเป็นการสร้าง
แล้วยังเป็นเวทมนตร์ที่ทรงพลัง ในยุคนี้ การปฏิเสธเวทมนตร์เป็นเหมือนพิษที่ต่อต้านแม่มด
การสร้างชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ตัวเบียทริซเองก็ตาม

เมื่ออธิบาย มาเรียก็ไม่เข้าใจ เธอตีความว่าซากุทาโร่น่าทึ่ง ใช่ไหม ?
เธอดีใจที่เบียทริซชมเธอมาก ซากุทาโร่ก็เช่นกัน
เบียทริซอธิบายถึงความยอดเยี่ยมนั้นต่อ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้าง 100 จาก 1
แต่การสร้าง 1 จาก 0 ไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อมาเรียเป็นแม่มดเต็มตัว อาจจะยิ่งใหญ่กว่าเธอ จนเธอต้องขอเป็นลูกศิษย์
.... "แม่มดแห่งการเริ่มต้น" .....
เบียทริซอยากรอดูอนาคตของมาเรีย
มาเรียดีใจที่เบียทริซบอกว่าเธอมีทักษะในฐานะแม่มด ซากุทาโร่ขอบคุณที่เธอชมมาเรีย
เบียทริซบอกไม่จำเป็น เธอยังชมผ้าพันคอสีแดงของเขา
ซากุทาโร่จึงบอกว่าได้มาจากมาเรีย และเขาชอบมันมาก

เบียทริซก็จะให้ของขวัญเช่นกัน
ของขวัญจากแม่มดต้องมีอำนาจเวทมนตร์ เธอต้องการให้เล่นกับมาเรียได้มากที่กว่าเคย
ซากุทาโร่วิตกนิดหน่อยเมื่อได้ยินแบบนั้น มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือเปล่า ? มาเรียจึงบอกว่าไม่ต้องกังวล
เบียทริซกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี ให้เขามีตัวตนมากกว่าเดิม เธอกอดแขนแล้วคิด

ระหว่างนั้นเวอร์จิเลียปรากฏตัว เธอเป็นแม่มดที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน
ถ้าเบียทริซยิ่งใหญ่สำหรับมาเรีย อาจารย์ของเธอคงเป็นแม่มดที่ยิ่งใหญ่และยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า
เวอร์จิเลียมาได้จังหวะพอดี เบียทริซแนะนำซากุทาโร่ให้เธอรู้จัก
เพื่อเป็นการทักทาย เวอร์จิเลียจึงเสกขนมเม็ดเล็กๆ (Cough Drop) มาให้ซากุทาโร่
เบียทริซจึงแซวว่าทำไมถึงเอาของแบบยายแก่มา น่าจะเป็นลูกอม รสนมผสมสตอเบอร์รี่
เวอร์จิเลียจึงบอกจะไม่ให้ขนมเธออีก เบียทริซจึงยิ้มแล้วขอโทษ

 


จากนั้นเธอให้มาเรียหยิบหนังสือเวทมนตร์มา และเขียนบางอย่าง
เป็นเวทมนตร์ที่เรียนรู้จากเวอร์จิเลีย.... เวทมนตร์ที่เปลี่ยนวัตถุจากโลกอื่นให้มีตัวตน
เธออธิบายต่ออาจารย์ ซึ่งเวอร์จิเลียก็เห็นด้วยกับของขวัญนั้น
ซากุทาโร่ยังกังวลเล็กน้อย มาเรียจึงบอกว่าไม่ต้องกลัว

เบียโตะยืมหนังสือจากมาเรีย แล้วเขียนมันลงไปในหน้าว่าง เป็นวงแหวนเวทมนตร์ เธอยิ้มให้ซากุทาโร่ก่อนเขียน
ซากุทาโร่อยู่ที่ตักของมาเรีย อยากรู้ว่าเธอเขียนอะไร บางทีถึงเห็นก็คงไม่รู้ว่ามันคืออะไร ?
มาเรียอธิบายเพียงว่ามันยอดมาก เวอร์จิเลียกล่าวชมเด็กคนนั้นที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ

เมื่อเสร็จแล้ว เบียทริซดูเอกสารนั้นจากระยะไกล และพอใจกับงานของเธอ
มาเรียบอกว่ามันน่ารักสำหรับเธอ
"ในนามของแม่มดทองคำ, เบียทริซ ชั้นยอมรับซากุทาโร่ เด็กของมาเรีย"
จากนั้นเธอให้อาจารย์กล่าวต่อในฐานะสักขีพยาน
"ในนามของชั้น ชั้นเป็นพยานและยอมรับสัญญานี้"

เมื่อประกาศสัญญาโดยแม่มดสองตน ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น
เป็นโชคดีที่เวอร์จิเลียอยู่ที่นี่ เพราะมันขึ้นกับปริมาณและคุณภาพของแม่มดด้วย
สหายของเวอร์จิเลียมีมากมายในโลกที่สูงขึ้นไป ดังนั้นอำนาจนั้นมากกว่าเบียทริซจนไม่สามารถเปรียบเทียบได้
เบียทริซจึงบอกว่า ตามสัญญาของ Mariage Sorciere (= พันธมิตรของแม่มด)
ตอนนี้ซากุทาโร่เป็นเพื่อนของพวกเธอแล้ว

เมื่อมาเรียนำสัญญาไปให้ซากุทาโร่ดู ก็เกิดบางอย่างเปลี่ยนแปลงกับเขา
แสงที่สว่างจ้านั้นหายไป ตัวตนของซากุทาโร่ก็ปรากฏ

เป็นร่างเด็กผู้ชายที่น่ารักมาก สำหรับมาเรียและเหล่าแม่มด ทำให้ซากุทาโร่รู้สึกเขินอาย
เบียทริซกล่าวชมเรื่องผ้าพันคอ และหูสัตว์ ที่ทำให้ดูดี เธออยากขอลองใส่บ้างในภายหลัง แล้วหัวเราะ


มาเรียกล่าวขอบคุณสำหรับของขวัญชิ้นนี้
เบียทริซจึงบอกว่าไม่จำเป็น เป็นเพราะเวทมนตร์ที่น่าอัศจรรย์ของมาเรียและเพื่อนของเธอ
และตอนนี้คงไม่แปลกที่เธอจะเกินแม่มดฝึกหัดไปแล้ว
เธอจะสอนเวทมนตร์ใหม่และเวทมนตร์อันแสนสนุกให้
ตอนนี้เธอเรียกตัวเองได้ว่า "มาเรีย แม่มดแห่งการเริ่มต้น (MARIA, the Witch of Origins)"

เบียทริซอธิบายว่า เป็นชื่อของแม่มดผู้ที่แสวงหาการเป็นผู้สร้าง
ตอนนี้เธอเป็นเพียง Enchanter ผู้ที่มีอำนาจเพียงมอบพลังให้แก่วัตถุเล็กๆ โดยรอบ
แต่การฝึกนับพันปีหลังจากนี้ เธอจะมีพลังมากพอที่จะสร้างกาแล็คซี่ได้
เวอร์จิเลียเสริมว่าความสามารถนั้นหายากมาก
เบียทริซมอบชุดให้แก่แม่มดฝึกหัดคนใหม่

มาเรียดีใจกับชุดที่ได้รับมาก เธออยากให้แม่เห็นชุดนี้

ด้าน Metaworld อีกครั้ง มาเรียคุยกับแองจี้ในชุดใหม่
อย่ากลัวการมีความสุข การมีความสุขไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยอมรับโชคร้าย
มันแสดงถึงการสร้างความสุขใหม่ที่มาจากโชคร้ายที่ได้รับ สิ่งนั้นจะสร้างเวทมนตร์แห่งการเริ่มต้น
แองจี้ไม่สามารถยอมรับโลกปัจจุบันของเธอได้ ถึงเธอข้ามมายังโลกของพี่มาเรีย เธอก็ก้าวข้ามไปไม่ได้
มาเรียจะสอนเวทมนตร์นั้นแก่เธอ แองจี้ยังเป็นแม่มดฝึกหัด เธอจะเข้ามาสู่ Mariage Sorciere ด้วย ไม่ใช่เหรอ ?
แองจี้บอกว่าใช่ เธอก็เคยให้ชื่อของเธอเข้าร่วมกับ Mariage Sorciere เช่นกัน .....



Chapter 6
โลกหลังจากเหตุการณ์นั้น 12 ปีหลังจากนั้น
Date : Oct 1998


ตัดมาที่อนาคตของแองจี้ ในสถานที่แห่งหนึ่ง
เขาไม่เคยลืมมัน ในเดือนเมษายน ปี 1987 เขาได้รับการขอร้องจากเพื่อน
หนังสือสะสมจำนวนมาก จากคนรวย และนำมาประมูล มีคนอยากที่จะได้มัน
แองจี้รู้ว่านั่นเป็นครึ่งปีหลังจากเกิดเหตุบนเกาะรคเคนจิมา
ชายคนนั้น รู้ว่าหนังสือมาจากผู้รอดจากหายนะบนเกาะรคเคนจิม่า โดยอุชิโรมิยะ เอวา
เธอกำลังคุยกับชายวัยกลางคนอีกคน ในร้านอาหารชั้นนำ
อามาคุซะกำลังรอที่หน้าทางเข้าร้าน เพื่อระวังพวกตระกูลของสุมาเดระที่อาจตามมา


ชายนักวิชาการ คุยกับแองจี้ด้วยความสุภาพ แต่เต็มไปด้วยความสนใจ
เขาเป็นศาสตรจารย์ที่มหาวิทยาลัย (ชื่อ Ootsuki) และรู้เกี่ยวกับเรื่องพื้นบ้านฝั่งตะวันตกดี
ในชีวิตจริงนั้น เขาศึกษาทั้งเรื่องลัทธิเวทมนตร์, การเล่นแร่แปรธาตุ และทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องราวของปีศาจ
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เขาเข้าใจการค้นคว้าของคินโซได้ดีกว่าคนอื่น

เขากล่าวถึงคินโซที่เป็นถึงคนที่ศึกษาในด้านนี้ ติดอันดับ Top 5 ของญี่ปุ่น
เมษายน ปี 1987 นั้น ร้านขายของเก่าได้รับหนังสือโบราณจำนวนมาก จากที่เอวานำไปประมูล
ถึงเอวาจะเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แต่เพียงครึ่งปี ยังไม่มีการยืนยันว่าผู้สูญหายจะเสียชีวิตไปแล้ว
เธอก็ยังนำหนังสือสะสมทั้งหมดของคินโซ "ห้องสมุดของอุชิโรมิยะ" มาประมูลขายแก่คนทั่วไป
หนังสือเหล่านั้น มีคุณค่าสำหรับคนค้นคว้าเรื่องพวกนี้มาก บางอย่างไม่สามารถหาได้อีกแม้จะใช้เวลานับพันปี
อย่างเช่น สมุดโน็ตของดาวินซี่ ว่ากันว่ามีเหลือเพียง 5,000 หน้าเท่านั้น หายสาปสูญไปกว่า 10,000 หน้า
เชื่อกันว่า หน้าที่หายสาปสูญไปนั้น ยังคงกระจายอยู่กับกลุ่มของเศรษฐีที่มั่งคั่ง

ก่อนที่ ห้องสมุดของคินโซจะกระจายไปสู่สาธารณะชนโดยเอวา
เกาะรคเคนจิม่าเป็นเพียงเกาะไร้ชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก
แต่หลังจากที่หนังสือของเขากระจายไปทั่วโลก รคเคนจิมาากลายเป็นเกาะแห่งมนต์ดำทันที

ชายคนนั้นยังกล่าวถึง เรื่องขวดที่บรรจุข้อความด้วย เป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดบนเกาะ
มีชาวประมงหนุ่มบนเกาะชิคิเนะจิม่า ได้รับขวดนั้น
เมื่อเกาะรคเคนจิม่าเป็นที่รู้จัก เขาจึงประกาศว่าค้นพบสิ่งนั้น
แองจี้สงสัยความเป็นไปได้ ที่จะถูกทำขึ้น
นักวิชาการกล่าวว่าพวกเราปฏิเสธเรื่องนั้นไม่ได้
เศษกระดาษนั้น ถึงเป็นของเด็กสาวที่ชื่อ อุชิโรมิยะ มาเรีย
แต่เมื่อพิจารณาลายมือแล้ว ยืนยันได้ว่าเขียนโดยคนอื่น ไม่ใช่เธอ

เขาเชื่อว่าเขียนโดยคนที่มีทักษะในการเขียนมากกว่า เป็นไปได้ที่จะปลอมชื่อ
ทำให้คิดว่าความน่าเชื่อถือในกระดาษนั้น ต่ำเกินไป
แต่หลังจากนั้น มีการยืนยันเรื่องขวดข้อความที่พบอีกแห่งโดยตำรวจ
โอกาสที่กระดาษจะเหมือนกันนั้นต่ำมาก และมันถูกทิ้งไว้หลายวันก่อนจะพบ
อีกทั้งลายมือทั้งสองตรงกัน ทำให้กระดาษที่พบก่อนหน้านั้นมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

กระดาษหลายแผ่น อยู่ในขวดไวน์สองขวด
เขียนโดยคนอ้างชื่อตัวเองว่า อุชิโรมิยะ มาเรีย แต่ดูเหมือนไม่ใช่เธอ
มันบรรยายถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ในท่ามกลางพายุ
ปริศนาของแม่มดทองคำ พิธีกรรมคืนชีพแม่มด และสุดท้ายแม่มดก็คืนชีพ
เรื่องราวของเกาะรคเคนจิม่าก็ถูกกระจายไปทั่วโลก เมื่อเวลาผ่านไป มันยิ่งมีมนต์ขลังยิ่งขึ้น

แองจี้พูดต่อเรื่องที่ได้ยินว่า กระดาษจากชาวประมง และกระดาษจากตำรวจ มีเนื้อหาต่างกัน
ศาสตราจารย์กล่าวว่า ถูกต้อง เนื้อหาต่างกัน ถึงระบุช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม
หนึ่งในนั้นคงจะเป็นเรื่องโกหก หรือมันอาจจะโกหกทั้งคู่
เรื่องเริ่มต้น, เหตุการณ์ที่มีคนตาย และรายละเอียดต่างๆ จนจบหมือนกัน
แต่เนื้อหารายละเอียดนั้น ต่างกันสิ้นเชิง
ลำดับการฆ่า, วิธีการตาย และเรื่องราวในสองวันนั้น แตกต่างกัน
ถึงกระนั้น เอวาผู้รอดชีวิตคนเดียวก็ไม่ได้อธิบายเรื่องราวบนเกาะ จึงไม่มีความกระจ่าง

ทั้งสองอย่างนั้น อาจจะมีสิ่งที่เป็นความจริง หรือไม่มีเลย
Schrodinger's Cat Box
ถ้ามันไม่ถูกปฏิเสธ แม้จะเป็นเรื่องจริงผสมเรื่องหลอกลวง มันก็สามารถเป็นความจริงได้

เมื่อถามเรื่องใครส่งจดหมายนั่น ศาสตราจารย์ก็ไม่รู้เช่นกัน
เรื่องราวบนเกาะยังคงเป็นสิ่งที่ดึงดูดพวก Witch Hunt อยู่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนจำนวนมากที่สนใจความจริงบนเกาะนั้น
ศาสตราจารย์คนนี้ก็เช่นกัน เป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น และครบรอบ 10 ปี ก็เพิ่งไปพบปะกับกลุ่มที่จัดขึ้นที่นิวยอร์ค
เรื่องราวของแม่มดเป็นที่สนใจของกลุ่มคนจากทั่วทุกมุมโลก จากนั้นก็คุยเรื่องที่สนใจ......
แองจี้ไม่ต้องการได้ยินคำอธิบายเหล่านั้น กล่าวโดยสรุป เขาเป็นคนมีชื่อเสียงในกลุ่ม Witch Hunt ของญี่ปุ่น
(Note : Witch Hunt เป็นส่วนที่ผู้แต่งริวคิชิตั้งใจเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นกลุ่มที่แปลเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษนั่นเอง)

แองจี้ถอดหายใจแล้วยักไหล่ เธอไม่อยากเสียเวลาเรื่องขวดแก้วอีก
กล่าวคือ มีคนปลอมใช้ชื่อมาเรีย เขียนเล่าเหตุการณ์นั้น แล้วโยนลงทะเล
คำถามคือ ใครที่คนสร้างปัญหา โดยเตรียมกระดาษที่น่าสงสัยนั้น ?
ขวดข้อความในทะเล ไม่มีอะไรการันตีที่จะส่งไปถึงมือคนอื่นเลย
มันอาจจะหายสาบสูญไป หรือคนที่พบอาจจะไม่สนใจต่อเนื้อหา
แล้วก็ทำไมถึงเขียนเรื่องเล่าหลายๆ เรื่อง ? ยิ่งพบถึงสองขวด ยิ่งน่าสงสัย
มันอาจจะมีมากกว่านั้นที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบ
บางทีอาจจะเป็นแผนที่เตรียมการไว้จำนวนมากก็ได้ แองจี้คิดแบบนั้น

ป้าเอวาไม่ได้บอกสิ่งใดก่อนที่เธอจะจากไป เพราะเธอแค้นแองจี้
ถ้าคนที่เขียนไดอารี่ เป็นคนผิด บางทีป้าเอวา อาจเป็นหนึ่งในคนที่ควรจะถูกฆ่า
ที่เธอรอดเพราะมีบางอย่างที่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้

เมื่อมองนาฬิกา ได้เวลาที่จะไปแล้ว แองจี้กล่าวขอบคุณศาสตราจารย์
เขาคิดว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่เด็กสาวแบบเธอ เป็นเพื่อนใหม่ของสมาคม Witch Hunt
แต่ก่อนจากแองจี้ ก็มีเรื่องที่จะถามเขาอีกเล็กน้อย เธอถามเหตุผลที่เขาสนใจเรื่องพวกนี้ ?
ศาสตราจารย์จึงเล่าเรื่องความฝันในวัยเด็ก ที่คิดว่าถ้ามีเวทมนตร์จะช่วยหลายๆ อย่าง
ถ้าเขาเป็นพ่อมดได้ เขาอยากเป็นหรือไม่ ?
เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ยังคงไม่ลืมความฝันนั้น อย่าไปบอกพวกลูกศิษย์เขาล่ะ
ถ้าบอกว่า ชั้นเป็นแม่มดล่ะ คุณจะเชื่อไหม ? ดูเขาจะหัวเราะกับเรื่องนี้

เธอมีคำถามสุดท้าย ...... เขาเคยเห็นข้อความในขวดด้วยสายตาตัวเองไหม ?
เขายืนยันว่าเคย แน่นอนว่าจำลายมือได้ด้วย เขาพูดด้วยความมั่นใจ
เขาภูมิใจเหมือนรู้ทุกเรื่องบนเกาะรคเคนจิม่าดี
แองจี้หยิบสมุดมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดหน้าที่เขียนด้วย "ถึงแม่มดฝึกหัดที่รัก" และจบด้วย "เบียทริซ"

ทันทีที่ศาสตราจารย์เห็น หน้าเขาเริ่มซีด
แองจี้รู้คำตอบ โดยที่ไม่ต้องถาม .... แต่ก็ยังถามซ้ำ ว่าใช่ลายมือเดียวกันหรือไม่ ?
ศาสตราจารย์ ตอบตะกุกตะกัก เขาต้องการนำสิ่งนั้นไปตรวจสอบทีบ้านมากกว่านี้
แล้วถามว่านั่นเป็นสมุดอะไร ? แล้วเธอไปได้มาจากที่ไหน ?
เขายืนมือจะไปหยิบมัน แต่แองจี้ก็ดึงสมุดกลับมา

แองจี้กล่าวขอบคุณอีกครั้งสำหรับวันนี้ แล้วให้รางวัลตามที่สัญญากับเข้า
เมื่อเธอยืนขึ้น หยิบสมุดกลับมา แล้ววางเงิน 1 แสนเยนไว้
เธอหันหลังแล้วเดินจากไป ศาสตราจารย์ยังคงพูดต่อ ถึงเธอจะไม่สนใจ
เขาต้องการรู้หนังสือมาจากไหน เขาไม่ต้องการรางวัล ขอเพียงได้ดูสมุดเล่มนั้น ....


แองจี้ตอบว่าทั้งเขาและตัวเธออยู่ในกลุ่ม Witch Hunt แต่ระดับต่างกัน
เขาสนุกกับนอกกล่องแมวเท่านั้น แต่เธอต้องการรู้ว่าในกล่องแมวนั้นมีอะไร
และสมุดเล่มนี้จะเป็นกุญแจสำหรับเปิดกล่องแมว จากนั้นเธอก็ลาศาสตราจาย์
..... Goodbye, Gentlemen, Have a nice day
เธอเรียกเด็กสาวคนนั้นว่า "สุมาเดระ" แต่เสียงก็ไปไม่ถึงหูของเธอ

หลังขึ้นรถไปกับอามาคุสะ เขาถามว่าได้เรื่องอะไรไหม ?
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า คนที่เขียนข้อความในขวดเป็นของเบียทริซ
แองจี้ต้องการจะหลับ เมื่อฟังศาสตราจารย์พูดเรื่องโลกส่วนตัวของเขา
พวกลูกศิษย์คงจะรู้สึกง่วงเหมือนกัน

ด้านตระกูลสุมาเดระ ติดต่อกับทุกคนที่แองจี้อาจจะไปหา
โดยตั้งราวงัลนำจับ และถ่วงเวลาจนกว่าคนในตระกูลจะไปถึง
แองจี้เดาได้ว่าจะเป็นอย่างนั้น
เธอจึงวางแผนหลอกศาสตราจารย์ว่า เป็นคนช่วยเหลือสุมาเดระ แล้วหลอกเขาออกมาด้านนอก
ด้านตระกูลสุมาเดระ บุกเข้าบ้านศาสตราจารย์ แต่ก็ไม่พบใคร
จึงรู้ว่ามีคนอ้างชื่อตระกูลมาที่นี่ในตอนเช้า พาศาสตรจารย์ออกไปข้างนอก

สุมาเดระ คาสุมิ ยังยิ้มพูดเรื่องสายเลือดของพี่สาวที่ส่งต่อมายังแองจี้
จึงบอกให้ลูกน้องรอรับศาสตราจารย์ที่กำลังจะกลับมา อาจต้องเลี้ยงน้ำชาเขาสักหน่อย......


ด้านแองจี้ เธอคิดถึงเวทมนตร์ที่มาเรียจะสอน
เธอเคยรู้มาก่อน เคยใช้มันมาก่อน แต่เธอลืม ?
เธอเข้ามาสู่ Mariage Sorciere (พันธมิตรของแม่มด) และนับเป็นพวกแม่มด
ตอนนี้เธอมาพักที่โรงแรมสุดหรู ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยที่ดี
เธอไม่คิดจะไปซ่อนโรงแรมถูกๆ เหมือนที่คนทั่วไปคิด

เนื่องจากอามาคุซะเป็นผู้ชาย จึงนอนในห้องแยก
แองจี้นอนในห้องสูท ส่วนเขานอนที่โซฟาในห้องพัก
เขาบอกว่าโซฟาที่นี่ นอนสบายกว่าเตียงเขาเสียอีก

คืนนั้นแองจี้ยังนอนไม่หลับ ไดอารี่ถูกเปิดเองโดยไม่มีลมพัด
มาเรียปรากฏตัว เธอใส่ชุดที่เบียทริซให้ไว้
แองจี้สงสัยว่าตัวเองใช้เวทมนตร์ได้หรือไม่ ?
แต่เมื่อนึกถึงอดีต เธอเคยใช้มัน
ตอนนี้ เธอจะเรียนการใช้เวทมนตร์ และต้องเช็คพื้นที่โดยรอบ


อามาคุสะนอนไปแล้ว เธอเช็คที่ห้องพัก ถึงกระนั้นทุกสิ่งมันสามารถป้องกันการใช้เวทมนตร์ได้
การที่แม่มดจะแสดงอำนาจต่อหน้ามนุษย์ได้ จำเป็นต้องมีระดับที่สูง
เมื่อเริ่มที่จะฝึกการอัญเชิญ ดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิด สำหรับแองจี้คงต้องใช้เวลายาวนาน
แองจี้หาสิ่งของที่เหมาะกับการเป็นที่สิงสถิต จนพบแล้วนำให้มาเรียดู
มาเรียคิดว่าสิ่งนั้นเหมาะกับจะเป็นของที่สถิต เธอไม่ได้เห็นมานาน

มันเป็นอาวุธรูปมีด มันเป็น Stake จาก "7 พี่น้องแห่งนรก" ที่แม่มดใช้ในการบูชายัญ
เมื่อตำรวจชันสูตรศพแล้ว ก็ส่งพวกมันกลับมาที่ตระกูลอุชิโรมิยะ
แองจี้พบมัน เหมือนกับในรูปของสมุดบันทึกของมาเรีย เธอจึงเก็บมันไว้
ตอนนี้เหลือเพียง Stake เดียว จาก 7 อัน มาเรียคิดว่าน่าสงสาร

แองจี้หยิบสมุดอีกเล่มมา มันดูดีก็จริง
แต่เป็นคนละเล่มกับไดอารี่ เป็นสมุดบันทึกมนตร์ดำ
7 พี่น้องแห่ง Purgatory เป็นเฟอร์นิเจอร์ของเบียทริซ ถูกสร้างและใช้ตามความปรารถนาของเธอ
แต่เพราะเบียทริซเป็นแม่มดใน Mariage Sorciere จึงถูกเรียกโดยมาเรียได้เช่นกัน

มาเรียเตือนให้จำชื่อของ 7 พี่น้องให้ดีก่อนที่จะเรียก พวกเธอไม่ชอบเมื่อเรียกชื่อผิด
ในสมุดนั้นบันทึกชื่อและรายละเอียดของพวกเธอไว้
จากรูปร่างและตัวอักษรไว้ Stake ที่มีนั้น คือ แมมม่อน

แองจี้กล่าวถึงชื่อแมมม่อน  น้องคนที่ 5 ผู้ควบคุมบาปแห่งโลภะ (Mammon of Greed)
มาเรียอธิบาย ความโลภควบคุมความต้องการ, ปรารถนาที่จะปรับปรุงตัว และความแข็งแกร่งที่จะมีชีวิต
มันไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เลวร้ายเท่านั้น .... ถึงเธอจะหยายคาย แต่เป็นคนที่ตั้งใจ
แองจี้เข้าใจ ถ้าปราศจากความต้องการ ไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตต่อเช่นกัน

เมื่อรู้ถึงแมมม่อนมากพอ จากนั้นก็เตรียมทำการเรียก
แองจี้หยิบของในกระเป๋าอีกครั้ง เป็นกำไลเครื่องรางที่มีเหรียญรูปแมงป่อง
ในอดีตเธออาจไม่ต้องการมัน แต่ตอนนี้มีไว้เป็นหลักประกันจะดีกว่า

จากนั้นก็เริ่มทำการเรียกแมมม่อน
แองจี้พยายามทำให้การต่อต้านเวทมนตร์ในตัวเธอเป็น 0
เธอจินตนาการ เหมือนในคืนวันที่เธอกระโดดลงจากตึกสูง เธอนึกถึงลมพัด
ในห้องที่ปราศจากลมพัด มีลมหมุนขนาดเล็กเหมือนไซโคลนเกิดขึ้น
มาเรียแปลกใจที่การละเว้นการฝึกของแองจี้ ไม่ได้ทำให้เธอเสียความสามารถเดิมไป

มีดนั้นลอยไปมาทั่วห้อง จนเล็งมาที่แองจี้
แต่เมื่อมันโจมตีเธอ บาเรียของจากเครื่องรางรูปแมงป่องของมาเรียก็ป้องกันไว้ มันไม่ได้ทำลายได้ง่ายๆ
เสียงจาก Stake กล่าวอย่างไม่พอใจ เธอไม่สามารถทำลายมันได้
เมื่อทำลายบาเรียไม่ได้ เธอก็กลายร่างเป็นมนุษย์

ทั้งสองไม่ได้พบกันมานาน แมมม่อนสงสัยว่าใช่ท่านแองจี้จริงหรือ ?
มาเรียบอกว่า แองจี้เป็นเจ้านายของเธอ
แมมม่อน จึงรู้ว่าบาเรียนั้นเป็นของมาเรีย
มาเรียคิดไว้แล้วว่า แองจี้อาจถูกเธอโจมตี จึงให้ยืมเครื่องราง

 


เมื่อมาเรียพูดว่าแองจี้เป็นเจ้านาย แมมม่อนไม่สามารถปฏิเสธได้
เธอจึงถามว่าต้องการให้ทำอะไร พิธีกรรมใหม่ ? การบูชายัญใหม่ ?
แองจี้ไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้น ต้องการคุยกับเธออย่างที่เคย


แมมม่อนทำตามที่มาเรียต้องการเท่านั้น เพราะแองจี้พลังเปราะบางนัก
บางทีเธออาจเคยมีเหตุผลอื่นที่เกลียดแองจี้ แต่ตอนนี้เธอก็ไม่ได้ขัดคำสั่งแองจี้

แมมม่อนสงสัยอีกครั้ง ว่าจะให้เธอทำอะไร ?
แองจี้จึงบอกว่าเธอก็ไม่รู้ อาจเป็นบางอย่างที่สนุก เหมือนเมื่อก่อน
ตอนนี้แมมม่อนคงทำไม่ได้ เพราะพวกพี่น้องคนอื่นไม่ได้อยู่ด้วย มันยากสำหรับเธอ ลืมไปแล้วหรือ ?
มาเรียพูดถึงอีก 6 Stake ที่หายไป
แมมม่อนจึงบอกว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกทั้ง 7 คน ..... ท่านแองจี้ควรจะมีพลังมากกว่านี้ แมมม่อนหัวเราะ

แองจี้เข้าใจ เธอต้องการเรียกพี่น้องคนอื่น โดยปราศจากร่างสถิต
แมมม่อนไม่พอใจที่เรียกมาเพียงตนเดียว ถามถึงพี่น้องคนอื่น
....... นั่นเป็นสิ่งที่เรียกความโลภ อย่างที่เธอเป็น
เธอพูดเพื่อหลอกล่อแองจี้ เพื่อให้เรียกคนอื่นจากโลกที่ว่างเปล่า

มาเรียบอกว่า อย่าทำตามนั้น เธอยังไม่ฟื้นตัวจากการเรียกแมมม่อน
แองจี้ไม่คิดแบบนั้น เธอจะลองเรียกเท่าที่ทำได้
เมื่อได้ยินแบบนั้น แมมม่อนดูอารมดีขึ้น แล้วให้เธอรีบเรียก
ถึงพูดแบบนั้น แมมม่อนก็ไม่ได้หวังว่าเธอจะทำได้



มาเรียยังคงห้าม ถึงแมมม่อนจะบอกว่าแองจี้จะเรียกทุกตนออกมาก็ตาม
ทั้งที่แองจี้พูดเพียงว่า "เท่าที่จะทำได้"  .... แต่นั่นแหละ คือ ความโลภ
ตอนนี้เธออ้างว่าอยากฆ่าเวลาในยามที่นอนไม่หลับ โดยการอัญเชิญตัวที่เหลือ
ในครั้งนี้ไม่มีที่สิงสถิตย์ ..... เธอพยายามนึกถึงอดีตที่ได้คุยกับพวกนั้น

แมมม่อนดูดีใจยิ่งขึ้น และเชียร์ให้แองจี้ทำสำเร็จ
มาเรียยังคงเตือนว่า อาจจะได้ไม่ครบทั้ง 7 ในคืนนี้
แต่แมมม่อนเชื่อว่าทำได้ เริ่มจากน้องคนเล็กสุด

แองจี้พยายามฝืน จนกระทั่งเห็นภาพร่างของแอสโมดิวส์
ในที่สุดเธอก็ปรากฏตัว แอสโมดิวส์แห่งราคะ (Asmodues of Lust)
สิ่งแรกที่เธอพูด คือ สงสัยว่าที่นี่คือที่ไหน ? แล้วเธอยังมีชีวิตอยู่เหรอ ?
แมมม่อนดีใจที่เธอกลับมาอีกครั้ง เธอน้ำตาซึม
แอสโมดิวส์ สงสัยว่าใครเป็นคนเรียก พอรู้ว่าแองจี้ เธอก็ขอบคุณ



ต่อไปเธอต้องการเบลเซบัฟ น้องคนที่ 6
แองจี้เรียกชื่อคนต่อไปทันที เธอคิดในใจว่าจะเรียกได้อีกสักกี่ตน
เบลเซบัฟแห่งตะกละ (Beelzebub of Gluttony) ปรากฏตัว
แมมม่อนและแอสโมดิวส์ เข้าไปหาเบลเซบัฟ ฉลองที่ได้พบกันอีกครั้ง

 

 

หัวของแองจี้เริ่มปวด ...... ปราศจากการพัก เธอเรียกตนต่อไป
เบลเฟกอร์แห่งเกียจคร้าน (Belphagor of Sloth)
เธอปรากฏตัว และไม่คิดว่าจะถูกเรียกอีกครั้ง (ผมดำในภาพ)

เบลเซบัฟเข้าไปหา ถึงจะทักว่าหิว แต่เธอหมายถึงดีใจที่ได้พบอีกครั้ง
แมมม่อนขอให้เรียกอีก 3 ตนที่เหลือ

แต่ดูท่าอาการของแองจี้จะไม่ไหว เธอขอให้อย่าส่งเสียงดัง
มาเรียยังคงเตือนอีกครั้ง เช่นเดียวกับเบลเฟกอร์ที่ให้แมมม่อนหยุดกวนท่านแองจี้

แมมม่อนไม่ยอม เพราะท่านแองจี้สัญญาไว้แล้ว ทุกคนจะได้พบกันอีก
แองจี้ก็ยอมรับว่าสัญญา ถึงจะไม่ใช่แบบนั้น แต่เธอก็ให้สัญญาไว้
ถ้าเธอลืมสัญญาที่ให้ไว้ แมมม่อนจะไม่ให้อภัยเธอจนถึงบัดนี้

 


แองจี้ยังคงเรียกคนต่อไป ซาตาน
ถึงเธอจะจำวันนั้นในอดีตไม่ได้ เธอรู้เพียงว่ามีความเศร้าและโดดเดี่ยวเกิดขึ้น
ซาตาน แห่งโทสะ (Satan of Wrath) รายงานตัว
แม้จะเพิ่งมา แต่ก็เข้าใจสถานการณ์
ซาตานแสดงความโกรธที่ใช้ให้ท่านแองจี้ฝืนใช้พลังแบบนั้น
หลังจากทำงานให้ท่านเบียทริซเสร็จสิ้น เธอไม่คิดจะสร้างปัญหาให้เจ้านายใหม่
จึงสั่งให้พวกน้องๆ สลายตัวไป ถึงเบลเฟกอร์บอกจะทำตาม แต่ที่เหลือก็ไม่ยอม

 


ตอนนี้แองจี้รู้สึกว่าพวกนี้ร่าเริงดีนะ ไม่ได้ทำให้เธอเบื่อ
มาเรียบอกให้เธอพัก ตอนนี้เกินลิมิตของเธอแล้ว
.... แองจี้เหนื่อยมาก จนล้มลงบนเตียง แล้วหลับไป

ในโลกของความฝัน พี่มาเรีย และซากุทาโร่รออยู่
ทั้งสองชมความพยายามของเธอ และยินดีต้อนรับกลับบ้าน


Chapter 7 : Lure Towards Illusions
Date : ???

ย้อนไปอดีต สมัยที่อยู่โรงเรียนประจำเซนต์ลูเซีย
มาเรียให้เธอนึกถึงภาพที่ว่างเปล่าอันกว้างขวาง
ซากุทาโร่สงสัยว่าทำไมต้องนึกภาพนั้น ?
มาเรียอธิบายว่า มนุษย์มีความคิดที่เป็นพิษต่อเวทมนตร์ ถ้าพิษนั้นไม่ถูกชำระล้าง
จะทำให้ใช้เวทมนตร์ได้ไม่ดี วิธีหนึ่งที่ดี คือ ให้นึกภาพที่ว่างเปล่าอันกว้างขวาง

แองจี้พยายามต่อไป จินตนาการถึงที่ๆ ไม่มีสิ่งขวางกั้น รวมถึงสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของเธอ
เมื่อจินตนาการเหมือนลอยบนท้องฟ้า ตอนนี้เธอย่างก้าวเข้าสู่โลกของแม่มดแล้ว
เธอสามารถสร้างเพื่อนได้ตามที่ต้องการ

 


มาเรียให้เธอเรียกเฟอร์นิเจอร์ของแม่มดที่เป็นมิตร .... เบียทริซ
ชื่อของเบียทริซ ทำให้แองจี้รู้สึกประหลาด เพราะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บนเกาะรคเคนจิม่า
เมื่อนึกถึงเรื่องนั้น มาเรียจึงทักว่าสิ่งกีดขวางก่อตัวในร่างเธออีกแล้ว

มาเรียสาธิตการเรียก 7 พี่น้องแห่ง Purgatory ก่อน
เมื่อเธอยกมือขึ้น เธอเรียกทั้ง 7 ตนออกมาได้ในครั้งเดียว
ดูเหมือนพวกน้องๆ จะถูกใจซากุทาโร่มาก
ในขณะพวกพี่ๆ ให้สำรวมต่อหน้าท่านมาเรีย

มาเรียบอกว่าแองจี้อยู่ในระหว่างการฝึกฝนเวทมนตร์ จึงขอยืมพลังของทุกตน
ลูซิเฟอร์ถามความสามารถที่ต้องการ
มาเรียต้องการให้พวกเธออยู่เคียงข้างแองจี้ และได้พูดคุยกับเธอ
แต่พี่สาวคนโต ไม่คิดว่าท่านแองจี้จะมีอำนาจเวทมนตร์พอที่จะเรียกพวกเธอทุกตนได้

มาเรียจึงบอกว่านี่เป็นการฝึก และแองจี้มีความสามารถกว่าที่คิด ถึงรู้ว่าเป็นเรื่องยาก
จากนั้น จึงบอกแองจี้ว่านับแต่บัดนี้ เธอสามารถเรียกพวก 7 พี่น้องได้
ซากุทาโร่ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ยากสำหรับแองจี้เช่นกัน ซึ่งแองจี้ก็ขอบคุณเขา แต่นี่เป็นการฝึกเพื่อเป็นแม่มด
จากนั้นพี่น้องทั้ง 7 ก็ยอมรับสิ่งที่มาเรียพูด

มาเรียจึงเริ่มทำพิธีที่มอบพลังให้แก่แองจี้
เมื่อเริ่ม แองจี้รู้สึกหนักหัวทันที การรับทั้ง 7 คนไว้ในครั้งเดียว ไม่ใช่เรื่องง่าย
มาเรียก็รู้ว่าเธอรับไม่ไหว ซากุทาโร่จึงบอกว่าน่าจะลดจำนวนลงสักหน่อย
ลูซิเฟอร์จึงสั่งให้แอสโม (เรียกชื่อย่อ) ให้หายตัวไป
แอสโมจึงอุทานว่า อีกแล้วเหรอ ? เธอต่อต้านเรื่องการแกล้งน้องสาวคนเล็ก พวกพี่ๆ น่าจะหายไปก่อน
จากนั้นลิเวียธาน (พี่คนที่สอง) ก็เริ่มร้องไห้บ้าง เพราะถ้าเป็นตามแอสโมพูด เธอจะหายเป็นคนที่สอง และเธอไม่ยอม

ซาตานจึงตวาดใส่ทั้งสอง ที่กำลังทำให้เป็นภาระต่อท่านแองจี้
แต่ทั้งลูซิเฟอร์กับลิเวียธานก็ตอบโต้พร้อมกันว่า เสียงของเธอนั่นแหละที่กำลังทำให้เป็นภาระ ยัยโง่ซาตาน
ทำให้ซาตานเป็นฝ่ายอึ้งแทน

พวกพี่น้องยังคงโต้เถียงว่าใครจะหายตัวไปก่อน ทั้งที่แองจี้กำลังเจ็บปวดอยู่
สุดท้ายจึงตัดสินกันด้วย เป่ายิ้งฉุบ ทำให้หายไปทีละคน จนเหลือเพียง 4 ตน แต่แองจี้ก็ยังคงไม่สบายนัก
ท้ายที่สุด ก็เหลือเพียง 1 ตน จึงทำให้แองจี้สงบใจลงได้
จึงรู้ขอบเขตอำนาจมนตราของตัวเธอเองว่า เธอรับได้เพียงแต่ 1 ตนเท่านั้น

"อา ตอนนี้ไม่ใช่ 7 พี่น้อง แต่เหลือเพียงชั้นสินะ ท่านเชื่อถือไม่ค่อยได้เลยนะ ท่านแองจี้"
คนที่ชนะในการเป่ายิ้งฉุบ คือ แมมม่อน เมื่อกล่าวเสียดสีเธอ ซากุทาโร่จึงแก้ตัวเรื่องที่แองจี้เพิ่งฝึก
จากนั้นก็ถามอาการปวดหัวของแองจี้ และพยายามเขย่งตัวเพื่อลูบหัวเธอ

มาเรียเข้าใจว่า เป็นเรื่องยากสำหรับแองจี้
แองจี้ก็เช่นกัน เธอยังต้องฝึกอีกพอสมควรถึงจะอยู่ในระดับเดียวกับมาเรีย
จากนั้นเธอก็ขอโทษแมมม่อน แต่แมมม่อนก็บอกว่ารู้สึกดีเช่นกัน
สักวันหนึ่ง แองจี้จะฝึกจนสามารถเรียกทั้ง 7 พี่น้องให้อยู่ร่วมกันได้ แมมม่อนขอให้เธอสัญญา ?
ท่าทางของแมมม่อนอารมณ์ดีขึ้น และให้แองจี้สัญญาต่อเธอ .... เธอเข้าใจ นั่นเป็นความโลภ
แองจี้จึงตอบกลับไป ว่าสักวันเธอจะเรียกทุกคนให้มาอยู่ร่วมกันได้
"ขอบคุณ ชั้น, แมมม่อนแห่งความโลภ จะรับใช้ท่านแองจี้ไปจนถึงวันนั้น...!" แมมม่อนกล่าว
อาการปวดหัวของแองจี้เริ่มดีขึ้น แมมม่อนจึงมาช่วยเธอตอนลุก

ซากุทาโร่บอกว่าได้เวลาแล้ว จึงให้แองจี้กลับไปที่ห้อง ทุกอย่างเริ่มเลือนลาง....

แองจี้กลับสู่โลกของความเป็นจริง
แสงสว่างได้หายไป โลกใหญ่ได้จมสู่ความมืดมิด
..... ตอนนี้เธออยู่ในห้องอาบน้ำขนาดเล็ก บนที่นั่ง หนังสือของมาเรียเปิดอยู่บนตักของเธอ
ตอนนี้ 2 ทุ่ม ได้เวลาปิดไฟ ถ้าเธอกลับถึงห้องช้า จะสร้างปัญหาให้กับเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมชั้น
เวลาอิสระของเธอในวันนี้ได้หมดลง เธอจะหลับ และตื่นในวันรุ่งขึ้น
จากนั้น วันสีเทาอันยาวนานจะกลับมาอีกครั้ง
เธอปิดสมุดและลุกจากที่นั่ง .... มาเรียปรากฏตัวและพูดว่าเธอลืมการฝึก และให้แมมม่อนอยู่กับเธอ

เมื่อมาเรียหายไป แองจี้นึกขึ้นได้ว่าลืมตัวตนของแมมม่อนไป เธอจึงพยายามนึกถึงแมมม่อนอีกครั้ง
ร่างของแมมม่อนปรากฏขึ้น และท่าทางไม่พอใจ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงลบตัวตนของเธอ
แบบนี้คงเรียกทั้ง 7 พี่น้องไม่ได้ง่ายๆ แองจี้กล่าวขอโทษ
ถึงกระนั้น แมมม่อนก็เอ่ยปากว่าดีใจที่ได้มาบนโลกหลังที่จากมานาน เธอสนใจต่อสิ่งรอบตัว และสงสัยว่าอยู่ที่ไหน ?
แองจี้จึงบอกว่าอยู่ที่หอพักของโรงเรียนเซนต์ลูเซีย นี่เป็นห้องน้ำรวม
ซึ่งแต่ละห้องมีห้องน้ำส่วนตัว จึงไม่มีใครมา เป็นที่ๆ เงียบและเหมาะต่อการอ่านหนังสือ

แมมม่อนสงสัยว่าทำไมต้องมาอ่านที่นี่ พวกเขาเผาหนังสือหรือไง ?
แองจี้นึกถึงเพื่อนร่วมห้องอีกคน ที่ความสัมพันธ์แย่ เธอรู้สึกไม่สบายใจในห้องนั้น
เมื่อแองจี้ไม่อยู่ห้อง เพื่อนร่วมห้องจะพากลุ่มเพื่อนคนอื่นๆ มาคุยอย่างสนุกสนาน จนกว่าแองจี้จะกลับห้องก่อนปิดไฟ
ส่วนห้องสมุด ก็มักจะมีกลุ่มคนไปพบกันและพูดกันตลอดเวลาในขณะที่เธออ่านหนังสือ เธอจึงไม่ชอบที่จะไปที่ห้องสมุดนั้น

ระหว่างมื้อเที่ยง มีพุ่งไม้หลังอาคารเรียน
ระหว่างค่ำ มีห้องเล็กๆ ในห้องน้ำรวมของหอพัก
มีเพียงที่ซ่อนเหล่านี้ ที่เธอสามารถไปได้

ถึงแมมม่อนจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็รู้ว่าที่นี่เป็นที่ไม่พอใจสำหรับแองจี้
เธอเร่งให้แองจี้ออกจากที่นี่เพราะไม่ชอบอากาศที่นี่
แต่แองจี้คิดว่าอากาศแถวๆ นี้ ค่อนข่างดีพอใช้

จากนั้น หลังออกจากห้องน้ำ ที่ทางเดินแต่ละคนก็รีบวิ่งกลับห้องตัวเองก่อนถึงเวลาปิดไฟ
ทุกคนต้องไปเปลี่ยนเป็นชุดนอน ซึ่งพวกเธอไม่ชอบและเรียกมันว่าเสื้อนักโทษ
แล้วต้องไปยืนเรียงที่ห้องโถงให้คนดูแลหอพักเรียกชื่อ ถ้าใครไปช้าก็จะโดนลงโทษยกชั้น
แมมม่อนให้ความสนใจกับคนรอบๆ และหอพัก โดยที่แองจี้รีบกลับไปที่ห้อง

เมื่อกลับถึงห้องเพื่อนร่วมชั้นเปลี่ยนชุดนอนแล้ว และคุยกับคนอื่น
พอเห็นแองจี้ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเรื่องที่คุยและลดระดับเสียงลง
เธอจึงเปลี่ยนเสี้อ ทำเป็นไม่สนใจคนอื่น แล้วรีบไปที่ทางเดิน

ทุกคนยืนเรียงแถว
แมมม่อนแปลกใจ นี่ไม่ใช่โรงเรียนสำหรับพวกคุณหนูที่ร่ำรวยหรอกเหรอ ?
เธอรู้สึกเหมือนเป็นเรือนจำ และรู้สึกว่าเป็นเรื่องโง่ๆ ที่ทำแบบนั้น
แองจี้ตอบกลับแมมม่อน
โชคดีที่มีเพียงผู้เรียกเท่านั้นที่มองเห็นแมมม่อน และคุยกับเธอผ่านทางจิตได้ จึงไม่มีใครสังเกต
เธอเริ่มเข้าใจว่า เวทมนตร์ที่สร้างเพื่อน อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิด

แมมม่อนกล่าวดูถูกพวกคนอื่นๆ ถึงแองจี้จะกังวลว่ามีใครเห็นเธอ
แต่แมมม่อนก็ตอบว่า มนุษย์ที่ปราศจากเศษเสี้ยวแห่งความหวัง หรือความฝัน ก็ไม่ต่างจากพวกโง่ที่ต่อต้านมนตรา
ไม่มีทางที่พวกมันจะมองเห็นเธอ พวกมนุษย์ชั้นต่ำพวกนั้นไม่มีทางมองเห็นหรอก เธอหัวเราะ

ถึงอำนาจต่อต้านเวทมนตร์อาจมีผลต่อแมมม่อน แต่จะไม่ส่งผลกระทบถ้าแองจี้ยังคงนึกถึงเธอต่อเนื่อง
แต่ก็มีโอกาสที่แองจี้จะมัวตั้งสตินึกถึงแต่เธอ จนทำให้ละเลยต่อบางเรื่องในชีวิตประจำวันได้
แมมม่อนให้หันไปมองคนที่กำลังเรียกเธอ เพื่อนร่วมห้องคนนั้น
แองจี้จึงได้สติ แล้วหันไปมองเพื่อนร่วมห้องที่เรียกเธออยู่ กำลังจะพูดเรื่องหน้าที่ทำความสะอาดในห้อง
เธอคงจะผลักภาระทำความสะอาดมาให้แองจี้อีก ซึ่งเธอก็ไม่เห็นแองจี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว
การทำความสะอาดตามลำพัง เป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ทำให้เธอไม่สนใจตัวแองจี้

แมมม่อนไม่พอใจเพื่อนร่วมห้องคนนั้น และอยากแซะหัวของเธอ
แองจี้บอก จะปล่อยให้เธอทำแบบนั้น
การมีเพื่อนสักคนอยู่ใกล้ๆ ในเวลาแบบนี้ ทำให้แองจี้สบายใจขึ้น
เธอคิดว่าถ้าเรียกได้ครบทั้ง 7 ตน น่าจะดีกว่า และต้องฝึกมากขึ้นเพื่ออัญเชิญสิ่งนั้น

แมมม่อนคงได้ยินสิ่งที่แองจี้พูดกับตัวเอง จึงสงสัยสิ่งที่เธอกำลังจะอัญเชิญ
แองจี้จึงไม่ปิดบัง และบอกแมมม่อนตามตรง
ว่า ครอบครัวของเธอ, พ่อ, แม่ และพี่ชาย

แมมม่อนสงสัยว่าหมายถึงวิญญาณคนตายงั้นเหรอ ?
การเรียกพวกที่อยู่ในต่างโลก เรียกว่าการอัญเชิญ
การเรียกวิญญาณคนตายกลับมา เรียกว่าการคืนชีพ ซึ่งแตกต่างกัน และยากยิ่งกว่า
แองจี้ก็รู้ว่ายาก ซึ่งแม้แต่พี่มาเรียก็ยังทำไม่ได้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องการเรียกมาด้วยเวทมนตร์ .... มากที่สุด
บางทีเธออาจจะทำไม่ได้ชั่วชีวิตก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เธอขาด Vessel ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการทำให้เวทมนตร์สำเร็จ ไม่ว่าจะอัญเชิญหรือคืนชีพ
แต่เธอขาดสิ่งนั้น ทำให้การใช้เวทมนตร์ระดับสูงเป็นเรื่องที่ยาก

"ถึงชั้นจะจำพ่อกับแม่ไม่ได้ แต่ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง เธอจำพี่ชายได้ เพราะของสิ่งนั้น" แองจี้พูด
เครื่องประดับผมกับเพชรสีชมพู แมมม่อนรู้สึกเป็นของถูกสำหรับท่านแองจี้
แองจี้จึงเล่าว่านานมาแล้ว เธอกับแม่ไปพบพี่ชาย โดยไม่ได้บอกพ่อ
ทั้ง 3 คน ไปสวนสนุก  ... นี่เป็นของที่ได้จากเกมในตู้
เธอรู้ว่ามันเป็นของราคาถูก ไม่เหมาะกับสไตล์ของเธอ และเป็นของสำหรับเด็ก
แต่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าพี่แบทเลอร์อยู่เคียงข้างเธอ

เธอนึกถึงภาพความหลังที่พบตู้ที่ใส่แคปซูลที่มีเครื่องประดับอยู่ข้างใน
เธอลองหยิบมัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กแบบเธอ
แม่จึงบอกว่ามีแต่ของถูกข้างใน และเราไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในนั้น จึงไม่ต้องพยายามหยิบมา
แต่ถึงจะรู้แบบนั้น แองจี้ก็รู้สึกว่ามูลค่าไม่ใช่ปัญหา แต่การจะหยิบมันได้สำคัญยิ่งกว่า
แบทเลอร์หลังจากเล่นเกมยิงทหารด้วยปืนเสร็จแล้ว ก็มาทำให้เธอ

ดูเหมือนเขาจะเล่นกับเพื่อนที่ร้านเกมแบบนี้บ่อย
เพียง 1 หรือ 2 ครั้ง เขาก็หยิบของข้างในออกมาได้ และมอบให้แก่เธอ
แองจี้ไม่ได้เปิดแคปซูลนั้น เพราะรู้สึกถ้าเปิดจะสูญเสียคุณค่าของมันไป แต่สุดท้ายก็เปิดออก
ข้างในเป็นเครื่องประดับผมสีชมพู มั