Episode 3
posted on 01 Feb 2009 21:14 by uminekoEpisode 3 : Banquet of the Golden Witch
*** Update ***
1กพ. - 15 มี.ค. เสร็จเรียบร้อย
แก้จากโรนอฟ -> โรโนเว
แก้บีโตะ -> เบียโตะ
Chapter 0 : บทนำ
ที่คฤหาสถ์ที่สวยงามแห่งหนึ่ง เป็นการบรรยายของเด็กสาว ที่ถูกกำชับไม่ให้จับเครื่องแก้วของตกแต่งในบ้าน ถึงเธออยากจับ แต่ปู่ก็อธิบายว่า ความสวยงามบางอย่างไม่ควรที่จะสัมผัส เพราะมีโอกาสทำมันแตกได้ง่าย เธอสำนึกผิดที่ไปเพิ่งจับมันเพราะความอยากรู้อยากเห็นจนแตก เธอคงถูกปู่ดุแน่
เธอสังเกตเห็นผีเสื้อสีทองที่สวยงามเข้าใกล้ตัว เธอรู้ว่านั่น คือ เบียทริซ
หญิงสาวผมเงินนามว่า "เบียทริซ" ปรากฏในคฤหาสถ์ เด็กสาวคนนั้นรู้จักเบียทริซดี ซึ่งเบียทริซกล่าวทักทายเธอ และเรียกเธอว่าเจ้าหญิง เบียทริซสังเกตว่าเธอร้องไห้ พอถามจึงทราบความว่า ทำสมบัติสำคัญของปู่พัง เบียทริซเขาใจดีว่ามาสเตอร์ชอบมันมาก (เรียกปู่ของเธอ ว่ามาสเตอร์) และเธอก็รู้ว่าปู่เธอโหดร้ายมากเช่นกัน
เบียทริซกล่าวว่า ถ้าเธอ (เด็กสาว) ใช้เวทมนตร์ได้ ก็จะไม่ถูกมาสเตอร์ดุ พื้นฐานของการใช้เวทมนตร์ คือ ความเชื่อ และปฏิหารย์จะเกิดเมื่อเชื่อมั่นในสิ่งนั้น ทำให้เด็กเชื่อในตัวเบียทริซ และขอให้ซ่อมแจกันให้
เบียทริซรับคำขอ และเปลี่ยนผีเสื้อสีทองเป็นไม้เท้า ชี้ไปที่แจกัน
"เอาล่ะ ปิดตาของเจ้า และนึกถึงภาพที่เจ้าจำได้ รูปลักษณ์ที่สวยงาม จงแสดงให้ข้าเห็นรูปร่างนั้นอีกครั้ง"
แจกันที่แตกละเอียด กลับสู่สภาพเดิมที่สวยงามอีกครั้ง
ที่นอกบ้าน เด็กสาวกล่าวชมเบียทริซ ว่าคืนสภาพสิ่งของง่ายๆ แต่เบียทริซปฏิเสธว่าไม่จริง การทำให้สิ่งของกลับคืนสภาพเดิม เป็นเรื่องที่ยากมาก เพียงแค่เวทมนตร์ของเธอคงไม่สามารถทำได้แน่นอน เธอทำให้มันคืนสภาพก่อนที่จะพบชะตากรรมนั้นเท่านั้น
เสียงในคฤหาสถ์ดังขึ้น คนใช้เข้าไปดู เห็นแจกันนั้น แตกละเอียด ซึ่งเข้าใจว่าอาจมีแมวเข้ามา เด็กสาวเข้าใจคำพูดของเบียทริซ เธอทำได้เพียงคืนสภาพของสิ่งนั้นชั่วคราวเท่านั้น แต่ชะตากรรมของมันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอทำให้เด็กสาวไม่ต้องได้รับโทษเท่านั้น
เบียทริซพูดว่า การทำลายบางสิ่งไม่ใช่เรื่องยาก แม้ไม่ใช้เวทมนตร์ก็ทำได้ แต่การฟื้นฟูเป็นเรื่องยาก
แม่มดบางคนพอใจกับเวทมนตร์ทำลายและการสังหารคนอื่น แล้วละเลยการฝึกฝนเวทมนตร์ที่แท้จริง นั่นคือ เวทมนตร์ในการรักษา และคืนสภาพให้วัตถุ เพื่อเรียกความสุขที่หายไปให้กลับมา รวมทั้งรอยยิ้มที่หายไป
เบียทริซพูดถึงขอบเขตความสามารถของเธอ เด็กสาวสนใจเรื่องการกลับคืนสิ่งของได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด เบียทริซจึงตอบว่า ถ้ามีใครมีความสามารถถึงระดับนั้น จะเป็นแม่มดไร้ที่สิ้นสุด (Endless Witch) ซึ่งเป็นเป้าหมายของแม่มดทุกคน
ในโลกของมนุษย์เต็มไปด้วยเรื่องน่าเศร้า จากการแบ่งแยกและสูญเสีย ชั่วชีวิตของมนุษย์แสวงหาหนทางที่จะต่อสู้กับความโศกเศร้า แต่สำหรับแม่มด สามารถปลดปล่อยความโศกเศร้าใดๆ ในโลกได้ เป็นความสุขชั่วนิรันดร์
เด็กสาวอยากเป็นแม่มดเหมือนเบียทริซ เพื่อรับความสุขที่ไร้ขีดจำกัดนั้น ถึงเบียทริซบอกเป็นเรื่องที่ยาก เด็กสาวก็อยากจะพยายามดู และอยากเป็นลูกศิษย์ของเบียทริซ
เบียทริซเข้าใจความพยายามของเธอ และให้เธอเป็นลูกศิษย์ จนกว่าเด็กสาวจะละทิ้งความพยายาม เธอตั้งใจจะเรียนรู้แก่นแท้ของเวทมนตร์ไปพร้อมกัน จนถึงขั้นที่เต็มไปด้วยความสุขนั้น ....

ตัดกลับมาที่ Meta Word เบียทริซตื่นขึ้น เธอฝันถึงใบหน้าของคนๆ นั้น และคำว่า Endless Witch ที่กลายเป็นของเธอแล้ว เธอกล่าวถึงคำพูดของอาจารย์ของเธอว่า การปลดปล่อยจากความทุกข์ทั้งปวง ก็เหมือนความสุขชั่วนิรันดร์ ซึ่งเธอคิดว่าอาจารย์ยังไม่สามารถถึงขั้นนั้นได้
เพราะสำหรับเธอ "ความสุขชั่นนิรันดร์ ก็คือ ความน่าเบื่อชั่วนิรันดร์" ไม่ต่างจากสมุดวาดภาพที่ไม่มีวันหมด มีเพียงความน่าเบื่อที่เป็นยาพิษที่ฆ่าแม่มดได้
ตอนนี้เธออยากกลับมาคุยกับอาจารย์อีกครั้ง เกี่ยวกับความสุขที่แท้จริง เพราะไม่มีจุดสิ้นสุดในการฝึก เมื่อคิดว่าคุณถึงระดับความเป็นนิรันดร์แล้ว ก็จะเป็นช่วงที่คิดว่าคุณขาดความเป็นผู้ใหญ่ เธอหัวเราะที่เธอเป็นแบบนั้น
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ดูเหมือนพวก 7 พี่น้อง จะทำของเล่นพังเช่นเคย
พวก Sister แต่ละคน รายงานว่าแบทเลอร์ขยับไม่ได้อีกแล้ว จากนั้้นโต้เถียงกันวุ่นวาย ทำให้เบียทริซรำคาญและตระโกนออกมา ทำให้พวก Sister ตกใจและไปซ่อนตัว
สภาพของแบทเลอร์ตอนนี้ เละจนมองไม่ออกว่าเป็นเขาอีก แม้แต่อวัยวะภาพในก็แยกเป็นเสี่ยง เบียทริซจึงใช้เวทมนตร์ เช่นเดียวกับที่อาจารย์เธอเคยใช้ ประกอบร่างแบทเลอร์ขึ้นมาใหม่ (และเกือบต่อนิ้วผิดข้าง)
สุดท้ายแบทเลอร์ก็คืนสภาพเดิม เบียทริซกล่าวอรุณสวัสดิ์กับเขา แล้วยังบอกอีกว่าถ้าเขายอมรับ "เธอเป็นแม่มด" เขาจะถูกปลดปล่อยจากฝันร้ายนี้
แบทเลอร์ยังคงหัวเราะแบบหยิ่งยะโส เมื่อได้ยินเบียทริซเปรียบว่าที่นี่เหมือนนรก
ถึงเบียทริซจะบอกว่าเบื่อกับท่าทางอวดดีของเขาแล้ว แต่แบทเลอร์ก็ย้อนกลับว่า เขาไม่เคยเบื่อพวกพี่สาวโนตมเหล่านั้น ในฮาเร็มของเขา

เบียทริซหัวเราะกับฝีปากของแบทเลอร์ และให้พวก Sister เล่นกับแบทเลอร์ต่อ (และพยายามแย่งกันเล่น)
ลูซิเฟอร์ 1 ใน 7 พี่น้องจากนรก จึงถามปัญหาจาก Episode 2 ว่าห้องเจสซิก้าที่ล็อค ถูกนำกุญแจใส่กระเป๋าได้อย่างไร แบทเลอร์จึงตอบเรื่องใช้เอ็นตกปลา หรืออะไรสักอย่างเอาไปใส่ในกระเป๋า ผ่านช่องประตู ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด มีการยืนยันสีแดงว่า "ทุกประตูบนเกาะรคเค็นจิมา ไม่มีรอยต่อให้สอดกุญแจผ่านได้"
พวกสาวๆ ทั้ง 7 จึงลงโทษแบทเลอร์ด้วยการแย่งกัน แทงจุดต่างๆ ของร่างกาย หลังมือซ้ายขวา, ปลายจมูก, บนขา และไหล่ของเขา
เบลเฟกอร์ ถามว่าทำไมแบทเลอร์ถึงอดทนแบบนี้ ไม่คิดบ้างเหรอ ว่าความท้าทายของเขาทำให้พวกเธอสนใจ ? แบทเลอร์จึงตอบว่า ความท้าทายและดื้อดึงเป็นความถนัดของเขา ไม่ว่าอย่างไร เขาจะไม่ยอมรับการมีตัวตนของแม่มดและเวทมนตร์เด็ดขาด
เขาถูกแทงซ้ำอีกจนทนไม่ไหวเช่นเคย ทำให้ต้องเรียกท่านเบียทริซมาคืนชีพ ไม่ว่าเขาจะต้องตายสักกี่ครั้ง เบียทริซก็ตั้งใจจะทรมานเขาตลอดกาล.....
Chapter 1 : Days as a Girl
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : ????
บนเรือไปเกาะ รูดอล์ฟคุยกับฮิเดโยชิ เรื่องที่เอวาเกลียดบุหรี่มาก รูดอลฟ์จุดบุหรี่ให้เขา ฮิเดโยชิเริ่มสูบบุหรี่ช่วงหลังสงครามโลก ช่วงที่พบกับเอวา ซึ่งเธอพยายามให้เขาเลิก แต่ก็ไม่สำเร็จ
เอวาจะดูเปลี่ยนไปเมื่อใกล้วันพบปะในครอบครัว ต่างจากคนที่ฮิเดโยชิรู้จัก แน่นอนว่ามาจากเรื่องทรัพย์สินของคินโซ บางครั้งจะมีการนัดพบระหว่างกลุ่มพี่น้องโดยปราศจากเคลาส์ ในเรื่องมรดก
เคลาส์ดูเหมือนจะใช้ประโยชน์จากการที่ใกล้ชิดคินโซที่ไม่ได้สนใจเรื่องทรัพย์สินของเขา จนทำให้พวกพี่น้องไม่พอใจ เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนต้องการเงิน ทำให้ เอวา, รูดอล์ฟ และโรซ่า จึงร่วมมือกันที่จะไม่ให้เคลาส์ได้มรดกทั้งหมดไป
ทั้งรูดอล์ฟ, ฮิเดโยชิ และโรซ่า ต่างเป็นประธานบริษัท มีลูกน้อง จึงต้องพยายามหาเงินมา ไม่ว่าจะให้พวกเขาทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะคุกเข่า ดื่มน้ำโคลน หรือถูกบีบคอ
ฮิเดโยชิได้ยินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเคลาส์กับเอวาที่ดูจะไม่ดี และเธอไม่เคยเล่าให้เขาฟัง รูดอลฟ์จึงเล่าว่า เมื่อก่อนเอวา มีผลการเรียนที่ดี และฉลาดหลักแหลม ต่างจากเคลาส์ ซึ่งเอวาเคยทับถมเคลาส์ในเรื่องนี้ ซึ่งมาจากความกดดันที่เธอเกิดเป็นผู้หญิง ส่วนเคลาส์ได้เป็นผู้สืบทอดมรดกเพราะเป็นผู้ชาย ซึ่งคินโซเหมือนจะเป็นคนหัวโบราณที่ตัดสินกันที่เรื่องเพศ อีกทั้งเอวาก็เคยพยายามพูดเรื่องนี้กันคินโซ ทำให้คินโซอาจไม่พอใจอยู่บ้าง
เปรียบการเรียนของผู้หญิงก็เหมือนน้ำตาลใส่ชาดำ ซึ่งไม่รู้รสชาติเมื่อดื่ม แต่ถ้าใส่มากไปก็ทำลายรสของชา สามารถดื่มได้แม้จะไม่ใส่น้ำตาล เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ไม่ต้องเรียน ซึ่งเอวาเคยถูกเคลาส์อ้างเรื่องนี้ ทำให้เธอไม่ได้ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แม้จะอ้างเรื่องการศึกษาสำหรับผู้หญิงของตระกูลนี้ คำตอบของคินโซและเคลาส์ก็ยังเหมือนเดิม
แผ่นดินไหวในคันโตเคยทำให้ครอบครัวเสียทรัพย์สินจำนวนมหาศาล แต่ด้วยความสามารถของคินโซ ทำให้ตระกูลกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมได้ เอวาไม่เคยลืมเรื่องนี้ เธอตั้งใจที่จะเป็นแบบคินโซบ้าง แม้จะไม่มีทางถึงระดับเดียวกันก็ตาม
คินโซยังคงไม่ยอมรับเอวาเหมือนเคย เขาคิดว่าผู้หญิงเหมาะที่จะสนับสนุนผู้ชายเท่านั้น ซึ่งเธอก็เข้าใจเมื่อสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น อย่างไรก็ตามเธออ่อนกว่าเคลาส์เพียง 2 ปีเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะเกรดด้อยกว่า หรือเป็นได้เพียงรองหัวหน้าห้อง ในขณะที่เธอได้เป็นประธาน สุดท้ายเขาก็ได้เป็นคนสืบทอดเพราะเขาเป็นผู้ชาย
ตัดมาที่อดีต เคลาส์และเอวาในอดีตสนทนากันเรื่องนี้ เธอบอกว่าตัวเองทำได้เหมือนผู้ชาย รวมทั้งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า แล้วเธอยังทำตามหน้าที่ของผู้หญิงได้ การโต้เถียงดำเนินต่อไป จนคินโซเดินเข้ามา เนื่องจากเสียงทะเลาะของทั้งสอง
คินโซไม่พอใจเคลาส์ที่ทะเลาะกับพวกน้องๆ และอัดหน้าของเคลาส์ เอวาก็เตรียมใจไว้ แต่ก็ไม่โดนตี คินโซต่อว่าเคลาส์ในฐานะผู้สืบทอด เอวาเข้าใจความหมายของคำนี้ว่าสื่อมาถึงเธอเช่นกัน เธอจึงถามคำถามเดิมกับคินโซ แน่นอนว่าคินโซตะคอกกลับ เรื่องหน้าที่ของผู้หญิง เช่น การเย็บถักปักร้อย หรือ การทำอาหาร ซึ่งไม่ควรทำตามผู้ชายแบบเคลาส์ ซึ่งเอวาทำตามเคลาส์จึงไม่สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้ ถ้าเธอไม่ฟังคินโซอีก เธอจะไม่ใช่ผู้สืบทอดตระกูล และไล่เธอให้ออกไป คินโซพูดจนไอ เคลาส์จึงเรียกเกนจิมา และขอให้เอวาออกไปจากที่นี่ก่อน เขาจะทำให้คินโซใจเย็นลง
คินโซยังต่อว่าทั้งที่ไอ เรื่องที่ถ้าเธอไม่ฟังเขา เขาจะปลดเธอจากตระกูล ตัวเอวาต้องการช่วยลูบหลังของพ่อ แต่เกนจิก็มาขวาง เขาต้องการให้เอวาออกไปจากที่นี่ก่อน
คินโซยังโวยวายต่อ เรื่องที่เด็กๆ ของเขาไม่มีใครสมบูรณ์ เคลาส์ก็ขาดเกียรติยศ เอวาก็ดื้อดึงเหมือนทอมบอย ไม่มีลูกชายที่สมชาย ไม่มีลูกสาวที่สมหญิง เขาไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด
เกนจิได้แต่กล่าวชมว่าทั้งสองกำลังโต แต่คินโซก็ไม่พอใจเหมือนเดิม เขาพูดแต่จะปลดจากตระกูลต่อเนื่อง
เอวาครุ่นคิด เรื่องที่ทำให้พ่อยอมรับเธอในฐานะลูกสาวของตระกูล ภาพของเอวาในวัยรุ่นก็ปรากฏต่อหน้าเธอ

เอวาอีกคนนั้น ต้องการที่จะเป็นผู้นำตระกูล เธอยืนกรานในเรื่องนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ให้เคลาส์ได้สิทธินั้นไป และเชียร์เอวาให้สู้ต่อไป เอวาในวัยรุ่นนั้นต้องการให้เอวาปัจจุบันเชื่อในเวทมนตร์ที่จะสร้างปฏิหารย์ได้ ซึ่งเวทมนตร์พื้นฐานไม่มีอะไรมากกว่าที่จะเชื่อใจตัวเอง
เอวาคิดต่อว่า ถ้าเธอแย่งผู้นำตระกูลไม่ได้ เธอสามารถมีลูกได้ ส่วนเคลาส์ยังไม่ได้แต่งงาน เธอให้ลูกเป็นผู้นำตระกูลต่อไปได้
เอวาในร่างวัยรุ่นจึงพูด ตอนนี้เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว ละทิ้งทั้งเวทมนตร์ และความฝัน ตอนนี้เธอมีลูกชายที่เธอฝากความฝันไว้กับลูกชายของเธอ ทำให้ชีวิตเขายุ่งเหยิงเหมือนกัน นั่นเหรอที่เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ ?
เอวามั่นใจว่าลูกชายเธอเหมาะสมกว่าเจสซิก้า ทั้งด้านการเรียน และเป็นผู้ชาย ตอนนี้เธอมีแผนที่จะเล่นงานเคลาส์ โดยให้รูดอล์ฟและโรซ่าเป็นพรรคพวก
เอวาในร่างวัยรุ่นดูจะไม่พอใจกับเรื่องนี้ และยังคงให้เอวาในปัจจุบันนึกถึงความฝันที่ได้เป็นผู้นำตระกูลเอง โดยเฉพาะเรื่องเวทมนตร์ที่ทำให้ปฏิหารย์เป็นจริง
เอวาในร่างวัยรุ่นบอกแผนการณ์ ที่จะทำให้เธอแก้ไขปริศนาทอง ซึ่งทำให้เธอได้ตำแหน่งนี้ได้
คำพูดของแท่นจารึกช่วงแรกปรากฏขึ้น ..... จนคิริเอะมาปลุกเธอเพราะถึงเกาะรคเคนจิม่าแล้ว ทุกอย่างที่เห็นเป็นเพียงความฝันในอดีตของเอวา แบทเลอร์และเจสซิก้าก็มาคุยด้วย และรูดอล์ฟก็คุยเป็นการส่วนตัวกับเธอ
จอร์จหิวสัมภาระผ่านมา เอวากล่าวขอบคุณลูกชายของเธอ ซึ่งจอร์จบอกว่าแม่ดูแปลกไป ส่วนฮิเดโยชิก็ลงมาหา ตามด้วยมาเรียที่วิ่งไปทั่ว และโรซ่าที่ไล่ตามลูกสาวของเธออยู่ เอวานิ่งเงียบดูแปลกไปเล็กน้อย ฮิเดโยชิจึงให้ทุกคนออกไปก่อน

เอวาคุยกับฮิเดโยชิ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองใช้ลูกชายเป็นเครื่องมือในการแก้แค้น ฮิเดโยชิปฏิเสธเรื่องนี้ จอร์จกลายเป็นลูกชายที่เพียบพร้อมและเชื่อใจได้ ระหว่างนั้น ป้าคุมาซาวะผ่านมา แจ้งเรื่องที่ทุกคนออกไปแล้ว ฮิเดโยชิจึงให้เอวาออกไปก่อนที่ทุกคนจะเป็นห่วง เขายังถามว่าเธอฝันร้ายอีกแล้วเหรอ ซึ่งเอวาก็ตอบว่าใช่ เมื่อพูดกันอีกเล็กน้อย เอวาก็ขอโทษที่ต่อว่าเรื่องบุหรี่เมื่อคืน เมื่อโกดะมาตามอีกคน ทั้งคู่จึงออกไปจากเรือ
เมื่อลงจากเรือ เอวาได้ยินเสียงหญิงสาวที่กล่าวว่า "ยินดีต้อนรับการกลับมา" จากระยะไกล แต่ไม่เห็นเสียงคนพูด ดูเหมือนพายุกำลังจะมา....
Chapter 2 : My Preparations are complete
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 14.00 น.
ที่ชายหาดบนเกาะ แบทเลอร์พูดถึง 6 ปีก่อน ซึ่งนานมากตั้งแต่สมัยชั้นประถม จอร์จก็จะแบทเลอร์ไม่ได้ถ้าเขาไม่แนะนำตัว แต่เจสซิก้าจำเขาได้ดีโดยเฉพาะตอนจะเปิดปากพูด มาเรียกับแชนนอนก็อยู่ที่นั่นด้วย
บทสนทนาอยู่ที่ตัวแบทเลอร์ที่กลับมาหลังผ่านไป 6 ปี เขาสูงจนไม่น่าเชื่อ พูดเรื่องนี้เจสซิก้าเริ่มไม่มั่นใจว่าเขาเหมือนแบทเลอร์เมื่อ 6 ปีก่อน
แบทเลอร์พูดอย่างหน้าระรื่นว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จำเรื่องเมื่อ 6 ปีก่อน ทั้งที่เขาลืมไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับเจสซิก้า ส่วนแชนนอนบอกว่าเธอจำได้ดี ราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวาน จอร์จกล่าวชมเรื่องความจำของแชนนอน
เจสซิก้าถามประโยคที่เขาชอบพูด แชนนอนบอกว่าเมื่อเขาไป เขาชอบพูดว่า "ชั้นจะกลับมา พบกันใหม่ ชั้นจะกลับมาชวนเธอขี่ม้าสีขาว" เธอพูดขณะหน้าแดง แบทเลอร์ให้หยุดเรื่องน่าอายนั้น เจสซิก้าขำจนน้ำตาไหล
เมื่อเจสซิก้าชวนให้พูดเรื่องน่าอายในอดีตอีก แชนนอนรู้ว่ามีหลายเรื่อง แต่เธอก็หน้าแดงจนรู้สึกไม่เหมาะที่จะพูดออกมา แบทเลอร์ก็ขอไม่ให้พูด มาเรียรู้สึกว่าแชนนอนแกล้งแบทเลอร์ ส่วนจอร์จก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้ก็ได้ .... แต่ถ้าแบทเลอร์ไม่อยู่ เขาก็สนใจที่จะฟังเหมือนกัน จอร์จหัวเราะกับท่าทีของแบทเลอร์
ดูเหมือนจอร์จจะสนิทกับแชนนอน เมื่อทั้งคู่เดินไปที่มาเรีย แบทเลอร์ถามความสัมพันธ์ของทั้งสองจากเจสซิก้า ซึ่งเธอก็ให้เขาเงียบเรื่องนี้ไว้ โดยเฉพาะกับเอวา ถึงความรักกับคนใช้ในตระกูล
เมื่อถามว่าคบกันนานแค่ไหน เจสซิก้ารู้เพียงว่าอย่างน้อย 1 ปี เมื่อเจสซิก้าถามว่าเขามีแฟนหรือยัง เขาอบว่ามีผู้หญิงที่รู้จักเยอะ แต่ไม่มีคนที่เขาสนิทสักคน ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจจิตใจผู้หญิงสักเท่าไหร่
เมื่อย้อนถามเรื่องนี้กับเจสซิก้า เธอหน้าแดง แบทเลอร์จึงเดาว่าเธอมีคนที่ชอบแต่ไม่กล้าสารภาพ เจสซิก้าจึงให้เขาเลิกพูดเรื่องนี้
เมื่อคิดไปเรื่อยๆ เขาเริ่มเดาว่า เจสซิก้าชอบคนใช้ เหมือนที่จอร์จชอบแชนนอนหรือเปล่า เธอหน้าแดงอีกครั้ง เพราะเขาสังเกตตอนเห็นคานอนที่สวนดอกกุหลาบ ที่เจสซิก้าช่วยเขาพูด แบทเลอร์ยังหยอกเธอ โดยถามว่ามีเด็กผู้ชายที่เธอชอบในรัศมี 1 กิโลเมตรหรือเปล่า เจสซิก้าได้แต่อาย แน่นอนว่าในระยะนั้นมีเด็กหนุ่มเพียงคานอนเท่านั้น

แบทเลอร์รู้ถึงอุปสรรคที่จะเกิดหลังจากนี้โดยพ่อแม่ของทั้งสอง แต่เขาไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น แบทเลอร์พูดเหมือนบทกวีเกี่ยวกับด้านความรักแท้จริง และอุปสรรคจากพ่อแม้ จนเจสซิก้าแปลกใจ แบทเลอร์พูดต่อ จนหลุดประโยคที่ว่า "ไว้พบกันใหม่ ขอให้เป็นวันที่ดี" เจสซิก้าระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แล้วให้จอร์จกับแชนนอนมาดู
เมื่อพูดต่อไปอีกสักพัก ถึงเรื่องดีๆ ที่ทุกคนได้มาพบกัน ได้เป็นเพื่อนและพบความสุขร่วมกัน รวมถึงเรื่องในอนาคต
เมื่อฟ้าเริ่มมืด ดูเหมือนพายุจะมา แบทเลอร์นึกกับตัวเองว่า แทนที่จะคิดเรื่องอนาคต เขาควรคิดว่าขอให้วันนี้ผ่านพ้นไป โดยไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น และให้ทุกอย่างจบลง....
(Meta World) เบียทริซปรากฏตัวมาขัดจังหวะ พร้อมหัวเราะ เธอย้อนถามว่าทำให้ทุกอย่างจบ ? แบทเลอร์หลับตาและได้แต่ขอให้เธอไม่ปรากฏตัว เบียทริซบอกเตรียมเกมพร้อมแล้ว เรื่องราวของโศกนาฏกรรมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
(โลกความเป็นจริง) ฟ้ามืดและฝนเทลงมา ไต้ฝุ่น มาเรียมาหาดอกกุหลาบที่ทำสัญลักษณ์ไว้ เธอคิดว่าถ้าไม่พบมัน ก็จะไม่เจอมันอีก อยู่ๆ ฝนก็ไม่ได้ตกลงมาที่เธอ เธอเห็นร่มบังฝนไว้ และเห็นเบียทริซ

มาเรียดูจะตกใจเล็กน้อย ก่อนอารมณ์เสียเหมือนเดิม เธอกำลังหากุหลาบของเธอ เบียทริซจึงบอกว่าถ้ามาเรียเป็นแม่มดฝึกหัด ก็ควรจะใช้เวทมนตร์ตามหามัน มาเรียตอบกลับว่าเธอพยายามค้นด้วยเวทมนตร์แล้วแต่ก็ค้นหาไม่เจอ เบียทริซจึงเข้าใจว่าด้วยกระแสลมและฝน คงยากเกินไปสำหรับเธอ
เบียทริซจึงช่วยลูกศิษย์ของเธอหา ซึ่งเป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่ควรทำ มาเรียยิ้มแย้มแล้วกล่าวขอบคุณ
เบียทริซหลับตาสักพัก ก่อนพูดว่าทุกสิ่งในโลกนั้นไม่ยั่งยืน ซึ่งกุหลาบของเธอแพ้ต่อแรงลมและฝนแล้ว
มาเรียดูไม่พอใจ เธอขอให้เบียทริซสอนเวทมนตร์ในการชุบชีวิต เบียทริซปฏิเสธ ยังเร็วเกินไปที่จะสอนศิลปะลับของ Endless Magic ให้แก่เธอ ทำให้มาเรียร้องไห้
เบียทริซให้เธอยืมพลังในการฟื้นดอกไม้ มาเรียหลับตาระหว่างนั้น เม็ดพันธุ์สีทองปรากฏบนมือเบียทริซ ก่อนที่จะนำไปฝัง แล้วเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นดอกไม้สีทองเหมือนเคย จากนั้นให้มาเรียลืมตา เธอเห็นดอกไม้ของเธออีกครั้ง
เบียทริซให้จดหมายที่มีสัญลักษณ์ปีกอินทรีย์ปีกเดียวแก่มาเรีย เธอใช้เป็นคนส่งสารให้แม่มดเช่นเคย เธอเตรียมพร้อมสำหรับเกมครั้งใหม่
ด้านคินโซก็พูดกับตัวเองเรื่องนี่เช่นกัน เขาเปิดหน้าต่างแล้วโยนแหวนประจำตระกูลลงไป แหวนวงนั้นหายไปพร้อมเสียงฟ้าผ่า เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองจะแพ้ในเกมนี้ และเบียทริซจะเป็นของเขาตลอดไป
แหวนวงนั้นกลายเป็นผีเสื้อทองปรากฏ ลอยไปที่สวนดอกกุหลาบแล้วพบกับแม่มด คืนสภาพเดิมต่อหน้าเธอ กลายเป็นชายวัยกลางคนที่ชุดมีสัญลักษณ์ของอินทรีย์ปีกเดียว เธอเรียกเขาว่า โรโนเว ผู้ที่ซื่อสัตย์มาก
โรโนเวไม่ได้พบเบียทริซมานานแล้ว แต่ยังคงจำนายหญิงของเขาได้ เขากลัวเบียทริซจะลืมเขามากกว่า เพราะส่วนใหญ่นายหญิงจะขี้ลืม เบียทริซหัวเราะแล้วก็ยอมรับว่าเธอเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเธอลืมวิธีพูดถากถาง ฟังไม่เข้าหู ของโรโนเวไปแล้ว จนได้ยินมันอีก
โรโนเวมอบแหวนประจำตระกูลของคินโซให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประกาศการเริ่มเกม
โรโนเวถามว่าจะให้ทำอะไรก่อน ให้เริ่มลูเล็ตเลย ? หรือเตรียมชาดำก่อน ? เบียทริซรู้ว่าต้องไปหาใครสักคนก่อน เพราะเธอคาดว่าเขาคงกำลังอ้าปากค้างอยู่..... เธอกล่าวถึงแบทเลอร์
(Meta World) ชายใส่ชุดคนรับใช้ปรากฏตัวทักทายแบทเลอร์ เขาแนะนำตัวว่าชื่อโรโนเว เป็นคนรับใช้ของนายหญิงเบียทริซ แบทเลอร์เริ่มไม่ยอมรับตั้งแต่การปรากฏตัวของพวกเฟอร์นิเจอร์หัวแพะ, เฟอร์นิเจอร์หัวแพะจำนวนมาก, พี่สาว 7 คน และตอนนี้มีคนรับใช้มาเพิ่มอีก
เบียทริซพูดถึง Devil's Proof ของเขา เพราะโรโนเวถึงดูเหมือนมนุษย์ แต่ก็เป็น 1 ใน 72 ปีศาจ ซึ่งเป็นปีศาจที่ฉลาด เป็นการพิสูจน์ว่าปีศาจมีจริง จัดอยู่ในระดับที่ 27 ในกลุ่มปีศาจชั้นสูง เธอแลกเปลี่ยนด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงเพื่อเรียกเขามารับใช้เธอ ถึงเขาจะชอบพูดแบบไม่ระวังปาก แต่ก็เป็นปีศาจที่ไว้ใจได้
โรโนเวยังย้อนอีกว่า ในสัญญาไม่ได้ระบุว่าให้เขาต้องพูดอย่างไร นายหญิงจะเปลี่ยนสัญญาหรือไม่ ซึ่งเบียทริซก็ไม่มีปัญหากับคำพูดของเขา
โรโนเวทำท่าเหมือนอยากจับมือกับแบทเลอร์ เพื่อแสดงถึงความเป็นเพื่อน แน่นอนว่าการจับมือไม่ได้เกี่ยวกับการทำสัญญากับปีศาจ โรโนเวยิ้ม
แบทเลอร์ปฏิเสธ เขากำลังสู้กับเบียทริซอยู่ จึงไม่อยากจับมือกับศัตรู โรโนเวพูดกวนแบทเลอร์อีกหน่อย ก่อนที่จะกระซิบกับแบทเลอร์ เมื่อหน้าเขามาใกล้ๆ จนจมูกชนแก้มเขา ทำให้แบทเลอร์อายหน้าแดง ก่อนผลักเขาออกไป
โรโนเวเชี่ยวชาญด้านชงชาและชอบอบขนม เขาจะนำมาให้แบทเลอร์ทาน ด้านเบียทริซมองทั้งสองที่มีเพศเดียวกัน ดูเข้ากับแบทเลอร์ได้ดีกว่า จนเธอบอกว่าอิจฉา
โรโนเวยังกล่าวย้อน เขาได้รู้ว่าพวก 7 พี่น้อง อยู่ที่นี่ด้วย เขาสงสัยว่ายังคงเป็นเด็กซนหรือมีมารยาทดี แบทเลอร์ต้องถามคำนิยามว่า "มีมารยาท" จากโรโนเว ทำให้เขาเดาว่ายังคงไม่แตกต่างจากเดิม ทั้งที่เขากำชับให้ทำตัวเหมาะสมกับท่าเบียทริซ ช่างเป็นพวกเด็กที่มีปัญหาจริง
แบทเลอร์ไม่ปฏิเสธเรื่องที่พวกเด็กนั้น เข้ากันได้ดีกับเจ้านาย เมื่อคุยกับเบียทริซอีกนิดหน่อย โรโนเวก็จากไป
แบทเลอร์ดูจะสงสัยว่าทำไมพ่อบ้านถึงเพิ่งปรากฏตัว แต่ก็ดูจะไม่แปลกใจนักเพราะมีแต่อะไรแปลกๆ ที่ปรากฏตัวมาเรื่อยๆ ต่อหน้าเขา ทั้งพวกหัวแพะ, พี่สาวทั้ง 7 แล้วก็ตามด้วยพ่อบ้าน
เบียทริซหัวเราะ เขายังมีปีศาจรับใช้ในแดนทองคำอีก เมื่อประตูสู่แดนทองคำเปิดออก เธอจะเรียกพวกเฟอร์นิเจอร์ของเธอทั้งหมดกลับมา และสร้างปราสาทแห่งใหม่บนเกาะรคเค็นจิม่า รวมทั้งสังสรรค์กับเพื่อนเก่า ทั้งดื่มและเต้นตลอด 3 วัน 3 คืน นั่นรวมถึงคนในตระกูลอุชิโรมิยะ และจะเชิญแบทเลอร์มาด้วย
แบทเลอร์ไม่เข้าใจ เพราะเธอควรจะเสียอำนาจเวทมนตร์ไป แต่ดูเหมือนพลังเวทมนตร์เธอจะเพิ่มขึ้น และเรียกปีศาจได้มากขึ้น เบียทริซตั้งใจให้เขาเห็นพลังเวทมนตร์ จากนั้นก็พูดเยอะเย้ยแบทเลอร์เช่นเคย
(โลกจริง) ตัดมาที่ด้านมาเรีย เธอกล่าวถึงเนื้อหาในจดหมายต่อหน้าทุกคน ทุกคนเงียบก่อนที่จะเริ่มแสดงความไม่พอใจกับเรื่องนี้ และเริ่มสงสัยกันเอง เอวาตีความว่า บางทีคินโซอาจเป็นคนทำเรื่องนี้ขึ้น เพื่อทดสอบคนในตระกูล คนที่ไขปริศนาได้จะได้สิทธิ์ผู้นำของตระกูล เธอได้ยินเสียงลึกลับอีกครั้ง ว่าเวทมนตร์ทำให้ความปรารถนาเธอเป็นจริง
นัตสึฮิโต้เถียง เพราะสามีเธอเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำตระกูล เคลาส์ก็เช่นกัน เอวาจึงให้ไปถามพ่อโดยตรง โรซ่าสงสัยว่าควรจะไปหาพ่อเรื่องจดหมายดีหรือไม่ เอวาตวาดเธอ จนถึงบอกให้เธอยอมแพ้และตายไปซะ โรซ่าไม่เข้าใจกับคำพูดของเอวา ได้แต่กล่าวขอโทษ เช่นเดียวกับเคลาส์ เสียงที่เอวาได้ยินบอกเธอว่า การที่เคลาส์เกรงกลัวพ่อทั้งที่อายุขนาดนี้แล้ว ก็ควรจะยอมแพ้และตายไปซะ (แต่ไม่ได้พูดออกมา)
ด้านพวกพ่อแม่ทุกคน จะไปหาปู่เพื่อถามเรื่องนี้
พวกหลาน ก็คุยเรื่องนี้กันต่อ แม้จะไม่เข้าใจรายละเอียดนัก แต่ดร.นันโจ และคิริเอะ ก็ไม่แนะนำให้เด็กๆ คิดเรื่องนี้
คิริเอะถามมาเรีย เรื่องคนที่มอบจดหมายให้ โดยเฉพาะรายละเอียดของเบียทริซที่พบ
Chapter 3 : The Witch's Written Challenge
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 20.00 น.
เหล่าหลานๆ ออกจากห้อง ดูเหมือนพวกพ่อแม่จะไม่สามารถทำให้ปู่บอกตอบได้ แต่ฟังดูแล้วเหมือนปู่จะยังสบายดีอยู่ จะว่าไป ถ้าปู่รู้ว่าใครสักคนเอาชื่อของเขาไปอ้างในจดหมาย เขาควรจะเป็นโมโห แต่เขากลับเมินเฉยเมื่อได้เห็นจดหมายนี้ หรือนั่นคือคำตอบของเขา
ตอนนี้รูดอล์ฟกับเอวา พยายามตีความในจดหมาย แสดงถึงความโลภอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถามมาเรียซ้ำเรื่องคนมอบจดหมาย เธอก็ยืนกรานเรื่องเดิมว่า เบียทริซเป็นคนให้ ไม่ว่าจะถามเธอซ้ำกี่ครั้งก็ตาม จนเธอร้องไห้
พวกหลานๆ ไปบ้านพักรับรองตามคำสั่งของพ่อแม่ คิดอีกที จดหมายฉบับนั้นก็เหมือนการให้โอกาสพี่น้องคนอื่นนอกจากเคลาส์ มีสิทธิ์รับมรดกนั่นเอง มีเพียงจอร์จที่เข้าใจถึงพวกผู้ใหญ่ที่คุยกันเรื่องเงิน และขอให้ลูกพี่ลูกน้องคนอื่นเข้าใจ
จอร์จ, แบทเลอร์ และเจสซิก้า คุยเรื่องความเป็นไปได้ของคนที่ 19 อาจเป็นไปได้ที่ใครสักคนจะมอบจดหมายให้เธอ เช่น แชนนอน หรือ คานอน การให้จดหมายมาเรียก็ไม่ต่างจากเด็กที่เห็นซานต้าคอสมอบของขวัญ
เจสซิก้าเอามือวางที่คาง นิ่งเงียบไปสักพัก เหมือนคิดอะไรบางอย่าง จนแบทเลอร์เรียกเธอ ซึ่งเธอคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีเบียทริซจริง เช่น มีคนอาศัยอยู่ในป่า ....
ด้านกลุ่มผู้ใหญ่กำลังตรวจสอบจดหมาย ถึงเคลาส์ยังเชื่อว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่การที่คินโซไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ ทำให้เขามองข้ามเรื่องนี้ไปไม่ได้
เนื้อความในจดหมายกล่าวถึงผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดก แต่ก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นคนในตระกูลอุชิโรมิยะเท่านั้น บางทีคนที่ส่งอาจเป็นมือสังหารจากคินโซ หรือคนที่หวังจะขโมยสมบัติทุกอย่าง
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร สิ่งเดียวที่ยืนยันได้ คือ มาเรีย ได้รับจดหมายจากคนอื่น บนเกาะรคเคนจิม่า ในวันนี้
นัตสึฮิกับเอวามีปากเสียงกันอีกเล็กน้อย เรื่องจดหมายที่ตีความไม่ได้ ส่วนโรซ่าและคิริเอะบอกให้ทุกคนใจเย็นลง โดยหาเครื่องดื่มมา รูดอล์ฟก็เห็นด้วย โรซ่าจึงโทรไปบอกห้องคนรับใช้ สถานการณ์ตึงเครียดเริ่มเบาบางลงหลังจากนั้น โกดะที่นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟก็ออกไปจากห้อง
คิริเอะเอ่ยถึงเรื่องคนที่ 19 ที่น่าจะซ่อนตัวบ้านพักในสวน คนอื่นก็ร่วมวิจารณ์เรื่องนี้ด้วย ตัวนัตสึฮิสงสัยว่าจะเป็นเกนจิ ถึงเคลาส์ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่ประมาท อย่างไรก็ตามทุกคนมีพยานรู้เห็น มีเพียงคนรับใช้ที่สามารถยื่นจดหมายให้มาเรียได้
โรซ่าบอกว่าคนรับใช้ไม่น่าที่จะว่างจากการเตรียมที่นอน รูดอล์ฟสงสัยว่าเธอพยายามจะพูดอะไร เอวาก็พูดเรื่องแม่มดแห่งป่า (เสียงในตัวเธอบอกว่า เธออยากให้มันมีจริง)
โรซ่าตอบว่าเธอไม่คิดว่าใน 18 คนเป็นคนทำ น่าจะเป็นคนที่ 19 ฮิเดโยชิหัวเราะกับเรื่องที่มีคนที่ 19 บนเกาะ จนส่งเสียงหัวเราะดัง คิริเอะจึงตอบว่าเป็นไปได้ที่จะมีแขกไม่ได้รับเชิญอยู่บนเกาะนี้ แต่ก็มองข้ามความเป็นไปได้ที่จะเป็นหนึ่งในกลุ่มญาติพี่น้อง บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น
เคลาส์ดูไม่พอใจที่พูดเรื่องแม่มดในภาพวาด แต่คิริเอะไม่ได้เจาะจงว่าเป็นแม่มด อาจมีผู้หญิงธรรมดาที่เป็นคนรักของคินโซและชื่อเบียทริซอาศัยอยู่ในป่า นัตสึฮิไม่ยอมรับความคิดนี้ สำหรับคนที่เข้มงวดแบบคินโซไม่น่าจะมีคนรักอีกคน
แต่ทั้ง 4 พี่น้องเงียบ สำหรับพวกเขาได้ยินเล่าของเรื่องคนรักลับๆ ของพ่อมานานแล้ว จนรูดอล์ฟพูดเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องที่พ่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะนี้ และเชื่อว่าอาจมีคฤหาสถ์ลับซ่อนอยู่ เมื่อได้ยินอย่างนั้น คิริเอะก็เห็นด้วย กับเรื่องขนาดของเกาะ รูดอล์ฟ และเคลาส์กล่าวเสริมเรื่องห้องของคินโซที่อาจมีทางลับ
เอวาก็เช่นกัน เมื่อก่อน แม่ของพวกเธอตามหาคินโซที่หายไป แต่หาทั่วแมนชั่นก็หาไม่เจอ จนสงสัยว่าจะเป็นแบบที่รูดอล์ฟกล่าวมา เป็นไปได้ที่จะมีทางลับไปพบสาวผมทองคนนั้น
คิริเอะพูดต่อว่าเรื่องเล่าแม่มดอาจทำให้ลูกของเขากลัวการเข้าป่าเท่านั้น รูดอล์ฟยกเรื่องโรซ่าที่กลัวเสียงของลมจากในป่าจนนึกว่าเป็นเสียงแม่มด เช่นเดียวกับตัวเขาและพี่อีกสองคนที่กลายเป็นเรื่องฝังใจไปแล้ว เคลาส์บอกว่าพวกคนใช้เก่าๆ ก็เคยบอกเรื่องที่พบผีจากภาพวาด ถึงเขาจะไม่เชื่อ แต่ก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีคนรักลับอยู่
เมื่อคุยต่อกันอีกนิดหน่อย ฮิเดโยชิก็ขอโทษที่หัวเราะกับเรื่องคนที่ 19 บรรยากาศกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
เคลาส์ยังมองความเป็นไปได้ที่คินโซจะขังตัวเองในห้องค้นคว้า จนไม่ตอบใคร และไม่ได้บอกใครว่าไปไหน ทำให้เข้าใจว่าไปหาภรรยาลับ แต่คงปฏิเสธเรื่องคนลับๆ ไม่ได้
รูดอล์ฟเสริมว่าปีสุดท้ายของแม่ ได้หมดความอดทนกับความสงสัย จึงให้คนใช้คอยจับตามองคินโซ สำหรับเอวาเธอรู้สึกสงสารแม่ของเธอเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายเขาก็ไม่เคยถูกจับได้ว่ามีห้องลับหรือไม่ หลังจากที่เวลาผ่านไปนาน เขาจะปรากฏตัวที่ไหนสักแห่งซึ่งอาจเป็นในคฤหาสถ์หรือบนเกาะ ถึงจะเป็นบริเวณที่คนรับใช้เคยไปเช็คตอนที่เขาหายตัวแล้วไม่พบก็ตาม ยิ่งเรื่องเล่าที่ว่าเขาสนใจลัทธิมนต์ดำ จึงเป็นไปได้ว่าเขาจะใช้วิชาอาคมสำหรับแปลงเป็นผีเสื้อแล้วไปที่ไหนสักแห่ง
คิริเอะสรุปสั้นๆ ว่า บ่อยครั้งที่เขาหายไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ไหน รูดอล์ฟยืนยันคำนี้ และเชื่อว่าการที่มีคฤหาสถ์ลับในป่า มีความเป็นไปได้อยู่บ้าง เคลาส์ตอนหนุ่มๆ ก็เคยติดตามคินโซไป แต่คินโซก็หายตัวไปเมื่อเขาพยายามติดตาม ทำให้เขามั่นใจว่าพ่อพยายามปิดบังบางเรื่องอยู่ เอวาก็คิดเรื่องที่เกาะนี้เหมือนสมุดวาดภาพ ดังนั้นเขาสามารถทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการได้ แม้แต่คฤหาสถ์ลับสำหรับคนรักของเขา คำพูดนี้ทำให้ทุกคนคิด และกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
คิริเอะถามต่อว่าเรื่องคนรักของพ่อเริ่มต้นเมื่อไหร่ รูดอลฟ์ตอบว่าพวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อ 30 ปีก่อน น่าจะสร้างคฤหาสถ์ลับก่อนที่เรามา ไม่เช่นนั้นพวกเราคงรู้ เอวาพูดต่อว่า พ่ออาจคิดเรื่องคนรักอีกคนแต่แรก จึงมาที่นี่ และเขาอาจมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวตั้งแต่พวกเราอาศัยอยู่ที่โอดาวาระ
เคลาส์พูดต่อว่า ถ้าทองจำนวนมากที่นำไปใช้เป็นกองทุนในสงครามที่ซึ่งใช้ฟื้นฟูตระกูลอุชิโรมิยะ ได้มาจากเธอ เป็นไปได้ว่าจะมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่โอดาวาระ ทำให้เธอให้เขายืมทองจำนวนมหาศาล แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามีความสัมพันธ์กันมายาวนานแค่ไหน
นัตสึฮิพูดถึงความสัมพันธ์ และการให้ยืมทองจำนวนมากนั้น ทำให้ครอบครัวเรารอดพ้นวิกฤตกที่เคยพบไปได้ ฮิเดโยชิพูดต่อว่า ถ้าเป็นแค่การยืมปกติ การที่สร้างคฤหาสถ์ลับให้เธอคนนั้นบนเกาะ มันไม่เป็นการขอบคุณที่มากไปหน่อยงั้นเหรอ
รูดอล์ฟคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจดี ทั้งที่ตอนแรกไม่มีใครหาคฤหาสถ์ลับนั้นพบ เขาบอกต่อว่าเคลาส์คิดจะสร้างรีสอร์ทบนเกาะแห่งนี้ในส่วนที่เป็นป่า เขาอาจคิดหาทองที่ซ่อนอยู่ด้วย เคลาส์ทำเป็นเมินเฉยเรื่องเกาะสมบัติ
เอวารีบพูดต่อว่าอย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พวกเธอรู้ว่าเขาคิดจะสำรวจเกาะแห่งนี้โดยการสร้างรีสอร์ท
เคลาส์ยังคงทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป ความจริงเคลาส์ค่อนข้างมั่นใจเรื่องที่มีแมนชั่นลับบนเกาะ เขาต้องการเปิดรีสอร์ทเพื่อค้นหาบ้านลับ และที่ซ่อนของทองคำ ถึงจะพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขากำลังจะทำ แต่ถ้าดูจากนิสัยแล้ว พี่น้องคนอื่นมั่นใจว่าเขาคิดทำเช่นนั้นแน่นอน
ฮิเดโยชิมั่นใจว่าเรื่องเล่าของแม่มดในป่าเป็นเพียงนิทานแน่นอน แต่เรื่องที่มีพี่สาวผมทองอาศัยอยู่ในคฤหาสถ์ลับกลางป่า .... ก็ฟังดูเหมือนเป็นนิทานบ้าง เอวาก็ตอบแบบเดียวกัน ว่าเป็นนิทานสำหรับเด็ก และหันไปถามโรซ่าว่าเธอคิดแบบนั้นใช่ไหม โรซ่าตอบแบบงงๆ เพราะรู้ว่าพี่เธอสื่อถึงอะไร
เคลาส์มั่นใจว่าเป็นที่ซ่อนเงินของพ่อ และแต่งเรื่องนี้มาเพื่อปิดบัง รูดอล์ฟกล่าวเสริมว่าเรื่องลัทธิหรือเทพนิยาย ดูจะเป็นงานอดิเรกของพ่อ
คิริเอะกล่าวแย้งว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างคฤหาสถ์ลับเพื่อเติมเติมความฝันของพ่อ ถ้าคิดตามความเป็นจริง เป็นไปได้ที่จะมีสาวที่เขารักอาศัยอยู่ที่นั่น ให้เป็นที่ๆ น่าอยู่สำหรับเธอ แม้จะเป็นบ้านขนาดเล็ก เอวาก็คิดเช่นนั้น
คิริเอะคิดถึงสิ่งที่จำเป็นอื่น เช่น ไฟฟ้า, แก๊ส และน้ำประปา น่าจะมีคนช่วยเธอ รวมทั้งการทำอาหาร ที่น่าจะยุ่งยาก รวมทั้งเสื้อ, การแต่งตัว และของที่จำเป็นประจำวัน ซึ่งผู้หญิงต้องการมากมาย เป็นไปได้หรือที่จะทำโดยคนในตระกูลและคนรับใช้ไม่ได้สังเกต
รูดอล์ฟได้ยินแบบนั้น ก็บอกว่าเป็นจุดอ่อนในทฤษฏีของเรา แต่ไม่เพียงพอที่จะคิดว่าพ่อจะทำไม่ได้ ไม่น่าใช่เรื่องยากสำหรับคินโซ เอวาก็ย้ำคำพูดนี้เช่นกัน
นัตสึฮิพูดถึงคินโซที่ตั้งใจทำบางอย่าง เขาจะต้องพยายามทำทุกอย่างให้สำเร็จ แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับคนธรรมดา และคินโซอาจทำแบบนั้นไม่ได้ เคลาส์จึงพูดกับนัตสึฮิว่าอย่าประเมินพ่อต่ำเกินไป เขาเป็นคนที่พยายามทำทุกอย่างให้สำเร็จ ความบ้าของพ่อ คนทั่วไปไม่เข้าใจหรอก
อย่างไรก็ตาม คงเป็นเรื่องยากที่จะปิดบังใครสักคนไว้ได้นานถึง 30 ปีบนเกาะแห่งนี้
ฮิเดโยชิพูดเรื่องคนที่ซ่อนอยู่นานถึง 30 ปี ซึ่งน่าจะอายุพอๆ กับพวกเขา หรือแก่ยิ่งกว่า ส่วนเอวาก็คิดแบบนั้น ถ้ารักมานานถึง 30 ปี เธออาจน่าหลงไหลก็จริง แต่ตอนนี้คงเป็นยายแก่ไม่ต่างจากพวกเรา เธอเดาจากเนื้อหาจดหมายที่ส่งมาก่อนหน้านี้ เคลาส์หัวเราะกับคำพูดของเอวา แต่เธอก็ไม่ได้ตอบโต้
รูดอล์ฟ คิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ควรเลิกคิดเรื่องของเธอคนนั้น และคุยปัญหาผู้สืบทอดมรดกของพ่อต่อ แต่ถึงกระนั้นรูดอล์ฟก็เสริมว่า ความรักของพ่อกับเธอคนนั้นคงเป็นรักที่แท้จริง ต่างจากแม่ของพวกเขา และเธอคนนั้น อาจเป็นภรรยาที่แท้จริงของคินโซ
นัตสึฮิไม่พอใจที่กล่าวหยาบคายกับแม่ รูดอล์ฟกล่าวขอโทษ แต่ทุกคนก็รู้ว่า เมื่อก่อนพ่อถูกบังคับให้แต่งงาน โดยพวกผู้ใหญ่ จึงไม่แปลกที่เขาจะมีคนรักอยู่
ถึงตอนที่เกิดแผ่นดินไหวในคันโตที่ทำให้ครอบครัวตกต่ำ จนพ่อจะได้เป็นผู้นำตระกูลก็จริง แต่ก่อนหน้านั้น เขาถูกบังคับจากพวกผู้ใหญ่ให้ทำตามราวกับถูกชักใย เขาตัดสินอะไรไม่ได้เลย แม้แต่เรื่องคู่รัก หลังจากนั้นเขาอาจพบแม่มดทองคำเบียทริซ ทำให้เขาตกหลุมรัก และปัจจุบันนี้ หญิงที่จดทะเบียนแต่งงานกับเขาได้ตายไปแล้ว
ฮิเดโยชิพูดต่อว่า หญิงที่คินโซรักอาจต้องการสืบทอดมรดกเช่นกัน เคลาส์ก็เห็นด้วยและเข้าใจจุดหมายของจดหมายฉบับนั้น สมบัติสำหรับผู้ที่ไขปริศนาของแท่นจารึกได้
เอวาก็เข้าใจ เพราะระบบการแบ่งระดับชั้นนั้น หญิงคนนั้นมีระดับต่ำกว่าโรซ่าเสียอีก การเข้ามาพัวพันกับการแบ่งสมบัติคงเป็นไปไม่ได้
รูดอล์ฟสงสัยว่าเป็นเช่นนั้นจริงเหรอ ที่ว่าคนที่ไขปริศนาได้จะได้รับทองโดยไม่สนระดับ เป็นเงื่อนไขที่เบียทริซจะได้ประโยชน์ เพราะเธอไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น สำหรับหญิงที่ให้ทองคินโซยืม และควรเป็นผู้สืบทอดมรดก แทนที่จะต้องให้เด็กจากหญิงที่คินโซไม่ได้รัก
นัตสึฮิไม่พอใจกับคำพูดที่น่าอายนี้ ต่อให้เป็นจริงก็ไม่ควรจะมาชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลได้ เอวากลับขอบคุณเธอคนนั้นที่มอบโอกาสที่จะเป็นผู้นำตระกูลให้แก่พี่น้องคนอื่นๆ รวมทั้งพวกเรา เอวาหัวเราะ และเคลาส์ได้แต่ยักไหล่
คิริเอะคิดในอีกมุมหนึ่งว่า การมีคนอื่นเข้าร่วม อาจหมายถึงกลุ่มอื่นจะได้ประโยชน์มากกว่า ฮิเดโยชิยกเรื่องที่ว่า เธอคนนั้นเป็นคนดูแลเรื่องทองของคินโซ จึงอาจรู้ที่ซ่อนทองอยู่แล้วก็ได้ มันไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ ที่เธอบอกให้ไขปริศนาสมบัติ ทั้งที่เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว แล้วขโมยทุกสิ่งไปจากพวกเรา
เอวาเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะเห็นด้วยกับสามีของเธอ คนๆ นั้นอาจไขปริศนาที่รู้คำตอบอยู่แล้วก็ได้ อาจเป็นกับดักที่เอาทุกอย่างไปจากพวกเรา
เคลาส์คิดอีกแง่ ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมเธอไม่เอาทองคำไปแต่แรก ? ทำไมถึงต้องบอกพวกเราเรื่องนี้ ? เธอทำได้แม้จะไม่ต้องบอกพวกเรา รูดอล์ฟก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แปลก
คิริเอะใช้ทฤษฏีพลิกกระดานหมากรุกของเธอ ได้คำตอบว่า เป็นไปได้ที่จะมีโอกาสที่พวกเราจะได้รับทอง เอวาขัดจังหวะ แต่รูดอล์ฟให้เธอพูดต่อไป
คิริเอะอธิบายต่อว่า พวกนั้นอาจคิดว่าพวกเราถอดใจเรื่องผู้สืบทอด เมื่อมีคนบอกให้ไขปริศนาทองคำจากแท่นใต้ภาพเหมือน เอวากล่าวโดยสรุป คือ พวกเขาต้องการให้เราเลิกความคิดกับทอง 10 ตัน ฮิเดโยชิเข้าใจทันทีว่าจดหมายนั่น คือการแลกเปลี่ยน แต่นัตสึฮิไม่เข้าใจคำนี้
ฮิโดโยชิเสริมว่าเป็นการแลกตำแหน่งผู้นำตระกูล กับที่ซ่อนของทองคำ เบียทริซต้องการบอกที่ซ่อนของทองคำ โดยเป็นสินบนแลกกับตำแหน่งผู้สืบทอด
นัตสึฮิ โมโหทันที เรื่องที่แลกตำแหน่งผู้นำที่ทรงเกียรติ กับเงิน ซึ่งเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีของตระกูล เมื่อคิริเอะพูดถึงมูลค่าสิ่งของที่แลกเปลี่ยน นัตสึฮิยังเชื่อว่าชื่อเสียงสำคัญกว่า เรื่องสถานการณ์เงินของพวกเรานั้น ไม่จำเป็นที่ต้อง ...... เคลาส์ขัดจังหวะทันที เมื่อเธอจะพูดตามอารมณ์
เคลาส์พูดเรื่องสถานการณ์ทางการเงินของคนอื่นๆ ที่มีปัญหา เอวาตอบโต้กลับว่าได้ยินว่าทางเคลาส์ก็ประสบปัญหา และไม่มีใครในกลุ่มพี่น้องที่มีปัญหาเรื่องนี้มากเท่าพี่ใหญ่ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าดุดันว่า เคลาส์ไม่มีทักษะด้านนี้ นัตสึฮิเถียงกลับด้วยอารมณ์
เคลาส์ตอบกลับด้วยอารมณ์ปกติว่าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เรื่องธุรกิจต้องดูกันในระยะยาว
รูดอล์ฟกล่าวว่าพวกเราได้หลักฐานเรื่องการเงินของเขา ไม่ใช่เรื่องที่น่าเอามาโอ้อวด ส่วนเรื่องที่คิริเอะพูดก็มีเหตุผล พวกเราทุกคนมีปัญหาเรื่องการเงิน และเบียทริซเสนอทองจำนวน 10 ตัน และต้องการให้พวกเราขายตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลให้ มูลค่ามากถึง 20,000 ล้านเยน (ค่าเงินในปี 1986) ซึ่งมากพอที่จะสละตำแหน่งให้แก่เธอได้
ทุกอย่างกลับมาสู่ความเงียบอีกครั้ง ได้ยินเสียงฝนและลมดังเช่นเคย
เอวาไม่พอใจที่จะมีผู้หญิงน่าสงสัยได้ตำแหน่งนี้ไป แลกกับเงิน ส่วนฮิเดโยชิรู้ว่าไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ ที่มาแลกเปลี่ยนกับตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลที่เอวาและน้องๆ แทบไม่มีโอกาสได้
รูดอล์ฟเสนอให้แบ่งสมบัติเท่าๆ กัน ถ้าเคลาส์ยอมสละตำแหน่งหัวหน้าตระกูล เขาน่าจะได้ส่วนแบ่งมากที่สุด ซึ่งทำให้เขาอิจฉา เคลาส์เงียบ ส่วนนัตสึฮิคัดค้านว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ไม่ควรขายตำแหน่งของผู้นำตระกูลเพื่อแลกกับเงิน เธอให้เขาแสดงศักดิ์ศรีในฐานะบุตรคนโตของตระกูล
เคลาส์บอกให้นัตสึฮิเงียบ ทำให้เธอไม่พอใจเหมือนกัน
รูดอล์ฟพูดถึงจุดมุ่งหมายแรกที่จะให้พี่ชายแบ่งสมบัติให้ 250 ล้านเยน สำหรับแต่ละคน แต่ถ้าแม่มดให้พวกเรา 10% ของทอง จะคิดเป็นเงินมากถึง ..... คิริเอะช่วยตอบว่า 2,000 ล้านเยน ซึ่งมากกว่าที่พวกเขาต้องการเกือบ 10 เท่า มากพอสำหรับพวกเรา เขาพูดอย่างเต็มปากว่า เขาพอใจที่จะขายมันเพื่อเงินจำนวนนั้น
คิริเอะยังคิดต่อถึงจุดมุ่งหมายของจดหมาย ที่พวกเรารวมกลุ่มกันเพื่อแบ่งสมบัติ บางทีต้องการให้พวกเราแตกแยกกัน
แน่นอนว่าผู้ชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมีเพียงเคลาส์ และเธอ แต่สถานะทางการเงินของเคลาส์นั้นย่ำแย่มาก และมีปัญหากับพวกน้องอีก 3 คน ตัวเคลาส์กำลังยักยอกทรัพย์สินของคินโซ ในขณะที่คินโซขังตัวเองในห้อง เมื่อคินโซตาย ความรับผิดชอบของเคลาส์ที่น่าสงสัยจะถูกตรวจสอบ ในฐานะผู้สืบทอด แต่ถ้าเขายอมยกตำแหน่งนี้ให้เบียทริซ ปัญหานี้จะหมดไป หรือพูดในอีกแง่หนึ่ง เรื่องการยักยอกทรัพย์สินของเคลาส์จะไม่สามารถตรวจสอบได้จากน้องๆ คนอื่น
กล่าวคือเบียทริซจะชนะในเกมนี้ ไม่ได้ชนะใน "เกมของเบียทริซ" แต่ชนะใน "เกมของคินโซ"
คินโซมีแท่นที่แสดงข้อความปริศนา จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครไขปริศนามันได้ ดังนั้น เบียทริซไขมันได้ ดังนั้น มันยิ่งกว่าเป็นเกม เหมือนเบียทริซประกาศชัยชนะมากกว่า
คิริเอะยังคาใจ ถ้าเป็นการประกาศชัยชนะและต้องการซื้อตำแหน่งผู้สืบทอดจริง ทำไมเธอจึงให้พยายามไขปริศนาบนแท่นนั้น และพร้อมจะยกสมบัติให้กับคนที่ไขปริศนาบนแท่นได้ ?
คิริเอะพยายามใช้วิธีคิดแบบพลิกกระดานหมากรุกของเธอหลายครั้ง นึกถึงความเป็นไปได้ที่เบียทริซกำลังคิด จนเธอได้ข้อสรุปหนึ่งเดียว ... เธอจึงพูดว่า อาจเป็นความเย่อหยิ่ง หรือเธอคนนั้นกำลังเล่นอยู่ ?
เอวาไม่เข้าใจที่เธอพูด คิริเอะจึงอธิบายว่า เธอคนนั้นอาจไม่คิดว่าเราจะไขปริศนาได้ มีเพียงโอกาสเล็กน้อยที่จะไขปริศนาสำเร็จ และกลุ่มพี่น้อง 4 คน ถ้าร่วมมือกันก็อาจจะปกป้องไม่ให้พวกเขาขโมยสมบัติไปได้ จดหมายนี้เป็นเพียงความท้าทาย เพราะเธอคิดว่ามีแต่เธอที่รู้ที่ซ่อน และกล้าเสี่ยงที่จะท้าทายพวกเรา เธอพูดจนเอวาเข้าใจ มันเป็นความเย่อหยิ่งของคนส่งจดหมาย
เอวาฟังดูจะสนุกกับเรื่องนี้ เรื่องที่ให้ไขปริศนาบนแท่น ... เอวาอีกคนปรากฏ เพื่อยอมรับการท้าทายของแม่มด โดยจะไขปริศนาด้วยตัวเอง จากนั้นเอวาในปัจจุบันก็ประกาศที่จะท้าทายเกมของแม่มด
Chapter 4 : Possibility of a 19th Person
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : 21.00 น.
(Meta World) แบทเลอร์เข้าใจแล้วว่า แต่เดิมเธอไม่ใช่แม่มด เบียทริซเป็นชื่อของคนรักของปู่บนเกาะ ดังนั้นน่าจะมีคนมากกว่า 18 คน เขาคิดว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญ ระหว่างนั้นโรโนเวก็เข้ามาเสิร์ฟคุกกี้ และชาดำ พร้อมรอยยิ้มที่แบทเลอร์ไม่ชอบ เพราะเขารู้สึกว่าไม่ได้เป็นรอยยิ้มทักทายแขก แต่ขบขันบางอย่าง

แบทเลอร์ขออยู่คนเดียว โรโนเวยังอธิบายว่าเป็นคุ๊กกี้สำหรับมนุษย์ แบทเลอร์ก็บอกว่าจะกินเมื่อเขาอยาก ให้เขาออกไป โรโนเวพูดต่อว่าอยากให้กินขณะที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ นั่นทำให้แบทเลอร์รำคาญ แต่เทียบกับเบียทริซ เขาก็ยังดีกว่ามาก
โรโนเวแย้งว่า ก็ไม่ ถูกเสียทีเดียว บางครั้งนายหญิงหัวเราะแบบไม่สง่างาม ทุกครั้งที่เขาได้ยินเสียงนั้น เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมปีศาจที่ทรงเกียรติแบบเขาต้องมาอยู่กับนายหญิง
เมื่อคุยต่ออีกหน่อย โรโนเวเปลี่ยนเรื่องไปที่เกมต่อไป ที่จะให้เริ่มเลยหรือไม่ ? เพราะเขาได้ยินแบทเลอร์บอกว่าได้ข้อมูลสำคัญมา เขาหัวเราะเล็กน้อย แล้วก็ขอความเห็นเกี่ยวกับคนที่ 19 จากแบทเลอร์ เขาตอบเรื่องแมนชั่นลับที่มีคนผิดอยู่
โรโนเวกล่าวว่า นั่นอาจทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายจนมุมเสียเอง ทั้งเรื่องปฏิเสธตัวตนของแม่มดและปฏิเสธที่จะเชื่อว่าคนผิด แบทเลอร์กล่าวว่าเพราะเรื่องพยานที่อยู่ ทำให้หาคนผิดที่มีหลักฐานที่อยู่ไม่สมบูรณ์ได้ยาก แล้วเขายังปฏิเสธเสียงแข็งเรื่องที่จะให้เชื่อว่าคนในครอบครัว หรือคนรับใช้ที่น่าเชื่อถือ จะเป็นฆาตกร
เมื่อพูดถึงทฤษฏีคนที่ 19 การฆ่าคานอนในห้องต้มน้ำในเกมแรก สามารถทำได้ง่ายๆ อาจคิดว่าถูกโจมตีโดยคุมาซาวะ คนที่อยู่กับเขาด้วย หรือบางคนที่ทำให้ถูกคิดว่าตายไปแล้วโจมตีเขา ทำให้ต้องสงสัยคนที่เหลืออยู่ ถ้าคนที่ 19 มีจริง ก็จะไม่ต้องสงสัยผู้ร้ายใน 18 คนเลย เขาพูดด้วยความมั่นใจ
โรโนเวกล่าวชมว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ยังมีจุดอ่อนมากมายอยู่ เมื่อแบทเลอร์สงสัย โรโนเวถึงถามว่าเขาเคยพบคนที่ 19 และมีหลักฐานของคนที่ 19 หรือไม่
แบทเลอร์ยังกล่าวอย่างมั่นใจ เขารู้ว่าโรโนเวจะหมายถึงอะไร มันเหมือนการใช้ "Devil's Proof" การพิสูจน์ต้องหาแมนชั่นนั้นแล้วพาคนชื่อเบียทริซมา เป็นการพิสูจน์การมีตัวตนบนโลกมนุษย์ แต่ก็เป็นไปได้ยากที่จะพิสูจน์ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีตัวตน เขารู้ว่าเบียทริซพยายามบังคับให้เขาเชื่อการมีตัวตนของแม่มด โดยใช้ "Devil's Proof" เช่นกัน (การพิสูจน์ว่าไม่มีนั้น ยากกว่าการพิสูจน์ว่ามี) แบทเลอร์ยังกล่าวยกตัวอย่างอีกยืดยาว เกี่ยวกับเรื่องนี้ (แต่เนื้อความมีแค่นี้)
โรโนเว กล่าวชมความคิดเห็นของเขา เขาพัฒนาตัวเองจากเกมที่ผ่านมา ถึงกระนั้น แบทเลอร์ก็ยังมีข้อข้องใจเกี่ยวกับทริคในบางจุดอยู่ดี
โรโนเว เข้าใจแล้วว่า ไม้เด็ดของแบทเลอร์อยู่ที่คนที่ 19 และต่อต้านการพิสูจน์ของพวกเขา โดยการใช้ "Devil's Proof" เป็นการบุกที่ดี .... โรโนเว ขอเป็นฝ่ายขยับตัวหมาก(รุก) แทนนายหญิง ซึ่งแบทเลอร์ก็ไม่ปฏิเสธ
โรโนเว กล่าวถึง "Devil's Proof" ที่เป็นลักษณะเฉพาะของพวกปีศาจ (ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้) แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่สามารถใช้ได้กับพวกเรา .... รู้จัก "Hampel's Raven" หรือไม่ ?
แบทเลอร์ไม่เข้าใจ .... เสียงหัวเราดังมาแต่ไกล ซึ่งเขารู้ดีว่าเป็นเสียงใคร
เบียทริซปรากฏตัว จากฝูงผีเสื้อสีทอง เธอขบขันกับคำตอบของแบทเลอร์ ก่อนอธิบายว่าเป็นการเดินหมากแบบคลาสิคที่ใช้ต่อต้าน "Devil's Proof"
เมื่อแบทเลอร์กล่าวเรื่องเสียงหัวเราะของเบียทริซ โรโนเว ก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องที่เขาวิจารณ์เบียทริซก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะกลับมาเข้าเรื่องอีก
เบียทริซ อธิบายว่า Hampel's Raven ถูกใช้ในการพิสูจน์โดยทฤษฏีตรงกันข้าม ตัวอย่างเช่น คุณจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่า "อีกาเป็นสีดำ" ?
แบทเลอร์ตกใจเล็กน้อย ก่อนบอกว่า ก็จับอีกามาพิสูจน์ ว่าเป็นสีดำ
เบียทริซก็ตอบว่านั่นเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะพิสูจน์ว่าอีกามีสีดำ และยังสามารถพิสูจน์ได้ว่า "นกที่ไม่ใช่สีดำ จะไม่ใช่อีกา" ถ้าจับนกทั้งโลกมาพิสูจน์ และพิสูจน์ว่าไม่มีตัวไหนเป็นสีดำ ถึงจะบอกได้ว่า "นกสีดำ คือ อีกา" เป็นการพิสูจน์โดยใช้ข้อโต้แย้งที่ตรงกันข้าม ยากเกินไหม ?
ด้านแบทเลอร์ก็ไม่มีอะไรจะพูด
โรโนเว จึงให้ตัวอย่างเพิ่มเติม ถ้ามีกล่อง 2 กล่อง หนึ่งในนั้นเป็นกล่องสำหรับคนชนะ มีคุ๊กกี้อยู่ข้างใน และอีกกล่องเป็นกล่องสำหรับผู้แพ้ ที่ว่างเปล่า
"กล่องที่มีคุ๊กกี้ เป็นของผู้ชนะ" หมายความว่า "อีกกล่องที่ไม่ได้เป็นผู้ชนะ จะไม่มีคุ๊กกี้" นี่เป็นข้อความที่ตรงกันข้มาม
เมื่อ "ถ้า A แล้ว B" เป็นจริง ดังนั้น "ถ้า ไม่ B แล้ว ไม่ A" ก็จะยังคงเป็นจริง
แบทเลอร์กล่าว ถ้ากล่องที่เดาเป็นกล่องที่แพ้ จะรู้ทันทีว่าอีกกล่องเป็นกล่องสำหรับผู้ชนะ หรือพูดในอีกทางหนึ่ง เมื่อเลือกกล่องแบบสุ่ม ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ก็สามารถคาดเดาได้ว่ามีคุ๊กกี้อยู่ในกล่อง
เบียทริซกล่าวเสริม ถ้ากล่องที่มีคุ๊กกี้ถูกเปิด ทฤษฏี "Devil's Proof" จะเหมาะสม และพิสูจน์ได้ว่า "นี่ คือ กล่องสำหรับผู้ชนะ ดังนั้น กล่องนี่ คือกล่องที่มีคุ๊กกี้อยู่ข้างใน"
แต่ถ้ากล่องที่ถูกเปิดเป็นกล่องเปล่า ทฤษฏี "Hempel's Raven" จะเหมาะสม หมายความว่า "กล่องนี้ไม่มีคุ๊กกี้ข้างใน ดังนั้น อีกกล่อง คือ กล่องสำหรับผู้ชนะ" ที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่าเรายอมรับหลักฐานที่ว่าไม่ได้มีกล่องมากกว่า 2 กล่อง แสดงว่าอีกกล่องจะเป็นกล่องสำหรับผู้ชนะ
แบทเลอร์เริ่มเข้าใจ มีเพียงพิษที่จะหยุดพิษ และมีเพียงทฤษฏีที่จะหยุดทฤษฏีได้ จากนั้นเขาก็รีบบอกสมมติฐานของเขาว่า มีคนที่ 19 ซ่อนอยู่บนเกาะ เขาจะยอมรับเรื่องแม่มดได้อย่างไร ?
เบียทริซจึงตอบว่า เธอจะสอนโดยใช้การเดินของเธอ เริ่มต้นจาก "ถ้าคนผิดไม่ได้อยู่ใน 18 คน ดังนั้น คนผิด คือ คนที่ 19" (หัวเราะ) .... ดังนั้น ถ้าใช้ความตรงกันข้าม มันก็จะจบลงที่ว่า "ถ้าคนผิดไม่ใช่คนที่ 19 ดังนั้น คนผิดจะเป็น 1 ใน 18 คน"
แบทเลอร์ตกใจ นี่เป็นสิ่งที่เบียทริซตอบโต้ จากนั้นเธอให้โรโนเว อธิบายง่ายๆ ที่ให้แบทเลอร์เข้าใจ คล้ายกับทฤษฏีก่อนหน้านี้
โรโนเว ขอโทษที่เขาบอกก่อนหน้านี้ จากนั้นอธิบายต่อ โดยแทนกล่องคุ๊กกี้ก่อนหน้านี้ ด้วยกล่องสมบัติ มีกล่องหนึ่งเป็นกล่องคุ๊กกี๊
ในกรณีเดียวกัน มีกล่องหนึ่งใส่ 18 คน อยู่ และอีกกล่อง มีคนที่ 19 ดังนั้น คุ๊กกี้จะเหมือนกับคนก่อคดี
ถ้าแบทเลอร์เปิดกล่องที่มี 18 คน แล้วไม่พบคุ๊กกี้ จะพบข้อโต้แย้งที่พิสูจน์ว่า "ดังนั้น กล่องที่มีคุ๊กกี้ข้างใน เป็นคนที่ 19"
ในทางกลับกัน ถ้ากล่องคนที่ 19 ว่างเปล่า จะพิสูจน์ได้ว่าคุ๊กกี้อยู่ในกล่อง 18 คน แต่แบทเลอร์เลี่ยงที่จะคิดว่ามีคนผิดอยู่ใน 18 คน (จึงไม่เปิดกล่อง)
เบียทริซหัวเราะ ก่อนที่จะพูด ถ้าเธอเริ่มก่อนและพิสูจน์ว่ากล่องคนที่ 19 ว่างเปล่า จะทำให้แบทเลอร์จะยอมรับทันทีว่ากล่องที่มี 18 คนมีคุ๊กกี้
แบทเลอร์เข้าใจแล้วว่า การเดินที่เขาเชื่อมั่น กลายเป็นดาบสองคมทำลายตัวเขาเอง
เขาเริ่มเข้าใจทฤษฏี Hempel's Raven ว่าเป็นเทคนิคการตอบโต้ ที่ทำให้เขาเสียเปรียบ
ถ้าคิดว่าคุ๊กกี้ เป็นระเบิด ในกล่องผู้แพ้ รวมทั้งคิดว่ามีกล่องสมบัติ19 ใบ แทนที่จะเป็น 2 จะเข้าใจง่ายกว่า
สรุปแบบย่อ กล่าวคือ เขา "ไม่สามารถพิสูจน์" ได้ว่ามีระเบิดอยู่ในกล่องของคนทั้ง 18 กล่องใดกล่องหนึ่งหรือเปล่า ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ทั้ง 18 คนเป็นผู้บริสุทธิ์
ตำรวจไม่ได้มาบนเกาะ ในขณะนี้ การพิสูจน์ สืบสวนไม่สามารถทำได้ ถ้าเขาจะพิสูจน์ก็ต้องติดตามใครสักคนตลอดเวลา ถึงจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เขาไม่สามารถทำแบบนั้นได้สำหรับทุกคน
มีเพียงเบียทริซเท่านั้น ที่สามารถเปิดกล่องคนที่ 19 ได้ และคนผิดจะอยู่ใน 18 คนทันที
เบียทริซอธิบายต่อ เมื่อ "Devil's Proof" ปรากฏขึ้นบนโลก มีหลายกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม "Hempel's Raven" พลิกปัญหาเหล่านั้น และทำให้มันพิสูจน์ได้ง่ายยิ่งขึ้น
โรโนเว เสริมว่า การใช้ Hempel's Raven ทำให้ข้อพิสูจน์ที่ไม่แน่นอนหลายๆ อย่าง สามารถพิสูจน์ให้เป็นจริงหรือเท็จได้ ..... ตัวอย่างเช่น ถ้าพูดว่า "มนุษย์ทุกคนยกเว้นชั้นเป็นคนโง่" ตามปกติเขาก็ควรจะต้องทดสอบมนุษย์ทุกคน ยกเว้นตัวเขาเอง และพิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นคนโง่ แต่ในความเป็นจริง ไม่สามารถพิสูจน์คนนับพันล้านคนได้ ไม่ต่างจากที่เขาพยายามให้แบทเลอร์เปิดกล่องทั้ง 18
เบียทริซหัวเราะ อย่างไรก็ตาม การใช้ Hempel's Raven ความขัดแย้งจะกลายเป็นเช่นนั้น ถ้าใช้ "พลิกกระดานหมากรุก" ว่า "มนุษย์ทุกคนยกเว้นชั้นเป็นคนโง่" จะพิสูจน์ไม่ได้มากกว่า "คนไม่โง่ = ชั้น" คิดว่าอย่างไรล่ะ ?
(หัวเราะอีกครั้ง) ตราบใดที่รู้ว่า "ชั้นฉลาด" เธอจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าคนนับพันล้านคนเป็นคนโง่ ใช้เวลาเพียงเสี้ยววิ จะพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ทั้งหมดโง่กว่าชั้น
เป็นคำตอบที่แข็งแกร่ง และรวดเร็วที่สุดในโลก นี่คือ "Hempel's Raven"
แบทเลอร์ดูจะยังสับสนกับเรื่องนี้ โรโนเว กล่าวเสริมว่า เป็นการเดิน(หมาก) ที่สะดวกมาก ไม่เพียงแต่ปีศาจ แม้แต่พระเจ้าก็ใช้ เมื่อพวกเขาต้องการ "ขอพร ดังนั้น จึงเป็นผู้นับถือพระเจ้า" ในทางตรงกันข้าม คือ "ถ้ามนุษย์ไม่ได้นับถือพระเจ้า ดังนั้นไม่จำเป็นต้องขอพร"
ดังนั้น การพิสูจน์ว่าคนที่นับถือพระเจ้าจะได้รับพรโดยการปกป้อง ก็เพียงนำโชคร้ายไปสู่คนที่ไม่ได้รับการปกป้อง ...... การนำโชคร้ายไปสู่คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า เป็นการพิสูจน์การได้รับพร
เบียทริซกล่าวต่อ เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะทำให้มนุษย์พบความสุข แต่ค่าใช้จ่ายที่ทำให้มนุษย์พบความโชคร้ายนั้นถูกมาก (หัวเราะ) ดังนั้นการใช้ Hempel's Raven พระเจ้าจะให้ผู้เชื่อมั่นได้รับการป้องกัน โดยใช้ค่าใช้จ่ายที่ถูกที่สุด
แบทเลอร์ก็ยังคงดูสับสนเช่นเคย
เบียทริซจึงวกกลับมาเข้าเรื่อง ตอนนี้การตอบโต้ของเธอสมบูรณ์แล้ว... ที่เขากล่าวว่า "คนที่ 19 เป็นคนผิด ดังนั้น ทั้ง 18 คนบริสุทธิ์ และแม่มดไม่มีจริง" เธอจึงขอบอกว่า "ดังนั้น ถ้าชั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่า คนผิดไม่ใช่คนที่ 19 จะมั่นใจได้ว่าคนผิดจะอยู่ใน 18 คน หรือแม่มด ใช่ไหม" ?
แบทเลอร์เข้าใจถึงจุดผิดพลาด เขาเริ่มคิดถึงความเป็นไปไม่ได้ .... แต่ก็เริ่มคิดบางอย่างได้
แบทเลอร์พูดเรื่องคนที่ 19 นั้นเข้าใจ แต่ด้วย Devil's Proof ทำให้อาจมีคนอื่นที่ไม่รู้อีก 10, 100 หรือมากกว่านั้นบนเกาะ
เบียทริซเข้าใจว่า ต่อให้เธอบอกคนที่ 19 ไม่ผิด แต่คนที่ 20 ก็อาจเป็นคนผิด ส่วนแบทเลอร์รู้ดีว่า เขายังไม่แพ้กับการสู้ด้วยทฤษฏีนี้
เบียทริซหัวเราะ และยังกล่าวถึงนามของเธอ "Endless Witch" การที่จะมาพูดเรื่องไม่รู้จบ เป็นเรื่องที่เหลวไหล จำนวนคนไม่ว่าจะเป็นคนที่ 19, 20, 21, 22, 23, 34 หรือคนที่ 64358223579673204 ก็ตาม
ดาบสีแดงถูกตวัด
"ชั้นมีอำนาจที่จะพูดความจริงในสีแดง"
แบทเลอร์ดูจะไม่อยากเห็นคำนี้สักเท่าไหร่ เบียทริซกล่าวต่อว่า ถ้าเธอบอกว่า ไม่มีคนมากกว่า 100 คนบนเกาะ จะไม่มีคนที่ 101 (หัวเราะ) และให้แบทเลอร์ดูสิ่งที่เธอจะพูดในครั้งนี้ สิ่งที่จะโจมตีและบังคับให้แบทเลอร์ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ? เธออยากดูสีหน้าที่ตกใจของเขา
เบียทริซหัวเราะ ข้อความสีแดงเป็นสิ่งที่ทำให้แบทเลอร์กลัว จนพบความสิ้นหวังมาแล้ว แต่เมื่อพิจารณาดู เขาไม่มีความจำเป็นต้องกลัวมัน
สีหน้าเขาดูดีขึ้น แล้วให้เบียทริซกล่าวออกมา นั่นทำให้เบียทริซประหลาดใจกับสีหน้าที่ดูสบายๆ ของเขา
ด้านแบทเลอร์ก็บอกว่าให้เธอพูดสิ่งที่บอกว่า "คนผิดอยู่ในกลุ่ม 18 คน" ซึ่งแบทเลอร์รู้ดีว่าสีแดงนั้นไม่ใช่แค่อาวุธของเบียทริซ แต่ถ้าเธอใช้ผิดวิธีจะสร้างอันตรายต่อตัวเธอด้วย และท้าทายให้เธอพูด
แบทเลอร์เข้าใจดีว่าเบียทริซต้องการกดดันเขา โดยการพูดเรื่องการใช้ Hempel's Raven และตั้งใจให้เขากลัว เบียทริซก็บอกว่าเธอประหลาดใจที่ข้อความสีแดงไม่ทำให้เขากลัวอีก แบทเลอร์คิดในใจว่า คำพูดสีแดงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นข้อมูลยืนยันได้ จึงต้องยอมให้เธอโจมตีเขาด้วยข้อความเหล่านั้น และเขาไม่ควรกลัวมัน และสุดท้ายสีแดงก็เหมือนเลือดที่ไหลจากตัวเบียทริซ ซึ่งจะทำให้เธอจนมุมในที่สุด
แบทเลอร์เร่งให้เธอตอบ เบียทริซยังกล่าวว่าไม่แปลกใจสำหรับหลานชายของคินโซ ยิ่งจนมุมก็ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
โรโนเว มาขัดจังหวะ และเตรียมน้ำชาให้พร้อมกับรอยยิ้มเช่นเคย แบทเลอร์เดาได้ว่าเขาต้องการเตือนบางอย่างเบียทริซ
(เพลงเปลี่ยน ~*)
แบทเลอร์จึงบอกว่า เขากำลังรอ และบอกให้เธอพูดว่า "บนเกาะนี้ มีคนไม่มากกว่า 18 คน"
เมื่อแบทเลอร์ย้ำอีกที เบียทริซปฏิเสธที่จะพูดมันออกมา
เขารู้ดีว่า ถ้าเธอยืนยันประโยคนี้ ตัวแบทเลอร์จะถูกบังคับให้คิดว่ามีคนผิดอยู่ใน 18 คน ซึ่งจะเป็นประโยคต่อตัวแบทเลอร์มากกว่า
การที่เธอไม่สรุปเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนที่ 19 หรือแม่มด รวมทั้งคนรักกว่า 30 ปีของปู่ ในคฤหาสถ์ที่ซ่อนอยู่ "คนที่ชื่อ เบียทริซ์"
แบทเลอร์กล่าวต่อว่าเธอไม่ใช่แม่มด เป็นเพียงคนที่อาศัยอยู่หลายทศวรรษเท่านั้น" เบียทริซหัวเราะแบบฝืดๆ และพูดเหมือนกล่าวชมว่าเธอเป็นแม่มดพันปี
แบทเลอร์จึงพูดใหม่ว่า ให้ยืนยัน "มีคนอย่างน้อย 19 คนบนเกาะ"
เบียทริซเงียบอีกครั้ง เรื่องจำนวนคนนี้ จะมีส่วนช่วยแบทเลอร์มาก และเธอไม่สามารถใช้ Hempel's Raven ของเธอได้ การทำลาย Devil's Proof ของเขา เธอจำเป็นต้องยอมรับการมีตัวตนและจำนวนคนที่มากกว่า 18 เป็นสีแดง ... ตราบใดที่เธอไม่ยอมรับการมีคนที่ 19 ถ้าเธอไม่ใช่ข้อความสีแดง ...... ใช่แล้ว นี่เป็นวิธีสู้ในเกมของแม่มด
เขายังกล่าวต่อ เรื่องทฤษฏี คนผิด X จะอธิบายได้ยากถ้าเป็นหนึ่งใน 18 คน แต่ถ้าอยู่นอก 18 คนจะทำได้ไม่ยาก เบียทริซยังทำหน้าเสีย ในใจเขาพยายามคิดว่าไม่กลัว และทำใจให้เข้มแข็งที่จะไม่ยอมรับการมีตัวตนของแม่มด
เขายังรอคำตอบอยู่ และให้ยืนยันข้อความที่ว่า "มีมากกว่า 19 คนบนเกาะ"
เบียทริซยังทำสีหน้าหวั่นวิตก ก่อนที่จะสงบใจเป็นรอยยิ้มและปฏิเสธ
แบทเลอร์เถียงว่านั่นทำให้เขาคิดสมมุติฐานอีกมากมายเกี่ยวกับจำนวนคนที่เกิน 18 คน
เบียทริซบอกว่าเธอมีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ..... แต่เธอก็เปลี่ยนใจไม่บอกเขา ซึ่งเขาจะเข้าใจในอีกไม่นานนี้ ....
บรรยากาศตึงเครียดเริ่มบรรเทาลง โรโนเว กล่าวชมแบทเลอร์ หลังจากพูดกันนิดหน่อย แบทเลอร์ก็บอกว่าคนใช้เขามีฝีปากที่ร้าย เบียทริซก็บอกว่าบางทีเธอก็โดนว่าร้ายเช่นกัน จากนั้นโรโนเว ก็จะเริ่มให้เวลาในเกมเดินต่อไป จากนั้นก็เสริ์ฟชา ส่วนคุ๊กกี้นั้นเบียทริซไม่ต้องการ และให้เอาไปให้เบลเซบัฟที่ทำตัวเงียบๆ มาถึงตอนนี้
ระหว่างฟังเสียงรินชาลงถ้วย เบียทริซหลับตาเงียบๆ สักพัก ก่อนที่จะพูดเรื่องที่ว่าทำไมเธอไม่พูดเรื่องนี้ก่อนหน้านั้น จากนั้นเธอบอกว่าเธอจะไม่ใช้ข้อความสีแดง แต่โรซ่าจะเป็นคนอธิบายเอง และให้ฟังเธอ
(โลกจริง) ตัดมาที่เอวา เธอหันไปถามโรซ่า แต่เห็นเธอเงียบไป
โรซ่าดูแปลกไป ก่อนที่จะตอบยอมรับ ฮิเดโยชิจึงถามว่าทำไมเธอดูเงียบไปจนถึงเดี๋ยวนี้ ซึ่งเธอไม่ได้โต้เถียงหรือแสดงความเห็นก่อนหน้านี้เลย เหมือนเธอกำลังคิดอะไรอยู่
เอวาพูดว่า เธอเหมือนสลึมสลืออยู่สักพัก คิดว่าจะปกป้องตำแหน่งผู้สืบทอดได้เหรอ แล้วในฐานะแม่ของลูกอีก จึงให้เธอเข้มแข็งไว้ โรซ่ากล่าวขอโทษ
เคลาส์สงสัยว่าเธอตื่นแต่เช้าหรือเปล่า และให้เธอไปพัก นัตสึฮิก็เช่นกัน เธอจะนำทางไป
โรซ่าบอกว่า ไม่จำเป็น เธอสบายดี
รูดอล์ฟจึงถามว่าเธอกังวลเรื่องอะไร โรซ่าก็ปฏิเสธ
คิริเอะจึงพูดว่า เหมือนกับใจของเธอลอยไปที่ไหนชั่วขณะ เธอสงสัยว่ามีบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับที่พวกเธอพูด
สายตาทุกคนจ้องไปที่โรซ่า

ไหล่ของโรซ่าเริ่มสั่น การคาดเดาของคิริเอะดูจะไม่ผิด โรซ่าปฏิเสธไม่ได้ พอจะพูดก็เงียบไป พวกพี่น้องจึงเห็นสิ่งผิดสังเกต
รูดอล์ฟ ฮิเดโยชิ และเคลาส์ ก็ให้เธอพูดในสิ่งที่เธอรู้
โรซ่าทำหน้าเหมือนกดดัน บรรยกาศ ราวกับให้เธอสารภาพความจริง
โรซ่าจึงบอกว่า เธอสงสัยว่าคนรักของพ่อ เบียทริซนั้น ยังมีชีวิตอยู่
เอวา รูดอล์ฟ และฮิเดโยชิ จึงบอกว่าไม่น่าแปลก เพราะเธอเป็นคนส่งจดหมาย ถึงจะดูแก่ลงกว่าในภาพวาดก็น่าจะมีชีวิตอยู่
โรซ่าบอก เธอไม่ควรจะยังมีชีวิตอยู่
คิริเอะแปลกใจ ที่เธอพูดแบบนั้น
โรซ่าจึงตอบว่า เบียทริซ ...... ตายแล้ว และเธอเป็นคนฆ่าเอง
ในห้องเริ่มตกใจกับสิ่งที่เธอพูด
โรซ่ากล่าวต่อว่า ไม่เชิงว่าเธอเป็นคนฆ่า แต่เป็นคนที่พาเธอคนนั้นไปยังสถานที่แบบนั้น เธอพยายามคิดว่าเป็นควาฝันแต่มันไม่ใช่ นี่อาจเป็นจดหมายของผี !! ... เธอร้องด้วยความกลัว และกุมศีรษะตัวเอง
นัตสึฮิให้เธอสงบสติอารมณ์ ทุกคนเริ่มเข้าใจว่าโรซ่าเคยพบเบียทริซ แต่เธอไม่เคยเล่าให้ใครฟัง
โรซ่าจะพูดเรื่องในสมัยก่อนที่เธอยังเป็นสาว แต่เธอยังคงสับสน รูดอล์ฟให้นัตสึฮิเอาน้ำมาให้
จนกระทั่งเธอจะสงบใจลง ไม่มีใครเอ่ยปากพูดระหว่างนั้น ......
Chapter 5 : Rosa and the Witch of the Forest
Date : ????
Time : ????
ย้อนไปในอดีต ณ.คฤหาสถ์แห่งหนึ่ง ที่ต่างจากคฤหาส์ของตระกูลอุชิโรมิยะ
คินโซเรียกหาเบียทริซ และเบียทริซก็อยู่ที่โต๊ะในสวน เธอกล่าวขอโทษที่ไม่ได้ยินเขา
คินโซบอกต่อว่า อากาศดี จึงไม่แปลกที่เธอจะใจลอย เขาถึงถามว่าเธอต้องการชาดำหรือไม่
เบียทริซจึงพูดขึ้นมาว่า เธอเป็นใคร ?
คินโซเงียบ ก่อนที่จะไปยกชาดำมาให้ และให้เธอรอ แต่เบียทริซก็ขอให้ลืมเรื่องชาดำ แล้วพูดกับเธอ

เมื่อคินโซนั่ง เบียทริซจึงถามต่อว่าเธอเป็นใคร จนปัจจุบันก็ไม่มีใครบอกเธอได้ เหมือนกับทุกคนหลบหน้าเธอ และเธอต้องการให้คินโซผู้ที่คิดว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ราวกับพ่อ เป็นคนบอกเธอ
คินโซบอก เธอไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ เธอ คือ เบียทริซ หัวหน้าของแมนชั่นหลังนี้
จากนั้นคินโซชวนพูดเรื่องอื่น ราวกับไม่ต้องการให้เธอคิดเรื่องนี้
(Meta World) แบทเลอร์ไม่เข้าใจว่านี่เป็นอดีตของเบียทริซงั้นเหรอ ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร
เบียทริซก็บอกว่าช่วงเวลานั้น เธอไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร หรือต้องการทำอะไร
แบทเลอร์ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะวัยหนุ่มสาวจะมีบางคนเป็นแบบนี้
(โลกจริง) เบียทริซบอกว่าเธออยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด และอยู่ในบริเวณคฤหาสถ์ตลอด รอบสวนก็มีรั้วสูง ไม่สามารถออกจากไปด้านนอกได้
(Meta World) แบทเลอร์สงสัยคำพูดนี้ เหมือนกับนกในกรง
เบียทริซยังทำหน้ากลุ้ม ก่อนที่เธอจะบอกว่า เธอถูกสร้างโดนคินโซ มนุษย์ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา หรือจะเรียกว่า คุกในร่างเนื้อก็ได้
แบทเลอร์รู้สึกเป็นเรื่องที่แปลก เบียทริซอธิบายต่อว่า เธอเป็นแม่มดพันปี แต่เธอถูกเรียกโดยคินโซ และด้วยวิธีนั้น เธอก็ถูกขังไว้ในคุกตลอดกาล
แบทเลอร์พูดเรื่องเล่า ที่เบียทริซมอบทองให้แก่ตระกูล เธอบอกว่านั่นก็เป็นเรื่องจริง เธอคิดจะซ่อนตัวจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลง แต่เนื่องจากเธอเป็นสาวเนื้อหอม คินโซจึงตกหลุมรักเธอ
แบทเลอร์จึงบอกว่า ปู่สงสัยจะสายตาสั้น และสายตาเอียงด้วย ที่ตกหลุมรักเบียทริซ
เบียทริซกล่าวต่อว่า พลังของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่ากลัว เขาสามารถกักขังเธอไว้ได้ และจะไม่ปล่อยจนกว่าเธอจะยอมรับ
แบทเลอร์บอกว่าทุกคนก็รู้ว่าปู่หลงไหลในเรื่องที่เกี่ยวกับพิธีกรรม แต่มีพลังที่สามารถกักขังแม่มดที่ยิ่งใหญ่แบบเบียทริซได้ มันเป็นเรื่องน่าขบขัน ใครจะไปเชื่อเรื่องแบบนี้ ?
เบียทริซก็ไม่คิดว่าเขาจะเชื่ออยู่แล้ว
ด้วยข้อมูลนี้ ทำให้แบทเลอร์เชื่อว่ามีคฤหาสถ์ลับ และคนที่ 19 คนเกาะมีจริง
เบียทริซยืนยันเรื่องคฤหาสถ์ลับ ซึ่งคฤหาสถ์ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกนี้ มีชื่อว่า Kuwadorian (Nine Birds' Retreat)
แบทเลอร์กล่าวต่อว่า บ้านพักรับรอง มีชื่อจริงว่า Visitor's Retreat ดูจะคล้ายกัน จึงถามว่าเธอเป็นคนรักของปู่ที่อยู่ที่นี่ใช่ไหม
เบียทริซปฏิเสธ นั่นเป็นรักข้างเดียวของคินโซ แม้ว่าเธอจะปฏิเสธเขา เธอถูกจองจำในคฤหาสถ์ลับ ถ้าพูดให้ถูก คือ ถูกขังในร่างนั้นมากกว่า
กล่าวคือ แม้ว่าเธอจะเคยปฏิเสธ แต่คินโซก็ยังกักขังเธอไว้ในร่าง และต้องการเอาชนะใจเธอให้ได้ และเธอจะไม่ยอมรับรักจากเขา และพยายามหาวิธีหนีอยู่หลายวิธี สุดท้ายเธอก็หนีได้โดยการสละร่างเนื้อ และเธอยังยอมรับว่าก่อนหน้าที่เธอจะเป็นแม่มด เธอได้เกิดในร่างของมนุษย์ หลังจากถูกจับ เธอสละร่างเดิม เธอไม่รอจนคินโซสิ้นอายุไข
แบทเลอร์ยังไม่เข้าใจว่าเธอบอกว่าฆ่าตัวตายงั้นเหรอ ? ไม่ใช่ว่าเธอกำลังนั่งพักอยู่บนเก้าอี้ในสวนหรอกเหรอ ?
เบียทริซ์บอกว่านั่นเป็นคุกที่สร้างโดยคินโซ .... คุกที่ว่าก็คือร่างนั้น เธอยังกล่าวชมว่าคินโซเหมือนเป็นผู้ใช้เวทมนตร์
แบทเลอร์เรียบเรียงเรื่องใหม่อีกครั้ง คือ ปู่จับเธอ, เธอเกลียดมัน และยอมฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่สำเร็จ
เบียทริซกล่าวต่อว่า วิญญาณเธอถูกขังในตัวอ่อนของโฮมันคูลัส (Homunculus) และเกิดในหลอดทดลอง
แบทเลอร์ตกใจ กล่าวว่าเรื่องนี้เหลวไหล เป็นไปไม่ได้ และเขาไม่เชื่อเรื่องนี้ เขาไม่เชื่อเรื่องที่เล่าโดยแม่มด
เบียทริซนิ่งเงียบ และสงบสติอารมณ์อยู่สักพัก บางทีเธออาจไม่พอใจเรื่องนี้
แบทเลอร์หัวเราะทำเหมือนสนุกที่เบียทริซ์เล่า ไม่ต่างจากการกินขนมกับน้ำชาฆ่าเวลา ทำให้เบียทริซแสดงความไม่พอใจที่เขาเห็นอดีตของเธอเป็นเรื่องน่าขบขัน
ชาดำในถ้วยแบทเลอร์ถูกเติมอีกครั้ง พร้อมคำพูดของโรโนเว เขากล่าวอธิบายเรื่องที่นายหญิงถูกจับในร่างนั้น เหมือนได้รับร่างของมนุษย์อีกครั้ง
เบียทริซไม่พอใจ ที่เล่าเรื่องนี้ ให้ตาคนนี้ฟังต่อ
โรโนเว กล่าวว่ากำลังอบขนมอยู่ ฟังเรื่องอดีตของนายหญิงรอระหว่างนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด สำหรับเวลาน้ำชา
คำพูดนั้น ทำให้เบียทริซไม่พอใจเช่นกัน และเธอกำลังจะไป ให้โรโนเว ไปจากที่นั่นหลังจากเสิร์ฟแล้ว อย่าพูดเรื่องไร้สาระกับแบทเลอร์
โรโนเว ยิ้มรับคำสั่ง จากนั้นเบียทริซก็กลายร่างเป็นฝูงผีเสื้อจากไป
เบียทริซทำตัวเหมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่โกรธ ซึ่งแบทเลอร์ไม่เข้าใจ

แบทเลอร์พูดกับโรโนเว ต่อ ก่อนที่เขาจะขอเติมนมในชา และขอขนมด้วย โรโนเว บอกว่าต้องรออีกสักพักถึงอบเสร็จ แต่มีขนมอีกอย่างที่แบทเลอร์อยากให้มาเสิร์ฟ
โรโนเว เข้าใจ และเล่าเรื่องของเบียทริซต่อตามความต้องการ
ในอดีตนายหญิงของเขาถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ในร่างของเด็กทารก เลี้ยงในคฤหาสถ์ลับ และผลจากการเกิดในร่างมนุษย์อีกครั้ง ทำให้เธอเสียความทรงจำในอดีต เติบโตมาราวกับหญิงสาวทั่วไป และปราศจากพลังของแม่มด
แบทเลอร์ถึงจะไม่เชื่อ แต่เริ่มเข้าใจเรื่องที่เบียทริซเล่า ปู่เขามองเด็กทารกที่เลี้ยงไม่ใช่ในฐานะลูก แต่เป็นร่างใหม่ของเบียทริซ ..... เขาคิดว่าอาจเป็นเรื่องที่เบียทริซกุขึ้น เพื่อทำให้เขาสับสน
เมื่อเห็นแบทเลอร์ทำหน้าไม่เชื่อ โรโนเว พูดขึ้นทันที
"ในป่าของรคเคนจิม่า มีคฤหาสถ์ที่เรียกว่า "คุวาโดเรี่ยน" อยู่ นี่เป็นสถานที่ๆ เรากำลังพูดถึง"
แบทเลอร์ตกใจ ข้อความสีแดงเหมือนเบียทริซ เขาบกพร่องในฐานปีศาจ และขอให้เก็บเป็นความลับต่อนายหญิง ถึงแบทเลอร์จะไม่รู้ว่าจะเชื่อถือคำสีแดงจากโรโนเว ได้มากแค่ไหน แต่ก็อาจจะช่วยเป็นคำใบ้ให้เขาได้ จึงให้เขาเล่าเรื่องต่อ โดยต้องการคำยืนยันเรื่องคำพูดของเธอกับปู่ว่าเป็นความจริง
โรโนเว พูดต่อ "ในอดีต ทั้งสองเคยพูดบทสนทนาแบบนั้น ในสถานที่แห่งนั้น" (ในอดีต ไม่ใช่สีแดง)
แบทเลอร์ถามต่อเรื่องโฮมันคลูลัส ที่ฟังดูเรื่องไม่เหมือนวิทยาศาสตร์ ว่าเวทมนตร์แบบนั้นมีจริงเหรอ
โรโนเว ไม่สามารถตอบได้ เขาบอกว่าเหตุผลเป็นการคุมเชิง (Stalemate) ..... แบทเลอร์ไม่รู้จักคำนี้
ในความหมายของกระดานหมากรุก สถานการณ์ที่ไม่สามารถเดินต่อไปได้ ทำให้เกมจบลงด้วยการเสมอ ในเกมของแบทเลอร์และนายหญิงของเขา เขาจริงไม่สามารถตอบคำถามที่นำไปสู่สถานนั้นได้
เพิ่มเติม : ในไทยเรียกว่า "อับ" ซึ่งหมากรุกไทยหรือฝรั่ง คือ ตัวขุน (คิง) ของอีกฝ่าย จะถูกดักโดยรอบ ไม่สามารถเดินต่อได้ และตามกฏไม่อนุญาติให้เดินไปให้ฝ่ายตรงข้ามกิน ดังนั้น จึงทำให้จบเกมด้วยการเสมอ รายละเอียดเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Stalemate
ถึงแบทเลอร์จะงง แต่ก็เข้าใจว่าเขาไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องโฮมันคูลัสมีจริง
โรโนเว ย้อนว่า ถ้าเขาพูดด้วยสีแดง ว่า "แม่มดมีจริง" แบทเลอร์จะทำอย่างไร เขาตอบได้ว่าคงต้องยอมรับ
โรโนเว กล่าวต่อว่า ตราบใดที่ไม่ยืนยันว่า "แม่มดมีจริง" ด้วยข้อความสีแดง เขาจะยังโต้แย้งกับนายหญิงได้อยู่
เมื่อคุยต่อสักพักเรื่องนี้ แบทเลอร์ลองถามให้เขายืนยันประโยคที่เบียทริซเลี่ยงที่จะตอบ โรโนเว ปฏิเสธ เขาไม่สามารถทำสิ่งที่นายหญิงไม่ได้สั่งได้
แบทเลอร์จึงเปลี่ยนคำถามว่า ความทรงจำนี้เกิดขึ้นเมื่อปีไหน
โรโนเว ตอบทันทีว่า " นั่นเป็นโลกในปี 1967 เป็นโลกเมื่อ 19 ปีก่อน"
แบทเลอร์ทบทวนเรื่องอีกครั้ง แล้วก็ยอมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ถ้าตีความในอีกแง่ บางทีเธออาจเป็นลูกสาวของเบียทริซ แล้วปู่เชื่อว่าวิญญาณเธอกลับมาเกิดในร่างใหม่ ดังนั้นเธอจึงมีตัวตนเมื่อ 19 ปีก่อน ในฐานะคนที่ 19
แบทเลอร์กล่าวต่อโรโนเว ว่าเขาเริ่มสับสน จึงขอคำยืนยันอีกครั้ง
โรโนเว กล่าวตามที่เขาขอ
" ในปี 1967 มีคฤหาสถ์ลับที่ซ่อนในรคเคนจิม่า เบียทริซมีตัวตนในฐานะมนุษย์ "
แบทเลอร์กล่าวขอบคุณ นั่นช่วยได้มาก
โรโนเว แสดงความยินดี ที่เขาเข้าใจเรื่องคนที่ 19 นอกเหนือจาก 18 คน ตามที่เขาต้องการ แล้วก็หัวเราะ
แต่ฟังน้ำเสียงหัวเราะของโรโนเว แล้ว แบทเลอร์ไม่รู้สึกว่าโรโนเว กำลังกล่าวชมเขา
แบทเลอร์สงสัยต่อว่า น้าโรซ่าบอกว่า เธอเป็นคนฆ่าเบียทริซ เขาไม่เข้าใจความหมายนี้
โรโนเว จึงพูดว่า ยังเร็วเกินไปที่เขาจะเข้าใจ จึงให้เวลาเดินต่อ เขาหยิบนาฬิกาพกจากกระเป๋าของเขา ก่อนที่กดปุ่มนาฬิกา
แบทเลอร์เห็นผีเสื้อสีทองรวมกันด้านหลังโรโนเว ... เบียทริซงั้นเหรอ ?
พี่สาวคนโตของพี่น้องทั้ง 7 ผู้ที่ชอบทรมานเขามากกว่าอาหาร 3 มื้อ ปรากฏตัวขึ้น เธอมาตามให้โรโนฟ ไปพบเบียทริซ

ก่อนเขาจากไป เขาพูดเรื่องคำพูดสีแดงก่อนหน้านี้ ซึ่งพูดได้เพราะเป็นเรื่องปกติที่นายหญิงควรจะพูด เขาไม่สามารถพูดได้มากกว่านั้น แบทเลอร์พูดเหมือนสนิทกับเขา จนลูซิเฟอร์ต้องเรียกเขาซ้ำ
โรโนเว บอกว่าเขารู้สึกว่าเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ แบทเลอร์บอกต่อว่า ถ้าหมายถึงสหายที่นินทาลับหลังเบียทริซนะ ลูซิเฟอร์ต้องเร่งโโรโนเว อีกที ก่อนจากไป
ลูซิเฟอร์ต้องมาเฝ้าเขา แบบไม่เต็มใจ แบทเลอร์จึงย้อนว่าเขาจะให้ขนมเธอ โดยเลื่อนจานไปให้ เธอกล่าวขอบคุณ
ชั่วพริบตานั้น เสียงของแหลมเสียบลงบนโต๊ะ เล็บจาก 3 นิ้วยาวสีแดงและแหลมคม แทงระหว่างนิ้วบนมือของเขา
แบทเลอร์พูดต่อว่า น่าจะได้เวลาที่เธอตัดเล็บแล้ว เธอย้ำชื่อของเธอว่าลูซิเฟอร์ และแนะนำตัวเธออีกครั้ง และต่างจากเหล่าน้องสาวที่น่าอับอาย แบทเลอร์กล่าวโต้เถียงและท้าทายเธอ จนกระทั่ง ...... ตายอีกรอบ -_-'
(โลกจริง) โรซ่าเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ พวกผู้ชายให้เธอเล่าต่อ แต่คิริเอะขวางไว้
เหมือนกับเป็นสิ่งที่โรซ่าไม่ต้องการจะจำ หลังจากโรซ่าถอนหายใจหลายครั้งและวางมือไว้บนอก เธอก็พร้อมที่จะพูด เธอนึกถึงตอนนั้น สมัยที่เรียนมัธยม ประมาณ 20 ปีก่อน ช่วงนั้นเธอถูกว่าเรื่องผลการเรียนจากแม่บ่อยๆ ซึ่งคนสอนบอกแม่ จนแม่บอกว่าเธอทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง
เธอไม่ได้มีความเป็นผู้ดีที่สูงศักดิ์แบบพี่เคลาส์, ไม่ได้มีผลการเรียนดีแบบพี่เอวา และไม่มีความเป็นผู้นำเหมือนพี่รูดอล์ฟ
เธอรู้สึกว่าไม่เหมาะสมที่จะเกิดเป็นคนในตระกูลนี้ เธอจึงตัดสินใจวิ่งหนีจากบ้าน บางทีอาจจะอยากฆ่าตัวตาย เธออยากหายสาปสูญไป บางทีเธออยากให้ครอบครัวกังวลแบบที่เด็กๆ ทำ
เธอเข้าไปในป่าโดยอ้อมไปทางทะเล เพื่อเข้าป่าลึก ซึ่งต้องการซ่อนตัวอยู่ที่นั่น
เอวาพูดเรื่องเกรดว่า ถ้าถูกดุ ก็น่าจะทำให้ดีกว่าเดิม ส่วนเคลาส์พูดเรื่องทักษะความสามารถด้านการดีไซน์ ฟังดูเหมือนปกป้องเธอ แต่ทุกคนรู้ดีว่าบริษัทของโรซ่าไม่ได้ทำกำไรเลย ด้านรูดอล์ฟให้ทั้งสองหยุด เพื่อให้เธอพูดต่อ
ฮิเดโยชิเสนอให้กางแผนที่ แต่นัตสึฮิบอกไม่มีของแบบนั้นในคฤหาสถ์หลังนี้ ส่วนโรซ่าก็บอกว่าเธอจำไม่ได้เช่นกัน
คิริเอะเสนอเรื่องการการจ้างคนมาถ่ายพื้นที่วิวสูงของเกาะนี้ หรือถามคนที่สร้างคฤหาสถ์บนเกาะ เคลาส์กับเอวาก็เห็นด้วย แล้วก็โต้เถียงกันต่อเล็กน้อย ก่อนที่ รูดอล์ฟบอกให้โรซ่าเล่าต่อ

โรซ่าในอดีตพยายามเดินหาทางไปต่อในป่า โดยไปตามทางง่ายๆ ก่อนพบรั้วสูงมาก เธอกลัวเกี่ยวกับตำนานแม่มดแห่งป่า แต่เธอก็เคยได้ยินคนใช้บอกว่าถ้าเชื่อเบียทริซ เธออาจช่วยเหลือได้
เธอตัดสินใจเดินหาประตู แต่รั้วก็ยาวมาก ไม่แพ้ความสูง เธอเดินหาทางเข้าไปพบ เธอเริ่มเศร้าก่อนที่จะเห็นต้นไม้ใหญ่ใกล้กับรั้ว เธอจึงปีนมันเข้าไป
เธอพรรณาถึงความงามของคฤหาสถ์แห่งนี้ เทียบขนาดแลัวคงประมาณครึ่งนึงหรือ 1 ใน 3 ของคฤหาสถ์ตระกูลอุชิโรมิยะ เธอเดินจนกระทั่งไปพบหญิงที่เหมือนคนในภาพวาด บนเก้าอี้ในสวน เธอคนนั้นนั่งเหม่อ แล้วหันมาสบตากับเธอ ตาเปิดกว้าง เมื่อโรซ่าโค้งเพื่อขอโทษเธอที่เข้ามาโดยพลการ
เบียทริซสงสัยว่าเธอเป็นใคร คนสวนใหม่งั้นเหรอ หรือชื่ออะไร โรซ่าจึงบอกชื่อของเธอ เมื่อได้ยินนามสกุล เธอก็ยิ้ม เพราะรู้ว่าเป็นญาติของคินโซ
โรซ่าประหลาดใจที่เธอยิ้ม ทั้งที่พ่อเคยเล่าเรื่องที่เคยน่ากลัวเกี่ยวกับเบียทริซให้ทุกคนฟัง แต่ก็ยังดีกว่าถูกสาปเป็นกบล่ะ จากนั้นเธอก็นั่งคุยกับเบียทริซ
หลังจากคุย ถึงรู้ว่าเธอไม่ออกมาจากที่นั่น เพราะได้ยินว่ามีหมาป่าที่ดุร้ายอยู่นอกรั้ว และเธอแปลกใจที่โรซ่าผ่านป่ามาที่นี่ได้
(ปัจจุบัน) ญาติๆ ที่พูดถึงเรื่องหมาป่า เคลาส์ กับเอวาจำเรื่องที่พ่อหลอกขึ้นได้ ส่วนรูดอล์ฟจำไม่ได้ อาจเป็นเพราะอยู่ในชั้นประถม เอวาก็เล่าเสริมว่ารูดอล์ฟไม่ได้กลัวเรื่องนี้ และอยากให้อาหารหมาป่า คินโซจึงต้องเปลี่ยนมาเล่าเรื่องแม่มด เคลาส์ก็พูดต่อว่า เรื่องนั้นทำให้รูดอล์ฟต้องมาเกาะหลังเขาตอนกลางคืน ทำให้คิริเอะหัวเราะ ไม่คิดว่ารูดอล์ฟจะมีเรื่องน่ารักแบบนี้ในวัยเด็กด้วย จากนั้นก็คุยเรื่องคินโซ เขาเคยมาพบเบียทริซเป็นประจำ บางครั้งก็ดื่ม เดินเล่น ด้วยกัน
(โลกในอดีต) หลังจากคุยอยู่นาน เบียทริซได้ยินเรื่องไม่มีหมาป่าเธอก็ทำหน้ากลุ้ม เธอยังไม่รู้เรื่องสวนสัตว์ เมื่อโรซ่าเล่าให้ฟัง เธอก็รู้สึกว่าไม่ต่างจากสัตว์ในกรง เธอเล่าว่าทุกคนเรียกเธอว่าเบียทริซ, ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ และมีวิญญาณของแม่มดฝังในร่างของเธอ โรซ่าประหลาดใจที่ได้ยินแบบนั้น
หลังจากโรซ่าเห็นใจเธอ จึงถามว่าเธอต้องการออกไปข้างนอกใช่หรือไม่ เธอสามารถพาข้ามต้นไม้ออกไปจากรั้วได้ เบียทริซยังขอคำยืนยันว่าไม่มีหมาป่าแน่ใจไหม โรซ่าก็ตอบเช่นเคย
เบียทริซใช้เวลาคิดสักพัก ถึงเหตุผลที่ต้องออกไป ก่อนที่จะตอบด้วยหน้าตาสดใส รอยยิ้มที่อ่อนหวานว่า เธอต้องการไปดูสวนสัตว์ ใบหน้านั้นทำให้โรซ่าแปลกใจ เธอพูดต่อว่า เธอไม่รู้จักอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน, โรงหนัง, สวน และอื่นๆ
โรซ่าเริ่มคิดเรื่องออกไปข้างนอก เธอควรจะปรึกษาใครได้ พวกพี่ๆ ดีไหม หรือจะเกนจิที่ดูเชื่อถือได้ หรือจะเป็นคุมาซาวะที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาเมื่อมีปัญหา
หลังปีนออกจากรั้ว เบียทริซยังระแวงซ้ายขวา กลัวจะมีหมาป่า จนกระทั่งความกลัวนั้นเริ่มจางหายไป
ระหว่างทางเบียทริซเดินถามโรซ่าหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้, ใบ้ไม้, เสียง หรือ กลิ่น ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ราวกับออกจากอีกโลก เธอรู้สึกเหมือนเบียทริซเป็นอลิซ ส่วนเธอเป็นกระต่ายถือนาฬิกา
ในป่ามืดมาก เธอเดินไปเรื่อยๆ คิดว่าถ้าเห็นชายหาด ก็น่าจะเดินกลับคฤหาสถ์ได้ โชคดีที่พบชายหาดในที่สุด แต่ก็เป็นหน้าผาสูง ที่มีหินพอให้ไต่ได้
เนื่องจากพวกเธอเหนื่อยกับการเดินในป่าแล้ว และคิดว่าเดินที่ชายหาดน่าจะง่ายกว่า โรซ่าเสนอที่จะไต่ก้อนหินลงไปเดินด้านล่าง เบียทริซเห็นด้วยกับความคิดของเธอโดยปราศจากข้อสงสัย
ทั้งสองไต่ลงไปข้างล่าง โดยโรซ่ากำชับให้เธอระวังอันตราย สีหน้าของเบียทริซดูจะไม่ได้หวั่นเรื่องนี้ ความสูงที่ไต่ประมาณ 10 เมตรได้ เบียทริซดูจะสนใจที่จะลงไปชายหาดมากกว่า
ระหว่างนั้นเธอถามว่า มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอยู่ที่นั่นหรือไม่ ? โรซ่าตอบว่ามีเพียงปลา เธอต้องไปที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนอกเกาะแห่งนี้ จึงจะดูปลาวาฬ ปลาโลมา และเพนกวินได้ เบียทริซถามต่อถึงสัตว์ต่างๆ ที่จะได้พบในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ .......
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องสั้นๆ ของเบียทริซก็ดังขึ้น ร่างของเบียทริซลื่นจากหน้าผา แล้วตกลงไปด้านล่าง
หินข้างล่างมีจำนวนมาก ร่างของเบียทริซตกไปกระแทกก้อนหินอย่างรุนแรง ตาเธอเปิดกว้าง แต่ไม่ขยับ โรซ่ารู้สึกผิดเรื่องที่ชุดของเบียทริซทำให้เธอขยับตัวยาก โรซ่าร้องไห้ต่อร่างของเบียทริซ
(Metaworld) เบียทริซบอกให้แบทเลอร์ตื่นได้แล้ว (หลังจากโดนฆ่าไปก่อนหน้านี้) เมื่อแบทเลอร์ฟื้น เขารีบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในความทรงจำของโรซ่า
เบียทริซก็บอกว่า เธอก้าวพลาด, ตกลงมา แล้วก็ "ตาย"
แบทเลอร์ไม่อยากยอมรับเรื่องที่คนที่ 19 ตาย เขาคิดว่าโรซ่ายังเป็นเด็ก และไม่ได้เป็นหมอ บางทีเบียทริซในร่างมนุษย์อาจจะยังไม่ตาย ..... เขาต้องการยืนยันด้วยคำพูดสีแดง
"ดูเหมือนยังมีชีวิตสำหรับแกเป็นอย่างไร ? "เธอตายแล้วแน่นอน" "
แบทเลอร์จำใจต้องยอมรับ ว่าเบียทริซร่างมนุษย์ตายไปแล้ว เหตุผลที่เธอไม่คืนชีพร่างนั้น เพราะไม่มีความจำเป็น ตามที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ ว่านั่นเป็นเพียงคุกที่จับเธอไว้ในโลกทางกายภาพเท่านั้น
แบทเลอร์บอกว่า เขาขนมที่กินมามากพอ จึงขอเติมชาดำอีก เบียทริซตบมือเรียกคนใช้ โรโนเว จึงปรากฏตัวมาเสิร์ฟ
(ในอดีต) โรซ่าพยายามเรียกเบียทริซ วิญญาณของเบียทริซยืนอยู่ไม่ห่างนัก ความทรงจำของเธอกลับมาอีกครั้ง ถึงโรซ่าจะเสียใจที่ทำให้เธอตาย แต่เธอก็ขอบคุณที่ปลดปล่อยเธอได้ ก่อนที่เธอจะกลายร่างเป็นผีเสื้อหายไป เธอเริ่มใช้เวทมนตร์ได้บ้าง กว่าเธอจะได้รับร่างเดิมอีกครั้ง อาจต้องใช้เวลา 100, 200 หรือพันปี แต่สำหรับแม่มดอมตะแบบเธอ การรอคอยไม่ใช่เรื่องใหญ่
(Meta World) แบทเลอร์เข้าใจว่า หลังจากนี้เธอก็หลบซ่อนในป่า และรอให้เวทมนตร์ฟื้นกลับคืนมา เขาสงสัยว่าหลังจากนั้น ปู่เตรียมตาข่ายจับแมลงไว้ทั่วป่าเลยหรือไม่ ? เบียทริซตอบว่าเขาใช้เวทมนตร์ โดยมีศาลเจ้าแบบตะวันออกเล็กๆ บนเกาะ แบทเลอร์รู้ว่าที่นั่นพังไปในปีนี้
โรโนเว กล่าวเสริมที่ว่า ที่นั่นเป็นเกาะแห่งความบิดเบี้ยว ที่เวทมนตร์และสิ่งที่เกี่ยวกับเวทมนตร์มีอยู่ จากนั้นเขาก็ถามว่านายหญิงต้องการชาหรือไม่
แบทเลอร์สงสัยต่อว่าศาลเจ้าตะวันออกมีผลกับเธอด้วยเหรอ เบียทริซบอกมีผลทำให้ผนึกเธอไว้ที่นั่น และสร้างบาเรียที่ทำให้พลังเวทมนตร์เธอไม่กลับคืนมา เธอใช้เวลาถึง 20 ปีถึงจะฟื้นพลังเวทมนตร์มาได้พอสมควร
แบทเลอร์นึกถึงสิ่งที่ปู่พูดในเกมก่อนหน้านี้ มีเรื่องประมาณนี้อยู่ เวทมนตร์ที่นำไปสู่ปฏิหารย์
เบียทริซพูดต่อว่า คินโซหาวิธีมากมายที่จะจับเธอ สุดท้ายตัดสินใจเริ่มพิธีกรรม โดยเสนอให้สละชีวิตคนทั้ง 13 เพื่อคืนชีพเธออีกครั้ง
โรโนเว กล่าวเสริมเรื่องแท่นจารึกที่มีกลอนบนนั้น เป็นพิธีกรรมต้องห้าม ที่ต้องสังเวยชีวิต 13 คน แบบสุ่ม รวมทั้งชีวิตของผู้เริ่มพิธีกรรมอย่างคินโซ ก็ไม่ถูกละเว้น
แบทเลอร์ยังยอมรับพิธีประหลาดนี้ไม่ได้
เบียทริซพูดต่อ เรื่อง 18 คนบนเกาะ มี 13 ที่ถูกบูชายัญ อีก 5 เหลือ คินโซมีโอกาสที่พบเธออีกครั้ง ประมาณ 1 ใน 3 และพูดเรื่องทองที่เขายืมไป ซึ่งต้องคืนหลังจากที่เขาตาย
เขาเห็นด้วยกับเกมของคินโซ เมื่อเกมเริ่ม คินโซจะคืนแหวนผู้นำตระกูลให้แก่เธอ ซึ่งหมายถึงบ้านที่ถูกฟื้นขึ้นมาโดยทองของเธอ จากนั้นก็สละชีวิตอีก 13..... เธอชอบเกมของคินโซ
แบทเลอร์ไม่พอใจกับเรื่องนี้อีก เขาถามเธอเป็นคนที่ 19 ใช่หรือไม่ เบียทริซได้แต่หัวเราะว่าใช่ แต่มันไม่มีประโยชน์ (เพราะร่างมนุษย์เธอ ตายไปแล้ว) พร้อมกับหัวเราะ จากนั้นเธอยืนยันสีแดงอีกครั้ง
"ไม่มีคนที่ 19 หรือมากกว่านั้น บนเกาะรคเคนจิม่า"
ความคิดที่ว่า 18 + X นั้นหายไปทันที เพราะ X ไม่มีตัวตน
โรโนเว ก็ยิ้ม เพราะคิดว่าจะให้แบทเลอร์สับสนกับทฤษฏีคนที่ 19 นานกว่านี้ ก่อนที่จะถามว่าเขาต้องการชาไหม ซึ่งคราวนี้แบทเลอร์ปฏิเสธ เขายังทำใจเชื่อเรื่องที่มีคนร้ายใน 18 คนไม่ได้
(โลกจริง) เหตุการณ์ยังดำเนินต่อไป รอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในราตรีแรก....
Chapter 6 : The Beginning of th Ceremony
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 0.00 น.
คินโซพูดคนเดียวในห้องค้นคว้า เขากล่าวถึงผลลัพธ์ของเกมที่อาจทำให้เบียทริซยอมรับหรือขัดขืน อย่างไรก็ตามเป็นความสนุกในช่วงชีวิตที่เหลืออันน้อยนิดของเขา และกล่าวถึงเรื่องเวลาที่เมื่อถึง 23.59 ก็จะกลายเป็น 0.00 เหมือนชีวิตคนที่คิดว่าจะสมบูรณ์ตอนอายุ 24 แต่ก็กลายเป็น 0 ในทันที สำหรับเขา เขาตั้งใจจะถึง 24.00 ให้ได้ เพื่อได้ไปยังแดนทองคำ
คินโซกำลังสับไพ่ทาร็อต เพื่อทำนายอนาคต เขาใช้มันทุกครั้งที่เขาไม่ชอบผลลัพธ์ของมัน คินโซรู้ดีว่าไม่ควรใช้ทำนายอนาคตถึงสองครั้ง เพราะจะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามเขาไม่ใช่คนที่คิดมากกับเรื่องการคำนายแบบนี้
ผลการทำนายออกมา ทำให้เขาพูดออกมาว่า ราตรีนี้ อาจไม่ดีอย่างที่เขาคิด จากนั้น เขาก็โทรศัพท์ไปเรียกเกนจิมา
ที่ทางเดิน แชนนอนหน้าแดง เธอเพิ่งรับคำขอหมั้นจากจอร์จมาไม่นาน แล้วก็พบกับเกนจิและคานอน ซึ่งเกนจิมาตามให้แชนนอนไปพบที่ห้องของคินโซ คานอนกล่าวเสริมว่า นายท่านบอกว่าท่านได้รับการเตือนว่ากำลังจะพบกับโชคร้ายและให้ไปพบ เกนจิให้ทุกคนเข้าจากด้านหลัง โดยไม่ให้โกดะสังเกต และเดินให้เงียบที่สุด คานอนกล่าวเตือนแชนนอนที่เดินเสียงดัง
เฟอร์นิเจอร์ทุกคนควรมีความสามารถแบบเกนจิและคานอน คือ เดินปราศจากเสียง ราวกับแมวเดิน แต่แชนนอนยังคงแตกต่างกับทั้งสอง
ทั้งสามเข้าแมนชั่นจากด้านหลัง คานอนรู้สึกถึงบางอย่าง เกนจิให้ทุกคนรีบไปที่ห้องนายท่าน
เมื่อมาถึง ทุกคนตกใจ คานอนบอกว่าบาเรียถูกทำลาย ลูกบิดหน้าห้องค้นคว้าของคินโซ ที่สลักลาย Serpent ไว้เพื่อขับไล่เวทมนตร์นั้น พังเสียแล้ว ถึงจะมองด้วยตาเปล่าไม่พบความแตกต่างจากเดิมก็ตาม
เกนจิเรียกคินโซ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ คานอนแนบหูฟังเสียงด้านใน และให้แชนนอนระวังหลังไว้ เพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น

คานอนบอก เขารู้ว่านายท่านอยู่ด้านใน แต่เสียงเบามาก เกนจิจึงตระโกนขออนุญาติ ก่อนใช้กุญแจเปิดประตู
เมื่อเข้ามาด้านใน พบคินโซนั่งบนโซฟา และมีแขกนั่งอีกด้าน
พอเกนจิเห็น เขาก็โค้งคำนับ ส่วนคานอนพอเห็น เขาไม่ทำความเคารพ พอแชนนอนเห็น เธอจำคนที่เห็นได้ดี
เกนจิกล่าวทักทาย เบียทริซ
เธอบอกว่าพวกเฟอร์นิเจอร์มาเร็วดี ไม่เหมือนกับคนๆ นั้น เกนจิเข้าใจว่าเธอกล่าวถึงโรโนเว คานอนกับแชนนอนไม่เห็นคนที่ซ่อนอยู่ จนเกนจิพูดชื่อนั้นขึ้น โรโนเว จึงปรากฏตัว
โรโนเว กล่าวชมเกนจิ พูดถึงอายุเขาที่มากขึ้น จากนั้นก็กล่าวชมแชนนอน หลังจากที่เขาไม่ได้พบมานาน ชมทั้งความงามและความสามารถที่มากขึ้นในฐานะเฟอร์นิเจอร์
คานอนไม่เคยพบโรโนเว มาก่อน เขาจึงแนะนำตัวว่าเป็นหัวหน้าของเฟอร์นิเจอร์ของท่านเบียทริซ และเป็นเพื่อนเก่าของเกนจิ
พวกเฟอร์นิเจอร์เริ่มสังเกตว่า คินโซกำลังเล่นหมากรุกกับเบียทริซ เขาไม่ได้หวาดกลัว แต่กำลังใช้มือทั้งสองจับหัวตัวเอง เหมือนคิดมากกับบางอย่าง
เบียทริซบอกว่ามีข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับเขา
ข่าวดี คือ เขามีโชคที่ได้พบเธอก่อนที่พิธีกรรมจะสิ้นสุดลง
ข่าวร้าย คือ เขาได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องสละชีพในราตรีแรก
เบียทริซหัวเราะ ซึ่งเธอไม่ได้เป็นคนเลือกรูเล็ต
คานอนโมโห เพราะเชื่อว่าเธอเลือกฆ่าคนตามอารมณ์ของเธอมากกว่า
เบียทริซพูดให้เขายอมจำนน แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงหมากรุก จากนั้นคินโซก็ยอมรับว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาถามถึงเกมว่าทำให้เธอสนุกหรือไม่ ?
เบียทริซสนุกกับมัน ผลสรุปนั้นเกิดความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความรักและความเกลียดชัง ที่น่าสนุก ไม่ว่ากี่ทศวรรษก็ตาม ก่อนที่เธอจะหยิบตัวควีนบนกระดานเดินครั้งสุดท้าย เพื่อเช็คเมท
คินโซยืนขึ้นแล้วหัวเราะขึ้น และยืดแขนออกทั้งสองข้าง
ควันสีแดงไหลออกมาจากร่างของเขาจากปาก, หู และจมูก ร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยเพลิงจากนรก โดยที่เขายังคงหัวเราะอยู่ไม่หยุด ควันก็ออกมาเรื่อยๆ จนกลางเป็นแสงสว่าง ร่างของเขาถูกเผา ตามสัญญาของแม่มดที่สิ้นสุดลง
คินโซล้มลง เมื่อควันจางหายไป ร่างของเขาถูกเผาทั้งตัว เหลือเพียงร่างที่มีแผลเป็นหนองและถูกเผาจนชวนให้เลี่ยงสายตาหนี
คานอนไม่พอใจเบียทริซ แชนนอนพยายามระงับไว้ เกนจิเตือนเรื่องมารยาทของเขา แต่เบียทริซให้เขาพูดต่อไปตามที่ต้องการ เธอมีเมตตาเสมอ .... เฉพาะกับคนที่กำลังจะตาย
คานอนเข้าใจทันที สำหรับราตรีแรกที่ต้องการ 6 คน เพียงคินโซคนเดียวไม่พอ
เบียทริซบอกคานอน ว่า เขาไม่ได้ถูกเลือกให้สละชีพเพราะอยู่ที่นี่ แต่เขาถูกเลือกเพราะเขาถูกเรียกมาที่นี่ ...... นั่นหมายถึงจำนวนคนรับใช้ทั้งหมดในแมนชั่นแห่งนี้
เกนจิถามความต้องการของเบียทริซ เมื่อเธอยืนยันว่าต้องการชีวิต เขาก็ยอมทำตาม เพราะหลังจากคินโซตาย เบียทริซก็มีตำแหน่งเป็นมาสเตอร์ของพวกเขา ที่ต้องทำตาม
เกนจิกล่าวขอบคุณแชนนอน และคานอนที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดี เขาถามแชนนอนเรื่องหน้าที่สุดท้ายนี้ เธอไม่คัดค้าน รวมทั้งเรื่องที่เขาได้ยินว่าเธอได้รับแหวนจากจอร์จ
แชนนอนยืนกรานคำเดิม เธอไม่เสียใจในฐานะเฟอร์นิเจอร์ แหวนเป็นสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกของเธอ
โรโนเว ประหลาดใจเล็กน้อยที่แชนนอนดูสงบใจได้ ถึงจะบอกว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ก็ตาม
เบียทริซพูดต่อ ว่าเธอผิดหวังนิดหน่อย ที่แชนนอนไม่น้ำตาไหลกับการที่ไม่ได้นอนกับชายที่ตนรัก เป็นหญิงที่น่าเบื่อสำหรับเธอ
แชนนอนตอบโต้กลับว่า ความรู้สึกนี้ เบียทริซไม่เข้าใจ จากนั้นเธอก็ให้เบียทริซเอาชีวิตเธอไป เกนจิก็เช่นกัน
โรโนเว หัวเราะ เพราะแชนนอนเป็นคนประเภทที่ท่านเบียทริซไม่ถูกด้วย
เบียทริซจึงบอกว่า เมื่อครั้งก่อนเธอคงทรมานแชนนอนมากไป จะว่าไปก็ไม่ต่างจากแบทเลอร์ เธออาจจะใจอ่อนเกินไป ไม่เหมือนสไตล์เดิมของเธอ แต่เธอก็ยังหวังว่าคานอนจะสร้างความสนุกให้แก่เธอ
คานอนต่างจากอีกสองคนที่ยอมสละชีพแต่โดยดี สีหน้าเขาต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด และท้าทายเบียทริซ

เบียทริซเรียกพี่สาวคนโตของ 7 พี่น้องแห่งนรก ลูซิเฟอร์ ให้ปรากฏตัว เธอต้องการให้เฟอร์นิเจอร์ของเธอสู้กับคานอน ลูซิเฟอร์รับคำสั่ง เธอไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่น่ารักแบบคานอนจะต่อกรกับเธอได้
เบียทริซกล่าวว่า ถ้าคานอนเอาชนะเฟอร์นิเจอร์ของเธอได้ เบียทริซจะให้เขาเลือกคนที่เป็นผู้รอดชีวิตทั้ง 5 และได้ไปยังแดนทองคำ อยากเจสซิก้า, แชนนอน, จอร์จ และเกนจิ เป็นต้น
ถึงคานอนจะไม่พอใจ แต่ข้อเสนอก็น่าสนใจ เขาบอกว่าต้องการเป็นมนุษย์, มีความรักแบบคนทั่วไป และอยากเห็นทะเลเป็นสีฟ้าแบบที่แชนนอนเห็น โรโนเว อิจฉาความเป็นหนุ่มของเขา
การต่อสู้ของทั้งสองเริ่มต้นขึ้น
(Metaworld) เบียทริซถามถึงโชว์ที่น่าสนุก แบทเลอร์ดูจะไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นที่เหมือนกับสงครามเวทมนตร์ พยายามให้แบทเลอร์ดูสิ่งที่เกิดขึ้น และบอกให้เลิกทำตัวเป็นนักสืบได้แล้ว!!
(โลกจริง) การต่อสู้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ลูซิเฟอร์พยายามต่อสู้กับคานอนอย่างมาก
เบียทริซรู้สึกว่าเขาแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งกว่าตอนสู้กับซาตานในเกมที่ผ่านมา
โรโนเว กล่าวว่า นั่นเป็นเหตุผลที่เฟอร์นิเจอร์น่ากลัว บางครั้งพวกเขากลายเป็นแม่มดได้ และเลี้ยงปีศาจเป็นคนรับใช้ ส่วนเบียทริซหัวเราะ แล้วพูดว่าเธอควรจะเชียร์ใครดี
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ลูซิเฟอร์ไม่คิดว่าเขาจะสู้ได้สูสีแบบนั้น จนดาบเธอถูกทำลาย
ความต้องการที่จะเป็นมนุษย์ปกติของคานอนนั้น แข็งแกร่งมาก ดาบของคานอนดูใหญ่ขึ้น และจ่อที่คอของลูซิเฟอร์
ทั้งเบียทริซและโรโนเว พูดดูถูกลูซิเฟอร์ในฐานะพี่ใหญ่ของ 7 พี่น้องจากนรก
ลูซิเฟอร์โกรธจัด ก่อนที่จะแสดงร่างที่แท้จริง กลายเป็นมีดแทงน้ำแข็งที่มุมห้อง ประกาศที่จะแทงที่อกของคานอน
เธอพุ่งไปหาคานอนด้วยความเร็วสูง เกินสายตาของมนุษย์จะมองเห็นได้ ทะลุที่หัวใจของแชนนอน เธอตั้งใจจะลิ้มรสเลือดของเขา แต่เธอก็สังเกตบางอย่าง
โรโนเว และเบียทริซกล่าวชมความน่ากลัวของมนุษย์
เลือดไหลของบนพื้น เป็นเลือดคานอน แต่ไม่ได้ไหลจากหน้าอกเขา มาจากมือซ้ายที่สละเพื่อป้องกันหัวใจของเขา ทั้งนี้เป็นเพราะลูซิเฟอร์ประกาศตำแหน่งที่จะแทง ทำให้คานอนป้องกันได้ อีกสาเหตุที่เธอก็ไม่สามารถโจมตีจุดอื่นหลังจากประกาศไปได้ เพราะเธอ คือ ลูซิเฟอร์แห่งความหยิ่งยะโส
คานอนใช้มือขวาดึงมีดที่ปักอยู่ออกจากแขน กลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ทะลุไปถึงอีกด้าน กระดูกแขนก็แตกละเอียด เขาทนความเจ็บปวดนั้นไว้ ร่างของมีดกลับเป็นลูซิเฟอร์อีกครั้ง มือของเขาจับที่คอของเธอ

คานอนประกาศชัยชนะ ก่อนที่จะปล่อยมือ ลูซิเฟอร์ทรุดลงกำพื้น ก้มหน้าราวกับว่าเธอจะอาเจียนและแสดงอาการเจ็บที่คอ
โรโนเวกล่าวชมในฐานะสิ่งที่คินโซทำการค้นคว้า แล้วปรบมือ
เบียทริซกล่าวชมการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น และให้เขาเป็นผู้ชนะ ส่วนแชนนอนก็รีบเอาผ้ามาปิดแผล
คานอนทวงสัญญา เธอก็รับปากและพูดถึงสัญญาก่อนหน้านี้
ลูซิเฟอร์จะโต้แย้ง แต่เธอก็ลอยไปติดเพดาน เพราะเบียทริซสั่นไปป์ของเธอ
โรโนเวกล่าวว่าไม่มากเกินไปงั้นหรือ ? เบียทริซก็ปล่อยเธอ ให้ตกลงมาบนพื้นทำให้ลูซิเฟอร์ร้องไห้ และขอโทษ
เบียทริซพูดว่าจะต่อเลยหรือไม่ คานอนไม่เข้าใจ
เธอทวนคำสัญญาอีกครั้ง ว่าเขาต้องเอาชนะเฟอร์นิเจอร์ของเธอให้ได้ 7 Stake of Purgatory นั่นหมายถึงต้องสู้กับที่เหลืออีก 6 ตน เบียทริซเรียกพวกเธอออกมาทั้งหมด
เหล่าน้องๆ อีก 6 ตน ดูถูกพี่ของเธอที่พ่ายแพ้ต่อการต่อสู้ เยาะเย้ยเธอ ลิเวียธานให้เธอกล่าวขอร้องพวกเธอถึงจะทำตาม
ลูซิเฟอร์จำใจทำตาม เพราะเป็นคำสั่งของเบียทริซ
"โง่ อ่อนแอ น่าเกลียด น่าอาย ชั้นพี่สาวคนโต ลูซิเฟอร์ ...... "
ลูซิเฟอร์ร้องไห้ เธอกล่าวคำพูดต่อจากนั้นไม่ได้ ทำให้พวกน้องๆ ทั้ง 6 หัวเราะ
ถึงบางส่วนจะไม่พอใจที่ลูซิเฟอร์ไม่ยอมพูดต่อ แต่ซาตานก็กล่าวว่าควรทำตามหน้าที่ให้เสร็จ แล้วก็แย่งกันแทงจุดต่างๆ
ลูซิเฟอร์โกรธที่คานอนทำให้เธอต้องทำเรื่องน่าอายเช่นนี้ เธอจะแทงเขาเป็นร้อยๆ ครั้ง
พี่น้องทั้ง 7 กระจายกัน แล้วทรมานคานอนโดยการแทงถากจุดต่างๆ ของร่างกายจนเลือดไหลจากร่างกายตามจุดต่างๆ
แชนนอนทนไม่ได้ เธอมาขวางไว้ บาเรียทรงกระบอกสีแดงถูกสร้างขึ้นป้องกันแชนนอนและคานอน

พวกเธอต้องกำจัดแชนนอนด้วยตามหน้าที่ แต่บาเรียของแชนนอนนั้นแข็งแกร่งมาก และมากพอที่จะทำให้เฟอร์นิเจอร์อ่อนแอที่สัมผัส สลายกลายเป็นธุลีได้
แชนนอนไม่สามารถนิ่งดูสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ถึงเธอจะไม่สามารถต้านทานได้นาน และไม่ได้ตายอย่างสงบอย่างที่ควรจะเป็นก็ตาม
เธอปะทะคารมกับเบียทริซอีกเล็กน้อย และกล่าวขอโทษเกนจิ
แชนนอนพูดกับคานอน หลังเธอได้แหวน เธอพอใจที่ได้เป็นผู้หญิง และปกป้องเขาในฐานะพี่สาว ไม่มีสิ่งใดที่ต้องเสียใจอีก
เบียทริซไม่พอใจที่แชนนอนกล่าวเหมือนเธอเป็นมนุษย์ และให้มองที่ตัวเบียทริซ เธอที่เป็นมนุษย์ และไม่ฟังคำพูดที่แชนนอนกล่าว ที่เหมือนกับสมบูรณ์กว่าเธอ แชนนอนเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น
แชนนอนตอกกลับว่า เสียใจกับร่างที่แท้จริงของเธอเองงั้นหรือ ?
เบียทริซปฏิเสธ พูดสับสนเหมือนไม่เข้าใจคนแบบแชนนอน จนโรโนเวกล่าวถึงท่าทีที่ไม่สง่างามของเบียทริซ
เกนจิเดินเข้ามาในบาเรีย เขาจับเธอจากด้านหลัง และปิดตาของเธอด้วยมือขวาของเขา
เขาบอกให้แชนนอนพอได้แล้ว และให้เธอหลับไปก่อนเขา แชนนอนรับคำ

เกนจิใช้มือซ้ายกดที่บริเวณกระดูกไหปลาร้าของแชนนอน
เมื่อเอามือซ้ายออก ปรากฏรอยดอกกุหลาบสีแดงสด ก่อนที่เลือดสีแดงพุ่งออกมาจากที่นั่น และเมื่อเอามือออกจากใบหน้าของเธอ ดูเหมือนเธอกำลังหลับอย่างสงบ
เบียทริซและพี่น้องทั้ง 7 ตกใจกับสิ่งที่เห็น มีเพียงโรโนเวที่เข้าใจความรู้สึกนั้น
เกนจิวางแชนนอนลงกับพื้น ก่อนที่จะบอกว่าคานอนก็ควรหลับได้แล้ว
คานอนกล่าวขอบคุณ ก่อนที่เขาจะถูกฆ่าด้วยวิธีเดียวกัน
เบียทริซและพวกเฟอร์นิเจอร์ไม่พอใจ ส่วนโรโนเวกล่าวชมเกนจิอีก ว่าเขาสมเป็นเฟอร์นิเจอร์
สำหรับโรโนเว เกนจิเป็นคนรับใช้ที่ดีที่สุด เขาจะให้ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ให้เขาหลับอย่างสงบสุข ทำให้เบียทริซตกใจ
โรโนเวดีดนิ้ว ร่างของเกนจิก็เหมือนหุ่นกระบอกที่ตัดสาย ล้มลงบนพื้นราวกับหลับไป เขาหลับอย่างสงบสุข
แน่นอนว่าเบียทริซยังไม่พอใจกับการกระทำของเขา ก่อนที่โรโนเวจะตอบกลับ จากนั้นเธอก็หายไป
บางทีอาจเพราะคำพูดของแชนนอนที่ทำให้เธออารมณ์เสีย โรโนเวหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะสั่งให้พวกซิสเตอร์ไป
ตอนนี้ยังเหลืออีก 2 คนที่ต้องสละชีพในราตรีแรก
Chapter 7 : Madam Beatrice
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 0.21 น.
โกดะตรวจตาพื้นที่ยามค่ำคืน ตรวจหน้าต่างและประตูว่าปิดมิดชิด ทำตามหน้าที่เขาได้รับ
เมื่อเดินผ่านภาพวาดเบียทริซ เขาเข้าใจดีว่าทำไมคนรับใช้ก่อนหน้านี้ ถึงหวาดกลัวเรื่องผีสางจากที่นี่
โกดะยังรู้เรื่องคำสาปจากภาพวาด ที่เกิดกับคนที่ดูถูกรูปวาด แล้วเขาก็ขอร้องแม่มดในภาพวาดว่า เขาทำงานหนักและต้องการความสงบสุข เขายังทำมือเหมือนกับคำนับต่อศาลเจ้าของลัทธิชินโต
เขาได้ยินเสียงที่มาจากครัว เหมือนโลหะตกบนพื้น
อาจเป็นหนูหรือแมลงสาป แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะที่นั่นสะอาดมาก โกดะจึงเดินไปดู
เมื่อเปิดไฟในห้องครัว เขาได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรอยู่ที่เตาแก๊ส จึงเดินไปสำรวจที่เตา แต่ก็ไม่มีไฟติด ยังคงมีเสียงอยู่ มีหนูอยู่ข้างในหม้อต้มงั้นเหรอ ?
ด้วยความกลัว เขาหยิบสากไม้ เขาพยายามคิดว่าไม่มีสิ่งเหนือธรรมชาติในโลกนี้ ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เขาท่องคำนี้อยู่หลายครั้ง แต่ดูท่าทางของเขาก็ยังต่างจากที่เขาท่อง
เขารวมความกล้าก่อนที่จะเปิดฝาหม้อต้มนั้น
ไม่มีอะไรอยู่ข้างใน
เขาถอนหายใจและสีหน้าดูสบายใจขึ้น เขากล่าวย้ำว่าสิ่งเหนือธรรมชาติไม่มีจริง

แคร๊ง ๆๆๆๆๆๆ
แคร๊ง ๆๆๆๆๆๆ
เสียงเครื่องใช้ในครัวทั้งหมดดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้โกดะตื่นตระหนก
เสียงดังยิ่งขึ้น จนฝาหม้ออันหนึ่งตกลงมา
ในหม้อนั้น มีแขนสีขาวยื่นออกมา และฝาหม้ออื่นๆ ก็เช่นกัน
โกดะยังคงไม่เชื่อว่าเวทมนตร์มีจริง เขากลัวจนตัวสั่น
ร่างที่ออกมาปรากฏเป็นเด็กผู้หญิง 7 คน ทั้ง 7 แย่งกันแทงร่างของเขา.....
หลังจากกำจัดโกดะแล้ว ร่างผีเสื้อสีทองก็ไปหาเหยื่อรายใหม่ หญิงแก่ เธออยู่ที่ไหนกัน
ไม่ได้อยู่ในคฤหาสถ์ น่าจะอยู่ในบ้านพักรับรอง และต้องฆ่าโดยไม่ให้พวกเด็กๆ สังเกตด้วย
เมื่อผีเสื้อวนรอบบ้านพัก เธอไม่ได้อยู่ในบ้านพักด้วย ?
หนึ่งในเจ็ดได้พบเธอที่สวนดอกกุหลาบ เธอยืนที่นั่นกลางฝนแต่ไม่ได้ถือร่ม ?
ทั้ง 7 ปรากฏรอบตัวของคุมาซาวะ ซึ่งป้าทำสีหน้าเหมือนตกใจกับสิ่งที่เห็น

จากนั้น เหล่าพี่น้องก็พุ่งไปแทงเพื่อจัดการในครั้งเดียว
....บาเรียสีม่วงปรากฏขึ้น !?
คุมาซาวะยิ้ม แล้วพูดกับพวกเธอ
"โฮ่ โฮ่ โฮ่ โฮ เป็นเด็กที่ซนจริงๆ พวกเธอเป็นเพื่อนกับเด็กคนนั้นใช่ไหม ?"
ทั้ง 7 ไม่เข้าใจ ก่อนที่จะโจมตีอีกครั้ง แต่คุมาซาวะก็รับมือได้สบายๆ
ถึงโจมตีซ้ำอีกก็ไร้ประโยชน์ บางตนรู้ว่าเธอแข็งแกร่ง
ป้าคุมาซาวะบอกว่าเธอรอเด็กคนนั้น ไปเรียกเธอมาพบได้ไหม ?
เบียทริซปรากฏตัว บอกว่าไม่จำเป็น โรโนเวเข้าใจว่าเธอตื่นขึ้นมาแล้ว
ป้าคุมาซาวะพูดต่อว่าเธอไม่ได้พบโรโนเวนานแล้วเหมือนกัน ทำให้แอสโมเดียสไม่พอใจที่ไม่มีคำว่า "ท่าน" ตอนที่เรียกโรโนเว
อีกทั้งเธอก็บอกว่าไม่ได้พบเบียทริซมานาน ไม่มีคำว่า "ท่าน" เช่นกัน
เบียทริซบอกว่า นามของเบีนทริซเป็นชื่อเดิมของคนๆ นี้ เธอเพียงได้รับสืบทอดมาเท่านั้น เป็นชื่อของคนที่เป็นของอาจารย์ของเธอ ท่านหญิงเบียทริซรุ่นก่อน
ผีเสื้อสีทองล้อมรอบร่างของป้าคุมาซาวะ
แล้วกลายเป็นหญิงสาวผมเงิน ที่เบียทริซคนปัจจุบันเคยได้พบเมื่อในอดีต อาจารย์ของเธอเอง

เบียทริซทักทายว่าเธอไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก ส่วนท่านรุ่นก่อนก็เช่นกัน เธอไม่คิดว่าจะถูกรบกวนระหว่างที่หลับ
เบียทริซรุ่นก่อนไม่คิดว่าชื่อของเบียทริซจะถูกนำมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนที่ไม่มีความผิด เธอคิดขัดแย้งกับเบียทริซปัจจุบัน
รุ่นก่อนได้บอกให้โรโนเวพาพวกเฟอร์นิเจอร์ถอยไปก่อน มาสเตอร์ต้องรับผิดชอบต่อความผิดของเธอ
โรโนเวและพี่น้องทั้ง 7 ถอนตัวไป
รุ่นก่อนไม่พอใจต่อการกระทำของเบียทริซปัจจุบัน และจะเรียกนาม "เบียทริซ" กลับคืนมา ทำให้ต้องสู้กัน
ราวกับอากาศระหว่างทั้งสอง ระเบิดออกเป็นดอกไม้ไฟ
ระหว่างที่ดู พี่น้องทั้ง 7 สั่น ถ้าพวกเธอถอยออกมาช้า พวกเธอจะกลายเป็นละอองธุลีแน่นอน
รุ่นก่อนกล่าวว่า การมอบชื่อของเบียทริซ ให้แก่เธอ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เธอคิดผิด เธอจะแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตัวของเธอ
ทั้งสองต่อสู้กันโดยใช้เวทมนตร์อย่างรุนแรง รุกรับกันอย่างดุเดือด
(Metaworld) แบทเลอร์ไม่ยอมรับกับสิ่งที่เห็น
แต่ร่างของหญิงผมเงินก็ปรากฏใน Metaworld ด้วยเช่นกัน เธอขอโทษกับลูกศิษย์ของเธอ
แบทเลอร์สับสน ตั้งคำถามมากมายกับหญิงผมเงินคนนี้
รุ่นก่อนอธิบายว่า เธอเป็นอาจารย์ของเด็กคนนั้น ชื่อเดิมเธอ คือ เบียทริซ เธอมอบชื่อให้เด็กคนนั้นไปแล้ว ตอนนี้เธอไม่มีชื่อ
แบทเลอร์รีบบอกให้เธอรับผิดชอบกับลูกศิษย์ของเธอ ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกขัดใจกับสิ่งที่เห็น
(โลกจริง) การต่อสู้ดำเนินต่อไป
เบียทริซไม่ประมาทอาจารย์ของเธอ จึงเรียก Shoulder War Tower ออกมา
พื้นสั่นสะเทือน หอคอย 2 แห่งที่สูงพุ่งทะลุจากพื้นดินขึ้นไปบนฟ้า ขนาบไหล่สองข้างของเบียทริซ ทั้งสองหอคอยมีอาวุธติดตั้งอยู่ ความสูงรวม 100 เมตร แต่ละหอคอยมีช่องกว่า 360 ช่อง รวม 720 ช่อง ที่มีการโจมตีด้วยอาวุธสงครามจำนวนมาก
เบียทริซมั่นใจว่า ต่อให้อาจารย์เธอกลายร่างเป็นผีเสื้อ ก็ไม่สามารถหลบการโจมตีนี้ได้
เธอสั่งให้หอคอยโจมตีด้วยกระสุนนับพันใส่อาจารย์ของเธอ

รุ่นก่อนเรียกหอคอยล้มออกมา กลายเป็นหอคอยสีแดงขนาดใหญ่ตกลงมาจากฟ้า รับการโจมตีนับพันนั้นได้ โดยที่รุ่นก่อนไม่ได้รับบาดเจ็บ

เบียทริซคิดไว้แล้วว่าอาจารย์เธอต้องรับได้ แต่ตาของรุ่นก่อนยังไม่จบลง
เธอเรียกลูกชายของอิวาลดิ เพื่อขอยืมหอก
หอคอยสีแดงนั้นกลายเป็นผีเสื้อสีทอง
จากนั้น ผีเสื้อทองคำ กลายสภาพเป็นหอกขนาดใหญ่ขนาดเท่าหอคอยที่ตกลงมา นั่นเป็นหอกของพระเจ้า
รุ่นก่อนกล่าวว่าหอคอยคู่นั้นบังทางหนีของเบียทริซไว้ (ขนาบสองข้าง) จะหนีก็ไม่พ้น จึงดีดนิ้ว สั่งให้หอกพุ่งไปทะลวงร่างเธอ
เบียทริซตกใจที่อาจารย์ใช้หอก Gungnir ในสถานที่แห่งนี้ ก่อนสั่งให้หอคอยคู่ทำลายตัวเอง และเรียก Giant Solder Battle Line เพื่อใช้โล่และอกของมันป้องกันหอก
หอคอยระเบิดเป็นผีเสื้อสีทอง แล้วกลายเป็นยักษ์ขนาดใหญ่ 50 เมตร 7 ตัว ยืนเรียงกันต่อหน้าของเบียทริซ ถือโล่ป้องกันเจ้านายของตน พวกมันเคยปกป้องปราสาทของราชาวิลเฮลม ป้องกันทั้งธนู, ฝน และลม

รุ่นก่อนบอกว่าเป็นเรื่องโง่เขลาที่จะหยุดหอกของพระเจ้าด้วยของแค่นี้ โรโนเวก็พูดทำนองเดียวกัน
เบียทริซรู้ดี จึงเรียกศิษย์ของ Hephaestus ให้มอบโล่ล้ำค่าแก่เธอ
โล่ของยักษ์ทั้ง 7 ถูกเคลือบด้วยผีเสื้อทองคำ กลายเป็นโล่กระจก Aegis Shield
หอกพุ่งไปปะทะที่โล่ แต่ก็เปลี่ยนทิศทางไปพุ่งไปทางที่พระอาทิตย์ตกดิน
โรโนเวอธิบายว่าอาวุธของพระเจ้าที่โจมตีดีที่สุด กับป้องกันดีที่สุดไม่ควรจะปะทะกัน ท่านเบียทริซใช้กฏนั้นป้องกันการปะทะ
เบียทริซเปลี่ยนให้ยักษ์กลายเป็นหอกแทน แต่แตกกระจายเป็นส่วนๆ หอก 210 สำหรับยักษ์ทุกตน รวมกับที่แตกเป็นเสี่ยงๆ อีก 30 ชิ้น กลายเป็น 6,300 ชิ้น แล้วยังโจมตีอีก 3 ครั้ง เป็นสายฟ้า 18,900 เส้น โจมตีท่านรุ่นก่อน
พวกพี่น้องมั่นใจว่ารุ่นก่อนไม่รอด แต่โรโนเวกลับไม่คิดแบบนั้น
แทนที่จะถูกโจมตีจนแหลก การโจมตีนั้น กลับไม่มีผลกับเบียทริซรุ่นก่อน
ทันใดนั้น ในทิศตะวันตก มีแสงสว่างปรากฏขึ้นราวกับแสงอาทิตย์ ซึ่งเกิดจากรุ่นก่อนดึงหอกไว้รอจังหวะโจมตี ตอนนี้เบียทริซไม่มีทางหนีแล้ว เพราะด้านหน้าก็โดนบังด้วยยักษ์ทั้ง 7

รุ่นก่อน เรียกพี่น้อง Dvergar มอบค้อนแห่งสวรรค์แก่เธอ หอกของพระเจ้า กลายเป็นค้อนจำนวนมากกลางอากาศ
เบียทริซสั่งพวกยักษ์ แต่มันก็ไม่ทำตาม เพราะค้อนแห่งตำนานของราชาแห่งยักษ์น้ำแข็ง ทำให้ทหารยักษ์ของเบียทริซไม่หลบหนี จึงต้องใช้ War Tower ป้องกันแทน สามารถป้องกันการโจมตีไว้ได้ เบียทริซซ่อนตัวใต้เงาของพวกยักษ์
แสงจันทราหายไป เมื่อเบียทริซมองบนฟ้า เธอเห็นรุ่นก่อนนั่งซ้อนบนหลังม้า ชายที่ควบม้าถือหอกของพระเจ้าอยู่ ทหารของพระเจ้าโจมตีจากบนฟ้า
เบียทริซตกใจกับ Smotherd Mate การต่อสู้รู้ผล
เมื่อหอกถูกขว้างไปบนพื้น ทั้งทหารยักษ์และหอคอยสลายกลายเป็นผีเสื้อสีทอง
ร่างของเบียทริซถูกแทงด้วยหอก จากบริเวณไหล่ขวาทะลุไปถึงสะโพกด้านซ้าย ไม่สามารถขยับตัวได้
เบียทริซยังคงฝืนยิ้ม แต่เลือดยังไหลจากปาก ดูน่าสมเพชยิ่งนัก
รุ่นก่อนต้องการชื่อและพลังของ Endless Witch กลับคืนมา เพราะเบียทริซยังไม่เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะได้ถูกขนานนามว่า Endless Witch
เบียทริซขอโทษอาจารย์ของเธอ ที่เธอทำตัวโง่เขลา
เบียทริซรุ่นก่อนจะทำให้เบียทริซกลับคืนสู่ร่างเดิม สละพลังที่มี และใช้ชีวิตที่เหมาะสมแก่ตัวเธอเอง
"... เอาล่ะ พยายามระลึกถึง รูปร่างแบบใดที่เจ้าเคยเป็น ?"
ผีเสื้อทองคำล้อมรอบร่างของเบียทริซ ราวกับผีเสื้อที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้ พลังเวทมนตร์ของเบียทริซถูกดูดออกจากร่าง เธอร้องด้วยความเจ็บปวดและขัดขืนไม่ได้
"... เอาล่ะ หลับตาลงเสีย พยายามระลึกถึง รูปร่างแบบใดที่เจ้าเคยเป็น ?"
รุ่นก่อนให้เบียทริซเอ่ยบทเพลงนี้เช่นเดียวกับเธอ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
เบียทริซหัวเราะเล็กน้อย นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ร้องบทเพลงนี้กับอาจารย์

รุ่นก่อนและเบียทริซกล่าวบทเพลงนี้พร้อมกัน
รุ่นก่อนกล่าวว่า แม้ว่าเบียทริซจะลืมว่าเป็นลูกศิษย์ของเธอ แต่ความจริงที่ว่าเบียทริซเป็นคุณหนูที่เธอเคยรับใช้นั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นก็พูดถึงอดีตที่เคยอ่านหนังสือและอบแอปเปิ้ลพายด้วยกัน เธอจะทำสิ่งนั้นด้วยกันอีกครั้ง
สีหน้าเบียทริซคล้อยตามอาจารย์ของเธอ เธอทักอาจารย์
.... แต่สีหน้าก็เปลี่ยนไป "อาจารย์จำได้ไหม ..... สิ่งที่อยู่ข้างหลังอาจารย์ ?"
รุ่นก่อนหันไปข้างหลัง เห็นเหมือนเม่นที่น่าขยะแขยงล้มอยู่..... ไม่สิ นั่นเป็นตัวเธอเอง
ร่างของเบียทริซรุ่นก่อนที่ถูกโจมตีด้วยกระสุนของเครื่องยิงจนพรุน นอนอยู่ราวกับตุ๊กตาผ้าปักเข็มหมุด
เบียทริซย้อนคำพูดเดิมของอาจารย์ แล้วให้เธอจำว่า เธอถูกฆ่าได้อย่างไร พร้อมกับหัวเราะ
ร่างของเบียทริซรุ่นก่อนจางลง เธอสงสัยว่าตอนไหน
เบียทริซเฉลย เธอเรียก Shoulder Towers ก็จริง แต่จำนวนจริงๆ มี 4 หอคอย ระหว่างที่อาจารย์ของเธอประมาท ถูกหอคอยอีกสองโจมตีจากด้านข้าง
ผลการตัดสินเกิดตั้งแต่เริ่ม เมื่อเธอโจมตีด้วยหอกศักดิ์สิทธิ์ระหว่างหอคอย หอคอยที่ซ่อนอยู่ก็กระหน่ำโจมตีใส่เธอ แต่เธอยังไม่ต้องแสดงผล เธอให้อาจารย์เธอเดินต่อไปราวกับเกมยังไม่จบโดยใช้พลังของ Endless Witch สร้างอาจารย์ขึ้นมาใหม่
ร่างของอาจารย์สลายไป ส่วนหอกที่แทงเบียทริซก็เช่นกัน และปราศจากบาดแผลในที่สุด

เธอบอกสนุกกับอาจารย์ และถ้าต้องการจะเล่นอีก เธอจะคืนชีพอาจารย์ขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนของเล่นที่นำมาเล่น แล้วเก็บใส่กล่องเมื่อเลิกเล่น เธอหัวเราะต่อ
โรโนเวถามว่าเป็นชัยชนะที่ง่ายดายสำหรับเธอสินะ ?
แต่เบียทริซรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ เป็นการต่อสู้ที่ยาก ถ้าเธอไม่วางอุบายเรื่อง 4 หอคอย เธอจะเป็นฝ่ายที่ถูกกำจัดเสียเอง
ราตรีแรกถึงจะดูวุ่นวายไปหน่อย แต่ก็จบลงได้ด้วยดี
โรโนเวสั่งให้พวกเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแพะเก็บกวาดสถานที่ เขาถามเบียทริซต่อเรื่องศพทั้ง 6 และรูปแบบของห้องปิดตาย
เบียทริซบอกว่าเธอไม่มีอารมณ์ที่จะคิดเรื่องนั้น จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรโนเว ให้ทำห้องปิดตายที่ดูเกินจริงเพื่อทรมานแบทเลอร์ตามที่เขาต้องการ จากนั้นก็หายไป โรโนเวก็รับคำสั่ง
(Metaworld) เบียทริซปรากฏตัวหาแบทเลอร์ด้วยเสียงหัวเราะ แบทเลอร์ปฏิเสธสิ่งที่เห็นได้ลำบาก การต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ที่เขาเห็นนั้นยากที่จะปฏิเสธได้
โรโนเวปรากฏตัวใน Metaworld เตือนเรื่องท่าทางหัวเราะของเบียทริซที่ดูไม่สง่างามเช่นเคย แต่เบียทริซบอกไม่ใช่ความผิดของเธอ เป็นเพราะท่าทางที่น่าขบขันของแบทเลอร์ ที่ปิดตา กัดฟัน
โรโนเวให้แบทเลอร์ไปที่โต๊ะ เพื่อรอตอบโต้กลับ แต่แบทเลอร์ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะให้คิดว่าใต้ดินของเกาะรคเคนจิม่ามีห้องทดลองลับ ที่มีหุ่นขนาดยักษ์มาต่อสู้กันงั้นเหรอ หรือปีศาจจักรกลจากองค์กรปีศาจลับ .... แบทเลอร์สับสนกับคำตอบ
เบียทริซพูดเรื่องประเภทเดียวกับ แบบมังงะ, ไลท์โนเวล, อนิเมะ หรือภาพยนตร์ ที่มีวัยรุ่นได้พลังพิเศษที่ต้องแบกรับชะตากรรมของโลก แล้วเยาะเย้ยแบทเลอร์ต่อ
Chapter 8 : Virgilia
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 6.00 น.
ฝนยังคงตกกระหน่ำ พวกพี่น้องทั้ง 6 ยังคงพยายามไขปริศนาเรื่องคนที่ 19 กันอยู่โดยไม่มีใครพัก
โรซ่าบอกเธอเริ่มเหนื่อย นัตสึฮิจึงคิดว่าควรจะพักทานอาหารเช้ากันก่อน เคลาส์เห็นด้วย
เมื่อเปิดประตูออกมา คิริเอะได้กลิ่นอะไรแปลกๆ แต่นัตสึฮิกับฮิเดโยชิไม่ได้กลิ่น จนคิริเอะบอกว่าเหมือนเหม็น พวกเขาจึงสังเกตมัน
ทุกคนไปที่ทางเดินตามกลิ่นที่ได้รับ และพยายามหาว่ากลิ่นมาจากที่ไหน
นัตสึฮิจึงจะเรียกเกนจิมา และไม่เห็นคนรับใช้แถวนั้นเลย บางทีอาจเป็นกลิ่นโกดะทำอาหาร
รูดอล์ฟและส่วนหนึ่ง ก็หาต้นตอของกลิ่นจนรู้ว่ามันมาจากใต้ดิน แต่ประตูถูกล็อคจากด้านใน
อีกด้านนัตสึฮิกับคนอื่นๆ เดินหาคนใช้ จนผ่านห้องรับแขก และพบสัญลักษณ์ประหลาดที่ประตู เป็นวงแหวนเวทมนตร์
ด้านเอวาเพิ่งไปสำรวจที่ห้องครัวกลับมา แล้วพบสัญลักษณ์นี้ที่ห้องรับแขก
รูดอล์ฟมาสมทบ เขาพูดเรื่องหาวิธีที่จะเปิดประตูห้องต้มน้ำ และสงสัยว่าทุกคนอยู่ในห้องคนรับใช้หรือไม่
คิริเอะพูดถึงสัญลักษณ์แปลกๆ ที่ประตูที่เหมือนกับห้องต้มน้ำ
ฮิเดโยชิตลกกับสัญลักษณ์นี้ เหมือนกับแม่มดแห่งป่ากำลังประกาศสงครามกับพวกตน เมื่อเขาพยายามเปิดประตูห้องรับแขก มันล็อคอยู่ ทั้งที่ห้องนี้ไม่ควรที่จะล็อค
โรซ่าสงสัยว่าใครเขียนสัญลักษณ์นี้ระหว่างที่พวกเธอประชุม เอวากล่าวถึงพวกคนรับใช้ที่น่าจะทำเพราะทุกคนมีหลักฐานยืนยันที่อยู่ บางทีพ่ออาจเป็นคนสั่งให้ทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้
รูดอลฟ์ก็เห็นด้วย เพราะกรณีจดหมายของมาเรียก็เช่นกัน ที่สงสัยในตัวคนรับใช้ บางทีอาจมีแผนบางอย่าง แต่ตอนนี้พวกนั้นอยู่ที่ไหนกัน
โรซ่าเป็นห่วงพวกเด็กๆ จึงคิดจะไปหาพวกนั้นก่อน รูดอลฟ์จึงให้แยกกันไป เคลาส์ก็อยากไปสอบถามพ่อโดยตรง
หลังแยกกลุ่ม
โรซ่าพบว่าเด็กทั้ง 4 คนยังคนปลอดภัยในห้องที่เรียกว่า Consins Room ในชั้น 2 ของบ้านพักรับรอง โดยยังหลับอยู่ โรซ่าจึงไม่ปลุกพวกนั้น ส่วนดร.นันโจตื่นแล้ว และปลอดภัยดีอยู่
ด้านคิริเอะและฮิเดโยชิ ค้นหาคนรับใช้ แต่หาไม่เจอ ในห้องคนใช้ของบ้านพักรับรองก็ไม่มีคน
พวกฮิเดโยชิมารวมกันที่บ้านพักรับรอง บอกตามที่เห็น คิริเอะบอกว่าในห้องนอนก็เช่นกัน ฟูกถูกนำออกมาใช้ แต่ไม่ได้อุ่น

ฮิเดโยชิคิดว่าเกี่ยวกับคินโซที่ทำเช่นนั้น คิริเอะก็คิดว่าอาจเกี่ยวกับสมบัติและผู้สืบทอดนั้น
โรซ่ายังขัดใจอยู่ว่ายังเป็นเรื่องน่าแปลกที่พ่อจะทำแบบนั้น ฮิเดโยชิบอกเรื่องที่คินโยนำแท่นกลอนมาตั้ง เขาคงชอบคำใบ้มากๆ
เมื่อถามดร.นันโจ เขาคิดว่าก็อาจเป็นไปได้ที่คินโซจะทำอะไรแบบนั้น ทุกคนต่างจะกลับไปที่คฤหาสถ์
ส่วนโรซ่าขออยู่ที่นี่ คิดว่าไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง
เคลาส์กลับมาจากห้องของคินโซ ไม่มีสัญญาณตอบรับจากพ่อเลย นัตสึฮิก็ไม่พบพวกคนใช้เช่นกัน ส่วนเอวาเริ่มไม่พอใจกับเรื่องที่พ่อและคนใช้ซ่อนตัว กับเรื่องวงแหวนเวทย์ ไม่ใช่เรื่องน่าขำแล้ว
นอกจากห้องต้มน้ำและห้องรับแขก ยังมีการพบวงแหวนอีก 2 แห่งในชั้นสอง และอีก 1 แห่งในชั้นสาม รวมเป็น 5 วง ประตูเหล่านั้นถูกล็อค
รูดอล์ฟกังวลเกี่ยวกับห้องต้มน้ำ เพราะเกรงว่าจะมีอะไรข้างในที่อาจทำให้เกิดระเบิดได้ ต้องการกุญแจโดยด่วน นัตสึฮิจึงบอกว่ากุญแจน่าจะอยู่ในห้องคนรับใช้
เมื่อเดินไปถึงห้องคนรับใช้ เคลาส์เห็นกุญแจที่รวมกันอยู่ เอวาบอกว่าเธอมาหาแล้ว แต่หาห้องต้มน้ำไม่เจอ รูดอลฟ์พูดต่อว่า มีเพียงกุญแจที่พบวงแหวนหน้าห้อง ที่ไม่มีอยู่ในที่เก็บกุญแจ
นัตสึฮิจึงพูดว่าเหมือนกับว่าไม่ให้พวกเราเข้าไปในห้องเหล่านั้น แต่เอวาไม่คิดแบบนั้น เหมือนกับตั้งใจเชิญเราเข้าไปห้องที่มีวงแหวนหน้าห้องมากกว่า

รูดอล์ฟคิดดูแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องทำเหมือนในหนัง (ที่ต้องหากุญแจเปิดประตูเสมอ) เราสามารถพังประตูหรือพังหน้าต่างได้ เคลาส์ทำหน้าคิดเล็กน้อยเรื่องที่ต้องพังกระจก
ฮิเดโยชิและนันโจมาแจ้งเรื่องที่บ้านพัก และพูดกันอีกเล็กน้อย เกี่ยวกับจดหมายของมาเรียที่เหมือนประกาศก่อนหน้านี้
เอวาถามจำนวนคนรับใช้บนเกาะ นัตสึฮิบอกมี 5 คน รูดอล์ฟจึงเข้าใจว่ามี 5 วงแหวนสำหรับ 5 คน พอดี แต่ยังมีเรื่องที่ทำให้เขากังวลอยู่ เอวาจึงเสนอให้ทำลายกระจกเพื่อเช็คด้านใน เคลาส์จึงตัดสินใจได้ว่าทำลายกระจกก็แล้วกัน
ห้องแรกที่ตัดสินใจทำลาย คือ ห้องรับแขก เพราะสามารถเข้าไปด้านในได้ง่ายที่สุด
รูดอล์ฟเดินผ่านสวนใกล้ห้องรับแขก เลือกหินขนาดเหมาะมือและพังเพื่อปลดล็อคข้างใน
ผู้ใหญ่ 6 คน ได้แก่ เคลาส์, นัตสึฮิ, เอวา, ฮิเดโยชิ, รูดอล์ฟ และนันโจเข้าไปในห้องรับแขกเป็นกลุ่ม
พบร่างแชนนอนที่นั่น ร่างเธอถูกบังไว้ด้วยโซฟาทำให้มองไม่เห็นจากด้านนอก หน้าอกเธอเต็มไปด้วยเลือด
(Metaworld) เบียทริซเรียกแบทเลอร์ และบอกว่าเธอจะไม่แกล้งเขาแล้ว ให้ออกมาดูศพแชนนอน
เบียทริซขบขันเมื่อเห็นแบทเลอร์นั่งอยู่ใต้โต๊ะน้ำชาแล้วกุมขมับตัวเองอยู่ โรโนเวปรากฏตัวบอกว่านายหญิงแกล้งเขามากเกินไป อย่างไรก็ตามนี่ถึงตาของเขาแล้ว
แบทเลอร์น้ำตาคลอ เขายังทำใจไม่ได้และไม่ต้องการฟังคำพูดของเบียทริซ ไม่ต้องการเห็นตัว อยากให้เธอหายไป และอย่างปรากฏหน้ามาให้เขาเห็นอีก

เบียทริซสะดุ้งเมื่อเห็นท่าทีของเขา แล้วเปลี่ยนท่าทีการพูดว่าเป็นตาเดินของเขา ถ้าเขาไม่ทำอะไร เธอก็ทำอะไรต่อไม่ได้เหมือนกัน เธอพยายามพูดเพราะเหตุผลนั้น
เขาไม่สนใจเกม และให้เธอหุบปากไปเสีย เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น .....
แสงบาเรียสีแดงปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง
แบทเลอร์นึกถึงเกมก่อนหน้านี้ เขาเคยยอมรับความพ่ายแพ้ไปแล้ว โลกมีแม่มดและเวทมนตร์จริง เขาอธิบายสงครามเวทมนตร์ที่เห็นก่อนหน้านั้นไม่ได้ รวมถึงเรื่องห้องปิดตาย
ดูเหมือนลูกศิษย์ของเธอจะสร้างปัญหาให้แก่แบทเลอร์ เสียงของรุ่นก่อนปรากฏ
แบทเลอร์หันไปที่สวนดอกกุหลาบ เขาเห็นเบียทริซรุ่นก่อนที่ควรตายไปแล้วนั่งอยู่ในที่พัก
เธอตายไปแล้ว เหมือนตัวหมากที่ออกจากกระดาน แน่นอนว่าเธอเป็นแม่มด
ตอนนี้แบทเลอร์ไม่มั่นใจว่าเขาจะชนะเบียทริซได้ ทั้งเรื่องเวทมนตร์และแม่มด เขาทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว
รุ่นก่อนถามว่า เขายอมแพ้แล้วเหรอ แบทเลอร์ทำเป็นตกใจกับคำนั้น แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เห็นได้ ด้านรุ่นก่อนกล่าวว่า เธอไม่สามารถทำอะไรได้อีกเพราะออกจากกระดานแล้ว แต่แบทเลอร์ยังคงตอบโต้ได้
แบทเลอร์บอกว่า เธอเป็นคนใช้เวทมนตร์ด้วยไม่ใช่เหรอ เขาจะตอบโต้อะไรเบียทริซได้
ถ้าเขาสนใจเวทมนตร์เธอจะสอนให้ได้เล็กน้อย รุ่นก่อนบอกเช่นนั้น แบทเลอร์ต้องการเวทมนตร์ที่อัดหน้าอกเบียทริซในการโจมตีครั้งเดียว

เธอกล่าวถึงพิธีกรรมเรียกฝนของชาวญี่ปุ่นที่เธอได้ยินมา เขาเข้าใจว่าเหมือนการโยนของเข้ากองไฟแล้วเต้น นั่นไม่ใช่เวทมนตร์ เป็นการสร้างควันแล้วเกิดฝน อธิบายได้ด้วยทางวิทยาศาสตร์
แต่รุ่นก่อนเชื่อว่าสิ่งนั้นคือเวทมนตร์ที่ขอฝนจากพระเจ้า ทำไมสิ่งของถึงไหมได้ ไม่ใช่เพราะ Phlogiston ในวัตถุงั้นเหรอ
แบทเลอร์ปฏิเสธ นั่นเพราะปฏิกิริยาทางเคมี นักวิทยาศาสตร์ Lavoisier ได้ล้มเลิกทฤษฏี Phlogiston
รุ่นก่อนกล่าวต่อเรื่องแคลอริกในวัตถุ แบทเลอร์ก็บอกว่านั้นถูกยกเลิกโดย Joule ความร้อนเป็นพลังงานไม่ใช่สสาร
รุ่นก่อนชมที่แบทเลอร์ศึกษาเรื่องพวกนี้มาอย่างดี Phlogiston, Caloric และความรักของพระเจ้า พวกมันไร้พลังก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเข้ามาอธิบาย เช่นเดียวกับแอ๊ปเปิ้ลที่ตกลงมาจากต้น
(ขอย่อช่วงนี้เล็กน้อย พูดแต่เรื่องวิชาการ)
รุ่นก่อน เมื่อพูดถึงหลอดไฟ จนถึง Braun Tube ที่อยู่ในทีวี เป็นสิ่งที่แสดงภาพในทีวี ไม่ได้สนใจว่ามันทำงานอย่างไร รู้แค่กดสวิตซ์เปิดเพื่อดูทีวีเท่านั้น เช่นเดียวกับพิธีเรียกฝนที่ไม่เข้าใจนั้น ไม่คิดบ้างเหรอว่าทีวีก็เป็นเวทมนตร์เช่นกัน
เมื่อได้ยินว่าแบทเลอร์รู้จัก Braun Tube จากหนังสือ และรู้ว่ามันทำงานได้เพราะ Electron ชนฟลูออเรสเซนต์ ทำให้เกิดภาพ
รุ่นก่อนจึงแย้งว่าในหนังสือโกหก ความจริง มีคนเล็กๆ เหมือนก็อบลินทำงานอยู่ในนั้น ทำงานด้วยเวทมนตร์
แบทเลอร์ตกใจ และไม่เชื่อคำพูดนั้น รุ่นก่อนจึงบอกว่าเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร ถ้าไม่เคยดู Braun Tube มาก่อน แบทเลอร์จึงบอกว่ามีบางกลุ่มที่พิสูจน์ได้ว่ามันไม่มีจริง
ไม่มี Braun Tube ในบริเวณนี้ เขาจะพิสูจน์ได้อย่างไร แบทเลอร์จึงตอบว่าเมื่อเขาแยกส่วน TV ในภายหลัง จะแสดงให้เธอเห็นได้ และเขาจะชนะในทันที
รุ่นก่อนสรุป ทฤษฏีเวทมนตร์ของเธอจะไม่สามารถถูกพิสูจน์ได้จนกว่าจะมีคนแสดงภายในของ Braun Tube ได้ นั่นเหมือนกับทฤษฏี Devil's Proof ที่พวกแม่มดใช้
รุ่นก่อนอธิบายที่แตกต่างกันเล็กน้อย ว่า Devil's Proof เป็นการใช้เหตุผลที่ชาญฉลาดในการอธิบายว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ความจริงตรงกันข้าม ต่างจากที่เธอยกตัวอย่างเรื่อง Braun Tube ที่พิสูจน์โดยใช้ทีวีเครื่องเดียว ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ ทั้งทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ และเวทมนตร์ยังคงเป็นจริงได้
เธอเปรียบเรื่องแมวในกล่องเป็นหรือตาย ? เมื่อเปิดกล่องจะรู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร แต่จนกว่าจะเปิดกล่องจะไม่รู้สถานของมัน
จากนั้นเธอเปรียบเกาะรคเคนจิม่า ที่เป็นเกาะในโลกที่แตกต่างที่ซึ่งวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์อยู่ด้วยกัน
เธอยกเรื่องที่แม่มดและเวทมนตร์อาจมีตัวตนบนเกาะรคเค็นจิม่า แต่จนกว่าจะเปิดกล่องที่มีแมว สถานะทั้งสองอาจเป็นไปได้ แต่มีความจริงเพียง 1 เดียว
แบทเลอร์เริ่มเข้าใจว่าเกาะนี้ไม่ต่างจาก Braun Tube จึงปฏิเสธทั้งวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์ไม่ได้
รุ่นก่อนกล่าวเสริม ทั้งสองสิ่งเป็นจริง ถึงแม่มดและเวทมนตร์จะมีอยู่จริง ในขณะเดียวกันความคิดเห็นที่ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นก็มีจริงเช่นกัน
แบทเลอร์พูดต่อ ในอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าเบียโตะจะแสดงเวทมนตร์มากแค่ไหน นั่นเป็นเพียงการอ้างจากทฤษฏีเวทมนตร์ ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวของเขาเอง หรือ "ไม่ว่าเวทมนตร์แบบใดที่เบียโตะแสดงต่อเขา ในโลกนี้ ไม่ได้กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเวทมนตร์มีอยู่จริง"
รุ่นก่อนกล่าวต่อ เด็กคนนั้นอาจจะพยายามบอกว่าแอ๊ปเปิ้ลตกลงพื้นด้วยเวทมนตร์ เธออาจสั่นไม้เท้า ชี้ไปที่แอ็บเปิ้ล และบอกว่าเธอทำให้มันตกลงบนพื้นได้ แต่ก็ไม่มีใครกล่าวอ้างนอกจากเธอ ไม่มีคำอ้างที่แย้งความเห็นของคุณ โลกเป็นธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย
แบทเลอร์เข้าใจความหมายนั้นแล้ว ตราบใดที่ไม่ดูใน Braun Tube จะยังไม่มีคำตอบสำหรับทั้งสองทฤษฏี เขาสงสัยว่าในโลกนี้ Braun Tube อยู่ที่ใด ถ้ามีคนตัวเล็กอยู่ในนั้น เขาจะแพ้ทันที ถ้าไม่เช่นนั้น เขาจะชนะ ว่าแต่ทำไมเราถึงโต้เถียงกันแทนที่จะหา Braun Tube มาดู
รุ่นก่อนอธิบาย เนื่องจากเป็นเกมระหว่างเขากับเบียทริซ แพ้ชนะถูกตัดสินโดยกรรมการ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ตัดสินผลการต่อสู้ได้
คำแนะนำเหล่านั้น ช่วยแบทเลอร์ได้มาก เขาถามชื่อรุ่นก่อน เธอปราศจากนามเดิม จึงใช้ชื่อชั่วคราวว่า Virgilia (เวอร์จิลเลีย)
แบทเลอร์เข้าใจว่าเป็นชื่อของวัลคีลี แต่เวอร์จิลเลียอธิบายว่า ชื่อนี้หมายถึงผู้ที่แนะนำเบียทริซ
เมื่อเห็นแบทเลอร์มั่นใจขึ้น เธอจึงกล่าวคำเดียวกับเบียทริซว่า เขาดูเหมือนนกฟีนิกซ์ เขาจะคืนชีพเสมอ
กลับมาที่ห้องใน Purgatory แบทเลอร์ปรากฏตัวต่อหน้าเบียทริซ เมื่อเธอหัวเราะเยอะและให้โรโนเวดูสีหน้าเขา
สีหน้าแบทเลอร์กลับมายิ้มได้เช่นเคย ทำให้เบียทริซตกใจ

แบทเลอร์กล่าวถึงสวนดอกกุหลาบ ที่ไม่เหลือร่องรอยการต่อสู้ และบอกว่านั่นคือ Braun Tube เบียทริซเหมือนจะไม่เข้าใจที่เขาพูด
แบทเลอร์อธิบายเรื่อง Braun Tube และไม่มีสิ่งที่เหลือที่แสดงถึงการต่อสู้ที่เขาเห็น เบียทริซยังคงตกใจก่อนที่จะสงบสติแล้วพูดว่าเธอสู้ในบาเรีย เพื่อปกปิดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบในราตรีต่อๆ ไป
แบทเลอร์ฟังข้ออ้างของเธอแล้วบอกว่ามันใช้ได้ แต่มันไม่มีอะไรในสวนดอกกุหลาบเลย เขายังกล่าวถึงความจริงที่เขาเห็นได้ คือ สภาพของสวนดอกกุหลาบ
โรโนเวเสริมว่า นายหญิงลืมแล้วงั้นเหรอ ? มันเป็น Multi-Layered Worlds Contraction Technique มีเพียง Endless Witch ที่เข้าใจมัน และมันก่อให้เกิดประสิทธิผลที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับ Endless Witch
"Schrodinger's Cat Box" เบียทริซกล่าว และรู้ว่าอาจารย์เธอเป็นคนให้คำใบ้บางอย่างแก่เขา แบทเลอร์ให้เดินเกมต่อไป เขารู้ว่ามี 6 ศพ แล้วให้เบียทริซเตรียมเล่นต่อให้ดี
Chapter 9 : Skirmish
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 7.00 น.
จอร์จและเจสซิก้าร้องไห้กับการตายของแชนนอนกับคานอน
ตอนนี้เหลือเพียง 12 คนอยู่ที่ล็อบบี้ เพียงคืนเดียวเสียคนไปจำนวนมาก
มาเรียหลับที่โซฟาที่โรซ่านั่งอยู่ ส่วนพวกผู้ใหญ่ถือปืนสะสมของปู่ มีปืนอยู่ 4 กระบอก ได้แก่ เคลาส์, เอวา, รูดอล์ฟ และโรซ่า
รูดอล์ฟพูดถึงสมัยก่อนที่แตะปืน ซึ่งพ่อจะบอกห้ามแตะและตี เคลาส์พูดต่อว่าตอนนี้ไม่ว่าจะแตะยังไง ก็จะไม่โดนตีอีกแล้ว
โรซ่าไม่อยากเชื่อว่าพ่อจะตายแบบนั้น นันโจก็เช่นกัน ถึงเขาอาจไม่ตายตามปกติบนเตียง แต่ในสภาพนั้นก็น่าสยดสยองเกินไป
เอวาสงสัยว่านั่นเป็นศพของพ่อจริงหรือ อาจเป็นทริคก็ได้ นัตสึฮิแย้งเรื่องนิ้วเท้าของพ่อ ซึ่งมี 6 นิ้ว ทั้งสองข้าง
คิริเอะยังปฏิเสธเรื่องที่จะเป็นศพปลอมไม่ได้ เนื่องจากคินโซอาจปริศนาแบบนี้ บางทีอาจเตรียมศพที่มีนิ้วเท่ากับเขาไว้
นัตสึฮิไม่เชื่อว่าคินโซจะทำแบบนั้น แต่ฮิเดโยชิบอกว่าคิริเอะพูดมีเหตุผลอยู่

รูดอล์ฟ พูดต่อ ถึงบอกจากสภาพศพที่ถูกเผาไม่ได้ แต่ถ้าตำรวจมาถึงที่นี่จะพิสูจน์จากหลักฐานทางโครงสร้างฟันและกระดูกจากศพนั้นได้
ปัญหาตอนนี้ คือ เราต้องการช่างซ่อมโทรศัพท์มากกว่าตำรวจ เคลาส์พูด
เรือไม่สามารถมาระหว่างใต้ฝุ่นได้ พรุ่งนี้พวกเขาอาจจะมา โรซ่าพูดต่อ
ตามกำหนดการณ์ เรือจะมาพรุ่งนี้ ตอน 9 โมง ตอนนี้ทั้งพวกเขาและคนทำผิดไม่สามารถออกจากเกาะได้
ตัดจากบทสนทนาของผู้ใหญ่
แบทเลอร์อธิบายสภาพของศพทั้ง 6 ซึ่งประกอบด้วยคินโซและคนนรับใช้ ดังนี้
- คินโซ พบศพที่ห้องต้มน้ำ ในสภาพไหม้ทั้งตัว
- คนรับใช้ตายในหลายห้องที่ถูกปิดตาย แล้วมีสัญลักษณ์เวทมนตร์ที่หน้าห้อง (รวมห้องต้มน้ำ)
สาเหตุการณ์ตายของคนรับใช้ยังไม่แน่ชัด ตามที่ดร.นันโจสันนิษฐาน คิดว่าน่าจะถูกแทงอาจอาวุธบางอย่างคล้ายกับหอก หรืออาจเป็นปืน นั่นเป็นเหตุผลที่พวกผู้ใหญ่ทุกคนถือปืน
โทรศัพท์ไม่สามารถใช้งานได้ ไม่รู้ว่าเพราะสายฟ้าหรือฆาตกรทำลายมัน ทำให้ติดต่อตำรวจไม่ได้
เมื่อคืนนัตสึฮิกำชับให้ล็อคประตูและหน้าต่าง แต่ก็ยังมีคนน่าสงสัยเข้ามาในบ้านและก่อคดีได้
จอร์จขอดูศพแชนนอน แต่พวกผู้ใหญ่ปฏิเสธ เพราะเกรงว่าจะทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลง รอให้ตำรวจมาก่อนดีกว่า
เนื่องจากคฤหาสถ์มีขนาดที่กว้างมาก ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงย้ายมารวมกับที่บ้านพักรับรองที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมี 2 ชั้น 10 ห้อง
จดหมายอีกฉบับถูกพบในห้องต้มน้ำที่คินโซตาย รูปแบบเหมือนที่มาเรียได้รับ มีเนื้อหาดังนี้
พวกเจ้าเข้าใจไม่ผิด นี่เป็นเกมที่ข้าสรรหามา เพื่อให้พวกเจ้าพยายามและแก้ไขปริศนาของคำจารึก ไม่ได้ให้พวกเจ้ามาตามหาและจับตัวข้า
ถ้าพวกเจ้าไม่แก้ไขปริศนาของคำจารึก ผู้ที่ต้องสละชีพจะมีจำนวนมากยิ่งขึ้น
ทางที่ดี พวกเจ้าควรจะแก้ไขปริศนาของคำจารึก มากกว่ามาหาตัวข้า
ถ้าไม่มีใครแก้ไขปริศนาของคำจารึก จะไม่มีใครรอดชีวิต
ถ้ามีคนที่สามารถแก้ไขปริศนาของคำจารึกได้ ข้าจะให้ทองคำทั้งหมดจากแดนทองคำ
ข้าเป็นคนที่ได้รับสืบทองมรดกของตระกูลอุชิโรมิยะจากท่านคินโซ
และข้ากำลังหาผู้ที่จะสืบทอดมรดกจากข้า
------ แม่มดทองคำ เบียทริซ
กลอนบนแท่นจารึก ถูกนำมาวางไว้หน้าภาพวาดเหมือนของเบียทริซเมื่อหลายปีก่อน แม้ว่าญาติพี่น้องจะบอกว่าเป็นเรื่องโง่ๆ พวกเขาก็แอบไขปริศนาของทองคำโดยที่ไม่มีใครรู้ จนปัจจุบันก็ไม่มีใครไขปริศนาของมันได้
ความคิดเห็นตอนนี้ คือ เราควรจะหาฆาตกรไหม แต่คิดอีกที ทำไมฆาตกรที่ลงมือ น่าจะฆ่าได้มากกว่านั้น ถึงหยุดไว้เพียง 6 คน ตอนนี้จึงตกลงที่จะหาที่ปลอดภัยอยู่ก่อน
(Metaword) แบทเลอร์พูดกับเวอร์จิเลีย เธอบอกว่าเด็กคนนั้น (เบียทริซ) เลือกคนที่เขาสงสัยมากที่สุดเมื่อเกมที่ผ่านมา แบทเลอร์เข้าใจว่าพวกคนใช้เป็นคนที่น่าสงสัยที่สุด และมีกุญแจ
ตัวอย่างหนึ่ง คือ ห้องปิดตายของเจสซิก้าในเกมที่ผ่านมา ถ้าเขายอมรับว่าคนรับใช้เป็นฆาตกร จะไม่ถือว่าห้องนั้นเป็นห้องปิดตาย นั่นเป็นสาเหตุที่เบียทริซเลือกคนใช้สำหรับราตรีแรก
แบทเลอร์กล่าวถึงข้อความสีแดงที่เบียทริซประกาศไว้ว่าบนเกาะมีเพียง 18 คน ทำให้เขาต้องสงสัยคนที่เหลือบนเกาะ

เวอร์จิเลียเข้าใจว่านั่นเป็นแผนซึ่งต้องการให้แบทเลอร์ยอมรับว่าเธอเป็นแม่มด จึงใช้วิธีบีบบังคับให้เขายอมแพ้ เธอยังเตือนให้ระวังการหลอกลวงของแม่มดซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดที่สุด อย่าให้แบทเลอร์เชื่อในสิ่งที่เด็กคนนั้นพูดหรือแสดงให้เห็น มันอาจไม่ใช่ความจริงตามที่เชื่อ อย่าลืมสิ่งนี้
แบทเลอร์แสดงสีหน้ามั่นใจ ก่อนที่ให้เบียทริซเริ่มเกม
(Purgatory) เบียทริซรอบนโต๊ะอยู่แล้ว ตาเดินของเธอจบลง รูดอลฟ์กล่าวว่าตาเดินของเราถูกอ่านออก
เบียทริซไม่คิดว่านั่นจะเป็นปัญหา เธอไม่กลัวรูปแบบโบราณแบบอาจารย์ของเธอ
เวอร์จิเลียปรากฏที่นั่น แล้วบอกว่าอยากดูรูปแบบการเดินของเบียทริซ
เมื่อแบทเลอร์มา เขาไม่หวั่นกับท่าทางกับคำพูดของเบียทริซอีก
(Metaword) แบทเลอร์ให้เวอร์จิเลียจำลองสถานที่เกิดเหตุ
- ศพแรก แชนนอน ในห้องรับแขก (คฤหาสถ์) เป็นห้องปิดตาย
แบทเลอร์ขอนิยามห้องปิดตาย เธออธิบาย (ไม่ใช่ข้อความสีแดง, เส้นใต้ผมขีดเน้นเอง) ว่า
ห้องที่ภายในและภายนอกถูกตัดขาดจากกันโดยสมบูรณ์, ไม่มีทางเข้าหรือทางออกอื่น การแทรกแซงเป็นไปไม่ได้ โดยสรุปแล้ว รวมทั้งห้องลับ หรือช่องเล็กๆ ที่เชื่อมกับภายนอกก็ไม่มี นั่นเป็น "นิยามห้องปิดตายของเบียทริซ"
แบทเลอร์ขอนิยามเกี่ยวกับ "ช่องเล็กๆ ที่เชื่อมกับภายนอก"
เบียทริซจึงกล่าวว่า พวกช่องที่ใส่ เส้นเอ็น, ไม้เล็กๆ กล่าวคือ ไม่มีอุบายสำหรับเปิดประตูหรือหน้าต่างด้วยของพวกนั้น
แบทเลอร์กล่าวถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องสอดเข้าไป แบบคลื่นวิทยุของรีโมท
เบียทริซยิ้ม และเพิมคำนิยามเข้าไปว่า เป็นไปไม่ได้ สำหรับคลื่นวิทยุและวิธีจำพวกรีโมท เช่นกัน
แบทเลอร์พูดเรื่องโทรศัพท์ในห้องรับแขก เบียทริซบอกว่าโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ แต่เธอจะรวมมันเข้าไปด้วยว่า ทั้งวิธีทางตรงและทางอ้อมที่จะติดต่อจากนอกห้องไปยังในห้องปิดตาย เป็นไปไม่ได้
แบทเลอร์ถามต่อเกี่ยวกับเรื่องเสียงหรือการเคาะประตู เบียทริซแย้งว่า ถึงจะเป็นห้องปิดตาย แต่ไม่สามารถป้องกันเสียงหรือการเคาะเรียกออกไปนอกห้อง มันไม่เกี่ยวกับนิยามของห้องปิดตาย
กล่าวคือ ไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีการสื่อสารจะถูกขัดขวาง โรโนเวก็ยืนยัน
ดังนั้นห้องของแชนนอนจัง เป็นไปตาม "นิยามห้องปิดตายของเบียทริซ"
เวอร์จิเลียกล่าวต่อ ศพของแชนนอนมีมาสเตอร์คีย์
แบทเลอร์ขอคำยืนยันเรื่องจำนวนมาสเตอร์คีย์ เบียทริซจึงบอกว่าเหมือนครั้งก่อน "มี 5 ดอก แต่ละดอกสำหรับคนรับใช้"
แบทเลอร์พูดถึงความเป็นไปได้ที่มาสเตอร์คีย์อีก 4 ดอกยังสามารถเปิดได้
ข้างศพยังมีจดหมายที่บรรจุกุญแจไปยังชั้น 2 ของบ้านพักรับรองไว้ด้านใน ในบางประตูจะมีกุญแจสำหรับเปิดห้องนั้นได้ แต่มีเพียง 1 ดอกต่อประตู ซึ่งหมายถึงเป็นกุญแจล็อคห้องต่อไป
- ห้องรับแขกชั้นสอง (คฤหาสถ์) พบศพคุมาซาวะ เป็นไปตามนิยามห้องปิดตายของเบียทริซ มีมาสเตอร์คีย์ 1 ดอก มีจดหมายที่ใส่กุญแจของห้องพักในชั้น 3
ห้องที่เหลือจะเป็นห้องปิดตาย, มีมาสเตอร์คีย์ 1 ดอกทุกห้อง และพบจดหมายใส่กุญแจของห้องต่อไปเช่นกัน ดังนี้
- ห้องพักในชั้น 3 (คฤหาสถ์) พบศพโกดะ, พบกุญแจของห้องรับรองแขกพิเศษในชั้นสอง
- ห้องรับรองแขกพิเศษในชั้น 2 (คฤหาสถ์) พบศพเกนจิ, พบกุญแจของห้องต้มน้ำใต้ดิน
- ห้องต้มน้ำใต้ดิน (คฤหาสถ์) พบศพคินโซ, พบกุญแจของโบสถ์ (ในซองจดหมายเดียวกับที่อ่านเรื่องที่ให้ไขปริศนา)
- โบสถ์ (นอกที่พัก) พบศพคานอน, พบกุญแจของห้องรับแขก (ที่พบศพแชนนอน)
นอกจากนั้น ทุกห้องและหน้าต่างทั้ง 6 ห้องเป็นปกติ ไม่มีเครื่องมือใดสามารถล็อคโดยปราศจากกุญแจได้ อย่างเช่น การล็อคอัตโนมัติ

เบียทริซหัวเราะเยาะ โรโนเวเตือนท่าทางที่ดูไม่สง่างามของเบียทริซเช่นเคย เธอจึงเปลี่ยนท่าที ก่อนจะพูดเรื่องเวทมนตร์
ส่วนแบทเลอร์ไม่เชื่อคำพูดของเบียทริซ เขาสงสัยเรื่องการตายของแต่ละคน
ดร.นันโจเช็คศพแล้ว แต่จากทฤษฏี Devil Proof ยังมีความเป็นไปได้ที่จะพิสูจน์ผิด เวอร์จิลกล่าว แบทเลอร์จึงขอคำยืนยัน
เบียทริซแสดงสีหน้าสงสัย เพราะเธอไม่ได้ร่วมสนทนาด้วย ทั้งที่เป็นคู่แข่งของแบทเลอร์
โรโนเวจึงบอกว่าตามปกติแล้ว เวลาแข่งหมากรุก ไม่มีความจำเป็นต้องสนทนากับฝ่ายตรงข้าม บางทีเขาอาจไม่ต้องการสับสนกับการเดินก็ได้ เบียทริซยังดูผิดหวังอยู่ โรโนเวจึงถามว่าเธอกำลังแข่งหมากรุกกับเขาอยู่ไม่ใช่หรือ ?

สีหน้าของเบียทริซยังแสดงอาการเหมือนจะบอกว่า "ชั้นรู้ว่าเป็นยังไง แต่ชั้นไม่ชอบแบบนั้นเลย"
เวอร์จิเลียจึงให้เบียทริซสรุปการตาย เพราะตำรวจยังมาที่นี่เพื่อชันสูตรไม่ได้
แบทเลอร์ต้องการข้อสรุปการตายของทั้ง 6
เบียทริซกำลังเหม่อ โรโนเวช่วยเรียกก็ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจ จนแบทเลอร์ที่กำลังกระตือรือร้น บอกให้เธอเลิกขี้เกียจแล้วพูดมาได้แล้ว เบียทริซตกใจ เธอจึงขอโทษแล้วตอบตามที่เขาต้องการ
"6 คน (คินโซ, เกนจิ, แชนนอน, คานอน, โกดะ และคุมาซะวะ) ตาย"
แบทเลอร์เหงื่อตกเล็กน้อย ข้อสงสัยเรื่องแกล้งตายหมดไป เขาถามต่อเรื่องที่มีคนซ่อนในห้อง
"ไม่มีใครซ่อนใน 6 ห้อง"
แบทเลอร์ยังแสดงสีหน้ามั่นใจ ตอนนี้แสดงว่า 6 คนนั้นลงมือ และไม่มีใครแกล้งตาย
เขาจึงขอคำยืนยันว่าพวกเขาตายทันที เบียทริซสงสัยความหมายนี้
เวอร์จิเลียอธิบายแทนว่า หมายถึงความเป็นไปได้ที่จะมีเหยื่อที่ปางตาย หนีเข้าไปในห้อง ล็อคห้อง แล้วตาย ทำให้เกิดห้องปิดตายก่อนที่จะเสียชีวิต
โรโนเว เข้าใจว่านั่นคือการฆาตกรรมในห้องปิดตายแบบคลาสิค ที่ฆาตกรตั้งใจให้เหยื่อหนีไปตายในห้อง
"6 คนนั้น ตายทันที" โดยความหมายของคำนี้ เธอหมายความว่าพวกเขาถูกโจมตีแล้วไม่สามารถกระทำการณ์ใดๆ ต่อได้อีก ถึงอาจจะตายในไม่กี่วินาทีหรือกี่นาทีหลังจากนั้น แต่พวกเขาจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกจนกระทั่งตาย
แบทเลอร์ยังถามเรื่องที่คนผิดไม่ได้อยู่ในห้อง แสดงว่าอยู่ในห้อง และฆ่าจากนอกห้อง
เบียทริซขบขันกับความคิดของเขา คำว่า "ห้องปิดตาย = การฆาตกรรม เป็นไปไม่ได้สำหรับข้างนอก" ไม่ใช่เหรอ ? มีแต่การฆ่าด้วยเวทมนตร์ถึงจะทำได้
แบทเลอร์ปฏิเสธ ที่ถูกต้องเป็น "การฆาตกรรมเกิดขึ้น = มันไม่ใช่ห้องปิดตาย" แน่นอนว่าไม่ว่าเธอจะพูดให้เป็นปริศนามากแค่ไหน มันต้องไม่ใช่ห้องปิดตายอย่างแน่นอน เป็นเพียงการทำให้เหมือนเป็นห้องปิดตาย
โรโนเวกล่าวเสริมโดยมีข้อความสีแดง
"มีเพียงเหยื่ออยู่ในห้อง และไม่มีคนอื่นอยู่ในห้อง" และจากนิยามของนายหญิง การสั่งการฆาตกรรมจากด้านนอกห้อง (ด้วยพวกรีโมต) เป็นไปไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ?
แบทเลอร์กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่มากสำหรับการสั่งการจากนอกห้อง นอกจากเอ็นปลาเพื่อรัดคอเหยื่อ เช่น พวกกับดักที่สามารถสั่งการได้จากนอกห้อง เบียทริซแสดงสีหน้าสนใจกับเรื่องนี้ เขาจึงยกตัวอย่างว่า เหยื่ออาจเข้าในห้อง แล้วฆาตกรสั่งให้กับดักในห้องที่เหยื่อไม่ได้สังเกตทำงาน
เวอร์จิเลียและโรโนเวเสริมว่า นั่นไม่ได้ขัดแย้งกับทฤษฏีห้องปิดตายของนายหญิง
เบียทริซหัวเราะอีกครั้ง ฟังดูเป็นเหตุผลที่ไร้สาระ กับดักแบบไหนที่ไม่เหลือหลักฐานในห้อง มันซ่อนที่ไหน แล้วทำงานยังไงใน 6 ห้อง เธอให้แบทเลอร์อธิบาย
แบทเลอร์กลับไม่สะทกสะท้าน เขาปฏิเสธ ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ต้องอธิบาย เบียทริซงงกับท่าทีของเขา
เวอร์จิเลียอธิบายต่อว่า จาก Devil's Proof เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายลักษณะของกับดัก ต้องปฏิเสธว่ามันไม่มีกับดักในห้องต่างหาก
โรโนเวก็เริ่มเหงื่อตกกับการเดินที่สวยงามนี้ เบียทริซเริ่มอารมณ์เสียอีกครั้ง ก่อนจะตอบ
"ทั้ง 6 คนไม่ได้ถูกฆ่าโดยกับดัก"
แบทเลอร์ยังคงสีหน้านิ่ง แล้วถามนิยามของกับดัก เบียทริซดูจะผิดหวังที่ไม่ได้ทำให้เขาสะดุ้งสักนิด
เธอจึงอธิบายว่าของบางอย่างที่ทำงานเมื่อเหยื่อเข้าไปทำให้มันทำงาน ... ไม่สิ ยังรวมถึงสิ่งที่ควบคุมด้วยรีโมทหรือโดยเครื่องนับเวลา โรโนเวกล่าวเสริมเรื่องเครื่องมือเหล่านั้น ที่ฆ่าได้โดยที่ฆาตกรไม่ต้องลงมือเอง
เบียทริซคิดว่ามนุษย์ควรจะยอมแพ้ห้องปิดตายนี้ได้แล้ว แบทเลอร์ยังนิ่งเฉยแล้วพูดว่าเหมือนเบียทริซจะคุมอารมณ์ไม่ได้ พยายามที่จะเอาชนะ เบียทริซไม่เข้าใจ
ปกติแล้วเธอจะสู้เพื่อให้แบทเลอร์ยอมรับว่าเธอมีตัวตน จนถึงตอนนี้ เขาก็คิดว่าเขาถูกเธอเล่นเหมือนของเล่นแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เหมือนกับเบียทริซต่อต้านที่เขาจะกลับมาสู้เพื่อที่จะแสดงตัวตนของเธอ เขาเริ่มรู้สึกว่ามันจริง
หรืออีกนัยหนึ่ง คือ มันไม่ได้เป็นการทรมานเขา โดยไม่สนว่าเขาจะยอมแพ้หรือไม่ (แบบที่เคยพูด)
แบทเลอร์ เริ่มสนุกกับการต่อสู้ระหว่างเขาและเบียทริซ เขาสรุปสถานการณ์อีกครั้งว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง : ห้องปิดตาย 6 คน, ไม่มีคนอื่นอยู่ในห้อง, ไม่ได้ถูกสั่งการจากนอกห้อง และไม่มีกับดัก ถ้าคิดตามนั้น เขาควรจะเชื่อว่ามันเกิดจากเวทมนตร์ และเขาคงจะยอมแพ้
เวอร์จิเลียบอกว่าปกติเบียทริซจะความอดทนน้อย เธอยังคงแสดงพฤติกรรมแย่ๆ เหมือนเร่งให้จบ เมื่อเห็นว่าจะชนะแล้ว โรโนเวหัวเราะและเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
เบียทริซจึงบอกให้ทุกคนเงียบ แล้วให้แบทเลอร์ตอบ
แบทเลอร์ รู้ว่านี่เหมือนกับห้องปิดตายที่สมบูรณ์ เขาจึงใช้เทคนิค "พลิกกระดาน" เพื่อที่จะตอบ
เบียทริซก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเขาจะใช้เทคนิคเฉพาะตัวนั้น ตอบโต้อย่างไร
แบทเลอร์เหมือนจะตอบวิธีที่ฆ่าจากนอกห้อง แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะสิ่งที่เขาต้องทำ คือ พวกเขาตายในห้องแล้วสร้างห้องปิดตายได้อย่างไร
นี่คือคำตอบของเขา ถ้าบอกได้ว่า 1 ในเหยื่อเป็นฆาตกร ห้องปิดตายเหล่านี้จะอธิบายได้ง่ายมาก
เบียทริซแสดงสีหน้าตกใจ เป็นไปไม่ได้ เพราะเธอเคยบอกแล้วว่าทั้ง 6 ตาย
แบทเลอร์เสริมว่า ทั้ง 6 ตาย อาจหมายถึง เหยื่อ 5 คนถูกฆ่า อาจมีอีกคนที่ฆ่าตัวตายก็เป็นไปได้
โรโนเวและเวอร์จิเลียพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งนั้นเช่นกัน ตัวอย่างเช่น คินโซที่อยู่ได้อีกไม่นาน อาจใช้การตายของเขาเพื่อสร้างอุบายนี้
เบียทริซนึกถึงคินโซที่อาจทำเรื่องแบบนั้นได้ ช่างเป็นคนที่เลือดเย็นนัก
แบทเลอร์กล่าวเรื่องการทำให้คนตายเป็นคนผิด เหมือนกับคานอนในเกมก่อน ที่เป็นการล้างแค้นให้เขา
แบทเลอร์ต้องการคำยืนยันว่า ทั้ง 6 ถูกฆ่าโดยคนอื่น
เบียทริซเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะปฏิเสธ
ทำให้แบทเลอร์ประกาศรุกฆาตว่า "มีฆาตกรใน 6 คน จากนั้นก็ฆ่าตัวตายเพื่อทำห้องปิดตาย"

เบียทริซบอกให้หยุดก่อน เธอจะพูดตามที่เขาต้องการ
"ไม่มีใครใน 6 คนนั้น ที่ฆ่าตัวตาย"
แบทเลอร์ประหลาดกับคำตอบของเธอ แต่ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ ที่เธอดูจะสับสนเกินไป
เบียทริซบอกว่าตามที่เขาคิด ตอนนี้เธอควบคุมอารมณ์ไม่อยได้ ไม่ต้องสนใจท่าทีของเธอนัก
เวอร์จิเลียกล่าวเตือนว่า สิ่งที่แบทเลอร์ต้องการ เธอตอบไม่ถูกต้อง อย่าทำเป็นโง่หน่อยเลย
เบียทริซเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้ง โรโนเวหัวเราะว่าสิ่งที่เธอแสดงคงไร้ประโยชน์
แบทเลอร์ทำหน้าจริงจังอีกครั้ง (เหมือนเพิ่งนึกได้) ว่าเธอไม่ได้บอกว่า "ทั้ง 6 ถูกฆ่าโดยคนอื่น" เธอเปลี่ยนเป็น "ไม่มีใครใน 6 คนนั้น ที่ฆ่าตัวตาย"
หมายความว่า อาจมีหนึ่งใน 6 คนที่ไม่ได้ถูกฆ่าโดยคนอื่นและไม่ได้ฆ่าตัวตาย ?

"หลังจากที่ฆาตกร X ผู้ที่อยู่ในกลุ่มทั้ง 6 คน ก่อคดีฆาตกรรม เขาสร้างห้องปิดตาย และพยายามที่จะหนีหรือซ่อนในห้องด้วยบางวิธี แต่เกิดอุบัติเหตุ ฆาตกรตายจากอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง แล้วทำให้เกิดห้องปิดตาย"
แบทเลอร์ประกาศรุกฆาตอีกครั้ง
เบียทริซไม่ยอม เธอไม่ถูกต้อนจนมุมเพราะเรื่องแบบนี้แน่นอน เธอจะโต้กลับด้วยคำพูดสีแดงอีกครั้งว่า การตายด้วยอุบัติเหตุของ 6 คนนั้น ........ มุก้า ? ฟุกากาก้า แกทำอะไร ฟุก้าฟุก้า!

โรโนเวทำอะไรบางอย่างทำให้เบียทริซพูดไม่ได้ เขาต้องการขอเวลานอกเพื่อวางกลยุทธ์ใหม่
แบทเลอร์กับเวอร์จิเลีย ไม่มีข้อคัดค้านที่ให้ทั้งสองปรึกษากัน
โรโนเวขอบคุณ และพานายหญิงไปปรึกษาโดยมีเวลานับ 1 - 100 เท่านั้น เบียทริซยังพูดไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม "ฟุก้าฟุก้าฟุก้า!! ฟุโนเฮเฮ, ฟุโนฟี-!! ฟุก้า-!" โรโนเวปิดปากเบียทริซไว้ในระหว่างที่เธอดูจะคลั่งกับเรื่องนี้
แบทเลอร์เสียดายโอกาสนี้ ที่ทำให้เบียทริซจนมุม
เวอร์จิเลียกล่าวถึงโรโนเวเป็นคนสงบ เขาอาจทำให้เบียทริซสงบลง อย่างไรก็ตาม ราตรีแรกเป็นเพียงสนามรบเล็กๆ (Skirmish) เท่านั้น ซึ่งเบียทริซไม่จำเป็นต้องรีบทำให้เกมจบ เธอน่าจะถอนตัวหลังจากคุมสติได้ แต่ที่ผ่านมา เธอคงคุมอารมณ์ที่จะเอาชนะไม่ได้จึงแสดงอาการเช่นนั้น
แบทเลอร์ก็เปลี่ยนความคิด เขาไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบจบเกมเช่นกัน
เวอร์จิเลียกล่าวว่า แบทเลอร์ควรคิดว่านี่เป็นชัยชนะที่ได้รับ และสร้างความเสียหายแก่พวกนั้นอย่างมาก เขาน่าจะเข้าใจถึงความเจ็บปวดนั้น โดยการดูท่าทางที่สับสนของเบียทริซ
เบียทริซกลับมา ถึงไม่ได้ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้เลือดขึ้นหน้าเหมือนก่อนหน้านี้
เธอยอมรับความพ่ายแพ้ในห้องนี้ และให้ชัยชนะแก่แบทเลอร์
แบทเลอร์แย้งว่า เนื่องจากสุดท้ายทฤษฏีของเธอและเขาไม่ได้สรุป จึงอาจนับเป็นเสมอแทนแพ้ก็ได้
เบียทริซไม่พอใจกับท่าทางสบประมาทของเขา เธอยอมรับว่าเธอแพ้ เมื่อเจ้าเห็นหมาที่เปียกโชกจากสายฝน เจ้าชอบที่จะตีมันด้วยไม้งั้นเหรอ ?
ไม่มีปัญหา ไม่เหมือนเธอหรอก คำตอบแบทเลอร์ทำให้เบียทริซงง
แม้ว่าเธอจะแสดงท่าทางเยาะเย้ยเขาเมื่อเขายอมแพ้ เธอก็ดูน่าสมเพชเมื่อถึงตาของเธอบ้าง
เขาคิดว่าเธอเป็นคนที่ไม่ยุติธรรมเลย แต่เขาตัดสินใจที่จะแสดงท่าทางน่าภูมิใจในฐานะผู้ชนะ และยอมรับมัน
เบียทริซยอมแพ้ ดังนั้นมีเพียงข้อสรุปเดียว คือ เบียทริซไม่สามารถตอบโต้เรื่องที่ 1 ใน 6 เป็นฆาตกรได้ และคนนั้นตายโดยอุบัติเหตุ
ในหมากรุกของแม่มด เขาสามารถสู้โดยใช้ตัวหมาก X โดยที่ไม่ต้องอธิบาย และต้องขอบคุณ Devil's Proof ที่เขาสามารถสร้างเรื่องแปลกๆ ตามที่เขาต้องการ แล้วนำมาใช้ในการโต้แย้งได้ แต่ก็เฉพาะเกมของแม่มดเท่านั้น เพราะในโลกของเรา ข้อสรุปในเชิงทฤษฏีไม่ได้อธิบายอะไรเลย
ในราตรีแรก การฆาตกรรมต่อเนื่องในห้องปิดตาย 6 ห้อง เป็นไปได้ที่จะเป็นฝีมือของมนุษย์ เบียโตะไม่สามารถปฏิเสธได้ทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถหาข้อเท็จจริงได้ว่า ใครเป็นคนฆาตกรรม, ทำไม และพวกเขาทำได้อย่างไร
แม้ว่าเขาจะชนะก็ตาม ..... เขาจะรู้สึกว่ามันจะกระจ่างกว่า ถ้าเบียทริซอธิบายรายละเอียดของกลอุบายที่เหมือนกับมนุษย์ไม่สามารถทำได้ ว่ามันทำได้อย่างไร .....
Chapter 10 : The Key to the Golden Land
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 9.00 น.
ศัตรูที่น่ากลัวในสนามรบไม่ได้เป็นการกลัวศัตรูที่มองไม่เห็น บางทีน่าจะเป็นการรอคอยที่ยาวนาน
มาเรียแสดงท่าทีที่เบื่อ เพราะไม่มีทีวีในล็อบบี้ จึงตัดสินใจกลับไปที่ห้องพี่น้องในชั้นสอง และพวกผู้ใหญ่ให้พวกพี่น้องไปกับมาเรีย จอร์จผู้ที่เจ็บปวดจากเสียคนที่รัก รับอาสาที่จะพาทุกคนขึ้นชั้นสองโดยไม่มีข้อคัดค้าน
นันโจอ่านหนังสือในล็อบบี้ แต่ดูเหมือนคนในครอบครัวต้องการพูดเกี่ยวกับข้อสงสัย เขาจึงขอตัวไปที่ห้องพักชั้นสอง
รูดอล์ฟบอกว่าเขาหิว ถ้าพวกเรานั่งต่อไป คงจะหลับแน่นอน โรซ่าเสริมว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
เคลาส์กับนัตสึฮิก็เห็นด้วยเรื่องการพักผ่อนแทนที่จะเคลียด เอวาคิดว่าศัตรูอาจจะไม่สามารถโจมตีคนจำนวนขนาดนี้ได้ ถ้าจำนวนลดลงพวกเขาอาจได้เปรียบ
คิริเอะเสนอว่าถ้าทั้ง 7 คนในที่นี้ สลับกันนอน 3 ชั่วโมง จะสามารถอยู่ได้จนถึงพรุ่งนี้เช้าโดยมีแรงเหลือ แต่คืนนี้คงจะหนักหน่อย
ฮิเดโยชิจึงถามว่าใครจะหลับก่อน อย่าฝืนแล้วพักผ่อน .... แต่ไม่มีใครต้องการที่จะพัก ทุกคนเหนื่อยแต่กลัวว่าคนผิดจะเล่นงานระหว่างที่หลับ รวมทั้งเอวาที่เหนื่อยแต่ไม่มีอารมณ์ที่จะหลับในตอนนี้ คำพูดนั้นทำให้นึกถึงจดหมายฉบับที่สองที่พบในห้องต้มน้ำ เรื่องที่ให้ไขปริศนาของคำจารึก
เอวาหยิบสมุดจดที่เขียนคำจารึกเอาไว้ นำปริศนานี้มาแก้เพื่อฆ่าเวลาก็ดี
คิริเอะขอยืมเพื่อที่จะเขียนคำจารึกนั้นให้ใหญ่ขึ้น นัตสึฮิอาสาไปเอากระดาษจากห้องคนรับใช้มา จากนั้นเธอได้กระดาษขนาด B4 จากห้องคนรับใช้
คิริเอะเขียนข้อความตามสมุดโน้ต บนโต๊ะ ทุกคนยืนมุงดูข้อความนั้น
ฮิเดโยชิบอกตามตรงว่าเป็นปริศนาที่ยาก ไม่สามารถบอกอะไรได้เลย เช่นเดียวกับโรซ่าที่เคยพยายามไขปริศนา แต่ก็ไม่ได้อะไร
ถ้ารู้ก็คงไม่ต้องมาที่นี่เพื่อที่จะหาเงิน มันเป็นทองถึง 10 ตัน รูดอล์ฟพูด
สำหรับคิริเอะ เธอบอกว่าเธอเห็นมันครั้งแรก แต่เธอสงสัยว่ามันแบ่งเป็น 3 ส่วนไม่ใช่เหรอ
เคลาส์ก็สงสัยมาตั้งแต่เมื่อคืน ว่าบางทีคิริเอะอาจจะไขปริศนานี้อย่างง่ายๆ ก็ได้
รูดอล์ฟ ยืนยันถึงความฉลาดหลักแหลมของคิริเอะ เอวาให้เธออธิบายสิ่งที่เธอเข้าใจ
คิริเอะบอกอาจจะไม่ได้มีอะไรมากนัก พวกเขาชมเธอเกินไป รูดอล์ฟบอกว่า เขาอยากฟังที่เธอรู้ เพราะเธอก็ช่วยเขาด้วยคำใบ้บ่อยครั้งยามที่เขามีปัญหา
คิริเอะพูดเหมือนเพิ่งได้ยินว่าคำพูดเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อเขา ซึ่งรูดอล์ฟบอกว่าเขาขอบคุณเธอตลอดไม่ใช่เหรอ
โรซ่าหัวเราะที่ทั้งสองดูสนิทกันจนเธออิจฉา เอวาก็เช่นกัน ทุกคนชอบคำใบ้ของคิริเอะ (เหมือนในบทที่ได้รับจดหมายฉบับแรก)

เธออธิบาย แบ่งคำจารึกเป็น 3 ส่วน
- 5 บรรทัดแรก เป็นตำแหน่งของกุญแจ
- 11 บรรทัดต่อมา (จนถึงราตรีที่ 10) เป็นตำแหน่งของที่ซ่อนทองคำ
- 6 บรรทัดที่เหลือ เป็นส่วนหลังจากที่ถึงแดนทองคำ
นัตสึฮิเข้าใจทันทีว่า สามส่วน คือ กุญแจ, แดนทองคำ และสมบัติในแดนทองคำ
เคลาส์พูดเหมือนพวกเขาจะรู้อยู่แล้ว จนเอวาก็ค้านให้เธอพูดต่อ รูดอล์ฟก็เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้พวกเขาก็พอจะรู้อยู่บ้าง
หมายเหตุ : ต้นฉบับคำกลอน/คำจารึกเป็นภาษาญี่ปุ่น ในภาพเป็นคำแปลภาษาอังกฤษ

คิริเอะสงสัยว่า "บ้านเกิดที่เป็นที่รัก" หมายถึงอะไร หมายถึงบ้านเกิดของคินโซงั้นเหรอ ? เขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังว่ารักที่ไหน เขามาจากโอดาวาระใช่ไหม ?
แต่จากที่พี่น้องได้ยินและรู้สึกว่า พ่อไม่ได้ชอบบ้านเกิดของเขานัก และรู้สึกว่าเป็นโชคร้ายมากกว่าที่ได้เป็นผู้นำตระกูลอุชิโรมิยะ บางทีเขาอาจไม่อยากเป็นผู้นำก็ได้
คิริเอะสงสัยต่อ ว่าแม่น้ำที่มี Sweetfish ว่ายอยู่ ?
เอวาตอบว่า เมื่อก่อนเคยมีปลาชนิดนี้อยู่ แต่เนื่องจากเปลี่ยนแปลงไปมาก อาจจะหายไปหมดแล้ว เป็นเรื่องที่ยากจะบอกได้ว่ามีมันอยู่ระหว่างที่พ่อเป็นหนุ่ม
เคลาส์คิดว่าสามารถหามันได้จากการสำรวจพื้นที่ เขาคิดว่าเอวาไปสำรวจมาแล้ว
เอวาแย้งว่าเธอไปเพื่อท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ที่นั่นเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงหลังสงคราม จนดูไม่ออกว่าพ่อเคยอาศัยอยู่ที่ไหน
รูดอล์ฟกล่าวว่าที่นั่นเป็นสถานที่ๆ ฟื้นฟูได้อย่างน่าประหลาด .....
คิริเอะพูดต่อ เมื่อเธอได้ยินเรื่องแม่น้ำที่มี Sweetfish เธอสงสัยเรื่องชื่อของสถานที่
รูดอลฟ์บอกว่า พวกมันอาศัยในแม่น้ำสะอาด มีแม่น้ำจำนวนมากที่อาศัยได้ บางทีสถานที่แห่งนั้นอาจไม่มีอยู่แล้ว แผนที่ถูกเปลี่ยนไปหลังสงคราม อาจจะมีบางคนที่รู้เกี่ยวกับพื้นที่ดีในช่วงก่อนสงคราม แต่ ...
คิริเอะขัดจังหวะ เธอไม่ได้ต้องการรู้เรื่องพวกนั้น เคลาส์สงสัยว่าเธออยากรู้อะไร
เธอสงสัยว่าทำไมใน 5 ท่อนแรกนั้น ถึงถูกแบ่งเป็นสองส่วน มีที่ว่างระหว่างมัน เหมือนกับว่าแยกคำว่า "แม่น้ำ" ออกจากกัน บางทีคำว่าแม่น้ำอาจไม่ได้หมายถึงน้ำที่ไหล และแม่น้ำที่มี Sweetfish อาจหมายถึงบางอย่าง ถ้านึกภาพจะนึกถึงอะไร ?
ฮิเดโยชิอธิบาย ปลาหวาน (Sweetfish) มีลักษณะคล้ายแซลม่อน เป็นปลาน้ำจืด แต่พวกมันจะไปยังทะเลสาปหลังจากที่พวกมันเกิด เมื่อมันโตขึ้นจะกลับสู่แม่น้ำเดิม วางไข่ และอาศัยจนสิ้นอายุขัย อืม...มันจะออกจากบ้านเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมันโตและกลับไปวางไข่ มันเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัวที่มั่นคง
รูดอล์ฟเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้ และคิดว่าเป็นปลาน้ำจืด ที่ไม่สามารถไปทะเลได้
นัตสึฮิบอกเรื่องที่เรียกมันว่าปลาหวาน เพราะกลิ่นของมัน เธอไม่เคยกิน แต่เคยได้ยินว่าจะอร่อยเมื่อย่างกับเกลือ
ฮิเดโยชิดูจะประหลาดที่เธอไม่เคยกินมัน มันอร่อยมาก และควรจะลองมัน
เคลาส์คัดค้านว่าเป็นอาหารสำหรับคนธรรมดา ไม่น่าจะถูกปากเธอ
โรซ่าเสนอความคิดบางอย่าง ถึงจะเป็นไอเดียของเธอที่กว้างไปหน่อย ว่าเธอสงสัยในผังตระกูลของเรา ว่าปลาหวานจะไปทะเลช่วงเวลาหนึ่ง แต่จะกลับมาแม่น้ำที่เกิดเพื่อวางไข่ เธอคิดว่าเหมือนกับตัวเธอเอง
เอวาก็บอกว่าเธอคิดว่าอาจจะหมายถึงโรซ่าและมาเรีย
เคลาส์เริ่มเข้าใจ ถ้ามองที่ผังตระกูล และหาหมู่บ้าน จะพบชื่อของมาเรียที่มีคำว่าหมู่บ้านตรงกลางชื่อ
โรซ่าก็เข้าใจ แต่ว่าพ่อไม่ชอบมาเรีย และไม่เคยคุยกับมาเรีย อีกทั้งในอดีตพ่อจะตั้งชื่ออื่นให้มาเรีย แต่โรซ่าปฏิเสธ แล้วตั้งชื่อมาเรียตามความต้องการของเธอ ทำให้คินโซไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ... เมื่อคิดเรื่องนี้ คงเป็นไปได้ยากที่จะอ้างอิงถึงชื่อของมาเรียในคำจารึกที่มีค่าที่เกี่ยวพันถึงผู้สืบทอดมรดก
คิริเอะถามว่าเธอให้มาเรียอ่านคำจารึกหรือไม่ ? โรซ่าให้เธออ่านแล้ว แต่ก็ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม เธอสนใจแต่เรื่องลึกลับที่เกี่ยวกับเรื่องการคืนชีพแม่มดอย่างเดียว
เคลาส์พูดถึงความเกี่ยวพันระหว่างปู่กับมาเรีย มีเพียงความชอบเรื่องลึกลับเท่านั้น แต่ไม่เคยติดต่อกัน เขาไม่คิดว่าจะอ้างถึงมาเรียเช่นกัน
เมื่อคิดย้อนไปถึงตอนแรก ว่าพ่อไม่พอใจที่จะเป็นผู้นำตระกูล จึงไม่คิดว่าโอดาวาระจะเป็นสถานที่รักของเขา โดยที่เขาน่าจะหมายถึงสถานที่ๆ เขานึกถึง รูดอล์ฟคิดว่าคงต้องหาแผนที่ซึ่งตรงตามคำกลอน ถึงจะเป็นเรื่องที่ยาก ส่วนเอวาให้เธอพูดต่อ
คิริเอะไม่เข้าใจ 3 บรรทัดหลัง บางทีอาจเกี่ยวกับแม่น้ำที่มีปลาหวานก็ได้ บางทีอาจเข้าใจทันทีเมื่อเข้าใจว่าปลาหวานหมายถึงอะไร ตราบใดที่ไม่เข้าใจคงไม่มีประโยชน์ที่จะไข 3 บรรทัดนั้น
รูดอล์ฟพูดต่อ เราจะหยุดเพราะไม่สามารถหาความหมายคำว่า "ปลาหวาน" ได้งั้นเหรอ ไม่มีสิ่งที่ยืนยันว่ามันเป็นแม่น้ำ อะไรหมายถึงปลาหวาน ? พ่อชอบกินมันเหรอ ? หรือมีความหมายพิเศษ? หรือมีความหมายแฝง ? ด้านเอวาค้านว่าควรจะคิดในหลายๆ มุมมอง
โรซ่าพูดถึงคำตอบของ "แม่น้ำปลาหวาน" ที่จะบอกสู่กุญแจของแดนทองคำ
คิริเอะคิดใหม่ว่า บางทีอาจไม่ได้เป็น 3 ส่วน น่าจะเป็น 4 ส่วน คือ แบ่ง 5 บรรทัดแรกเป็นสองส่วน
เคลาส์คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ เขาจึงถามความเห็นเกี่ยวกับส่วนกลางซึ่งเกี่ยวกับแดนทองคำ ซึ่งเป็นส่วนที่ยาก
คิริเอะไขว้แขนใหม่หลายครั้ง จ้องที่กระดาษนั้น มันยากตั้งแต่บรรทัดแรก เธอยอมแพ้ แต่ก็อธิบายบางเรื่องได้
เหมือนกับ "แม่น้ำปลาหวาน" ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่น้ำ แล้วยังน่าสงสัยว่ากุญแจนั้น อาจไม่ได้หมายถึงของที่คล้ายกุญแจ อาจหมายถึงรหัสหรือคีย์เวิร์ด และกุญแจไม่ใช่สิ่งที่ใส่ในช่องกุญแจ การเลือก 6 สละชีพ 6 คนสำหรับราตรีแรก ก็อาจไม่ใช่กุญแจสำหรับเปิดแดนทองคำ

นัตสึฮิพูดว่าเป็นกุญแจที่น่ากลัว กุญแจที่สามารถเลือก 6 คนสละชีพได้
คิริเอะจึงพูดว่ามันหมายถึงกลุ่มของ 6 คน บางทีอาจจะหมายถึง 6 สิ่ง ถ้ามันไม่ได้หมายถึงการสั่งให้สละชีพ เช่น มันอาจเป็นการเรียงคำใหม่ก็ได้
เคลาส์ถามว่าหมายถึงการเรียงตัวอักษรงั้นเหรอ
คิริเอะยืนยัน เธอคิดได้ตอนที่โรซ่าพูดถึงผังตระกูล และเมืองในชื่อของมาเรีย แบบที่รูดอล์ฟเคยพูดมาก่อนหน้านี้เรื่องการสำรวจพื้นที่ เธอคิดว่าอาจไม่ใช่ นี่เป็นปริศนา หรือเป็นการเล่นคำในข้อความ
นัตสึฮิไม่เข้าใจความหมายของการเล่นตัวอักษร
รูดอล์ฟตอบให้ ว่าเหมือนคำว่า "Sucker Merry Barrels" ถ้าเอา e และ s ออก บางทีแบบนัตสึฮิอาจไม่เข้าใจก็ได้
นัตสึฮิดูจะไม่เข้าใจคำนั้น เคลาส์บอกให้หยุด มันเป็นเกมที่ไม่เหมาะสมกับเธอ
มีเพียงนัตสึฮิที่ไม่เข้าใจและสีหน้ายังคงสงสัย เธอพอจะเดาคำตอบได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก จากการหัวเราะคิกคักของรูดอล์ฟและเอวา
โรซ่าเข้าใจ เธอจึงยกตัวอย่างอื่นจากหนังสือของมาเรีย ที่เรียกว่าหนังสือทานุกิ
เป็นรหัสอย่างเช่น คำว่า "ta" ผสมในนั้น ถ้าเอาคำว่า "ta" ออก ความหมายจริงๆ ของข้อความจะปรากฏขึ้น เป็นเกมแบบนั้น
นัตสึฮิเข้าใจที่โรซ่าอธิบาย เมื่อตีความปริศนาที่รูดอล์ฟบอกไว้ หน้าของเธอแดงก่ำเหมือนกับอาย
ข้อความที่น่าจะเอาออกน่าจะเป็น "ฆ่า" ซึ่งมีมากมายในท่อนนี้ บางทีกุญแจทองคำอาจเป็นตัวหนังสือ 6 ตัวที่ต้องเอาออก แต่ก็ไม่รู้ว่า 6 คำนั้นคืออะไร ซึ่งน่าจะเป็นข้อความในท่อนก่อนหน้านี้
ในราตรีที่ 2 "ผู้ที่ยังคงเหลืออยู่" อาจหมายถึง ข้อความที่ถูกตัด 6 คำนั้นออกไปแล้ว บางทีเรื่องที่คิดว่าเป็นการเล่นคำ อาจเป็นความคิดที่ผิดก็ได้
ทุกคนไขว้แขนทำท่าเหมือนคิด แล้วห้องก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
ในตอนนั้น ท้องของฮิเดโยชิก็ร้อง ความเงียบกลายเป็นเสียงหัวเราะแทน
นัตสึฮิอาจจะเตรียมอาหารจากที่นี่ได้
รูดอล์ฟสงสัยว่า จะมีอาหารพอสำหรับคนที่อยู่ที่นี่หรือเปล่า และ 3 มื้อ
ฮิเดโยชิเสนอความคิดที่จะไปเอาอาหารกระป๋องในคฤหาสถ์ หรือของบางอย่างในครัว
นัตสึฮิมาบอกว่ามีเพียงแคร็กเกอร์และขนมเท่านั้น อาจพอสำหรับทุกคน แต่ไม่พอในตอนเที่ยง เคลาส์ให้เธอเตรียมมาให้ทุกคน
บรรยากาศเปลี่ยนไปจากเดิมที่ดูสงบขึ้น มีเพียงเอวาที่ยังจ้องกระดาษแผ่นนั้น
คิริเอะพูดกับเธอ บางทีการเล่นคำอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่จำเป็นต้องซีเรียส
ขอบคุณ มีบางอย่างที่เธออยากทำ ให้เธออยู่คนเดียวได้ไหม เอวาตอบแบบเย็นชา คิริเอะจึงไปช่วยนัตสึฮิเตรียมอาหารเช้า
โรซ่ามาถามว่าเอวาไม่ไปช่วยเตรียมอาหารเหรอ เอวาตอบว่าเธอกำลังยุ่งกับการไขปริศนามัน โรซ่าจึงบอกว่าจะช่วย
เอวาสงสัยว่าทำไมเธอเป็นแบบนั้น โรซ่าไม่เข้าใจ เอวาจึงบอกว่ามรดกจะยกให้คนที่ไขคำจารึกได้ ดูเหมือนโรซ่าจะถอดใจตั้งแต่แรก ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเธอไขปริศนาได้ จะมีโอกาสได้รับสืบทอดมรดก เป็นโอกาสที่จะขโมยทุกสิ่งจากพี่เคลาส์ ทำไมเธอไม่จริงจังกับมัน
โรซ่าสับสน ไม่รู้จะตอบพี่สาวเธอที่กำลังอารมณ์เสียอย่างไร
เอวาสงบอารมณ์ลง แล้วบอกว่าเธอสังเกตเห็นอะไรให้พูดอออกมา ซึ่งเธอคิดว่าโรซ่าน่าจะรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้บอกในระหว่างที่คิริเอะพูด
โรซ่าบอกว่ารู้สึกแปลก กับคำว่า Golden Land ที่มีหลายครั้ง
เอวาเข้าใจว่า คีย์เวิร์ดมาจากการแยกคำว่า Golden Land
โรซ่าจึงพูดต่อว่า อาจไม่ใช่แบบนั้น ราตรีที่ 10 ไม่รู้สึกว่าแปลกเหรอ ? ถึงจะเขียนว่าแดนทองคำ แต่มีเพียงท่อนนั้นที่เขียนว่า "หมู่บ้านแห่งทอง" โดยมีการเติมคำว่า "แห่ง" (no ในภาษาญี่ปุ่น) เข้าไป
(Metaworld) เบียทริซพูดว่าน่าเบื่อ เวอร์จิเลียจึงมาคุยด้วย

โรโนเวจึงเสริมว่า บางทีที่เบียทริซเบื่ออาจเป็นเพราะเวอร์จิเลียให้คำใบ้แก่แบทเลอร์มากเกินไป
เบียทริซปฏิเสธ เธอกลับดีใจที่คนไร้ค่าแบบแบทเลอร์สามารถพัฒนาจนถึงระดับที่เทียบเคียงกับเธอได้
เวอร์จิเลียกล่าวต่อ เจ้าเริ่มเป็นมิตรกับแบทเลอร์แล้วเหรอ ? บางทีมันจะดีกว่าถ้าคนแก่จากไป แล้วเหลือทุกสิ่งให้แก่วัยรุ่น โรโนเวหัวเราะ
เมื่อทั้งสองหัวเคาะคิกคัก ระดับความรำคาญของเบียทริซถึงจุดลิมิต เธอสั่งให้โรโนเวซ่อนตัวเองไปสักพัก เขาทำตามแม้ว่าจะหัวเราะก่อนจากก็เถอะ เหลือเพียงเบียทริซที่กำลังหงุดหงิดและเวอร์จิเลียที่จิบน้ำชาอยู่
เวอร์จิเลียกล่าว "เมื่อเจ้าพูดว่า "ไม่มีมากกว่า 19 คน หรือมากกว่านั้นบนเกาะ" เหมือนทำให้ตัวเจ้าจนมุมเสียเอง"
เบียทริซก็คิดแบบนั้น มันเร็วเกินไปจริงๆ ที่จะบอกเรื่องนี้
เวอร์จิเลียกล่าวเสริมว่าเรื่องนั้นทำให้แบทเลอร์เข้มแข็งขึ้นอีก แต่เดิมแบทเลอร์พยายามหาเหตุผลว่าไม่มีใครใน 18 คนเป็นฆาตกร ซึ่งเขาอ่อนแอมากเมื่อต้องคิดถึงสองเป้าหมายที่ตรงข้ามกัน
แต่เมื่อประกาศด้วยข้อคามสีแดงแบบไร้การไตร่ตรองว่ามีน้อยกว่า 19 คนบนเกาะ ทำให้แบทเลอร์บังคับให้ต้องสงสัยใน 18 คน
เมื่อกล่าวถึงเกมก่อนเบียทริซเป็นฝ่ายชนะ และเป็นเกมที่ยากสำหรับแบทเลอร์ก็จริง แต่ในเกมนี้กลายเป็นเกมที่ยากสำหรับเธอแทน เบียทริซเริ่มสับสนว่าจะทำอย่างไรกับเขาดี ?
เวอร์จิเลียเห็นหน้าที่กลุ้มของเบียทริซ ดูจะเหมาะเป็นขนมคู่น้ำชามากกว่าคุ๊กกี้ของโรโนเวเสียอีก ทำให้เบียทริซเห็นว่าทุกคนกำลังสนุกกับท่าทางของเธอ
ระหว่างนั้นเธอทำท่าอาย หน้าเหมือนเด็กๆ ที่ไม่เคยแสดงต่อหน้าแบทเลอร์มาก่อน
จากนั้นจึงถามอาจารย์ เธอต้องการคำใบ้ก็ยังดี ต้องการวิธีเดินที่ทำให้แบทเลอร์พูดไม่ออก และยอมรับเธอ เธอไม่ต้องการให้พูดตรงๆ ขอแค่คำใบ้ก็ยังดี
เวอร์จิเลียปฏิเสธ ตอนนี้เธออยู่ฝ่ายแบทเลอร์ จึงไม่สามารถบอกเรื่องที่ทำให้เบียทริซได้เปรียบ
เบียทริซเริ่มอ้างเรื่องที่เธอเป็นลูกศิษย์ของเวอร์จิเลียและกำลังประสบปัญหา
เวอร์จิเลียอ้างถึงก่อนหน้านี้ ที่เบียทริซบอกว่า "เธอก้าวข้ามอาจารย์ไปแล้ว" ไม่ใช่เหรอ ?

เบียทริซจึงขอว่าอย่าทำเหมือนคนแก่ แล้วแบ่งไหวพริบสักเล็กน้อยให้แก่เธอ ทำเหมือนว่าเธอช่วยแต่แบทเลอร์
เวอร์จิเลียกล่าวว่า เป็นเด็กที่เอาแต่ใจเสียจริง
ก็จริงอยู่ที่เธอให้คำใบ้ที่น้อยมากๆ กับแบทเลอร์ มันเหมือนช่วยให้สะดวกขึ้นเหมือนการตำหนิเบียทริซ แต่บางทีมันก็น้อยไปจนยากที่จะบอกว่ามากพอสำหรับเกมที่ยุติธรรม
เบียทริซยังอ้อนวอนขออาจารย์ต่อไป
เวอร์จิเลียจึงจะให้คำใบ้ แล้วให้เธอไปคิดหาความหมายเอง สีหน้าเบียทริซเต็มไปด้วยความดีใจ
ถึงเบียทริซจะทำเหมือนเป็นแม่มดที่ยิ่งใหญ่ต่อหน้าแบทเลอร์ เวอร์จิเลียมองเหมือนเธอยังคงเป็นเด็ก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ตาม
เวอร์จิเลียให้คำใบ้ เธอรู้จักนิทานอีสปที่เรียกว่า "ลมเหนือและพระอาทิตย์" หรือไม่ ?
เบียทริซจึงตอบว่าเคยได้ยิน เรื่องที่เกี่ยวกับลมเหนือและพระอาทิตย์แบ่งกันเพื่อชิงเสื้อคลุมของนักเดินทาง
เวอร์จิเลียอธิบายว่า วิธีที่รุนแรงและการไร้ความอดทน ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด
เบียทริซเข้าใจอยู่แล้ว เธอเข้าใจว่าเธอรีบเกินไปที่จะเอาชนะ
เวอร์จิเลียให้ตีความหมายให้ดี และยิ่งไปกว่านั้น แบทเลอร์เหมือนจะลืมบางอย่างไป แต่เบียทริซก็เช่นกัน เธอถามต่อเรื่องกฏเอาชนะของเกม
เบียทริซตอบว่า มีอะไรมากกว่าการทำให้แบทเลอร์ยอมแพ้อีกเหรอ ?
เวอร์จิเลียตอบ "เห็นไหม ? เรื่องนี้ เธอก็ยังเข้าใจผิด เธออธิบายต่อว่าการชนะของเจ้าไม่ได้ทำให้แบทเลอร์ยอมแพ้ ..... ต้องทำให้แบทเลอร์ยอมรับการมีตัวตนของเธอไม่ใช่เหรอ ?"
เบียทริซไม่เข้าใจ จะให้เธอไปประจบแบทเลอร์แล้วถามว่า "ยอมรับชั้นเป็นแม่มดเถอะ?" งั้นเหรอ .... ตอนนี้เธอแสดงท่าทางเหมือนกับสุนัขที่กำลังอารมณ์เสีย
เวอร์จิเลียยักไหล่ หัวเราะเล็กน้อยที่ลูกศิษย์มีความอดทนต่ำ แล้วให้ไตร่ตรองเรื่องคำใบ้ของเธอให้ดี คิดให้ลึกๆ การเดินของเบียทริซไม่มีผลกับแบทเลอร์อีกแล้ว อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์
เบียทริซเข้าใจเรื่องนั้นโดยไม่ต้องบอก ถึงเธอไม่เข้าใจความหมายเกี่ยวกับลมเหนือและพระอาทิตย์ แต่เธอเข้าใจที่ต้องเปลี่ยนเป้าหมาย เธอจะแสดงวิธีที่ทำให้แม้แต่อาจารย์ประหลาดใจ
เวอร์จิเลียรอเฝ้าดู และสงสัยว่าแบทเลอร์จะรับมือเบียทริซอย่างไร
(โลกจริง) เอวาอีกคน มาถามว่า เอวายอมแพ้แล้วเหรอ ? ถ้าเหนื่อยทำไมไม่ไปนอน ?
เอวาจึงตอบโต้กับเอวาร่างสาวในจิตใต้สำนึกของเธอ ถึงความพยายามในการไขปัญหา และเรื่องผู้นำตระกูลที่เธอต้องการ
เอวาอีกคน ให้เปิดประตูนั้นด้วยมือของเอวา และอ่านตัวอักษรที่เขียนบนประตู
จากนั้น เธอให้เอวาคิดคำกลอนบทแรกอีกครั้ง เมื่อคิดดีๆ คำว่าแม่น้ำและปลาหวานเป็นคำใบ้แน่นอน ตัดเรื่องปลาหวานไปก่อน ลองคิดเรื่องแม่น้ำ ปลาหวานสามารถว่ายในทะเลสาปได้ด้วย
เอวาในปัจจุบันเข้าใจบางอย่าง แต่ความทรงจำสับสนเกินไป ในห้องสมุดแถวๆ นี้ ถ้าสืบหาน่าจะเข้าใจได้
ถ้านั่นคือ "แม่น้ำปลาหวาน" และถ้ากุญแจเป็นตัวอักษร 6 ตัว .... ตอนนี้เอวาได้คำตอบแล้ว เพียงแต่ยังไม่ค่อยมั่นใจ เอวาในอดีตจึงให้เธอไปหาข้อมูลในห้องสมุด ซึ่งเล่มที่ต้องการ ไม่เหมาะที่จะอยู่ในห้องค้นคว้าของพ่อ ถ้าหาหนังสือเล่มนั้นเจอ น่าจะรู้คำตอบ
เอวาตื่นเมื่อนัตสึฮิเอาผ้าห่มมาคลุมให้ เธอเผลอหลับไป จากนั้นเธอขอตัวไปล้างหน้า
ระหว่างทางเดิน ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ ห้องสมุดนั้นอยู่ถัดไปจากห้องของคนรับใช้
แต่เดิม พ่อมีหนังสือสะสมจำนวนมาก แต่เมื่อเขาเริ่มชื่นชมกับเรื่องเวทมนตร์เป็นงานอดิเรก หนังสือสะสมจึงมากยิ่งขึ้น จนบางเล่มจึงไม่เหมาะกับห้องค้นคว้า หนังสือทั่วไปจึงถูกย้ายมาที่นี่
เอวามีปืนติดตัว เธอสังเกตรอบๆ ว่าไม่มีคนน่าสงสัยในนั้น ก่อนที่จะล็อคประตูจากด้านใน
เธอไม่คิดว่าฆาตกรจะซ่อนอยู่ที่ไหน .... สิ่งที่ทำให้เธอกลัวคือหนึ่งในพี่น้องอาจได้ยินเรื่องที่เธอกำลังสืบสวนอยู่
เอวาคุยกับตัวเธอในอดีต แม้ว่าเคลาส์กับรูดอล์ฟจะไม่ได้สังเกตว่าเอวามาที่นี่ แต่คิริเอะมีสัญชาติญาณที่ดีมาก และไม่รู้เกี่ยวกับโรซ่าเช่นกัน
เอวาคิดว่าโรซ่าโง่ เธอเป็นเช่นนั้นเสมอ แต่เอวาอีกคนไม่คิดแบบนั้น บางทีเธออาจฉลาดพอที่จะทำให้คนอื่นคิดว่าเธอโง่ก็ได้
เอวาค้นหนังสือที่ต้องการ .... เธอรู้ความหมายของคำว่า "แม่น้ำปลาหวาน" แต่ยังต้องหาข้อมูลต่อ
ดูเหมือนเอวาจะสับสนอีกครั้ง จนเอวาอีกคนต้องยุให้เธอสู้ต่อ
ในเมือง ค้นหาชายฝั่งทั้งคู่จะบอกคุณ เอวาอีกคนใบ้เรื่อง "ชายฝั่ง" (ตัวคันจิ)
เอวาพลิกหนังสือหาคำตอบต่อ .... จนเธอเจอสิ่งที่ต้องการ เธออ้าปากค้าง นี่เป็นคำตอบจริงๆ หรือ ?
เธอยังสงสัย คำตอบนี้ไม่ได้มีไม่ถึง 6 ตัวอักษร เอวาอีกคนย้ำต่อว่าอย่าหยุดที่จะคิด หาวิธีที่ทำให้อ่านได้ 6 ตัวหนังสือ ถ้าคิดไม่ออกก็ค้นหามัน

เธอคิดต่อ จนสามารถทำให้เป็น 6 ตัวหนังสือได้ เธอได้กุญแจสู่แดนทองคำแล้ว
เอวาอีกคนให้คิดต่อ เหลือเพียงใส่กุญแจในรู ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ถูกสละชีพคืออะไร ? ...... เมื่อเอวาได้ยิน ทำให้เธอตกใจมาก
Chapter 11 : Coronation
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 10.00 น.
ในสถานที่แห่งหนึ่ง เอวาเดินอยู่ในสถานที่แห่งนั้น เธอหาสวิสต์แล้วกด เมื่อสว่างมันเหมือนกับเป็นเหมืองที่มีทางเดินลงมา ก่อนหน้านี้เอวาเดินลงมาโดยปราศจากแสงไฟ มีเพียงปืนในมือเท่านั้น

เพดานสูงจนไม่คิดว่าเป็นเพียงช่องเล็กๆ เธอเดินลงมาลึกพอสมควร เมื่อเดินมาเกือบสุดมีทางเดินเปลี่ยนไปทิศตรงข้าม แต่สูงประมาณ 1 ชั้นเท่านั้น เธอพบประตูเหล็กที่สุดทาง มีอักษรสีแดงดำเขียนไว้อยู่ บางทีอาจเขียนไว้นานแล้ว
"ราตรีที่ 10 การเดินทางจะสิ้นสุดลง และเจ้าควรจะถึงหมู่บ้านแห่งทองคำ"
หัวใจของเอวาเต้นสั่นรัวๆ เมื่อเธอเห็นตัวหนังสือสีแดงนี้ มันคือ แดนทองคำของพ่อนั่นเอง
เธอเปิดประตูระหว่างถือปืนไม่ได้ เธอจึงวางปืนลง จากนั้นก็เปิดประตูออก
เมื่อเห็นห้องนี้ เธอนึกถึงห้องในคฤหาสถ์ เหมือนกับห้องรับแขกพิเศษในชั้น 2 ซึ่งเป็นที่ต้องห้าม แต่ที่นี่ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงจากโคมระย้าเท่านั้น
เตียงพร้อมผ้าห่มและเก้าอี้โยกที่ดูสบาย เฟอร์นิเจอร์และปูพรม ห้องพักราวกับฝันของหญิงสาว เธอคิดว่านี่เอาจเป็นบ้านลับของแม่มดก็ได้

เอวาไม่เชื่อเรื่องตำนานของเบียทริซ แม่มดแห่งป่า แต่ห้องนี้ทำให้เธอเชื่อว่า เบียทริซมีตัวตนและอาศัยในห้องนี้มาก่อน
ตรงกลางห้อง เธอพบกับทองคำจำนวนมหาศาล ทองที่มีสัญลักษณ์อินทรีย์ปีกเดียวสลักไว้ทุกอัน เธอไม่รู้ว่ามีถึง 10 ตันไหม แต่รู้ว่ามีนับร้อยก้อนต่อหน้าเธอ ต่อให้มีเพียงร้อยก้อนก็มีมูลค่านับพันล้านแล้วเท่าที่เธอเห็น ถ้ามีถึง 10 ตัน จะมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้าน เอวาดีใจอย่างมาก
แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทางหัวเราะแปลกๆ เธอคิดต่อ บางทีพี่ชายอาจไม่ยอมรับเรื่องทอง แต่เปลี่ยนความจริงเรื่องที่เธอพบทองไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน
เธอคิดว่าทองจำนวนมากขนาดนี้ เธอสามารถซื้อได้ทุกสิ่งในโลก สามารถช่วยบริษัทของสามีได้ และเหลือให้เงินจำนวนมากแก่จอร์จ เมื่อถึงยุคของจอร์จ จะเหมือนกับพ่อเคยทำ เขาจะคืนตระกูลอุชิโรมิยะที่เสียความน่าเชื่อถือได้ จอร์จเป็นผู้ที่เหมาะสมจะสืบทอดที่แท้จริง ที่จะรับมรดกของครอบครัวอุชิโรมิยะ

เอวาอีกคนกล่าวยินดีกับตัวเอง และยินดีกับอุชิโรมิยะ เอวา
เอวาก็ขอบคุณที่เธอมอบเวทมนตร์ที่ทำให้ได้พบกับที่นี่ แต่เอวาอีกคนปฏิเสธ ถ้าไม่ร่วมมือกันคงไม่สามารถมาถึงที่นี่ได้ ต้องยินดีกับ "พวกเรา" เอวายังเชื่ออีกว่าเบียทริซแม่มดแห่งป่ามีตัวตนจริง และใช้เวทมนตร์ได้จริง (จากทองจำนวนมหาศาลที่เห็น)
จากนั้นเอวาจึงตัดสินใจที่จะออกจากที่นี่ แต่มีเงาของใครบางคนขวางทางเธอ
เอวาหยิบปืนส่องไปที่เงานั้น เธอคิดว่าเบียทริซอาจปรากฏตัว ดูเหมือนเงานั้นก็ถือปืนเหมือนกัน
โรซ่า ? ซึ่งโรซ่าก็สงสัยว่าพี่สาวมาทำอะไรที่นี่ เอวาไม่บอก

ส่วนโรซ่าตอบกลับว่าเธอไม่น่าบอกใบ้เอวา ถ้าเธอไม่ใบ้ เธอน่าจะเป็นคนแรกที่มาถึงสถานที่แห่งนี้
ดูเหมือนโรซ่าจะรู้ว่าปลายทางของบันไดนี้ไปยังสถานที่ไหน เธอกังวลมากไปเรื่องแม่น้ำปลาหวาน ซึ่งข้อความนั้นไม่ได้มีความหมายมากอย่างที่เธอคิด ส่วนเอวาก็คิดได้เมื่อได้ยินเรื่องที่ปลาหวานมีช่วงที่ออกไปในทะเล ทำให้เธอคิดได้
เนื่องจากโรซ่าไม่ได้ต้องการเป็นผู้นำตระกูล และบอกว่าเอวาเหมาะสมกว่า แต่ก็ยังระแวงกัน อาจมีใครสักคนที่เหนี่ยวไกตอนเผลอก็ได้ บรรยากาศยังคงตึงเครียด จนเอวาเอานิ้วออกจากไกปืน
ทั้งคู่จึงตกลงที่จะลดปืนลง และคิดว่าต่างฝ่ายต่างเชื่อใจได้มากกว่าพี่น้องผู้ชายอีกสองคน แล้วไปดูสิ่งที่อยู่ในห้อง แต่ทั้งคู่ก็ยังคงมีหวาดระแวงอยู่บ้าง เตรียมรับสถานการณ์ที่อีกฝ่ายอาจหันปืนใส่
โรซ่าอ้าปากค้าง และพูดไม่ออกกับทองคำจำนวนมหาศาลที่ได้เห็น
ทั้งสองเดินกลับผ่านสวนดอกกุหลาบ ทั้งคู่ต้องระวังไม่ให้ใครเห็น
ทั้งสองตกลงส่วนแบ่งกันที่สวนดอกกุหลาบ โรซ่าเสนอ 50% สำหรับผู้นำตระกูล แล้วแบ่งใน 50% จะได้ 12,500 ล้านเยน แต่เธอพอใจที่ 2,500 ล้านเยนก็พอ ซึ่งรูดอล์ฟไม่น่าแย้ง น่าจะมีแต่เคลาส์ที่ไม่พอใจ เอวาดูจะไม่โต้แย้งเรื่องนี้
โรซ่าเสนอต่อว่า เนื่องจากเธอเป็นคนที่สองที่พบมัน เธออยากให้เอวาจ่ายเร็วสักหน่อย ใน 3 เดือน เธอต้องการเงิน 150 ล้านเยน เอวาก็ไม่คัดค้านข้อเสนอนี้

แต่เอวาค้านเรื่องที่จะบอกเรื่องนี้กับพี่น้องอีกสองคน เป็นเรื่องที่ไม่ปลอดภัย ถ้าทองถูกพบพี่เคลาส์อาจเอาไปทั้งหมด
โรซ่าไม่พอใจเรื่องนี้ ต่างจากที่ตกลงไว้ว่าจะประกาศเรื่องนี้ เพื่อยุติเรื่องกฏของทองคำนั้น ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะสูญเปล่า
ถึงโรซ่าจะเข้าใจคำเตือนของเอวาที่ให้ระวังคนอื่น แต่เธอก็ไม่ไว้ใจเอวาที่อาจยึดทองทั้งหมดไว้กับตัว เพราะเอวาก็เหลี่ยมจัดเช่นกัน โรซ่าต้องการแค่ส่วนแบ่งของเธอ ไม่สนใจแผนการณ์ของเอวา
เมื่อพูดถึงฆาตกร โรซ่าคิดว่าเป็นเพียงการเล่นตลกของคนใช้ และดร.นันโจโกหก เมื่อพูดเรื่องทองดร.นันโจก็ย้ายไปที่อื่น ราวกับให้พวกพี่น้องพยายามไขปริศนาคำจารึก เขาอาจหาศพที่มี 6 นิ้วที่ขาทั้งสองข้างคล้ายคินโซมากุเรื่องนี้ก็ได้
ทั้งสองคุยกันต่อ โรซ่าจะไม่ยอมฟังเอวาอีก จนเอวายอมที่จะบอกพวกพี่น้อง โรซ่ากำหนดไว้ว่าให้เวลาเพียงคืนเดียว นั่นเป็นคำขาดของเธอ ระหว่างนั้นเธอจะเงียบไปสักพัก
เอวาเริ่มตะหนักแล้วว่าโรซ่าเจ้าเล่ห์กว่าที่เธอคิด ด้านโรซ่าก็ยอมรับว่าเธอแกร่งขึ้นกว่าตอนเป็นเด็ก โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่มีมาเรีย
โรซ่ากล่าวว่าเชื่อใจเอวาว่าจะเป็นผู้นำตระกูลที่ยุติธรรม เอวาพูดเสียงหนักแน่นว่ามันแน่นอนอยู่แล้วที่จะแบ่งทองทั้งหมดให้กับเหล่าพี่น้อง.....
.....ในเวลาเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ณ.สถานที่พบทอง เอวา(สาว)ปฏิเสธคำพูดนั้น แต่เสียงนั้นนอกจากโรซ่าจะไม่ได้ยินแล้ว เอวาในตอนนี้ก็อาจจะไม่ได้ยินอีกด้วย
มีเสียงหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ตอบรับความสามารถที่จะเป็นผู้นำตระกูลอุชิโรมิยะของเธอ....เบียทริซปรากฏตัวต่อหน้าเอวา(สาว) เธอจำได้เพราะชุดที่เบียทริซใส่

เบียทริซกล่าวชมความสามารถของเธอที่ไขปริศนาคำจารึกได้ และมอบสิทธิ์ของผู้นำตระกูลอุชิโรมิยะให้กับเธอ โดยมอบแหวนผู้นำตระกูลที่สวมอยู่บนนิ้วของเธอให้แก่เอวา(สาว)
เมื่อเอวา(สาว) สวมแหวนบนนิ้วของเธอ ทำให้เกิดความรู้สึกที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เบียทริซมอบทุกอย่างให้แก่เธอ ทั้งสมบัติ, ตำแหน่งผู้นำอันทรงเกียรติ รวมทั้งชื่อของ "Endless Witch" แก่เธอด้วย ซึ่งเป็นพลังเวทมนตร์ทั้งหมดของเธอ
เมื่อประกาศเช่นนั้น สถานที่เปลี่ยนเป็นห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยฝูงชนเต็มไปหมด และผีเสื้อสีทองบินโดยรอบ
เบียทริซนั่งบนบังลังค์ถือไม้เท้าสีทอง เอวา(สาว) คุกเข่าแล้วก้มหน้าลง
คนรับใช้หัวแพะ นำสัญลักษณ์ปีกอินทรีย์มาใส่ให้กับไม้เท้า ประกาศมอบตำแหน่งให้กับเอวา(สาว) จากนั้นให้เธอหลับตาลง แล้วมอบไม้เท้าให้แก่เธอ
แสงสีทองเจิศจรัสรอบร่างของเอวา (สาว) ชุดของเธอเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นชุดที่สวยงามสำหรับแม่มด
(จากนี้ไปขอเรียกว่า "เอวาเบียทริซ" ซึ่งในเรียกจะเรียกว่าเบียทริซคนใหม่, ส่วนเบียทริซเดิม จะเรียกว่า "เบียโตะ")
เวอร์จิเลียปรากฏตัว กล่าวแสดงความยินดีกับเบียทริซคนใหม่
โรโนเวก็แนะนำตัวในฐานะปีศาจรับใช้ และรับคำสั่งสุดท้ายจากเบียทริซคนก่อนให้รับใช้เธอ
เด็กสาวผมทอง ให้เอวาเบียทริซขอบคุณเธอ ถ้าเธอลงนามยอมรับล่ะก็ เอวาเบียทริซไม่สามารถเป็นแม่มดได้เช่นกัน เบียโตะจึงแนะนำให้รู้จักแลมบ์ด้าเดลต้า แม่มดจากสภา(แม่มด) ที่รับรองให้เอวาเบียทริซเป็นแม่มด และกลายเป็นผู้ดูแลเอวาเบียทริซ

เอวาเบียทริซจะขอบคุณแบบงงๆ จนทำให้แลมบ์ด้าเดลต้า เห็นว่า เธอไม่มีมารยาทและอยากยกเลิกการรับรองเธอ แต่เด็กสาวผมน้ำเงินปรากฏตัว แล้วแย้งว่าเธอก็ไม่ควรแสดงท่าทางเหมือนเด็กๆ และแสดงความรับผิดชอบเช่นกัน
เบียทริซรุ่นก่อน จึงแนะนำแลมบ์ด้าเพิ่มเติม เรื่องที่แลมบ์ด้าเดลต้า เป็นแม่มดแห่งความมั่นคง ผู้สร้างชะตากรรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่เห็นใจคนที่โชคร้าย ไม่ได้รับรางวัลแบบเอวาเบียทริซ จากนั้นแนะนำเบิร์นกัสเทล ผู้ที่พอใจอะไรได้ยาก
เบิร์นก็แย้งว่าเธอมางานนี้เพราะหาโอกาสได้ยากในช่วงพันปี และได้ยินว่ามีเหล้าสาเกรสชาติดี
เด็กสาวอีก 7 คน มาแสดงความยินดี พวกเธอยืนเรียงเป็นแถวตรง เบียทริซรุ่นก่อน ก็แนะนำพวกเธอในฐานะผู้รับใช้
(Meta World) แน่นอนว่าแบทเลอร์ประหลาดใจ และไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น
เบียทริซออกมายอมรับว่านั่นเป็นกฏที่เธอเขียนไว้ในจดหมาย และไม่คิดว่าจะมีคนไขปริศนาได้เช่นกัน แต่เมื่อมีคนไขปริศนาได้ เธอก็ต้องทำตามกฏที่วางไว้
เขาไม่รู้ว่าเป็นการเล่นตลกอะไรอีกหรือเปล่า จึงเรียกเวอร์จิเลียให้มาอธิบาย
เวอร์จิเลียกล่าวถึงการมอบตำแหน่งให้ แต่ก็บอกแบทเลอร์อย่าเพิ่งหลงเชื่อ "การอธิบาย" ของเบียโตะ เรื่องงานพิธีมอบตำแหน่งที่เห็น
แบทเลอร์ยังคงตกใจที่เอวาได้ทั้งตำแหน่งผู้นำตระกูล และทองอีก 10 ตัน รวมทั้งชื่อของ "แม่มดทองคำ" และเขาควรคิดว่าเอวาที่เห็นและป้าเอวา เป็นคนๆ เดียวกัน
เบียโตะกล่าวต่อ ตอนนี้เธอมอบนามของเบียทริซให้แก่เอวา(สาว) ไปแล้ว ตอนนี้เธอไม่มีชื่อ จึงถามแบทเลอร์ว่ามีชื่อที่เหมาะสมกับเธอหรือไม่ ? ชื่อที่สง่างามและดูน่ารักนิดๆ
แบทเลอร์ตอบทันที ว่าเบียโตะก็เหมาะอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต่างจากเบียทริซเดิมนัก
เบียโตะก็ไม่ได้ขัดกับชื่อนี้ เพียงแต่ฟังแล้วก็รู้สึกน่าเบื่อเหมือนกัน
โรโนเว หัวเราะ เคยมีคนบอกว่าอุณหภูมิของชาดำ และหัวใจผู้หญิงเป็นเรื่องที่เข้าใจยากในบางช่วงเวลา
เวอร์จิเลียเตือนแบทเลอร์ เรื่องสถานการณ์ในขณะนี้ที่เขาน่าจะได้เปรียบยิ่งขึ้น
แบทเลอร์มองงานเลี้ยงการมอบตำแหน่งให้แก่เอวาเบียทริซ มองเห็นรอยยิ้มของเธอ ถึงเสียงของเขาจะไปไม่ถึง แต่เขาก็กล่าวแสดงความยินดีต่อป้าเอวา
ถึงเขาจะยังคงไม่ยอมรับเรื่องแม่มดทองคำ แต่ก็ยอมรับในความพยายามของเธอที่ทำให้ความฝันให้เป็นจริงได้ ระหว่างนั้นเบียทริซก็ตบมือสรรเสริญในฐานะผู้ที่ไขปริศนาทองคำได้
รอยยิ้ม, เสียงชมเชย และเสียงตบมือของทั้งคู่ดังขึ้น

Chapter 12 : The New Witch
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 10.30 น.
โรซ่ากลับมาถึงล็อบบี้ในบ้านพักรับรอง เธอเหนื่อยแต่รู้สึกว่าไม่ควรที่จะพัก
เมื่อรูดอล์ฟให้เธอพัก เธอบอกว่าไปอาบน้ำให้สดชื่นขึ้นแล้ว
นัตสึฮิเสนอให้รูดอล์ฟและคิริเอะไปพัก แต่เมื่อรูดอลร์ฟปฏิเสธ คิริเอะก็เช่นกัน เธอควรยืนเคียงคู่กับรูดอล์ฟในฐานะภรรยา จนนัตสึฮิแซวว่าทั้งคู่สนิทกันดี
เคลาส์จึงบอกว่าเอวาและฮิเดโยชิดูเหมือนจะไม่สบาย อายุที่มากกว่า คงทนแบบโรซ่าไม่ได้
ประตูล็อบบี้เปิดออก คู่เอวาและฮิเดโยชิกลับมาจากห้อง เธอตอบโต้คำพูดของเคลาส์เล็กน้อย ก่อนที่จะทักโรซ่าว่าไม่ไปนอนเหรอ ด้วยรอยยิ้ม
โรซ่ายิ้มตอบ ว่าเธอหายง่วงเพราะอาบน้ำแล้ว และให้รูดอล์ฟกับคิริเอะไปพัก
รูดอล์ฟก็เสนอให้พี่ใหญ่ไปพัก เคลาส์ปฏิเสธในฐานะพี่คนโต นัตสึฮิบอกทั้งคู่ไม่ต้องกังวล เพราะต้องตื่นในช่วงหลังอยู่ดี
คิริเอะสังเกตว่าเอวาสีหน้าซีดลง ฮิเดโยชิเข้าใจว่าเธออาจเป็นไข้เล็กน้อย จึงเอามือจับหน้าผากของเอวา
เคลาส์ให้นัตสึฮิไปตามดร.นันโจมา แต่เอวาปฏิเสธ เธอทานยาแล้วน่าจะดีขึ้น ไม่ต้องเป็นห่วง
โรซ่าให้เธอทำตัวตามสบายดีกว่า
เอวาขอบคุณ แต่เธอรู้สึกว่าเมื่อเธอหลับ แล้วมีพวกพี่น้องรวมกันอยู่ เธอจะถูกนินทา
โรซ่าบอก เธอไม่ได้พูดอะไร คิดว่าเธออาจพูดเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับเอวาเมื่อไม่อยู่งั้นเหรอ
เอวาเงียบ โรซ่าจึงพูดต่อ ว่าเธอทำอะไรแปลกไปจากเดิม พักสักหน่อยไม่ดีเหรอ ?
เอวาตอบ เธออาจคิดเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้ปวดหัวก็ได้
โรซ่าจึงบอกว่าเธอควรจะพักเพื่อให้อาการดีขึ้น
เอวาขอบคุณอีกครั้ง และไว้ใจในสิ่งที่โรซ่าพูด และพักสักนิด จากนั้นเธอก็เดินไปที่ห้องพัก
ฮิเดโยชิไม่เข้าใจว่าเธอโมโหอะไร เขากล่าวขอโทษทุกคนแล้วขอตัวไปพัก
เคลาส์รู้สึกสถานการณ์จะดูแปลกไป คิริเอะไม่แปลกใจจากสิ่งที่เกิดขึ้น และสภาพแวดล้อมรอบตัว โรซ่าเริ่มห่วงมาเรียที่อาจแสดงท่าทีแปลกๆ ในสภาพแบบนี้
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นสอง ซึ่งบ้านพักไม่ได้เป็นสิ่งก่อสร้างราคาถูกๆ จึงไม่น่าจะได้ยินเสียงนั้น เสียงเหมือนกระทืบเท้าบนพื้น ..... เป็นเสียงมาเรียที่ร้อง "อูว" ต่อเนื่อง
โรซ่าจับหัว ส่ายหน้า และถอนหายใจ พวกผู้ใหญ่คนอื่นทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนั้น
คนที่อยู่ข้างบนชั้นสอง มาที่ล็อบบี้
มาเรียกำลังร้องไห้ และอยู่กับญาติพี่น้องคนอื่นรวมทั้งนันโจ พวกเธอห้ามมาเรียแต่เธอไม่ฟัง
โรซ่าจึงถาม พวกพี่น้องจึงตอบว่าเธอเป็นห่วงดอกกุหลาบของเธอในสวน หลังจากที่ฝันถึงมัน
มาเรียเป็นดอกกุหลาบของเธอกับเบียทริซ เบียทริซอาจไม่พอใจถ้าเธอไม่ดูแลมันให้ดี
โรซ่าโมโห ตะคอกให้มาเรียหยุด แต่ทำให้มาเรียร้องเสียงดังยิ่งขึ้น
ดร.นันโจแนะนำว่าอย่าดุว่าเด็ก ในเวลาแบบนี้ควรจะให้นมอุ่นหรือบางอย่างกับเด็ก
เคลาส์สงสัยว่ามีหรือไม่ นัตสึฮิจึงตอบว่านมหมดไปตั้งแต่อาหารเช้าแล้ว
รูดอล์ฟจึงถามว่าใครมียาระงับประสาทที่ใช้กับเด็กหรือเปล่า ที่เป็นเม็ดสีเงิน
โรซ่ารีบตอบด้วยอารมณ์ว่าเธอมี เดี๋ยวจะหามาให้มาเรีย
เธอค้นกระเป๋าของเธอ และพบขวดยา แต่ก็ว่างเปล่า เธอเขย่าขวดหลายครั้งก็ไม่มีเสียง เสียงร้องมาเรียยังคงดังต่อเนื่อง
ที่ห้องพัก เอวานอนบนเตียง ฮิเดโยชิน้ำผ้าชุบน้ำมาวางบนหน้าผากของเอวา
เอวาเอามือวางทับบนมือของเขา และบอกว่ามือเขาเย็น
ฮิเดโยชิบอก เธอกำลังอาการดีขึ้น ไม่ต้องกังวล ยากำลังออกฤทธิ และมือเขาเป็นเวทมนตร์ ถ้าวางบนหน้าผากแบบนี้จะทำให้ไข้หมดไป เธอไม่ต้องกังวล ให้หลับตาลง
เอวาก็รู้สึกได้ถึงเวทมนตร์ของเขาเช่นกัน
ฮิเดโยชิเรียกมันว่าผลของ Placebo แต่เขาก็ไม่พูด ถ้าเอวารู้สึกว่ามือเขามีเวทมนตร์จริงก็เป็นเรื่องที่ดี
(Placebo Effect = ความรู้สึกว่าจะหายตามสรรพคุณที่แนะนำ เช่น ยาที่แนะนำว่าดีจริง แม้ว่าประสิทธิภาพจะไม่ดีเลิศขนาดนั้น ก็อาจทำให้บางคนหายป่วยได้ เป็นต้น บางทีอาจเป็นเม็ดแป้งธรรมดาก็ทำให้คนหายป่วยได้)
เอวาพูดเรื่องเวทมนตร์ สงสัยว่ามีจริงไหม ฮิเดโยชิยอมรับว่ามี ถ้าเชื่อมั่นต่อสิ่งนั้น
เธอสงสัยต่อว่าแม่มดจะมีจริงไหม เขาจึงตอบว่าถ้าหมายถึงแม่มดแห่งป่า เบียทริซ อาจจะมีจริงสำหรับผู้ที่เชื่อถือ เช่นเดียวกับพระเจ้า ที่แสดงตัวต่อผู้ที่เชื่อมั่นเท่านั้น
เอวาบอกว่าเหมือนกับเธอ เมื่อก่อนเธอใช้เวทมนตร์ได้ ฮิเดโยชิยิ้ม และตอบว่าเธอคงจะเป็นแม่มด
เธอเล่าถึงความฝันของเธอ ที่หลายๆ อย่างเป็นไปตามที่เธอต้องการเหมือนความฝัน และพูดถึงตัวตนอีกคนที่อยู่ในตัวเธอ ถึงเธอไม่เชื่อเรื่องเบียทริซ แต่เชื่อว่ามีแม่มดอยู่ในใจของเธอ
ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าแม่มดในตัวเธอ กำลังถูกชักจูงโดยเบียทริซ
ฮิเดโยชิชวนคุยเรื่องอดีต เมื่ออดีตที่พวกเราไปในประเทศที่อันตราย และรถบัสถูกปล้น เขาต้องไล่พวกมันไป
ท่าทางยาจะออกฤทธิ์ เอวาขอให้อย่าปล่อยมือจากหน้าผาก แม้ยามที่เธอหลับ และปกป้องเธอด้วย
เขาก็รับปาก เอวาจึงหลับตาลง
ในขณะนั้น เสียงจากห้องโถงดังมาก เสียงจากมาเรียที่ร้องอูว และโรซ่าที่บอกให้เธอหยุด
เสียงนั้นอาจก่อให้เกิดความรำคาญ หรือเธอเริ่มปวดหัวอีก เธอครางเหมือนเจ็บปวด และใช้ผ้าห่มคลุมหน้าตัวเอง
อีกด้าน หลังจากว่ามาเรีย โรซ่าก็พาเธอไปจากล็อบบี้ต่อหน้าทุกคน
ฮิเดโยชิไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของโรซ่า แต่เป็นห่วงว่า เสียงนั้นจะทำให้อาการของเอวาแย่ลง เขาจึงขอตัวออกไปดู เอวาไม่ได้พูดอะไรหรืออาจหลับไปแล้ว
เมื่อปลดโซ่คล้อง แล้วเปิดประตู ฮิเดโยชิพบโรซ่าพอดี จึงถามสถานการณ์และเห็นว่ามาเรียยังคงร้องอยู่
ฮิเดโยชิของให้เธอสงบเสียงลงเพื่อเอวา แต่มาเรียก็ไม่ฟัง
โรซ่าตบแก้มของมาเรีย อุ้มเธอ แล้วปิดปากลูกสาว พาไปที่ทางออก เพื่อให้ห่างจากห้องของฮิเดโยชิ
เอวาสงสัยว่ามาเรียอาละวาดอีกแล้วเหรอ ฮิเดโยชิบอกว่าใช่ ที่ว่าจอร์จของเราเป็นลูกที่ดีก็ท่าจะจริง เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ
เธอขอมือของฮิเดโยชิอีกครั้ง เขาจึงวางมือบนศีรษะของเธอ สีหน้าเธอเริ่มดีขึ้น
ที่หน้าทางเข้า โรซ่าไม่รู้ว่าจะพามาเรียไปที่ไหน ที่ล็อบบี้ก็ไม่ได้ ที่ทางเดินก็เสียงดังถึงห้องฮิเดโยชิ
โรซ่าถามลูกสาวว่าต้องการเห็นดอกกุหลาบมากใช่ไหม ?
มาเรียพยักหน้า เธอพยายามรักษากุหลาบของเธอกับเบียทริซเอาไว้ นั่นทำให้โรซ่าเริ่มปวดหัว
โรซ่าจึงพูดว่าจะไปดูในวันพรุ่งนี้ มาเรียเริ่มร้องอีกครั้ง เธอจึงรีบเอามืออุดปาก
โรซ่าสงสัยว่าต้องทำยังไงมาเรียถึงฟังที่แม่พูด มาเรียหยุดร้องทันที ดูไม่เป็นธรรมชาติเลย
มาเรียให้เงื่อนไขว่าถ้าเห็นดอกกุหลาบของเธอ จะเงียบทันทีจนถึงพรุ่งนี้
โรซ่าคิดว่าถึงสถานการณ์จะดูอันตราย แต่ตั้งแต่เช้าไม่มีใครตายเพิ่มอีก น่าจะเป็นการเล่นตลกของพ่อจริงๆ เธอจึงรับคำ แต่ก็เขกหัวมาเรียเมื่อเห็นท่าทางหัวเราะแบบแปลกๆ
โรซ่าเตรียมปืน และคิดว่าเป็นเพียงการเล่นตลกที่พ่อสร้างขึ้น

(Metaworld) แบทเลอร์พยายามบอก ไม่อยากให้โรซ่าออกไป เพราะรู้ว่าจะต้องสละชีพในราตรีที่สองแน่ๆ และไม่มีใครสังเกตทั้งสองเลย ซึ่งต่างคนก็ต่างทำเรื่องอื่น จึงไม่ได้สนใจแม่ลูกคู่นั้น
แบทเลอร์ได้แต่ขอให้คนที่ใกล้ที่สุดแบบฮิเดโยชิ สังเกตว่าทั้งสองกำลังออกไปที่ประตูหน้า
เสียงนั้นไปไม่ถึง ฮิเดโยชิที่ใส่ใจกับเอวา ไม่ได้สังเกตโรซ่ากับมาเรียเช่นกัน
เบียทริซได้แต่หัวเราะต่อแบทเลอร์ เขาไม่จำเป็นต้องร้อนรนแบบนั้น น่าจะพอใจกับเกมในราตรีที่สองที่กำลังจะเกิดขึ้นมากกว่า
(โลกจริง) โรซ่าและมาเรียไปถึงสวนดอกกุหลาบ มาเรียดีใจที่พบกุหลาบของเธอ
โรซ่าสังเกตเห็นประกายแสงสีทองจากมุมมืดในสวนดอกกุหลาบ
ตัดมาที่ด้านห้องของฮิเดโยชิ เขากำลังคุยกับเอวา และถามว่าให้เรียกดร.นันโจไหม
เอวาหายใจดัง และไม่ต้องการให้เขาไปไหน
ฮิเดโยชิจึงตั้งเงื่อนไขว่า เขาจะอยู่ที่นี่ แต่ช่วงบ่ายเธอจะต้องให้ดร.นันโจตรวจ เธอยอมรับ
อาการเธอหนัก เธอเพ้อว่า อย่าไป หลายครั้ง
ด้านโรซ่า เธอเห็นร่มขยับอยู่ จึงโยนร่มตัวเองทิ้ง แล้วถือปืน มาเรียทักว่าเป็นป้าเอวา

เอวาปรากฏตัวมาคุยกับเธอ โรซ่าไม่ต้องการให้คุยเรื่องที่ตกลงไว้ต่อหน้ามาเรีย โดยเฉพาะเรื่องส่วนแบ่ง
เอวาหัวเราะเมื่อได้ยินคำว่าส่วนแบ่ง เป็นเสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจ
มาเรียพูดแปลกไป เธอไม่คิดว่านั่นเป็นป้าโรซ่า แล้วถามว่าเธอเป็นใคร
เอวาหัวเราะลั่น
"ส่วนแบ่งของแก!? ใครจะให้แกล่ะ !? ทั้งหมดเป็นของชั้น! มันกลายเป็นของชั้น แม่มดทองคำเบียทริซ!!!!"
อีกด้าน เอวาที่อยู่กับฮิเดโยชิอาการหนักขึ้น เธอร้องว่าอย่าไป พูดเหมือนกับใครสักคนพยายามดึงเธอไป
ด้านเอวาในสวน เธอแสดงชุดในฐานะเบียทริซมา เธอบอกเรื่องที่ไม่คิดจะให้ส่วนแบ่งคนที่ไม่ลำบากแบบเธอ และเอ่ยถึงชื่อของเบียทริซ
มาเรียดีใจที่ได้เห็นเบียทริซ
เอวาเบียทริซปฏิเสธเรื่องที่เป็นพี่ของโรซ่า ตอนนี้เธอเป็นคนใหม่
โรซ่าไม่เชื่อเรื่องว่าเธอเป็นเบียทริซจริง เธอควรตายไปเมื่อ 19 ปีก่อน และเธอเริ่มเข้าใจว่าพี่สาวเธอเริ่มบ้าเพราะเรื่องทอง
เอวาเบียทริซขอคำแนะนำต่อโรโนเว เขาปรากฏตัว และให้คำแนะนำว่าเธอสามารถใช้เวทมนตร์ได้ดั่งใจนึก

เอวาเบียทริซเลือกทั้งคู่เป็นเหยื่อในราตรีที่สอง แต่ก็นับเป็นเหยื่อรายแรกของเธอหลังจากเป็นแม่มด
สิ่งแรกที่เธอคิด คือ แรงโน้มถ่วง ปลดปล่อยจากแรงโน้มถ่วง สายลมพาทั้งสองลอยขึ้นไปบนฟ้า
โรซ่าตกใจกับสิ่งที่เห็น เท้าเธอตอนนี้ไม่ติดพื้น และอยู่กลางอากาศ
เอวาเบียทริซ นึกถึงอดีต ที่ทั้งสองเล่นเป็นแม่มด แล้วอยากบินบนฟ้า ความฝันนั้นเป็นจริงแล้ว
โรซ่าคิดว่าเป็นความฝัน
เอวาเบียทริซบอกว่านี่เป็นฝันที่เธอจะไม่มีวันตื่นขึ้น เธอดูสนุกกับการลอยบนอากาศท่ามกลางสายฝน
ทั้งสองลอยสูงมาก เมื่อมองคฤหาสถ์บนเกาะ เห็นมันเล็กนิดเดียว
โรซ่าให้หยุดและขอโทษ ปล่อยเธอลงไป
เอวาเบียทริซทำตามคำขอ พายุที่พัดโรซ่าหายไป เธอร่วงลงไปข้างล่างทันเธอ.....โรซ่ากรีดร้อง
ความจริงเอวาเบียทริซไม่คิดจะปล่อยเธอลงไปทั้งอย่างนั้น เพียงแต่เธอยังใช้เวทมนตร์ไม่คล่อง เธอหัวเราะ
ความสูงประมาณ 100 เมตร ร่วงราวกับลูกดิ่งลงไปบนสวนดอกกุหลาบ
โรซ่าตายทันที ร่างแหลกเป็นเสี่ยง
แต่แม่มดยังไม่ต้องการฆ่าเธอ จึงชุบชีวิตเธอขึ้นมาใหม่ ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจาย กระดูกที่เสียหาย คืนสภาพกลับเป็นดังเดิม โรซ่ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
แม่มดทึ่งกับความสามารถของเธอที่ฟื้นชีวิตคนตายได้
โรโนเวปรากฏตัวยืนยันความสามารถของเธอ การฆ่าและฟื้นคืนได้อย่างไม่จำกัด นั่นเป็นความสามารถของ Endless Witch ราชินีผู้คุมวัฏจักรความเป็นและความตาย
เอวาเบียทริซ นึกถึงสมัยก่อนที่เคยทำอ่างเลี้ยงปลาที่สวยงามตกแตก รวมทั้งปลาทองที่น่ารักของเธอ เธอไม่สามารถทำให้มันกลับคืนมาได้ เป็นบทเรียนว่า ต้องไม่พังสิ่งของ ต้องไม่ฆ่าใคร เพราะมันแก้ไขไม่ได้
แต่ตอนนี้มันต่างไป เธอได้รับพลังนั้นมาครอบครองแล้ว
โรซ่าฟื้นคืน เธอร้องเพราะความรู้สึกที่ตกลงมา
เอวาเบียทริซ ตามลงมาที่ฟื้นด้านล่าง เธอสนุกกับสิ่งที่เห็น และจะเล่นสนุกกับโรซ่า
นึกถึงวัยเด็กที่พวกเธอนึกถึงทะเลเยลลี่ และภูเขาที่เป็นเค้ก เธอจึงขอเริ่มที่ทะเลเยลลี่ก่อน
โรซ่าขอให้หยุด แต่ไม่ทันเสียแล้ว
โรซ่าถูกพาขึ้นไปอากาศอีกครั้ง ฝนกลายเป็นน้ำส้ม สวนดอกกุหลาบหายไปกลายเป็นทะเลที่ผิวเหมือนเยลลี่
สีเปลี่ยนไป มีทั้งสีดำคอฟฟี่, แดงสตอเบอรี่, เหลืองพายแอ๊ปเปิล, เขียวเมลอน, ขาวแอปเปิ้ล
โรซ่าร่วงลงไปในทะเลหลากสี ตกลงไปในสีม่วงองุ่น
ทะเลนั้นไม่มีก้น ระหว่างที่จมเธอเห็นฝูงปลาจำนวนมากที่ผิวทำจากองุ่น

เธอจมดิ่งลงไปลึกขึ้น ลึกขึ้น
ด้วยแรงกดน้ำ ปอดเธอเริ่มแตก กระดูกสันหนังเริ่มแตก สุดท้ายร่างเธอถูกบีบอัดจนเล็ก เหมือนก้อนมีทบอล
เอวาเบียทริซ หัวเราะอีก เธอทำให้โรซ่าตายในทะเลเยลลี่แบบที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้
เมื่อเธอดีดนิ้ว มีทบอลก้อนนั้นกลายสภาพกลับคืนมาเป็นโรซ่าอีกครั้ง เธอลอยเป็นฟ้า
ต่อไปเป็นภูเขาเค้ก ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำและขาวเหมือนกับตารางหมากรุก
สีขาวของชีสเค้ก และสีดำของช็อคโกแล็ค
มันกลายเป็นเพดาน และภูเขา เค้กหลายพันล้านชิ้นตกลงมาใส่โรซ่า
กลายเป็นเขาสูงกว่าเอเวอเรสต์ และอาจจะหนักกว่าเค้กทั้งญี่ปุ่นมารวมกัน
มันตกลงมาแล้วกลืนโรซ่าเข้าไป ร่างโรซ่าแหลกสลายในเสี้ยววินาที ถูกทับด้วย
ตอนนี้เธอไม่ต่างจากแยมที่เคลือบระหว่างชั้นของเค้ก ร่างเธอถูกบีบบางกว่าเส้นผม บางทีอาจจะปกคลุมได้ทั้งคอร์ทเทนนิสก็ได้

โรซ่าถูกคืนชีพอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ความฝัน เธอฟื้นจากความตาย
แม้ว่าโรซ่าจะวิงวอน เอวาเบียทริซ ก็สนุกกับการทรมานเธอต่อไป
คราวนี้เธอทำให้ร่างโรซ่าเป็นผีเสื้อสีทองขนาดเท่าผีเสื้อจริง บินตามฝูงผีเสื้อทองคำ
เธอถูกจับโดยเตียงที่นุ่ม เหมือนเปล อยู่ในมุมมืดใต้ที่พักในสวนดอกกุหลาบ ซึ่งไม่น่ามีแขกมาพักที่นี่ในยามที่ฟ้าฝนคะนอง
ร่างของเจ้าของที่เป็นแมงมุมขนาดเท่าฝ่ามือคน ปรากฏตัวต่อหน้าโรซ่า เธอกรีดร้อง
เอวาเบียทริซหัวเราะ เธอนึกถึงอดีตที่เล่นโยนกรวดไปใส่ใยแมงมุม และเล่าว่าแมงมุมกินเหยื่อโดยฉีดพิษเข้าไปในใยที่พัน แล้วดูเหยื่อที่ละลายจนเหลวออกมากินเหมือนซุป แล้วนึกถึงอดีตที่โรซ่าเอาผีเสื้อไปโยนใส่ใยแมงมุมเพื่อดูว่ามันจะกินยังไง คราวนี้เธอจะเข้าใจเพราะเห็นแบบใกล้ชิด
โรซ่าได้แต่ขอชีวิต ก่อนที่กรีดร้องโหยหวน จนฟังไม่ได้ศัพท์
(Metaworld) เบียโตะหัวเราะต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นว่าเธอเริ่มเข้าใจความสนุกของเวทมนตร์

แบทเลอร์ร้องไห้เช่นเคย เบียโตะพูดถึงความสนุกของเวทมนตร์ เธอดูจะชื่นชมกับสิ่งที่เห็น โดยไม่มีท่าทางหวาดกลัวหรือเห็นใจกับภาพที่โหดร้ายนั้น ราวกับต้องการแบ่งความรู้สึกสนุกสนานให้กับแบทเลอร์
เวอร์จิเลียก็ไม่สามารถหยุดได้ เธออยู่นอกกระดานหมากรุกเช่นเดียวกับแบทเลอร์
แบทเลอร์ยังคงร้องต่อไปไม่หยุด เขาไม่อยากเห็นคนในครอบครัวต้องมาฆ่ากันแบบนั้น
เบียทริซอธิบายสนุกสนานเช่นเคยจนกระทั่ง .....
..... เป็นครั้งแรกที่แบทเลอร์เข้าไปตบหน้าเบียทริซ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแบทเลอร์ทำแบบนั้น สีหน้าของเบียทริซเต็มไปด้วยความแปลกใจ

แบทเลอร์พูดสุดเสียง
"นี่มันน่าสนใจนักเหรอ !?, หัวของเธอเป็นอะไรกัน !? ตาย! ลองเปิดกระโหลกเธอดูสิ ชั้นว่ามันคงจะกลวงแน่!!! หยุดมันเดี๋ยวนี้, หยุดการเล่นตลกที่น่าสะอิดสะเอียนซะ!! ชั้นจะไม่ให้อภัยเธอ !!! ทำไมถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ !!! ชั้นคิดว่าเธอจะเป็นคนสนุกนิดๆ แต่ชั้นจะไม่คิดผิดแบบนั้นอีกแล้ว! เธอมันเป็นปีศาจที่มีแต่ความโหดร้าย!!! อย่าแสดงตัวตนต่อหน้าชั้นอีก !! ไม่ต้องมาอีกเลย!! ชั้นจะไม่ยอมรับเธอ, ไม่พูดกับเธอ!! ได้ยินไหม !? ไม่ต้องเสนอหน้ามาพบชั้นอีก!! หายไปซะ ................."
ช่วงพริบตานั้น เบียโตะเห็นแสงสว่างจากแบทเลอร์ เป็นแสงของเวทมนตร์ พลังนั้นต่อต้านแม่มดเหมือนกำแพงสีแดง และผลักเบียโตะกระเด็นจนล้ม
สีหน้าเบียโตะเปลี่ยนไป เธอไม่เข้าใจว่าเขาไม่สนุกกับโชว์แบบนี้เหรอ แต่ร่างของแบทเลอร์ก็หายไปจากที่นั่นแล้ว เธอพึมพัมกับตัวเอง ก่อนจะถามอาจารย์
เวอร์จิเลียถึงสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ก็รู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เห็น และไม่เห็นด้วยกับการเล่นสนุกของเบียโตะ เธอไม่ขออยู่ดูเช่นกัน ถ้ามันจบแล้วค่อยเรียกเธอมาอีกครั้ง จากนั้นเวอร์จิเลียก็จากไป
เบียโตะอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียว เธอเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนเลว
เธอถามโรโนเว เขาตอบว่าโชว์นี้สนุกสำหรับนายหญิง แต่ท่านแบทเลอร์ไม่ชอบ
เบียโตะแสดงสีหน้ากังวล จึงถามว่า
"เขาจะเกลียดเธอไหม ? ถึงตอนนี้เราจะเป็นศัตรูในการแข่งขัน แต่ชั้นไม่อยากให้ความสัมพันธ์แย่จนเราไม่สามารถสนุกร่วมกันได้ !? เมื่อชั้นชมเชย (เอวาเบียทริซ) ร่วมกับเขา ชั้นรู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็ยังหัวเราะพร้อมกันได้ ....... เขาจะปฏิเสธชั้นจนเราไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกหรือเปล่า ?"

เบียโตะยังพูดต่อ
"....เขาไม่ยอมรับชั้นเป็นแม่มด เพราะเราแข่งขันเกมอยู่ แต่การที่เขาบอกจะไม่มองหน้าชั้น เขาคงจะไม่พูดกับชั้นอีก ...... เขาอาจแสดงท่าทีเมินเฉยต่อชั้น! ชั้นเป็นที่รังเกียจแบบนั้น จริงเหรอ !!"
โรโนเวตอบว่า เธอทำหลายสิ่งให้แบทเลอร์เกลียด แม้แต่ปีศาจอย่างเขาก็ยังเข้าใจความรู้สึกของท่านแบทเลอร์ ถ้านายหญิงไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะนายหญิงหัวทึบมากก็ได้ เขาหัวเราะ
เบียโตะบอกให้เขาหุบปาก ทำไมเขาไม่หายไปสักที โรโนเวก็ทำตามที่เธอต้องการ
เหลือเพียงคนเดียวที่อยู่ที่สวนดอกกุหลาบโดยไม่มีใครเล่นด้วย (มองแบบใกล้ชิดใน Metaworld โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเกม)
เบียโตะอดสงสัยว่าว่า จะไม่มีใครเล่นกับเธอ ? เธอแปลกและโหดร้ายใช่ไหม ? แต่ก็ไม่มีใครตอบเธอ....
(โลกจริง) เอวาเบียทริซยังสนุกกับการทรมานโรซ่า
เบียโตะปรากฏตัว เรียกเบียทริซคนใหม่ เธอจึงหันมายิ้มและทักทายท่านรุ่นก่อน เธอสาธยายความสนุกกับเวทมนตร์ที่ใช้กับโรซ่ามาก
เบียโตะขอให้เธอฟังว่าน่าจะพอได้แล้ว เธอควรนึกถึงการสละชีพในราตรีที่สอง
เอวาเบียทริซยังสนุกกับเรื่องนี้อยู่ เธอได้ยินบางเรื่องจากโรโนเว และกล่าวถึงงานปาร์ตี้ฮอลโลวีนที่มีขนมไหลออกท้องของคนทั้ง 6 (หมายถึง ใน EP2 ราตรีแรก) เธอคิดว่าถ้าเธออยู่ที่นั่น คงสนุกราวกับอลิซในงานเลี้ยงน้ำชา
เธอยังสังสัยว่าจะทำซีนฆาตกรรมที่ยอดเยี่ยมแบบท่านรุ่นก่อนได้หรือเปล่า เธอสงสัยว่าจะทำให้มันโหดร้ายหรือออกมาสไตล์น่ารักดี ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่มดในเทพนิยายถึงโหดร้ายนัก
เบียโตะนึกคำอ้างต่อ เธอจึงบอกว่าแม่มดทองคำควรทำเรื่องที่สง่างามเล็กน้อย .... เอวาเบียทริซไม่เข้าใจที่เธอพูด
เมื่อไม่เข้าใจ เบียโตะจึงสั่งเธอในฐานะรุ่นก่อนให้หยุดสำหรับราตรีสองได้แล้ว เธอจะแสดงตัวอย่างให้เห็นเอง และคอยมองเธอไว้
โรซ่ายิ้มรับ และอยากเห็นการฆ่าแบบป่าเถื่อน โหดร้าย และวิธีที่น่าสยดสยองของท่านรุ่นก่อน เธอยกชายกระโปรงเล็กน้อย โค้งคำนับ ก่อนจะยืนข้างหลังท่านรุ่นก่อน
เบียโตะคืนชีวิตให้กับโรซ่าและมาเรียอีกครั้ง
โรซ่าถึงจะเจ็บปวดกับการตายต่อเนื่องหลายครั้ง แต่เธอไม่ต้องการให้ลูกสาวต้องรับเคราะห์ยิ่งกว่า เธออ้อนวอนขอให้ละเว้นลูกสาวเธอ มาเรียก็ร้องเรียกแม่
เบียโตะกล่าวขอโทษต่อลูกศิษย์ และขออภัยเธอ
มาเรียร้องไห้ แล้ววิ่งเข้ากอดเบียโตะที่เธอรู้จัก เธอทวงสัญญาที่จะพาเธอไปแดนทองคำ สถานที่ๆ แม่ของเธอและทุกคนจะหัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข
เบียโตะจึงตอบ ตอนนี้เธอไม่สามารถรักษาสัญญานั้นได้อีกแล้ว มีคนไขปริศนาทองคำได้ ปัจจุบันเธอไม่ใช่แม่มดทองคำ เบียทริซ อีก เธอขอโทษที่ไม่สามารถรักษาสัญญาได้...นั่นทำให้มาเรียร้องไห้อีกครั้ง

เบียโตะจึงทำให้เธอเงียบและไม่แสดงปัญหาอีก เลือดไหลจากคอของมาเรียอย่างช้าๆ
รอยเลือดที่คอเหมือนกับรอยมืดจับสีแดง จนกระทั่งคอมาเรียหัก โดยไม่มีเสียงร้อง เธอล้มลงหลับอย่างสงบ
โรซ่าร้องเรียกลูกสาวของเธอ
เบียโตะขอโทษโรซ่า ไม่ได้ขอโทษในฐานะผู้ที่ต้องสละชีพในราตรีที่สองเพราะนั่นเป็นชะตาของเธอ แต่เธอขอโทษเหตุผลบางอย่างที่ทำให้โรซ่าถูกเลือกเป็นผู้สละชีพ ตอนนี้โรซ่าจะหลับอย่างเป็นสุข โดยไม่มีใครรบกวนอีก
เบียโตะยกนิ้วขึ้นบนอากาศ ร่างของโรซ่าลอยราวกับขนนก ลอยไปบนรั้วของสวนที่มีหนามแหลมราวกับหอก
รั้วแหลมทะลวงเข้าไปในสมองของโรซ่าส่วน เมดัลล่า ออบลองกาต้า (ส่วนใกล้กับไขสันหลัง ควบคุมการหายใจและไหลเวียน) เธอตายทันที ถึงจะดูโหดร้ายแต่ก็ยังดีกว่าการตายก่อนหน้านี้
นี่เป็นการฆ่าที่มีความงดงามเล็กน้อย ที่เธอสอนแก่เอวาเบียทริซ
แต่เอวาเบียทริซ แสดงท่าทีไม่พอใจ มันต่างจากที่เธอได้ยินมาจากโรโนเว และดูน่าเบื่อ
ยังเหลืออีกหลายราตรีก่อนที่จะสิ้นสุดการเดินทาง เบียโตะไม่ให้เธอรีบร้อน
เบียโตะเรียกโรโนเว และตัวแทนของพี่น้อง 7 บาป ลูซิเฟอร์ ออกมา เพื่อพูดเรื่องการฆ่าอันทรงเกียรติแบบแม่มดทองคำ
โรอนฟหัวเราะเล็กน้อย เพราะเธอพูดแบบติดขัดและไม่ใช่ตัวตนของเธอ
พอทั้งสองรับฟังคำสั่ง ก็จากไป เบียโตะก็เช่นกัน เหลือเพียงเอวาเบียทริซ และศพของทั้งสอง
เมื่อนึกถึงคำพูดของรุ่นก่อนเรื่องความรอบคอบ เธอเดาะลิ้น แล้วพูดว่าเป็นคนน่าเบื่อเหลือเกิน ก่อนจากไป
Chapter 13 : Warning of Sacrifices
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 11.00 น.
ด้านเอวาในห้องดูจะสงบลง ฮิเดโยชิปาดเหงื่อบนหน้าผากของเขา
ก่อนหน้านี้เอวาเหมือนจะพบฝันร้ายต่อเนื่อง จนเธอหลับอย่างปกติ
เสียงเคาะหน้าประตู ทำให้ฮิเดโยชิหน้าบึ้งเพราะเกรงว่าทำให้เอวาที่เพิ่งหลับตื่น เป็นเสียของรูดอล์ฟ ถามว่าเห็นโรซ่าไหม
เขาแง้มประตูตอบ แต่ไม่ได้ปลดโซ่คล้อง เห็นมีหลายคนตามหาทั้งสองซึ่งไม่ได้อยู่ในบ้านพัก
นัตสึฮิเห็นประตูหน้าไม่ได้คล้องโซ่ น่าจะออกไปข้างนอกเพื่อไปดูดอกกุหลาบ รูดอล์ฟอาสาที่จะไปหาโรซ่า
เอวาตื่นขึ้น พอได้ยินว่าโรซ่าและมาเรียไปสวนดอกกุหลาบ
เธอรีบบอกให้พวกเขาหยุดไปสถานที่แห่งนั้น และบอกว่ามีแม่มดรอการสังเวยอยู่ที่นั่น เธอกรีดร้องและสั่น กุมหัวตัวเอง
ฮิเดโยชิเข้าใจว่าผลของไข้ทำให้เธอเฟ้อฝัน เอวาก็เข้าใจ
เขายังพูดอย่างมั่นใจว่าที่นี่ปลอดภัยสำหรับเธอ แล้วยังยิ้มกับทุบอกตัวเองเพื่อแสดงความมั่นใจ แต่ท่าทีของเอวายังคงเป็นกังวลกับความฝันนั้นอยู่
(Metaworld) เวอร์จิเลียอธิบาย กลางส่วนดอกกุหลาบ รูดอล์ฟยืนยันการตายของโรซ่าและมาเรีย จากนั้นกลับมาเรียกคน พาทั้งสองศพไปที่บ้านพัก
ดร.นันโจชันสูตร และยืนยันการตายของทั้งสอง โรซ่าตายโดยแทงที่สมองส่วนเมดัลล่า ออบลองกาต้า ด้วยรั้ว ส่วนมาเรียตายโดยการถูกบีบคอ เวอร์จิเลียยังเตือนเรื่อง Devil's Proof ที่อาจมีการชันสูตรผิดพลาดได้

เบียโตะจึงยืนยันด้วยข้อความสีแดง
"โรซ่าและมาเรียตาย"
"สาเหตุการตาย เป็นไปตามที่ดร.นันโจ ชันสูตร"
อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ตายโดยแมงมุม หรือทับด้วยภูเขาที่เป็นเค้ก ไม่ต้องกังวล
ถึงจะไม่ได้ตายเหนือธรรมชาติ แต่แบทเลอร์ก็ยังไม่พอใจกับเบียโตะอยู่ดี และไม่ต้องการฟังเสียงเธอ
ตอนนี้เหลือเพียง 10 คนบนเกาะ อาจมีใครเป็นผู้ร้ายฆ่าทั้งสอง แบทเลอร์คิดแบบนั้น แต่เขาก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นอุบัติเหตุ เช่น มาเรียคลุ้มคลั่ง จนป้าโรซ่าพลั้งมือฆ่า จากนั้นก็เสียใจ ลื่นและตกไปที่รั้ว แล้วโดนแทงตายทันที ซึ่งไม่ใช่เวทมนตร์และไม่จำเป็นต้องมีแม่มด
เบียโตะพยายามอธิบาย แต่ไม่ทันพูดแบทเลอร์ก็ให้หุบปาก เสียงพูดอย่างเย็นชาไล่สิ่งอุจาดตา และสัตว์ประหลาดแบบเธอ ให้ไปที่อื่น
เบียโตะไม่สนุกกับท่าทางของแบทเลอร์ เธอจึงตัดสินใจซ่อนตัว แล้วให้โรโนเวอธิบายแทน
อย่างน้อยแบทเลอร์ก็พอใจที่ไม่ได้เห็นหน้าสัตว์ประหลาดของเบียโตะ
เบียโตะเริ่มหมดความอดทน ที่เรียกเธอว่าสัตว์ประหลาด ทำไมถึงไม่คิดว่าเป็นผลงานของลูกศิษย์เธอ
แบทเลอร์อธิบายเสริมว่า เขาไม่พอใจตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เบียโตะพูดถึงการแข่งขันที่ผ่านมา ที่ทั้งสองประลองเกมกัน
แบทเลอร์จึงบอกต่อว่าเธออย่าเข้าใจผิด เขาไม่ได้เกลียดเรื่องที่เป็นคู่แข่งในเกมที่ทำให้เขายอมรับว่าเธอเป็นแม่มดหรือไม่ แต่เขาไม่ให้อภัยในความโหดร้ายไร้สำนึกผิดของเบียโตะ
ในเกมที่ผ่านๆ มาเบียโตะแสดงท่าทีที่สนุกกับการตายอย่างต่อเนื่องของคนบนเกาะ ทำให้เขายอมรับไม่ได้ และเขาไม่สามารถให้อภัยในฐานะของมนุษย์ได้ ...... เบียโตะไม่เข้าใจคำนั้น
เขายกตัวอย่างคนที่ตาย 6 คนในราตรีแรก นอกจากคินโซแล้ว ทุกคนตายราวกับคนปกติมากกว่าเกมที่ผ่านมา และทำให้เกมน่าสนใจโดยทำเป็นห้องปิดตาย 6 ห้อง เขารู้สึกสนุกเล็กน้อยกับเกม
อาจจะฟังดูแปลก แต่เขารู้สึกเหมือนกับความเป็นนักกีฬาของทั้งสองฝ่าย แต่ตอนนี้เขายอมรับไม่ได้ ไม่ใช่ที่การฆาตกรรม แต่เป็นท่าทางของเบียทริซที่สนุกกับการตายต่อเนื่องหลายครั้งของป้าโรซ่า ทำให้รู้สึกว่าเบียทริซ เป็นคนที่โหดร้ายกว่าที่เขารู้จัก เธอสนุกเหมือนกับออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ
ถึงจะเป็นเกม แต่ความโหดร้ายบางอย่าง ก็ไม่มีความจำเป็นสำหรับเกมนี้ อย่างน้อยโรโนเวก็ยังดีกว่าเธอนับร้อยเท่า เขาไม่ได้มีงานอดิเรกชอบทรมานเหมือนเธอ

คำพูดเหล่านั้น ทำให้เบียโตะช็อคและเงียบไปชั่วขณะ เธอควบคุมสีหน้าไม่ถูกว่าควรจะโกรธ ผิดหวัง หรือไม่พอใจดี สุดท้ายเธอก็เลือกหน้าที่ตรงกับความรู้สึกของเธอ แล้วหยักไหล่เหมือนกับเหนื่อยกับเรื่องนี้
เธอประกาศที่จะให้โรโนเวเป็นผู้ดำเนินเกมต่อ ส่วนเธอจะซ่อนอยู่ข้างหลัง
แบทเลอร์ยังแสดงสีหน้าเมินเฉย เขาไม่ยอมรับเธอตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ และเขาจะไม่ยอมแพ้
เวอร์จิเลียอธิบายว่า ไม่ว่าเบียโตะจะขอโทษแค่ไหน ความรู้สึกเขาก็ไม่เปลี่นนแปลง เธอมีบางอย่างจะพูดหลังจากนี้ แต่จนถึงเวลานั้นให้เธอหลบไปก่อน.....เบียโตะทำตาม
หลังเบียโตะจากไป ถึงคำพูดของเขาจะได้ผล แต่แบทเลอร์ยังคงขุ่นใจกับบางเรื่อง และด่าว่าเธอโง่
เวอร์จิเรียยอมรับ เธอโง่และซื่อสัตย์
เขาไม่พอใจที่เบียโตะแสดงท่าทางหัวเราะแบบนั้นกับการตายของคนอื่น เป็นเรื่องที่เขายอมรับไม่ได้
โรโนเวอธิบาย นายหญิงไม่เคยมีเพื่อน และอาจไม่มีใครเคยพูดกับเธอตรงๆ สำหรับเขานั้นเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น ถึงพูดอะไรไปเธอก็ไม่ฟัง .... แบทเลอร์ตัดบทพูดโรโนเว เขาจำไม่ได้ว่าเป็นเพื่อนกับเธอเมื่อไหร่ ?
เวอร์จิเลียขอบคุณแบทเลอร์ ที่ไม่ยอมตามเกมของเด็กคนนั้น
แบทเลอร์ไม่ได้พอใจที่ได้ยินแม่มดกับปีศาจชมตัวเขา ตอนนี้ต้องการเดินเกมต่อไป
โรโนเวไม่ได้เร่งรีบเหมือนเบียทริซ เขาจะเริ่มเกมเมื่อแบทเลอร์พร้อมเท่านั้น
สิ่งที่เขาสงสัย เรื่องตายในอุบัติเหตุ โรโนเวแย้งว่า
"โรซ่า และมาเรีย ถูกฆ่าโดยคนอื่น"
พอศัตรูไม่ใช่เบียโตะ เขาก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นสักเท่าไหร่
(โลกจริง) จากศพของโรซ่าและมาเรีย มั่นใจได้ว่าฆาตกรยังคงอยู่บนเกาะ
รูดอล์ฟน้ำตาไหล ต่อว่าศพของโรซ่าที่ทำอะไรไม่คิดหลายครั้ง แต่เธอไม่สามารถตอบโต้เขาได้อีกแล้ว
ศพของทั้งสองเก็บไว้ในห้องรับรองห้องหนึ่ง และถูกปิดไว้จนกว่าตำรวจจะมา

ความรู้สึกของจอร์จและเจสซิก้า ที่ระงับความรู้สึก โดยคิดว่าคนที่ตนชอบอาจแกล้งตายตามคำสั่งขอคินโซนั้น ถูกเปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้ยืนยันได้ว่ามีคนร้ายอยู่บนเกาะ
ทุกห้องในบ้านพักรับรองถูกตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ ก่อนที่จะล็อกห้อง และเตรียมอาวุธกันอีกครั้ง โรซ่าตายทั้งที่ถืออาวุธปืนอยู่
พวกผู้ใหญ่สงสัยว่าอาจจะมีกับดักที่ทำให้เธอยิงไม่ได้ แต่ฮิเดโยชิผู้เคยมีประสบการณ์ยิงปืน เขาตรวจสอบกระบอกของปืนก่อน จากนั้นลองทดสอบการยิงของปืนโรซ่า มันสามารถยิงได้ 5 นัด โดยไม่มีปัญหาอะไร ปืนกระบอกนี้ถูกบรรจุกระสุนอีกครั้ง แล้วมอบให้กับฮิเดโยชิที่ยังไม่มีปืน
ปืนวินเชสเตอร์สามารถยิงได้ 5 นัดต่อเนื่อง หมายถึงโรซ่าไม่ได้เหนี่ยวไกสักนัด บางทีเธออาจถูกฆ่าโดยคนที่รู้จักโดยมือเปล่า
คิริเอะบอกว่า การฆาตกรรมในราตรีแรก เธอคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่ดร.นันโจอาจจะร่วมมือด้วย ทำให้เหมือนพวกคนใช้ตายด้วยวิธีที่เฉลียวฉลาดของพ่อ
ดร.นันโจปฏิเสธ เขาอาจจะชันสูตรผิดพลาด แต่เขาไม่เคยทำพลาดเรื่องพิสูจน์ระหว่างคนเป็นและคนตาย เจสซิก้าขอร้องไม่ให้เขาพูดเรื่องนั้นเสียงดัง พวกเธอรู้อยู่แล้ว
ด้านแบทเลอร์ (Metaworld) รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาตาย เรื่องที่จะฝันว่าพวกเขาเล่นตลกและเหยื่อยังมีชีวิตเป็นไปไม่ได้
รูดอลฟ์กล่าวถึงฆาตกรที่เป็นคนนอก ซึ่งตอนนี้บนเกาะมีมากกว่า 18 คน
แบทเลอร์ (Metaworld) กล่าวว่านั่นเป็นไปไม่ได้ คำพูดนั้นเคยเบียโตะปฏิเสธว่า ไม่มีเกิน 18 คนบนเกาะ
คิริเอะเสริมความคิดที่ว่าฆาตกรอาจเป็นคนที่โรซ่ารู้จัก ทำให้เธอประมาท แล้วถูกฆ่า
นัตสึฮิเสริม อาจจะเป็นคนรับใช้ที่ไม่ได้มาทำงานเมื่อสองวันก่อนหรือลาออกไปแล้ว เคลาส์ก็ยอมรับความเป็นไปได้ พวกนั้นอาจมาซ่อนตัวบนเกาะเพื่อรอก็เป็นไปได้
ฮิเดโยชิบอกว่าเธออาจจะโง่ ถ้ามีคนรับใช้แสดงตัวต่อหน้าเธอที่นั่น เธอควรจะระวังตัว
เอวาสันนิษฐานว่าคนร้ายอาจจะแย่งปืนเธอแล้วผลักให้เธอตายที่รั้ว จากนั้นเลี่ยงการใช้ปืนที่ก่อให้เกิดเสียงแล้วบีบคอมาเรียด้วยมือเปล่า
รูดอล์ฟบอก ถึงนั่นจะเป็นไปได้ แต่ก็น่าแปลกที่คนร้ายไม่ได้เอาปืนของโรซ่าไป ถึงไม่รู้อาวุธของคนร้าย แต่มันต้องดีกว่าปืนของพวกเขา แต่ก็น่าแปลกอีกที่ไม่เอาปืนไปทิ้งเพื่อลดโอกาสที่พวกเขาตอบโต้ได้ ? ทำไมถึงปล่อยให้ซีนฆาตกรรมยังคงเป็นเช่นนั้น ?
ตอนแรกคิริเอะคิดว่าตอนแรกปืนที่เหลือไว้เป็นกับดัก เพื่อให้พวกเราเหนี่ยวไกทดสอบการยิง ซึ่งอาจวางอุบายให้ปืนเกิดระเบิดและทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่พวกเราจำนวนมาก
ฮิเดโยชิบอกปืนปกติ เขามั่นใจว่าคนร้ายน่าจะรีบ จนพลาดโอกาสที่จะขโมยปืนไปมากกว่า
แบทเลอร์รู้สึกไม่ดี เหมือนกับเป็นข้อความบอกเป็นนัยๆ ว่า แม่มดไม่ได้กลัวปืน
นัตสึฮิยังย้ำเตือนว่าศัตรูน่ากลัว แม้ว่าโรซ่าถือปืน ก็ยังกล้าที่จะโจมตีเธอ พวกเราจึงไม่ควรเพิกเฉยความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้กลัวปืน เคลาส์กล่าวย้ำให้พวกเราระวังตัวเอาไว้
คิริเอะรู้สึกสงสัยบางเรื่อง เธอถึงถามว่าตอนโรซ่าถูกโจมตี ทุกคนอยู่ที่ไหน ?
เคลาส์ตอบก่อนว่า นัตสึฮิและเขาอยู่ที่นี่ พร้อมกับรูดอล์ฟและคิริเอะ ทุกคนมีหลักฐานที่อยู่
เอวาและฮิเดโยชิอยู่ด้วยกันที่ห้อง
จอร์จ, เจสซิก้า และแบทเลอร์อยู่ด้วยกัน หลังจากโรซ่าบอกให้กลับไปชั้นสอง พวกเขาก็กลับไปห้องพี่น้อง
เอวาถามดร.นันโจ ถึงที่อยู่ของเขา
ดร.นันโจ ตอบว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่ในชั้นสองคนเดียว มีเพียงเขาที่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่อยู่ แต่ทุกคนน่าจะเห็นเขาขึ้นชั้นสองไปกับพวกเด็กๆ
รูดอล์ฟพูดเรื่องความเป็นไปได้ที่เขาจะกระโดดจากหน้าต่างไปโจมตีโรซ่า แล้วกลับมาทางเดิมโดยใช้รางน้ำหรือบางอย่าง
ดร.นันโจปฏิเสธ มันเป็นเรื่องเหลวไหล ร่างชราของเขาคงทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้
นัตสิฮิให้ทุกคนหยุดสงสัยกันเอง รูดอล์ฟเห็นด้วย คิริเอะให้รอตำรวจที่มาจะวันพรุ่งนี้
เอวาสีหน้ายังไม่ดีนัก ฮิเดโยชิและจอร์จเป็นกังวลกับเธอ
(จิตใต้สำนึก) เอวาเบียทริซปราฏตัว เธอคุยกับป้าเอวา
แม่มดยืนยันว่าเธอเป็นคนฆ่าทั้งสองเอง เพื่อต้องการครอบครองทองทั้งหมด และทำตามพิธีต่อเพื่อครอบครองพลังของแม่มดโดยสมบูรณ์
ป้าเอวาพยายามหยุดเธอ แต่ก็ไร้ผล ความฝันที่จะได้เป็นแม่มดกลายเป็นจริง
เอวาเบียทริซสร้างความแตกต่างระหว่างทั้งสอง เธอเป็นแม่มดทองคำเบียทริซ ไม่ใช่อุชิโรมิยะ เอวา
ทั้งสองยังโต้เถียงกันอีก จนกระทั่งป้าเอวาล้มลง

(โลกจริง) เอวาล้มต่อหน้าทุกคน ดร.นันโจและจอร์จกำลังไปหาเธอ แต่เธอก็หยุดไว้
เธอเริ่มดีขึ้นเพราะผลยา ถ้าพักอีกสักหน่อยก็คงหาย จอร์จจะพยุงเธอให้ เธอขอบคุณ
เอวามีฮิเดโยชิคอยดูแลอยู่ จอร์จไม่ต้องเป็นห่วง เธอเตือนไม่ให้จอร์จออกไปข้างนอก เพราะมีแม่มดรออยู่
ฮิเดโยชิให้เธอหยุดพูด แล้วพาเธอไปพักที่ห้อง
(Metaworld) เบียโตะอธิบายต่อเอวาเบียทริซ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ก็ยากยิ่งขึ้น เพราะคนที่เหลือจะระวังตัวยิ่งกว่าเดิม
เอวาเบียทริซ ไม่เข้าใจ แม่มดไม่สามารถสังหารคนเป็นกลุ่มได้งั้นเหรอ
เบียโตะอธิบายเรื่องคนที่ปฏิเสธความเชื่อเรื่องเวทมนตร์ เหมือนเป็นยาพิษสำหรับแม่มด การมีตัวตนของพวกเขาที่ไม่เชื่อในเวทมนตร์ เป็นการต่อต้านศาสตร์มืดได้
เอวาเบียทริซเข้าใจ กล่าวคือ ยิ่งถ้ามีคนจำนวนมาก จะมีกลุ่มคนที่ต่อต้านเวทมนตร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้แม่มดเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ยิ่งมีคนที่ไม่เชื่อในแม่มดมาก ก็ยิ่งลำบาก เธอเข้าใจดี
แม่มดชอบอาศัยในที่ห่างไกลผู้คนเพราะเหตุผลนี้ เช่นเดียวกับบนเกาะรคเคนจิม่าที่มีคนเพียงไม่มากนัก อีกทั้งมีเรื่องเล่าลึกลับที่ทำให้คนหวาดกลัว นั่นทำให้ความสามารถการป้องกันเวทมนตร์ของมนุษย์อ่อนแอล
ง ยิ่งมนุษย์หวาดกลัวมากแค่ไหน ความเชื่อต่อแม่มดยิ่งมากขึ้น และต้านทานเวทมนตร์ได้น้อยลง
เอวาเบียทริซเข้าใจดี เธอต้องฆ่าให้เหนือธรรมชาตจนเหมือนไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ ทำให้พวกนั้นรู้ว่าแม่มดมีตัวตนจริง ส่งผลให้ผู้คนกลัว และเชื่อว่าแม่มดมีจริง ความต้านทานเรื่องมนตราก็จะลดถอยลง
เข้าใจแล้วว่าทำไมการฆ่าครั้งแรกถึงน่ากลัว แต่รุ่นก่อนพลาดกับการฆ่าครั้งสองที่ดูธรรมดาเกินไป ถ้าเธอทำเหมือนก่อนหน้านี้ มันจะดูน่ากลัวกว่า
เบียโตะยังปฏิเสธความคิดนั้น บอกว่าการฆ่าควรจะมีศิลปะของมัน
เอวาเบียทริซเริ่มโต้เถียงกับเธอ สงสัยในตัวท่านรุ่นก่อน ให้ฆ่าอย่างรอบคอบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนเชื่อในแม่มดเพิ่มขึ้น
เบียโตะพยายามพูดเรื่องบททดสอบที่ลูกศิษย์เธอจะต้องทดสอบ และฝืนหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนบางอย่าง แต่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ได้หัวเราะจริงๆ เอวาเบียทริซ ได้แต่ยักไหล่
ในครั้งต่อไป เธอต้องแยกกลุ่มคนออกจากกันเพื่อลดจำนวนคนลง
เบียโตะเตือนให้ระวังสิ่งกีดขวางที่ทำลายไม่ง่ายนัก ในสองเกมก่อน คือ ห้องของคินโซ และในเกมที่ผ่านมา คือ ห้องรับแขก
ผลจากการฆ่าราตรีนี้ ที่ฆ่าหลายห้อง ทำให้คนที่รอดพยายามเกาะกลุ่มกันไว้ และเตือนเรื่องอื่นๆ
แต่ดูเหมือนเอวาเบียทริซ จะมีแผนอยู่แล้ว เธอไม่ต้องการความช่วยเหลือของรุ่นก่อน ทำให้เบียโตะประหลาดใจอยู่บ้าง
หลังจากเอวาเบียทริซ จากไป เบียโตะแสดงท่าทางไม่พอใจ แม่มดฝึกหัดอวดดีเหมือนฉลาด พนันได้เลยว่าเธอต้องเจ็บปวดกับความผิดพลาด และกำลังร้องไห้อยู่ สุดท้ายแม่มดนั่นต้องระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของเธอ และทำตามที่เธอแนะนำ เธอหัวเราะเสียงดัง แต่ก็ไม่มีใครฟัง ทำให้เธอหยุดหัวเราะเร็ว
โรโนเวปรากฏตัว เขามาอธิบายผลต่อสู้กับแบทเลอร์ เขาจำเป็นต้องถอนตัว
เขาเริ่มด้วยการบอกว่า "ทั้งสองถูกฆ่าโดยคนอื่น" เพื่อแย้งเหตุผลที่โรซ่าฆ่ามาเรียแล้วตายด้วยอุบัติเหตุ แต่เขาไม่สามารถอธิบายตอบโต้ เรื่องที่เอวาเป็นคนโจมตีได้
เบียโตะถามว่าเอวาหลับตลอดในห้องที่ฮิเดโยชิดูแลไม่ใช่เหรอ ?
เรื่องนั้น แบทเลอร์เชื่อว่าฮิเดโยชิ อาจร่วมมือ และสร้างพยานยืนยันหลักฐานปลอมได้
เบียโตะแปลกใจที่เขาสงสัยแม้แต่ฮิเดโยชิ จึงถามต่อว่าเขาไม่ล่าถอยเมื่อได้ยินว่าฮิเดโยชิอยู่ในห้องตลอดเวลาเหรอ
โรโนเวคิดเรื่องนั้นเหมือนกัน แต่มันอาจส่งผลต่อการขยับตัวหมากอื่นๆ หลังจากนั้น และผลจากแม่มดคนใหม่ เขาทำงานได้ยาก จึงขออภัย
นอกจากเรื่องแผนการณ์ต่อจากนี้แล้ว เบียโตะสงสัยว่าแบทเลอร์เป็นอย่างไรบ้าง
โรโนเวอธิบายว่าตอนนี้เขาสงบลงแล้ว เขาไม่รู้สึกเครื่องร้อนเพราะตัวโรโนเวเป็นคู่แข่ง
นั่นทำให้เบียโตะยิ้ม ถ้าเธอไม่กลับไปอาจทำให้แบทเลอร์รู้สึกโดดเดี่ยวก็ได้
โรโนเวหัวเราะ เขาจะเตรียมอบขนมไว้สำหรับการสนทนาระหว่างนายหญิงกับท่านแบทเลอร์ เบียทริซยิ้ม และรู้ว่า แบทเลอร์ชอบขนมของโรโนเว จึงให้ทำไว้มากๆ โรโนเวรับคำสั่ง
(โลกจริง) คิริเอะเรียกรูดอล์ฟมาคุยบางอย่างที่ทางเดิน เขาตกใจกับสิ่งที่เธอพูด
คิริเอะบอกว่า ...... เธอต้องการออกไปข้างนอก

Chapter 14 : Battle to the Death in the Hall
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 13.00 น.
รูดอล์ฟอธิบายกับพี่ชายของเขา ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงที่สว่างที่สุด นัตสึฮิเตือนว่าโรซ่าเพิ่งตายไปชั่วโมงกว่าเท่านั้น
ทั้งนี้เพราะรูดอล์ฟบอกว่า เขาต้องการไปที่คฤหาสถ์เพื่อหาอาหาร ความหิวทรมานพวกเขา ในครัวแมนชั่นน่าจะมีอาหารนิดหน่อย
นัตสึฮิไม่เห็นด้วย แต่เคลาส์บอกว่าเด็กๆ อาจจะหิวในช่วงบ่ายก็ได้ เป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครองที่ควรจะทำ
นัตสึฮิไม่ยอมเรื่องนี้ ในฐานะผู้นำตระกูล เคลาส์ไม่ควรไปเสี่ยงแบบนั้น
คิริเอะกล่าวว่าเธอพูดถูก เคลาส์ควรอยู่ที่นี่ในฐานะผู้นำ
คนที่จะไป คือ รูดอล์ฟ, คิริเอะ และฮิเดโยชิ มีสองคนที่ถือปืน คนร้ายไม่น่าแสดงตัวง่ายๆ ตอนที่เขาไปดูศพโรซ่าและมาเรีย เขาก็เป็นคนเดียวที่ถือปืนแต่กลับไม่ถูกโจมตี อาจเป็นเพราะศัตรูเป็นผู้ชายจึงระวังตัวมากขึ้น
คิริเอะมั่นใจว่ามีคนถือปืนสองคนคอยระวังกันในระหว่างที่เข็นรถ น่าจะปลอดภัยกว่า
ฮิเดโยชิยิ้ม เขาต้องการที่จะช่วย ร่างของเขาเหมาะกับการผลักรถเข็นมาก ปล่อยเรื่องงานหนักๆ กับเขา
คิริเอะโต้แย้งว่า เธอจะเป็นคนเข็นเอง พวกผู้ชายควรระวังโดยรอบมากกว่า
นัตสึฮิยังคงเตือนเรื่องนี้อีกครั้ง
ฮิเดโยชิยืนกรานว่าเขาจะไป ตอนนี้เอวาป่วยอีก เขาปล่อยให้เธอหิวไม่ได้ ถ้าท้องเธอว่าง เธอจะกินยาไม่ได้เช่นกัน เขาไปเพื่อเอวาเช่นกัน
สุดท้ายเคลาส์ก็ยอมให้พวกเขาไป
เป้าหมายคือไปเอาอาหารกระป๋องให้เร็วที่สุด ซึ่งที่บ้านพักรับรองแห่งนี้ มีที่เปิดกระป๋องและน้ำอยู่แล้ว ส่วนในบ้านพักมีน้ำเพียงพอจึงไม่ต้องการน้ำเช่นกัน ไม่มีเวลาแม้แต่จะถือร่ม
เคลาส์ให้ทุกคนระวังตัว เขาก็ควรจะไปในฐานะผู้ชาย แต่ในฐานะของเขาตอนนี้ เขาจึงไปไม่ได้
รูดอล์ฟคอยระวังที่นี่ไว้ดีกว่า และให้นัตสึฮิเตรียมผ้าขนหนูไว้ เพราะพวกเขาไม่ได้เอาร่มไปด้วย

ทั้งสามวิ่งไปแมนชั่น โดยถือปืนและเข็นรถเข็นไปด้วย ฝนยังตกและลมยังพักแรง เมื่อผ่านสวนดอกกุหลาบต่างคนก็ระวังมากขึ้น แต่ก็วิ่งผ่านมาได้จนถึงคฤหาสถ์ คิริเอะปลดล็อคประตู โดยมีรูดอล์ฟและฮิเดโยชิถือปืนเคียงข้าง ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมี SP ยืนประกบคนสำคัญแบบเธอ
เมื่อเข้ามาด้านใน กลิ่นไม่พึงประสงค์ยังคงมีอยู่ ทั้งสามวิ่งไปที่ห้องครัว
หลังจากที่พวกเขาไปจากห้องโถง เอวาเบียทริซ ปรากฏตัว พวกเขาถูกล่อออกมาตามแผนที่วางไว้
มันน่าแปลกที่เพิ่งมีคนตายไม่นาน แต่พวกเขากลับออกมาเพราะความหิว จำเป็นด้วยเหรอที่ต้องออกมาจากห้องพัก ? นั่นเป็นเพราะถูกดลใจด้วยเวทมนตร์ของแม่มด
เธอประกาศที่จะปิดแมนชั่นแห่งนี้ ผลจากคำพูดนั้นทำให้แมนชั่นถูกแยกจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์และตราบใดที่บาเรียเธอยังอยู่ จะไม่มีใครเข้าออกแมนชั่นแห่งนี้ได้
โรโนเวปรากฏตัว เขารู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อที่เอวาเบียทริซ สามารถใช้เวทมนตร์ระดับนี้ได้ภายในไม่ถึงวัน ราวกับว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นแม่มด
เอวาเบียทริซตอบว่าเรื่องนี้ คำพูดเธอทำให้โรโนเวรู้สึกว่าเธอน่ากลัว
โรโนเวเตือนเรื่องการฆ่าที่ไม่จำเป็นต้องโหดร้าย และควรจะยืมพลังจากพี่น้อง 7 บาปเพื่อฆ่าตั้งแต่ราตรีนี้ไป นั่นทำให้เอวาเบียทริซ รู้สึกเบื่อหน่าย เธอนึกว่าจะได้เล่นสนุกแบบตอนที่ทำกับโรซ่า
แต่ก็ดูเหมือนไม่มีประโยชน์ เธอสามารถฆ่าและชุบตามที่ต้องการ ก่อนที่จะฆ่าตามข้อความคำจารึกนั่นก็ได้ ขอเพียงให้จบตามนั้นก็พอ
ตอนนี้โรโนเวรู้สึกแล้วว่า ความโหดร้ายอันบริสุทธิ์นั้น เป็นส่วนสำคัญของทักษะการเป็นแม่มดของเธอ
โรโนเวเอ่ยเรื่องที่ว่า ลูกศิษย์คนนั้นโหดร้ายกว่าแม่มดอื่น ท่าจะจริงดั่งว่า
ตอนนี้เขาให้เธอทำตามต้องการ แต่เขาเตือนไว้สิ่งหนึ่งว่า พวกเขาถือปืน อาวุธที่มีอนุภาพการต่อต้านเวทมนตร์สูง ซึ่งเป็นอาวุธต่อสู้กับแม่มดและปีศาจ
แม่มดจ้องมาที่คนรับใช้ปีศาจ เธอคิดว่าแม่มดไม่ต้องกลัวกระสุนปืนเสียอีก
เขาปฏิเสธ กระสุนปืนจะสร้างความเสียหายมากเหมือนกับมนุษย์ปกติ จำเป็นต้องสร้างบาเรียที่แข็งแกร่งหรือใช้เฟอร์นิเจอร์เพื่อป้องกันสิ่งนั้น
แต่สำหรับเอวาเบียทริซ การสร้างบาเรียที่ป้องกันกระสุนได้คงเป็นเรื่องยาก ซึ่งแม้แต่เบียทริซรุ่นก่อนก็ไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ นอกจากนั้นเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแกร่งพอที่ป้องกันกระสุน ก็ไม่น่าจะเรียกได้ในขณะนี้
เอวาเบียทริซไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือก เธอจึงถามว่ามีเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้แทนแขนและขาเธอได้หรือไม่ ?
โรโนเวให้เธอปล่อยทุกอย่างเป็นหน้าที่ของเหล่าคนรับใช้ เธอควรไปซ่อนในที่ปลอดภัย
เธอเรียกพี่น้อง 7 บาปมาสองตน โดยไม่สนว่าตนไหนจะมาก็ได้
ลีเวียธานแห่งความริษยา (ผมเขียว) และเบลเฟกอร์แห่งความเกียจคร้าน (ผมดำ, หางม้า) ปรากฏตัว

เป้าหมายของเธอ คือ รูดอล์ฟและคิริเอะ ไม่จำเป็นต้องทำร้ายฮิเดโยชิ ให้แสดงความโหดร้ายของพวกเธอออกมา
เบลเฟกอร์แย้งเรื่องที่ท่านรุ่นก่อน กำชับเรื่องความโหดร้ายที่ไม่จำเป็น แต่ลีเวียธานคิดว่าคำสั่งเบี่ยงเบนจากปกติ
เอวาเบียทริซทำสัญญาใหม่ ให้ฆ่าพวกเขาไม่ได้ง่ายๆ ให้พวกเขาจนมุมและกลัวความตายก่อนฆ่า
โรโนเวไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องนี้ แต่เขาเตือนทั้งสองให้ระวังปืน ถึงทั้งคู่จะหลบได้ไม่ยาก แต่ถ้ายิงโดนจะบาดเจ็บสาหัส พวกเธอรับคำเตือนนั้นแล้วไปปฏิบัติหน้าที่
เอวาเบียทริซไม่พอใจกฏของเบียโตะ ที่ไม่ยืดหยุ่นและน่าเบื่อ เธอกล่าวต่อว่าภาพเหมือนของเบียทริซรุ่นก่อนที่ห้องโถง
ทั้งสามไปถึงห้องครั้งและหาของกินเท่าที่จะมากได้ มีความเป็นไปได้ที่อาหารจะมียาพิษ พวกเขาจึงรวมพวกผลไม้ และผักไปด้วย และเก็บกล่องที่เต็มไปด้วยอาหารกระป๋องที่น่าจะปลอดภัย ถึงจะหนักแต่ก็เข็นไปได้ อาหารน่าจะพอสำหรับ 10 คน จนถึงพรุ่งนี้เช้า
น้ำหนักมากเกินไปสำหรับคิริเอะที่จะเข็น ฮิเดโยชิจึงอาสาเข็นเอง แล้วให้คิริเอะถือปืนแทนเขา
เมื่อฮิเดโยชิบอกให้ทุกคนรีบกลับไป หน้าของคิริเอะบึ้ง จ้องมองบางอย่างจากระยะไกล ทั้งที่เป็นกำแพง ไม่สิ อาจจะมองผ่านห้องโถงที่อยู่หลังกำแพง
รูดอล์ฟสงสัยว่ามีอะไร คิริเอะรู้สึกแปลกๆ กับห้องโถง
เป็นสัญชาตญาณของผู้หญิง แต่รูดอล์ฟเชื่อในสัญชาตญาณนั้น
เธอรู้สึกมีบางคนรอเล่นงานเมื่อพวกเรากลับไป เธอเพิ่งสังเกตไม่นาน ตอนนี้เธอรู้สึกถึงมันได้
รูดอล์ฟรู้ว่ามีประตูหลังที่นี่ เขาจะเปิดประตู แล้วใช้ทางนั้นหลบเลี่ยงทางอันตราย
แต่ประตูไม่ขยับสักนิด เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พยายามใช้กำลังก็เปิดไม่ได้
ทั้งสามจึงตั้งใจไปที่ห้องโถงอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง
เมื่อไปถึง รูดอลฟ์เตรียมปืนแล้วเรียกให้พวกที่ซ่อนอยู่ออกมา
สองพี่น้อง 7 บาปปรากฏตัว ไม่อยากเชื่อว่ามีคนคาดการณ์ถึงตำแหน่งของเธอได้
ปืนถูกลั่นไกทันทีโดยไม่รีรอ แต่เป้าหมายหายไปด้วยความเร็วสูง
ตราบใดที่กระสุนยิงไม่โดนพวกเธอ ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวปืน
ลีเวียธานปรากฏตัวห่างออกไปราวๆ 10 เมตร หลบหลังเสา เธอยังไม่ทันแนะนำตัวก็ถูกโจมตี นั่นทำให้เธอเกลียดพวกมนุษย์
เบลเฟกอร์ปรากฏตัวบนระย้าไฟกลางห้อง
ฮิเดโยชิตกใจต่อสิ่งที่เห็น คิริเอะให้ทั้งสามแยกทางกันไป ไม่ต้องสนใจรถเข็น วิ่งผ่านประตูหรือพังหน้าต่างออกไปโดยเร็ว ทั้งสามรีบหนีทันที
สองพี่น้องแยกกันไล่ตามรูดอล์ฟ และคิริเอะ ซึ่งด้วยความเร็วทั้งสองสามารถไล่ตามอย่างง่ายดาย
เอวาเบียทริซปรากฏตัว เธอต้องการดูฝีมือของเฟอร์นิเจอร์ทั้งสอง ถึงโรโนเวจะเตือนแต่เธอก็ไม่หวั่นต่อเรื่องนั้น

ที่ทางเดิน เบลเฟกอร์ขวางทางรูดอล์ฟอย่างรวดเร็ว
"ถึงต่อต้านและหลบหนีก็ไร้ประโยชน์ แกไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องอะไรหรอก แกแค่หลับตา ชั้นจะจัดการทุกอย่างเอง"
รูดอล์ฟตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"เธออาจเป็นภรรยาที่ดี เมื่อเขากลับถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย สามีของเธอคงพอใจที่ได้ยินแบบนั้น"
เบลเฟกอร์ตอบโต้ พร้อมแสดงอาวุธของเธอ
"นี่แกคิดว่ายังคงผ่อนคลายมากพอ ที่จะตอบแบบสามหาวแบบนั้นเหรอ! ขอบคุณท่านเบียทริซที่ให้เหยื่อแบบนี้ ... ตาย!!!"
รูดอล์ฟโจมตีก่อน แต่เธอหลบได้ไม่ยาก และปรากฏที่หลังของเขา .....เธอยกดาบสีม่วงขึ้น
ดาบนั้นจะตัดศรีษะเขา แต่ไม่น่าเชื่อที่รูดอล์ฟจะเหวี่ยงปืนมาหลังของเขา พร้อมกับการรีโหลดกระสุน ปลายปืนเล็งไปที่หน้าอกของเบลเฟกอร์ เขายิ้ม
เบลเฟกอร์บอกว่า ไม่แย่นักสำหรับชายวัยกลางคน
รูดอล์ฟจึงตอบว่าอย่าดูถูกกลุ่มอายุนั้นที่รักหนังสไตล์ตะวันตก พวกเธอคงไม่รู้เกี่ยวกับหนังแอ็คชั่นแบบนั้น
ปืนถูกลั่นอีกครั้ง

อีกด้านหนึ่ง ลีเวียธานดักรอคิริเอะที่ทางเดินเช่นกัน แล้วบอกว่าเธอน่าจะไปพร้อมกับสามี
เธอตอบว่าสามีเธอมีความสามารถ เขาต้องมาขี่ม้าขาวมาช่วยเธอเร็วๆ นี้ เขาไม่เคยพลาดที่ช่วยเธอยามมีปัญหา ....... แม้แต่ยามที่อาสุมุอยู่รอบๆ ก็ตาม
ลีเวียธานหัวเราะ นั่นทำให้เธออิจฉา ในฐานะลีเวียธานแห่งความริษยา ความอิจฉาเป็นพลังของเธอ
คิริเอะเห็นด้วย ว่าความริษยาเป็นพลังของผู้หญิง ถ้าเธอเรียกสิ่งนั้นว่าพลัง คิริเอะจะไม่แพ้เด็กสาวแบบเธอ
ลีเวียธานไม่คิดว่าจะปล่อยให้เธอรอดจนทั้งคู่ได้พบกัน เธอโจมตีทันที
คิริเอะป้องกันโดยใช้กระบอกปืน
แม้ว่ามีดจะสามารถเฉือนเหล็กได้ราวกับเนย แต่ปืนมีพลังต่อต้านเวทมนตร์ที่สูงส่ง มันสามารถป้องกันได้ราวกับป้องกันกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ม้วนแล้วฟาด ไม่ว่าฟันกี่ครั้งมันก็สามารถป้องกันได้

คิริเอะป้องกันการโจมตีได้ทุกครั้ง จนสบโอกาสตอบโต้กลับ เธอถีบท้องของลีเวียธาน ทำให้เธอกระเด็น
ก่อนที่จะถึงพื้น คิริเอะจับลีเวียธานกลางอากาศ ด้วยปลายกระบอกปืนที่หันไปที่เธอ
ลีเวียธานไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเหนี่ยวไก
คิริเอะจึงตอบว่า "เธอรู้ไหม ชั้นสามารถทำเรื่องโหดร้ายได้ เมื่อสามีไม่ได้อยู่รอบๆ" ... คิริเอะเหนี่ยวไกปืน
ด้านรูดอล์ฟเขาล้มที่บันได ซึ่งเขาหนีเบลเฟกอร์มาจนถึงห้องโถงอีกครั้ง
เอวาเบียทริซรู้สึกว่าเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างดี แต่ยังขาดสไตล์ในการสู้
เบลเฟกอร์เตือนให้เอวาเบียทริซ การต่อสู้ยังไม่จบ เธออาจเป็นอันตรายเมื่อแสดงตัว
รูดอล์ฟตกใจที่เห็นเอวา แต่เธอปฏิเสธว่าเคยใช้ชื่อนั้น เขาเข้าใจทันทีว่า เธอจะบอกว่าเป็นแม่มดทองคำเบียทริซ
เอวาเบียทริซหัวเราะ เธอสงสัยว่ารู้ได้อย่างไร
รูดอล์ฟสงสัยตั้งแต่โรซ่าถูกฆ่า ทำให้คิดเรื่องนี้ได้ ...... เขาขออภัยโรซ่า ที่กำลังจะส่งพี่สาวที่เธอเกลียดไปลงนรกพร้อมกับเธอ

เบลเฟกอร์พยายามขวาง เธอพุ่งเข้ามาแล้วหายไปอยู่ด้านหลังเขาอีกครั้ง
เมื่อเขาหันกลับไปยิง เธอก็หลบไปหลังเขาอีก เธอซ่อนในมุมอับของรูดอล์ฟอย่างต่อเนื่องจนสบโอกาสโจมตีเขา
เอวาเบียทริซ สนุกกับการต่อสู้ของทั้งสอง เธออยากรู้ว่าเขาจะแสดงความกล้าครั้งสุดท้ายได้นานแค่ไหน
รูดอล์ฟร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อเขาตอบสนองช้าลง ดาบสีม่วงฟันไปที่สีข้างของเขา เลือดไหลจากที่นั่น แต่ไม่สาหัสนัก เขาถูกฟันซ้ำอีกเรื่อยๆ โดยแผลไม่ลึกมาก แต่ก็มีรอยแผลเต็มไปหมด
ด้านคิริเอะ ลีเวียธานไม่สามารถทำอันตรายคิริเอะได้ เธอเริ่มต่อว่าตัวเอง
ในบรรดา 7 พี่น้อง เธอโตช้ากว่าคนอื่น เธอทั้งช้า อ่อนแอ และโง่ ด้วยความรู้สึกเหล่านั้นทำให้กลายเป็นความอิจฉาที่เธอเปลี่ยนมาเป็นพลัง ที่ทำให้ความแข็งแกร่งมากกว่าพี่น้องทุกคน
คิริเอะเข้าใจว่านั่นเป็นปมด้อยของเด็กสาว มันสอนให้ผู้หญิงใช้เครื่องสำอางและพยายามมากขึ้น
แต่ลีเวียธานก็ไม่ต้องการใช้พลังถึงลิมิต เพื่อจัดการกับคนธรรมดา เธอยังอิจฉาที่คิริเอะเชื่อใจสามีจนกลายเป็นพลังของเธอได้ และเธอไม่พอใจที่คิริเอะยังมีท่างทางสบายใจระหว่างสู้กับเธอ
สำหรับลีเวียธานเธอไม่ได้มีความเชื่อใจในพี่น้องของเธอ ต่างคนต่างดูถูกกันเอง เธอมักถูกแกล้งโดยพวกคนอื่น ทั้งที่เธอต้องการใครสักคนเป็นพวกเดียวกับเธอ ..... เมื่อเห็นคิริเอะเชื่อในสามี ทำให้ความรู้สึกอิจฉาของเธอเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ตอนนี้เธออาจก้าวข้ามมันไปได้แล้ว ความเร็วของเสียง
ร่างของลีเวียธานเปลี่ยนเป็นมีดยาว พุ่งไปด้วยความเร็วด้วยพลังของความริษยา
เธอพล่ามถึงอดีตที่พวกพี่น้องดูถูกเธอ ความอิจฉาจากก้นบึ้งของหัวใจที่เติบโตเร็วกว่า เธออิจฉามากถึง 7 วัน และ 7 คืน !! คิริเอะสามารถเห็นพลังของเธอได้จากความเร็ว !! ตายซะ อุชิโรมิยะ คิริเอะ !!!
ลีเวียธานพุ่งไปด้วยความเร็ว เสียงสะท้อนจากกำแพงราวกับเสียงปืนกลหนัก ตอนนี้คิริเอะแยกไม่ออกว่ามีดหรือฝูงแมลงบินรอบ ลีเวียธานมั่นใจว่าเธอชนะ 100%
ระหว่างนั้น คิริเอะพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ
"ชั้นเป็นหนึ่งในคนที่เคียงคู่กับรูดอล์ฟตั้งแต่แรก ..... อาสุมุขวางทางระหว่างเรา และตั้งท้องกับเขา ชั้นไม่ต่อว่ารูดอล์ฟ หญิงคนนั้นใช้เรือนร่างเป็นอาวุธเพื่อยั่วยวนเขา และทำเรื่องน่ารังเกียจ บีบให้รูอล์ฟต้องแต่งงานกับเธอ"
"อาสุมุให้กำเนิดแบทเลอร์ และในเวลาเดียวกัน ชั้นก็อุ้มทองเด็กผู้ชายเช่นกัน เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ทั้งสองคลอดในวันเดียวกัน ....... อาสุมุให้กำเนิดแบทเลอร์ แต่ชั้นแท้ง ..... ชั้นคิดว่าถ้าอาสุมุแท้ง และชั้นให้กำเนิดได้ล่ะ ? รูดอล์ฟจะยกเลิกการหมั้นหมาย แล้วมาแต่งงานกับชั้นไหม ? ...... แต่ชั้นก็ไม่สามารถให้กำเนิดเด็กได้ ดังนั้นจนกระทั่งอาสุมุตาย และจนกระทั่งชั้นตั้งท้องแองจี้ ชั้นสาปแช่งอาสุมุและอิจฉาเธอ"
" "อาสุมุสมควรที่ตาย" จากนั้น ชั้นต้องการให้เขาแต่งงานใหม่กับชั้น ด้วยความอิจฉาของชั้น ชั้นสาปแช่งแบบนั้นหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งอาสุมุตาย ชั้นเชื่อมั่นว่านั่นเป็นพลังเวทมนตร์ เธอสามารถสาปและฆ่าอาสุมุได้สำเร็จ แต่ไฟแค้นยังไม่จบลงเท่านั้น อย่าบอกคนอื่นได้ไหม ?.... ทุกครั้งที่ชั้นมองที่แบทเลอร์ ชั้นนึกถึงยัยผู้หญิงคนนั้นเสมอ และชั้นยังคิดว่า ถ้าลูกของชั้นเกิด คงจะมีอายุเท่ากัน ชั้นยังคงอิจฉาเธอ ถูกทรมานโดยเธอ แม้แต่ในขณะนี้ และจากบัดนี้ จนถึงในอนาคตชั่วนิรันดร์"
คิริเอะพูดกับลีเวียธาน "เธอบอกว่าเธออิจฉาพี่ 7 วัน 7 คืนงั้นเหรอ ?"
ลีเวียธานตอบว่าใช่
"อย่าทำให้ชั้นขำเลย สาวน้อย ..... เธอเข้าใจความบ้าของผู้หญิงที่ถูกขโมยผู้ชายไปจากเธอไหม และต้องอยู่กับความอิจฉามากว่า 18 ปี !!" คิริเอะพูด
ถ้าพลังของลีเวียธาน เท่ากับ 24 ชั่วโมง คูณ 7 วัน = 168 ชั่วโมงแห่งความเร็ว
พลังของคิริเอะจะเท่ากับ 24 ชั่วโมง คูณ 365 วัน คูณ 18 ปี ถ้าไม่นับเศษปี จะเท่ากับ 157,680 ชั่วโมง
เทียบกับแล้วพลังของคิริเอะ จะมากกว่า 938 เท่าตัว
ถ้าลีเวียธานพุ่งด้วยความเร็วเสียง 1,225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับคิริเอะสามารถมองเห็นโดยเหลือเวลาเพียง 1 ใน 938 ของมัน หรือ มองเห็นเหมือนพุ่งด้วยความเร็วเท่ากับ 1,225 หาร 938 = 1.30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
ว่ากันว่ามนุษย์เดินประมาณ 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นเป็นความเร็วที่พอๆ กับเด็กคลานบนพื้น
คิริเอะสามารถหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย และตอบโต้กลับด้วยปืน
"เธอขาดทั้งความรักและความริษยาโดยสมบูรณ์ ขอให้โชคดีในครั้งต่อไปนะ สาวน้อย"
คิริเอะเหนี่ยวไกปืน

อีกด้านหนึ่ง รูดอล์ฟบาดเจ็บอย่างหนักจากการโจมตีถากไปมาของเบลเฟกอร์ ได้เวลาที่จะปิดชีวิตฉากชีวิตของเขาแล้ว
รูดอล์ฟที่มีบาดแผลเต็มร่าง ขอทำสิ่งหนึ่งในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขา
เป็นการดวลแบบตะวันตก ที่หัวหลังชนกัน เดิน 3 ก้าว จากนั้นก็ยิง
เบลเฟกอร์รับข้อเสนอนั้น ทั้งสองยืนหันหลังชนกัน

เบลเฟกอร์เตือนเรื่องที่คิดจะเหนี่ยวไก เธอสามารถหลบได้ด้วยความเร็วสูง แม้ว่าเขาจะเล็ง เธอก็หลบได้ก่อนที่กระสุนจะถึงกระโหลกของเธออยู่ดี
รูดอล์ฟเขาได้ หลังจากโดนโจมตีหลายครั้งก็รู้ว่าเธอเร็วกว่าลูกกระสุนปืน
เบลเฟกอร์พูดต่อว่า ที่เธอยอมรับการแข่งขันของเขานั้น ขอบคุณเธอซะ
รูดอล์ฟกล่าวชมว่า เธอเป็นคนที่น่าเชื่อถือ เป็นผู้หญิงที่ดี เธอขโมยหัวใจเขาไปซะแล้ว
เบลเฟกอร์ให้เริ่ม ก้าวที่ 1, ก้าวที่ 2 แล้วก็ก้าวที่ 3
รูดอล์ฟ "อืม ..... เธอยังคงไม่ได้สังเกตหลังจากที่เดินครบ 3 ก้าว ชัยชนะเป็นของชั้นแล้ว สาวน้อย"
เบลเฟกอร์ "อะไรกัน ......? ..............อ๊ะ .....!"
รูดอล์ฟหันหลังกลับมา แล้วเหนี่ยวไกปืน
เบลเฟกอร์สามารถหลบกระสุนได้ง่ายก็จริง ไม่น่าจะมีปัญหา
แต่เลือดก็พุ่งออกจากอกของเบลเฟกอร์ ราวกับสายน้ำ ถึงจะสร้างบาเรียป้องกันก็ไร้ความหมาย ความสามารถเธอกันกระสุนไม่ได้
เอวาเบียทริซไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยิงโดน กระสุนพุ่งเข้าหน้าอกด้านขวาของเธอ สีหน้าบึ้ง พยายามระงับความเจ็บปวดจากกระสุนที่มีอำนาจต่อต้านเวทมนตร์
รูดอล์ฟขออภัยในความเป็นคนขี้ขลาดของเขา เบลเฟกอร์ทรุดลง
เอวาเบียทริซ ไม่พอใจในความอ่อนแอของเฟอร์นิเจอร์ และน่าจะตายไปซะ
รูดอล์ฟช่วยอธิบาย เด็กสาวนั้นหลบกระสุนได้ แต่เธอไม่หลบ เพราะเขาเล็งที่จะยิงพี่สาวที่ยืนในวิถีกระสุนนั้น ทำให้เธอต้องมาบังกระสุนแทน
เบลเฟกอร์ฝืนพูด มันช่างน่าประทับใจนัก
สำหรับเขาไม่ได้พอใจกับคำนั้น เพราะถ้าแผนเขาถูกอ่านได้ออกก่อนที่จะเดินถึง 3 ก้าว แผนการจะพังลงทันที
แต่สำหรับเบลเฟกอร์ เธอร้องไห้ เธอไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ระหว่างเดินเลย เธอช่างขี้เกียจยิ่งนัก
รูดอล์ฟกล่าวว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ดี ไปสวรรค์ก่อนเขาแล้วเขาตามไปเพื่อคุยกับเธอ
ร่างของเบลเฟกอร์สลายไปเป็นละอองสีทอง สลายไปในอากาศ
คิริเอะมาถึงพอดี เธอก็เอาชนะศัตรูของเธอได้แล้วเช่นกัน เธอเล็งไปแม่มดแล้ว เดินไปหารูดอล์ฟที่บาดเจ็บ
ทั้งสองเล็งปลายกระบอกปืนไปที่พี่สาว
เอวาเบียทริซได้แต่พรึมพรัม ถึงความอ่อนแอ ไร้ค่า โง่ และน่าเบื่อ ของเหล่าเฟอร์นิเจอร์
โรโนเวปรากฏตัวให้เธอรีบหนีไป ไม่มีลูกน้องที่กันกระสุนนั้นได้
เอวาเบียทริซหัวเราะ แสยะยิ้ม สร้างความประหลาดใจต่อทุกคน
เธอเข้าใจคำเตือนของท่านรุ่นก่อนเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ เธอต้องการเฟอร์นิเจอร์ใหม่ที่เหมาะสมกับเธอ แล้วมองไปที่ซากของเบลเฟกอร์ที่เหลือเพียงละอองสีทองเล็กน้อย
รูดอล์ฟให้เธอยอมแพ้ได้แล้ว แต่เธอก็ไม่ฟัง
เธอยกมือขึ้น แต่ไม่ได้ยอมแพ้ต่อปืน เหมือนกับผู้นำวงออเครสตาร์มากกว่า เธอไม่ต้องการเฟอร์นิเจอร์ราคาถูก ต้องการแบบที่แข็งแกร่งและโหดร้ายยิ่งกว่า

คิริเอะเตรียมจะลั่นไกปืน
ผีเสื้อสีทองบินโดยรอบในห้องโถง โรโนเวช็อคกับภาพที่เห็น เขารู้สึกถึงอำนาจมนตราที่แข็งแกร่งกว่าเจ้านายเดิมของเขา
กระสุนของคิริเอะและรูดอล์ฟถูกลั่นออกจากปลายกระบอกปืน .... แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อเอวา เบียทริซ
กระสุนถูกหยุด ตรงหน้าอกของแม่มด !!
โรโนเวอธิบาย นั่นเป็นบาเรียที่หยุดกระสุนได้ สีหน้าของเขาแสดงถึงความตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น
สองเฟอร์นิเจอร์ถูกเรียกให้ปรากฏกายในร่างมนุษย์ ในร่างของเด็กสาวสองคน
โรโนเวตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น เธอสามารถเรียก กองกำลังพี่น้องเซียสต้า (Siesta Sister Corps) ออกมา ซึ่งแม้แต่รุ่นก่อนก็ไม่สามารถเรียกได้ กองกำลังที่อุทิศตนต่อท่านเพนดราก้อน (Pendragon) ถูกเรียกมาอย่างง่ายดาย

Siesta 410 (ผมเขียว) และ Siesta 45 (ผมชมพู) แนะนำตัว
นี่เป็นเฟอร์นีิเจอร์ที่เหมาะสมกับเอวาเบียทริซ
Siesta 410 ตอบ "ตั้งแต่จะอ่านหนังสือภาพ ยันออกเดท หรือยิงอุกกาบาต พวกเราจะทำตามทุกอย่าง นิฮิฮิ"
Siesta 45 ตอบเช่นกัน "ถ้าพวกเราไม่ทำตามให้ดี ท่านเพนดราก้อนจะโกรธพวกเรา...! โปรดสั่งการ! ท่านหญิงเบียทริซผู้ยิ่งใหญ่!"
คิริเอะให้รูดอล์ฟหนี สถานการณ์ไม่ดีแล้ว เขาก็ทำตาม เธอรู้สึกว่าพวกนี้น่ากลัวกว่าพวกที่เธอเคยสู้ด้วย
เอวาเบียทริซ จึงสั่งให้ทั้งสองฆ่าพวกนั้นซะ แล้วนำศพกลับมาที่นี่ เธอจะเล่นสนุกกับศพของทั้งสอง
ลูซิเฟอร์ปรากฏตัวเพื่อเตือนเรื่องที่ท่านรุ่นก่อนกำชับเรื่องความรุนแรง แต่สายตาของเอวาเบียทริซ ทำให้เธอหวาดกลัว เอวาเบียทริซ ไม่อยากฟังคำพูดของรุ่นก่อนอีกแล้ว

Seista 410 ทักทายลูซิเฟอร์ที่ไม่ได้พบกันนาน และให้มาเล่นด้วยกันอีก
แต่ Seista 45 รีบมาขัดจังหวะ ให้ทำตามคำสั่งท่านเบียทริซ
"410 รับคำสั่ง ติดตั้งระบบต่อสู้แบบติดตามเป้าหมาย"
"คำนวณสภาพพื้นที่ คำนวนข้อมูลการยิง ลิงค์ข้อมูลกับ 410"
"410 ได้รับข้อมูล ล็อคเป้าหมาย
ยืนยันความผิดพลาดการคำนวณพื้นที่
รูปแบบการยิงวิธีโค้ง จับจุดควบคุมเสร็จสมบูรณ์ ส่งข้อมูลให้ 45"
"45 ได้รับข้อมูล ยืนยันพื้นที่อันตราย ....... นั่นไม่ดีเลย !"

พวกเธอให้ลูซิเฟอร์จัง ที่อาจบังวิถีกระสุน หลบหลังพวกเธอ
ลูซิเฟอร์จึงหายตัวไปก่อน
การโจมตีของทั้งสองมาจากการคำนวณสภาพพื้นที่โดยรอบ ภายในคฤหาสถ์และตำแหน่งของเป้าหมาย แล้วยิงวิธีโค้งไปหาพวกเขา มันสามารถพุ่งติดตามในวิธีโค้ง ไม่มีใครที่สามารถหลบมันได้
"45 เตรียมพร้อมที่จะยิง เลือกประเภทกระสุน กำลังโหลด"
ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน และทั้งสองดึงสายธนูไปด้านหลัง ลูกศรทองคำเตรียมพร้อมแล้ว
"410 นิฮิ ยิง"
ทั้งสองปล่อยลูกศรพร้อมกัน พุ่งไปในวิถีโค้งตามทางเดินที่รูดอล์ฟและคิริเอะวิ่งหนีไป
ไม่มีใครสามารถหนีลูกศรของพี่น้อง Siesta ได้ ไม่มีอะไรที่ป้องกันมัน มันทะลุทะลวงการป้องกันกายภาพและเวทมนตร์ได้ทุกชนิด เป็นอาวุธติดตามที่ไร้ความปราณี
รูดอล์ฟรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ตามมา มันพุ่งทะลวงหัวใจของเขาเหมือนกับงูทองคำ
คิริเอะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เพียงอึดใจลูกศรอีกอันก็มาปักที่หัวใจเธอเช่นกัน
เพียงชั่วพริบตา ร่างของทั้งสองทะลุ และทั้งคู่ทรุด แล้วตายพร้อมกัน
เอวาเบียทริซอยากจะสนุกกับศพของทั้งสอง จึงให้พากลับมา
Seista 45 (ผมชมพู) "Siesta 45, 410 กำจัดเป้าหมายเสร็จสมบูรณ์ รอรับคำสั่งต่อไป ท่านหญิงเบียทริซ โปรดสั่งการ"
Seista 410 (ผมเขียว) "ตั้งแต่ที่นั่งเด็ก จนถึงคู่แข่งของคุณในเกมออนไลน์ (ยุคไหนฟะ) จนถึงสอยกระสวยอวกาศ เราสามารถทำได้ทุกอย่าง นิฮิฮิ"
ตอนนี้เอวาเบียทริซได้ศพสำหรับราตรีที่ 4 และ 5 เธอสามารถเล่นสนุกได้ตามต้องการ เพียงแค่ให้พี่น้องอีก 5 คน ที่เหลือแทงศพตอนสุดท้ายก็พอแล้ว
รุ่นก่อนปรากฏตัว เพื่อเตือนในสิ่งที่เธอบอกก่อนหน้านี้ เรื่องความโหดเหี้ยม ทำไมเธอไม่ฟัง
เอวาเบียทริซตอบรับว่า เธอยังคงทำตาม โดยเก็บกวาดหลังจากเล่นสนุก แล้วแทงตามคำจารึก
เบียโตะพูดว่านั่นไม่ใช่ปัญหา แต่ทำให้บางคนรู้สึกแย่
เอวาเบียทริซรู้ว่าหมายถึงคู่แข่งของเธอ ที่กำลังสู้ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งโรโนเวบอกเธอแล้ว เธอไม่พอใจที่ต้องทำเพื่อคนขี้ขลาดคนนั้น แต่เบียโตะก็บอกว่าเธอติดต่อไม่ได้ เขาอยู่อีกโลก
โลกนั้นเหมือนกับโลกคู่ขนาน มันอยู่ไม่ไกล แต่เพราะเป็นโลกคู่ขนานจึงไม่สามารถข้ามไปได้
เธอจึงฝากข้อความไปให้คนๆ นั้นด้วย
"มันไม่ใช่ธุระของแก หายไปได้แล้วยายแก่ ทำไมไม่ยอมแพ้แล้วตายไปซะ ?"
เบียทริซอึ้ง เอวาเบียทริซ อ้างว่าพูดถึงเพื่อนกับรุ่นก่อน น่าจะเป็นผู้หญิง ซึ่งยายแก่นั้นไม่ได้หมายถึงท่านรุ่นก่อน ขอภัยด้วย แล้วเธอก็หัวเราะ
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เธอจ้องตาเบียโตะระหว่างที่พูดข้อความนั้น ทุกคนในที่นี้ เข้าใจว่าเธอสื่อถึงใคร
เอวาเบียทริซพูดต่อ รู้สึกแปลกว่าทำไมต้องเล่นเกมกับใครสักคนในโลกอื่น เพื่อให้เขายอมรับว่าเธอเป็นแม่มด (ทำไมรู้ว่าเป็นผู้ชาย ?)
เบียโตะตอบเพราะการทำให้มนุษย์ทุกคนเชื่อในตัวแม่มดจะทำให้ควบคุมได้โดยสมบูรณ์ มีบางคนที่ไม่ยอมรับเธอเป็นแม่มด
เอวาเบียทริซก็ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้มนุษย์ยอมรับ แม่มดเป็นแม่มด ใช้เวทมนตร์ได้ ทำไมต้องการให้มนุษย์ยอมรับ ?
เบียโตะพยายามอธิบายในเรื่องก่อนหน้านี้ สิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์นั้น.....
เอวาเบียทริซขัดจังหวะ เธอเป็นแม่มด เธอใช้เวทมนตร์ได้โดยไม่ต้องให้ใครยอมรับ จะทำไปเพื่ออะไร
เบียโตะพยายามเลือกหาคำอธิบาย แต่เอวาเบียทริซไม่ต้องการคำอธิบายนั้น มันเป็นเรื่องของอีกโลกที่ไม่สามารถข้ามมาโลกนี้ได้ไม่ใช่เหรอ ? ในอีกทางหนึ่ง เหมือนกับโลกนั้นไม่มีตัวตน การต่อสู้ของเบียโตะเป็นเรื่องของโลกอื่น ไม่เกี่ยวกับเธอที่เป็นแม่มดแล้ว
หลังพูดต่อกันอีกหน่อย ดูเหมือนเธอจะไม่ฟังคำพูดของเบียโตะอีกแล้ว และสื่อความหมายโดยตรงว่า "อย่ามาขวางความสนุกของเธอ"
เบียโตะยอมถอดใจ ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาของเธออีกแล้ว ให้เอวาเบียทริซเข้าใจด้วยตัวเธอเอง
เอวาเบียทริซตอบโต้ ว่าเธอปรารถนาให้รุ่นก่อนบอกเธอว่า การโมโหของเบียโตะไร้ความหมายสำหรับเธอจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ สิ่งนั้นถูกเรียกว่าความนับถือ
เบียโตะนิ่งเงียบ เธอจำข้อความนั้นได้ ซึ่งเธอเคยพูดกับอาจารย์ของเธอ
เอวาเบียทริซให้พี่น้อง Seista ส่งท่านรุ่นก่อนกลับไป
พวกเธอขอให้ท่านรุ่นก่อนรีบกลับ เบียโตะรู้ว่าทั้งสองกำลังคำนวณสภาพแวดล้อมและเตรียมที่จะขับไล่เธอด้วยอาวุธ
โรโนเวและลูซิเฟอร์ขอให้ท่านรุ่นก่อนหายไป เธอทำตาม
(Metaworld) เบียโตะคุยกับอาจารย์เธอ เธอเข้าใจความสนุกของการเป็น Endless Witch ดี และเข้าใจความรู้สึกของอาจารย์ในอดีตครั้งที่เธอเป็นแบบนั้นเช่นกัน
หน้าที่ของเธอตอนนี้ คือ ให้คู่แข่งแบบแบทเลอร์ยอมรับว่าเธอเป็นแม่มด
การใช้พายุที่รุนแรง เพื่อแสดงว่าเธอเป็นแม่มด ความโหดร้ายต่างๆ ที่ทำให้เขายอมแพ้ แต่ผลกลับตรงกันข้าม ผลของความป่าเถื่อนของแม่มด ทำให้เขาไม่ยอมแพ้แล้วกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เหมือนนักเดินทางที่คลุมผ้าแน่นขึ้นเมื่อพบพายุ
(จากเรื่องลมเหนือกับพระอาทิตย์ในนิทานอีสป ที่เวอร์จิเลียเคยให้คำใบ้ไว้)
เกมนี้ไม่ได้ทรมานให้แบทเลอร์ยอมแพ้ เป็นการทดสอบเพื่อให้แบทเลอร์ยอมรับในตัวเบียโตะ
เบียโตะไม่รู้ว่าต่อไปเธอควรทำอย่างไรดี ?
เวอร์จิเลียให้เธอคิดด้วยตัวเอง โชคดีที่มอบตัวหมากในเกมให้กับแม่มดคนใหม่ เธอมีเวลาคิดมากยิ่งขึ้น
เธอไม่เข้าใจ เธอต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์ วิธีลมเหนือไม่ได้ผล แล้ววิธีแสงอาทิตย์จะทำได้อย่างไร? เธอไม่เข้าเรื่องพวกนี้
เวอร์จิเลียอธิบาย นี่เป็นเดือนตุลาคม ฤดูของฮอลโลวีน เป็นเดือนแห่งการคืนชีพ เมื่อพระอาทิตย์สูญไป และเกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อพระอาทิตย์อ่อนล้าหลังจากฟื้นคืน มันไปไม่ถึงลมหนาวเย็นที่พัดมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อมันโตช้าๆ เพื่อรอการมาของฤดูใบไม้ผลิ นักเดินทางอาจหุ้มเสื้อคลุมเขาไว้
จะบอกว่าเธอผิดพลาดงั้นเหรอ ? เบียโตะไม่เข้าใจ
(โลกจริง) ที่ห้องโถงเต็มไปด้วยฝูงผีเสื้อทองคำ
รูดอล์ฟและคิริเอะถูกฆ่าตายนับครั้งไม่ถ้วน จนนับด้วยนิ้วทั้งมือและเท้าไม่พอ เธอสนุกกับการฆ่าทั้งสองอย่างต่อเนื่อง
เธอถามเฟอร์นิเจอร์ว่าเคยเฉือนท้องของสัตว์สตั๊ฟบ้างไหม พวกพี่น้อง Siesta บอกไม่เคย
เธอเคยคิดจะทำอย่างนั้น เพื่อดูข้างในของพวกมัน แต่เมื่อทำมันก็จะพังได้ เธอสนุกกับการฆ่าด้วยพลังไม่จำกัดนี้
ฮิเดโยชิปรากฏตัวขึ้น บอกให้เอวาหยุด มือถือปืนไว้
เขาไม่สามารถหนีจากคฤหาสถ์ที่มีบาเรียกั้นไว้ได้ ปืนอาจได้จากศพของโรซ่าหรือคิริเอะ
เขาสงสัยว่าทำไมเอวาถึงฆ่าพวกนั้น
เอวาเบียทริซ จึงตอบ ว่าเธอเป็นผู้นำของตระกูลอุชิโรมิยะแล้ว ทุกอย่างที่เกิดบนเกาะมันไร้ความหมายสำหรับเธอ
เขาเข้าใจทันทีว่าผลของการพบทองคำของพ่อ ทำให้เธอเป็นบ้า ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่แบ่งทอง
เอวาเบียทริซยืนกราน เรื่องทองคำเป็นของเธอเพียงผู้เดียว ในฐานะแม่มดทองคำ
เธอกล่าวว่าตัวเองเป็นแม่มดในร่างของ อุชิโรมิยะ เอวา เมื่อเอวาโตขึ้นก็ลืมเธอ ดังนั้น เอวาจึงใช้เวทมนตร์ไม่ได้
ฮิเดโยชิบอก เมื่อเขาเป็นเด็ก เขาอาจทำเรื่องเลวร้ายที่ไร้เดียงสา แบบเหยียบมด หรือเด็ดปีกแมลงปอ แต่เขาก็เรียนรู้เรื่องชีวิต และรู้ว่าทำเรื่องโหดร้ายในวัยเด็ก .... ตอนนี้เธอเป็นเหมือนเด็ก ! เธอต่างจากเอวาที่โตแล้ว ! เธอไม่ใช่เอวา! และเธอต่างจากมนุษย์!!
เอวาเบียทริซยืนยันข้อความนั้น เธอไม่ใช่อุชิโรมิยะ เอวา เธอเป็นแม่มดทองคำ ไม่ใช่มนุษย์ เธอทำทุกอย่างได้ตามต้องการ เธอ.......

เสียงดังขึ้น เป็นเสียงฮิเดโยชิตบหน้าแม่มด
ห้องโถงที่เต็มไปด้วยเลือด เขาควรจะกลัวแม่มด แต่ปราศจากการรีรอ เขาเดินไปตบแก้มเธอ
"ยัยโง่ !! อย่าทำเหมือนตัวเองโหดร้ายสิ เธอทั้งขี้ขลาดและอ่อนแอ ! ชั้นจะตำหนิอีกครั้ง, นั่นเป็นปีศาจของเธอ !! ยัยโง่!! ยัยโง่!! "
เขาทุบตีเธอต่อ
"ไม่ใช่ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เข้าใจว่ามันสำคัญแค่ไหน ว่าความอ่อนแอของชีวิตเป็นยังไงเหรอ ? ชั้นจะทำให้เธอจำมันได้ ...! อะไรที่เธอหมายถึง "แม่มด" เธอโง่เขลาจริง !! เธอเป็นเมียของชั้น อุชิโรมิยะ เอวา! แม่มดในครัว ผู้ที่เตรียมของว่างจากตู้เย็นทุกครั้ง ตามที่ชั้นต้องการ !! ตาเธอยังไม่สว่างอีกเหรอ ยัยโง่ ...!!"
เมื่อเอวาเบียทริซปฏิเสธ เธอก็ถูกทุบตีต่อ
เขาไม่คิดเหนี่ยวไกไปที่เธอ ปืนไม่มีความจำเป็น
ปืนที่ตกอยู่ใกล้ศพของรูดอล์ฟลอยขึ้นกลางอากาศ "เปรี้ยง" และมีควันจากปากกระบอกปืน
เลือดสีแดงพุ่งจากอกของฮิเดโยชิ หลังของเขาถูกยิงพุ่งทะลุด้านหน้า
ฮิเดโยชิเรียกชื่อเอวา เธอตอกย้ำว่าไม่ใช่เอวา ฮิเดโยชิเป็นคนน่ารำคาญ เธอจึงเลือกเป็นผู้สละชีพในราตรีที่ 6 ด้วย ถ้าเขาซ่อนตัวอยู่ เธอก็จะปล่อยเขาไปแท้ๆ
ฮิเดโยชิทรุดลงกับพื้น เขาฝืนจนกระทั่งเขาสิ้นลมไป
เขาตายทั้งที่ตายังเปิดกว้าง จ้องมองที่เธอ แม่มดจึงไม่รู้ว่าเขาตายมาสักพักแล้ว
Seista 410 ทักเรื่องของเล่นใหม่ของเธอ คำพูดนั้นทำให้เธอรู้ว่าฮิเดโยชิตายแล้ว
เธอดูต่างไปจากเดิมและคิดว่าจะทำอะไรดี พี่น้อง Siesta รอคำแนะนำจากเธอ
แต่ดูความสนุกเธอจะหมดไปแล้ว เธอมองที่หน้าของฮิเดโยชิที่มีน้ำตาไหลซึมออกมา เธอพูดว่าเป็นความผิดของชายคนนั้น แล้วเรียกโรโนเวออกมา
เธอต้องการทำความสะอาดพื้นที่ เธอจะยังทำตามกฏที่ยัยแก่นั่นต้องการ ศพสำหรับราตรีที่ 4 - 6 และแทงด้วยมีดยาว
ลูซิเฟอร์แห่งอัตตา (ความภูมิใจ) ดูจะขัดใจนิดหน่อย แทนที่เธอจะได้ล่าเหยื่อกลับต้องมาเสียบศพที่ตายแล้ว แต่เธอก็ต้องทำตามคำสั่ง
เอวาเบียทริซยังด่าศพของฮิเดโยชิต่อ เรื่องความโง่และเขาไม่ควรตาย
ด้านเอวาในบ้านพักรับรอง เธอร้องไห้ ราวกับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสามีของเธอ
สายฟ้าฟาดเสียงดัง ทำให้เอวาตื่นจากฝันร้าย
ถ้าเขายังจับมือเธออยู่ ความหวาดกลัวในฝันร้ายของเธอคงบรรเทาลง แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว เอวาจึงร้องเรียกสามีของเธอ ....
Chapter 15 : The Definition of a Witch
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 13.30 น.
30 นาทีผ่านไปหลังจากกลุ่มรูดอล์ฟออกไปจากบ้านพักรับรอง
เคลาส์และนัตสึฮิที่รอหน้าทางเข้าเริ่มหมดความอดทน
โซ่ถูกคล้องไว้ที่ประตู เพื่อป้องกันกรณีที่กลุ่มรูดอล์ฟโดนเล่นงาน แล้วเสียมาสเตอร์คีย์ไป ด้านเคลาส์จึงมารอเปิดประตูเพื่อรอรับพวกเขา
นัตสึฮิสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาไหม
เคลาส์จึงบอกว่าเธอคิดมากเกินไป แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบนั้น .... มันเป็นเรื่องที่บ้าบิ่นเกินไปที่ไปที่นั่น เขาเตือนพวกนั้นแล้ว โรซ่าก็เพิ่งถูกฆ่าไปไม่นาน
ในบ้านพักหลังนี้ เหลือผู้ใหญ่เพียง 3 คน คือ เคลาส์, นัตสึฮิ และเอวาที่กำลังหลับอยู่
ในเวลานั้น ได้ยินเสียงร้องดัง เป็นเสียงของเอวา เสียงนั้นเรียกฮิเดโยชิ ดูเหมือนเธอจะเป็นไข้ขึ้นสูง และอาจกำลังฝันร้ายจึงเรียกสามีของเธอ
นัตสึฮิถามอาการของเอวา
เอวาน้ำตานองหน้า สงสัยว่าสามีของเธอไปไหน เขาสัญญากับเธอว่าจะอยู่กับชั้นตลอดเวลา เขาสัญญาว่าเขาจะจับมือเธอตลอดเวลา
เคลาส์งงกับท่าทีของเธอ ที่ไม่เคยแสดงต่อหน้าเขามาก่อน แต่นัตสึฮิเข้าใจความรู้สึกนั้นดี

นัตสึฮิอธิบายสถานการณ์ เอวาอาละวาดเมื่อได้ยินว่าเขาออกไปข้างนอก
ทำไมเขาไม่รักษาสัญญา และทำไมต้องไปข้างนอกที่มีแม่มดรออยู่
เคลาส์อธิบายเรื่องที่ไปคฤหาสถ์ และเหตุผลที่ต้องออกไป ซึ่งเกี่ยวกับสุขภาพของเอวาด้วย
เอวาสงสัยมากมาย ทั้งเรื่องที่เขาจะกลับมาเมื่อไหร่, ไม่ควรไปสวนดอกกุหลาบ, ไม่ควรไปแมนชั่น ซึ่งมีแม่มดรออยู่ แม่มดทองคำเดินไปทั่ว
นัตสึฮิบอกว่าพวกเขาไปเมื่อ 30 นาทีที่ผ่านมา นั่นทำให้เอวาสับสนอีก และอยากให้ทั้งสองไปตามหาสามีของเธอ
นัตสึฮิพยายามทำให้เธอสงบใจลง แต่ก็ทำให้เธออารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้นกว่าเดิม
แบทเลอร์, จอร์จ, เจสซิก้า และนันโจ ลงมาที่ล็อบบี้
จอร์จเห็นด้วยกับแม่ของเขา, ดร.นันโจ ยกเรื่องที่ว่านั่นอาจเป็นเหตุการณ์ที่สอง ไม่ควรจะไป
แต่เอวาปฏิเสธ เธอไม่ยอมรอดูสามีเธอตาย เธอจึงคว้าปืนขึ้น ไม่มีประโยชน์ที่จะห้ามเธอตอนนี้
จอร์จตัดสินใจที่จะไปด้วย จึงหาอาสาสมัครเพิ่ม แบทเลอร์ก็จะไปเช่นกัน เจสซิก้าก็อีกคน
นัตสึฮิ พูดในฐานะแม่ของเธอ ว่าเจสซิก้าไม่ควรไป
เอวาก็คิดแบบนั้น ให้ครอบครัวเธอ และแบทเลอร์ไปก็พอ และดร.นันโจ อีกคน

(Metaworld) เวอร์จิเลียอธิบาย ทั้ง 4 พบศพของรูดอล์ฟ, คิริเอะ และฮิเดโยชิ
แบทเลอร์เข้าใจ นั่นเป็นศพของราตรีที่ 4 ถึง 6 ที่ถูกแทงที่หัว, อก และท้อง ด้วยมีด
เวอร์จิเลียตอบว่าเป็นเช่นนั้น หน้าผากของรูดอล์ฟ, อกฮิเดโยชิ และท้องของคิริเอะ เสื้อผ้าทั้งสามดูยับ จึงสันนิษฐานว่ามีการต่อสู้หรือหนี ซึ่งศพทั้ง 3 ไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน สันนิษฐานว่ามาเพื่อติดต่อกับคนผิด จากนั้นก็พยายามขัดขืน
เป็นวิธีที่โหดร้ายเช่นเคย แบทเลอร์กล่าว
โรโนเวพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เงียบไป
ความจริงแล้ว แม่มดคนใหม่ฆ่าด้วยวิธีที่โหดร้ายกว่านั่น เบียโตะไปแนะนำจนทำให้ศพเหลือไว้ในสภาพนั้น ซึ่งแม่มดคนใหม่ไม่ได้คิดว่าทำให้ศพอยู่ในสภาพเละแค่ไหนก็ได้ ขอให้สุดท้ายกลับคืนสภาพศพเหมือนเดิมแล้วปักมีดก็พอ
โรโนเวรู้สึกว่าถ้าเขาบอกเรื่องนี้ คงทำให้เบียโตะสบายใจขึ้น
แต่ดูจากแววตาของแบทเลอร์ ถ้าบอกเรื่องนี้คงทำให้เขารู้สึกแย่กว่าเดิม
สำหรับมนุษย์ ความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตายเป็นเรื่องใหญ่
การบอกว่าเบียโตะทำให้รูปแบบการตายดีขึ้น และทำให้แบทเลอร์เข้าใจความรู้สึกของเบียโตะ อาจทำให้ปีศาจต้องไปขอโทษเธอแทน โรโนเวจึงตัดสินใจเงียบ ไม่เอ่ยถึงความพยายามของเบียโตะ
แบทเลอร์ต้องการคำยืนยันสีแดงจากโรโนเว เหมือนเขาจะไม่ได้ยิน แบทเลอร์จึงย้ำอีกครั้ง เขาต้องการคำยืนยันที่ว่า รูดอล์ฟ, คิริเอะ และฮิเดโตชิ ตาย
โรโนเวกล่าวขออภัย และขอปฏิเสธที่จะยืนยันข้อความนั้น ทำให้แบทเลอร์สงสัยว่าทำไม
การประกาศว่าเหยื่อตายในข้อความสีแดงปกติจะให้มาทุกครั้ง การปฏิเสธเหมือนเป็นการยอมรับว่าพ่ายแพ้
ดังนั้นที่โรโนฟปฏิเสธตั้งแต่ตาเดินแรก ทำให้แบทเลอร์สับสน

"ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่พูดในฐานะนายหญิงอย่างกระผม จำเป็นต้องสละตาเดินนี้ "กระผม" ไม่สามารถยืนยันในสีแดงได้ ...... มีเพียงผู้เดียวที่เหมาะสมจะยืนยันมัน ..... คือ นายหญิง"
แบทเลอร์ยังเงียบ
เวอร์จิเลียอธิบาย "มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โรโนเวเป็นเพียงตัวแทนสำหรับด้านเบียทริซ ถ้าโรอนฟถอยจากตำแหน่งนั้น และแบทเลอร์ไม่ยอมรับเบียโตะเป็นคู่แข่ง ...... ตัวแทนคนใหม่จะถูกสร้างขึ้น"
โรโนเวกล่าวต่อว่า ตอนนี้ยังไม่มีตัวแทนคนใหม่ และขอร้องให้เขานับเบียทริซเป็นคู่แข่งในเกมอีกครั้ง
แบทเลอร์ไม่พอใจ กล่าวต่อว่าเบียโตะเรื่องความป่าเถื่อนของเธอ ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
โรโนเวขอร้องอีกครั้ง เขาขอโทษแทนนายหญิง เขายืนยันว่านายหญิงจะไม่แสดงท่าทางที่ไม่น่าพอใจอีก
เวอร์จิเลียก็เช่นกัน เธอขออภัยในฐานะอาจารย์ของเด็กคนนั้น และขอให้ยกโทษให้เบียโตะสักครั้ง
แบทเลอร์พอได้ฟังแบบนั้น เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลว แต่ไม่มีประโยชน์ถ้าเบียทริซไม่ใช่คนพูดเอง
เวอร์จิเลียจึงให้โรโนเวไปตามเบียโตะมา ถึงแบทเลอร์จะให้พวกเขาทำตามต้องการ แต่ก็อย่าคาดหวังว่าเขาจะอภัยให้เบียโตะ จากนั้นโรโนเวก็เรียกเบียโตะออกมา
เบียโตะปรากฏตัวกลางฝูงผีเสื้อสีทอง
เวอร์จิเลียเชื่อว่าเธอได้ยินข้อความที่เพิ่งพูดไป และเธอจะพูดจากปากเธอได้หรือไม่ ?
เบียทริซเงียบในระหว่างที่แบทเลอร์จ้องมองเธอ ด้วยสายตาที่เย็นชา
เธอพยายามที่จะพูดคำนั้นออกจากปาก แต่ก็ทำไม่ได้ เธอสั่นราวกับคนที่พยายามจุดไม้ขีดในหน้าหนาวด้วยมือที่เย็นเฉียบ
ระหว่างที่เธอจะพูดนั้น ในเกมบอร์ดยังคงดำเนินต่อไป ในห้องโถงพวกเขาพบศพของเหยื่อ และกำลังร้องไหน
(โลกจริง) แบทเลอร์ร้องไห้กับการตายของพ่อและแม่
ดร.นันโจ อธิบายว่าอาจจะตายในทันที เขามั่นใจว่าถึงพวกเรามาทันทีหลังจากที่พวกเขาล้ม ก็ยังสายเกินไปที่จะช่วย

เอวาร้องไห้ เธอปฏิเสธ พวกเขาจะยังอยู่ถ้ามาเร็วกว่านี้ สามีเธอถูกแทงที่อก คงต้องตายด้วยความเจ็บปวด ถ้าพวกเรามาเร็วกว่านี้น่าจะช่วยได้ทัน
จอร์จ อดทนต่อสถานการณ์นี้ได้ และพูดปลอบแบทเลอร์ที่ยังทำใจกับสิ่งที่เห็นไม่ได้

จอร์จบอกว่าเขายังคงเหลือแม่ ยังดีกว่าแบทเลอร์ แต่แบทเลอร์ไม่คิดแบบนั้น จอร์จเป็นคนที่น่าเศร้ายิ่งกว่า
ถึงเขาจะเสียทั้งพ่อและแม่ไป แต่สักวันเขาต้องแยกจากพ่อแม่อยู่แล้ว และเป็นชะตาที่พ่อแม่ต้องตายก่อนลูกอยู่แล้ว เพียงแต่มันเกิดเร็วกว่าที่คิดเท่านั้น แบทเลอร์กล่าวทั้งน้ำตา
แต่สำหรับจอร์จเขาคงไม่ได้อยู่ห่างกับพ่อแม่ชั่วชีวิต แล้วยังเสียแชนนอนที่จะได้อยู่ด้วยกันชั่วชีวิตอีกด้วย จอร์จกลั้นน้ำตาในฐานะพี่ใหญ่ ซึ่งเขาก็นับถือในจุดนี้

จอร์จพยายามที่จะให้เขาหยุด ด้วยรอยยิ้มที่สงบ แต่เขาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ น้ำตารินไหนออกมาไม่หยุด
เขาวาดภาพอนาคตระหว่างเขากับแชนนอนไว้มากมาย มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
สองลูกพี่ลูกน้อง กอดกันแล้วร้องไห้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
(Metaworld) แบทเลอร์พูดกับเบียโตะสีหน้ากำลังเศร้า
"เธอเข้าใจไหมว่าทำไมชั้นถึงบอกว่าพี่จอร์จถึงอดทนมากที่สุด ?"
"ชั้นเข้าใจ ความเศร้าเป็นสัดส่วนต่อช่วงเวลา ที่จะใช้อยู่ด้วยกันในชีวิตของพวกเขาหลังจากนั้น"
"ใช่แล้ว เธอไม่สามารถคำนวณมันได้ พวกมนุษย์ไม่ชอบแม่มดอย่างเธอ จากเวลาที่เรามีชีวิตจนกระทั่งตาย เราใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่จำกัดด้วยความแข็งแกร่งถึงที่สุด ชั้นไม่สามารถให้อภัยใครที่ล้อเล่นกันมัน นอกจากนั้นชั้นจะไม่ให้อภัยใครที่ดูถูกคนและเล่นสนุกกับพวกเขาแน่นอน คนอย่างเธอที่เห็นความตายเป็นเรื่องสนุก อาจจะไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้"
เบียโตะเปลี่ยนสีหน้าเป็นกัดฟัน
แบทเลอร์ยังพูดต่อเรื่องช่วงชีวิตของพี่จอร์จและแชนนอนที่ควรอยู่ด้วยกัน
เบียโตะพยายามโต้แย้ง แต่เวอร์จิเลียมาขัด ให้เธอเงียบและฟัง
แบทเลอร์เข้าใจว่าเบียโตะจำเป็นต้องทำเพื่อการคืนชีพของตัวเธอเอง แต่เขาไม่ชอบท่าทางโหดร้ายที่ไม่จำเป็น เขาหมายถึงในราตรีแรกที่มีคน 6 คน ถูกทำลายใบหน้า และผ่าท้องของเหยื่อ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
เมื่อเธอฆ่าป้าโรซ่าซ้ำๆ หลายครั้ง (ใน Hidden Tea Time EP2) เขาได้ยินว่า "ท้ายที่สุด ชั้นจะนำเขากลับมามีชีวิตได้ ไม่ว่าจะฆ่าสักกี่ครั้ง"
เบียทริซยอมรับคำนั้น .... นั่นเป็นการฆ่าที่ไม่จำเป็น
ถ้าจำเป็นต้องฆ่า แบทเลอร์อยากให้เธอฆ่าทันทีมากกว่า ที่จะแกล้งเหยื่อโดยการฟื้นชีวิตแล้วฆ่า ซ้ำไปซ้ำมา
เขาไม่สามารถยอมรับคู่แข่งที่ไม่รู้คุณค่าของชีวิต และไม่รู้จักความเศร้าเมื่อสูญเสียชีวิต

เวอร์จิเลียกล่าวเสริม
"....... นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม แม่มดชั่วนิรันดร์ (Endless Witch) ถึงถูกเรียกว่าศาสตร์มืด .... แม่มดชั่วนิรันดร์ไม่รู้จักคำว่าขีดจำกัด ..... เธอไม่เข้าใจขอบเขตและการสูญเสียจากการทำลายและการฆ่า ด้วยเหตุผลนี้แม่มดชั่วนิรันดร์ บางครั้งจึงเล่นสนุกระหว่างความเป็นและความตาย ราวกับเป็นเกม .... เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ดังนั้นในฐานะของแม่มดชั่วนิรันดร์ (ผู้ที่เคยเป็น) ชั้นไม่เคยไปถึงระดับของเธอ
เวอร์จิเลียพยายามบอกเบียโตะมานานแล้ว แต่เธอสาวกว่าจะเชื่อฟังคำพูดนั้น
เบียทริซอธิบายถึงความสนุกในการทำให้แจกันแตก หลังจากเธอได้เวทมนตร์ไม่รู้จบมา เธอสามารถพังมันเท่าไหร่ก็ได้ เท่าที่ต้องการ
"นั่นเรียกว่าน้ำผึ้งต้องห้าม ผู้คนไม่ได้หลงไหลจากสิ่งที่อยู่ข้างใน พวกเขาถูกยั่วยวนโดยการล็อคที่ถูกปิดผนึก.... มันน่าสังเวชจริงๆ" เวอร์จิเลียกล่าว
แบทเลอร์ถามเวอร์จิเลีย ว่าทำไมสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์ไร้ขีดจำกัดถึงมีจริง ? .... และมันมีในโลกเพื่ออะไร ?
เวอร์จิเลียตอบ "มันไม่ได้จำกับแค่เวทมนตร์ชั่วนิรันดร์เท่านั้น เวทมนตร์ทั้งปวงมีตัวตนเพื่อนำความสุขมาแก่โลกมนุษย์ หลังจากทุกสิ่งเกิดขึ้น มันยากสำหรับเธอที่จะเข้าใจ แบทเลอร์คุง ...... แต่ตามคำสั่งที่นำความสุขแก่โลกมนุษย์ พวกเราเหล่าแม่มดตั้งใจที่จะเป็นสะพานระหว่างมนุษยและสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ และศึกษามันต่อไป"
"การฟื้นความตายแล้วทรมานพวกเขาอย่างไม่รู้จบ มันช่วยโลกได้ยังไงเหรอ ?" แบทเลอร์ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
เวอร์จิเลียกล่าวต่อ "เมื่อแจกันที่เป็นของที่สำคัญแตก ถ้าซ่อมมันได้ ทุกคนมีรอยยิ้ม ชั้นจะฟื้นมันด้วยเวทมนตร์เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ชั้นจะไม่ซ่อมสิ่งที่มันถูกกำหนดมาให้ถูกทำลายอีกครั้ง .... ชั้นฟื้นมันขึ้นมาเพื่อความสุขของมนุษย์"
แบทเลอร์หันไปพูดกับเบียโตะต่อ
"ถ้าเป็นแบบนั้น เบียโตะ เธอพลาดในฐานะของแม่มดชั่วนิรันดร์"
เบียโตะยอมรับด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
แบทเลอร์สงสัยว่าทำไมเขาต้องเล่นเกมพิศดารนี้เพื่อสู้กับเธอ ? มันอาจไม่ใช่เกมที่ทำให้เขายอมรับความพ่ายแพ่ มันเป็นการทดสอบเบียโตะ เพื่อที่ยอมรับเธอในฐานะแม่มดชั่วนิรันดร์ ใช่หรือไม่ ?
เบียโตะปฏิเธอ เธออาจต้องการที่สร้างเกมเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น ไม่ได้มีคาดหวังต่อมัน
เมื่อแบทเลอร์ได้ฟังจากเวอร์จิเลียแล้ว เขาไม่รู้สึกว่าเบียโตะเหมาะสมที่จะเป็นแม่มดด้วยซ้ำ เธอเข้าใจผิดในพลังของเธอ ถ้าเป็นแบบนั่น การต่อสู้ระหว่างมนุษย์และแม่มด เธอที่ไม่ใช่แม่มด ไม่เหมาะที่จะเป็นคู่แข่งกับเขาด้วย ?
เบียโตะยอมรับข้อความนั้น เธอเป็นเพียงแม่มดฝึกหัด เมื่อไหร่เขาจะยอมรับเธอเป็นคู่แข่งอีกครั้ง ? เมื่อไหร่ที่จะได้เริ่มเกมต่อ ?
แบทเลอร์ก็ไม่รู้ บางทีถ้าเธอเติมเต็มหน้าที่ของเธอ แล้วกลายเป็นแม่มดที่แท้จริง เขาอาจจะยอมรับเธอในฐานะคู่แข่งอีกครั้งก็ได้
เบียโตะไม่เข้าใจว่าต้องทำอย่างไร
แบทเลอร์ให้เธอคิดเอง แล้วถามโรโนฟ หรือ เวอร์จิเลียก็ได้ เขายังขอให้เวอร์จิเลียหยุดเกมไว้ก่อน
เวอร์จิเลียรับคำขอนั้น ส่วนเบียทริซไม่มีข้อคัดค้าน และยังคงสีหน้าซึมอยู่ตลอดเวลา เธอต้องการเวลาคิด
ก่อนเบียทริซลาจาก แบทเลอร์บอกเธอว่าอย่าทำสีหน้าที่หลอกลวงแบบนั้น
แต่เบียทริซบอกว่าเธอปล่อยให้สีหน้าแสดงออกมาจากหัวใจของเธอ
แบทเลอร์ยิ้มเล็กน้อย "ในกรณีนี้ ยังมีห้องที่ต้องพิสูจน์อีก ชั้นขอสัญญากับเธอสิ่งหนึ่ง ในเกมกับเธอ ชั้นอาจจะชนะ และชั้นอาจจะแพ้ ..... ถ้าเธอไม่กลับมา บางทีชัยชนะจะตกเป็นของชั้น"
แบทเลอร์หยุดพูดสักพัก ก่อนพูดอีกครั้ง ด้วยท่าทางเอาจริง "ถึงยังไง ชั้นก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ชั้นจะไม่ให้ชัยชนะแก่เธอ .... ชั้นจะรอที่นี่จนกว่าเธอจะมาในฐานะคู่แข่งที่มีค่าอีกครั้ง"

เบียโตะสีหน้าจริงจังขึ้น แล้วยืนยันว่าเธอจะกลับมา และทำให้เขายอมรับ จากนั้นเธอก็หายตัวไป
ความรู้สึกนั้น แบทเลอร์มั่นใจมากว่าไม่ได้เป็นสีหน้าที่โกหก
(โลกจริง) ผู้รอดชีวิตทั้ง 7 กลับมาที่บ้านพักอีกครั้ง
รูดอล์ฟไปพร้อมปืนสองกระบอก และมาสเตอร์คีย์ 1 ดอก แต่สิ่งพวกนั้นหายไป คนผิดน่าจะเอาไป
ที่พักนี้ถูกปิดทั้งหน้าต่างอย่างแน่นหนา ไม่สามารถเปิดได้แม้จะมีมาสเตอร์คีย์ ประตูหน้าถูกคล้องด้วยโซ่และปิดด้วยโซฟาและโต๊ะ ถึงพังประตูเข้ามาก็เปิดได้ไม่ง่าย
เคลาส์บอกว่าโชคดีที่ไต้ฝุ่นทำให้คนผิดเล่นงานบ้านพักไม่ได้
แต่เอวาไม่คิดแบบนั้น ถ้าไม่มีไต้ฝุ่น เรือคงมาตั้งแต่เที่ยงแล้ว
นัตสึฮิถามอาการเธอ ถึงเอวามีไข้อยู่ เธอก็พอจะทนได้และนึกถึงความปลอดภัยของพวกเด็ก

พวกผู้ใหญ่สามคนอยู่ชั้นล่าง เด็กอยู่ชั้นบน ถึงคนผิดจะขึ้นไปชั้นสองได้ แต่ก็ไม่ง่าย มันปลอดภัยกว่าชั้นล่างอีก
ถึงแบทเลอร์และจอร์จอยากอยู่ชั้นล่างเผื่อกรณีมีการต่อสู้ แต่เอวาปฏิเสธ
เด็กทั้งสามอยู่ในห้อง จอร์จดูที่ภาพที่แทรกในสมุดโน้ตของเขา เป็นรูปตอนที่ไปโอกินาว่ากับแชนนอน ที่มีรอยยิ้มของเธอ
ความทรงจำสถานที่เหล่านั้นยังคงมีอยู่สำหรับเขา ราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
เขาพยายามอย่างหนักหลังจากได้พบกับแชนนอน เขาเปลี่ยนข้อเสียต่างๆ ก่อนหน้านี้เพื่อเป็นชายที่เข้าแข็งและอยู่ร่วมกับเธอได้
ถ้าเขาไม่ได้พบแชนนอน ชายที่ชื่ออุชิโรมิยะ จอร์จ อาจจะมีชีวิตที่ต่างจากนี้ และอาจจะไม่ได้เป็นชายผู้เพียบพร้อมแบบในปัจจุบัน
เขายังคงนึกถึงแชนนอนต่อไป ภาพในอดีตยังคงหวนนึกถึง

ทั้งสามลูกพี่ลูกน้องยังพูดเรื่องชีวิตของคนเรื่องความเป็นความตายอีกเล็กน้อย
จากนั้นก็พูดเรื่องความพยายามของคินโซกว่าครึ่งชีวิตที่จะฟื้นคืนคนที่เขารัก
ถึงแบทเลอร์คิดว่าเป็นเรื่องบ้าที่จะทำแบบนั้น แต่จอร์จคิดตรงข้ามในเรื่องนี้ สุดท้ายปู่อาจโดนพระเจ้าลงโทษให้ต้องมอดไหม้แบบนั้นก็ได้
".....ต่อให้ต้องถูกลงโทษโดยพระเจ้าและร่างการชั้นไหม้เกรียม แม้ว่าจะได้เวลาเพียงเล็กน้อย ถ้าชั้นสามารถคืนชีพแชนนอนได้อีกครั้ง ชั้นยินดีที่สละเวลาที่เหลือในชีวิตเพื่อค้นคว้าเช่นเดียวกับปู่ ขอเพียง 5 นาทีเพื่อได้พูดกับแชนนอนอีกครั้งก็ยังดี ...... แม้แต่ 1 นาที เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนชั้นยินดีที่สะละชีวิตที่เหลือของชั้น"
แบทเลอร์และเจสซิก้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ ซึ่งมีแต่จะสร้างความเจ็บปวดแก่เขาเท่านั้น

หลังจากที่จอร์จคิดเรื่องเวทมนตร์ เขาก็กล่าวขอโทษทั้งสองที่พูดเรื่องแบบนั้น ถ้าเวทมนตร์มีจริง คนทั่วทุกมุมโลกคงทำได้เหมือนกัน แต่มันไม่มีจริงในโลก ไม่มีใครศึกษามัน ที่เป็นแบบนั้นเพราะทุกคนรู้ว่าความตายไม่สามารถฟื้นคืนได้ด้วยเวทมนตร์ ขอโทษที่พูดเรื่องแปลกๆ ก่อนหน้านี้
จอร์จขอตัวลงไปชั้นล่างเพื่อหากาแฟดื่ม แม่ของเขาถนัดการชงกาแฟ และถามว่าใครต้องการกาแฟเพิ่มหรือไม่ ?
ทั้งสองปฏิเสธ จอร์จจึงถือเหยือกแล้วเดินออกไปจากที่นี่ เขาไปหาห้องดร.นันโจเพื่อถามว่าเขาว่าต้องการกาแฟไหม แต่ดร.นันโจ ก็ไม่ต้องการเช่นกัน ดูเหมือนวิธีการชงกาแฟแบบดั้งเดิมของแม่จะไม่ได้รับความนิยมนัก
เขาเคยให้แชนนอนดื่มเหมือนกัน เธอบอกว่าถึงจะอร่อย แต่ก็ดูเข้มไปนิด
ความรู้สึกต่อแชนนอนยังคงไม่จางหาย แม้ว่าเขาจะออกนอกห้องเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
เขาเริ่มนึกถึงสภาพศพของแชนนอนที่ถูกโจมตีด้วยหอกหรือปืน เนื่องจากถูกห้ามไปดูศพ เขาอยากรู้ว่าเธอสวมแหวนหมั้นบนนิ้วนางมือซ้ายหรือไม่
ตอนนี้ เขาอยากรู้ความรู้สึกครั้งสุดท้ายของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ได้กลับมาอีกครั้งก็ตาม
เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างของเธอ หลังจากชันสูตรก็อาจจะเผาศพหลังจากนั้น ซึ่งเขาจะไม่ได้เห็นหน้าเธออีกครั้ง แม้แต่ใบหน้าที่ตายแล้วนั้น ตลอดไป
เขาไม่อยากให้เผาร่างเธอ ตามค่านิยมแบบตะวันตก เพราะเชื่อว่าวันที่ฟื้นคืนชีพจะไม่มีร่างให้กลับมา มีเพียงฆาตกรเท่านั้นที่เผาศพหลังจากตัดสินประหาร นั่นคือ ชาวตะวันตกเชื่อว่าความตายไม่มีอะไรมากกว่าการหลับจนกว่าจะฟื้นกลับคืนมา
แต่สำหรับในญี่ปุ่น ปฏิหารย์แบบนั้นไม่มีจริง พวกเราจึงเผามัน
ตอนนี้จอร์จเริ่มเข้าใจว่าทำไมปู่ถึงหลงไหลพิธีกรรมแบบชาวตะวันตกนัก เพื่อที่ให้เบียทริซที่เขารักฟื้นกลับคืนมา
เขาเริ่มคิดถึงเรื่องเล่าที่ว่าปู่ได้พบกับเบียทริซแล้วได้รับทองจำนวนมหาศาล ถ้าเขาได้พบเธอ เขาจะขอชีวิตของแชนนอนได้หรือไม่ ?
เขาตั้งใจทำสัญญาปีศาจ เพื่อแลกชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา
ถึงความปรารถนานั้นไม่ได้เอ่ยมาจากปาก เบียโตะที่ซ่อนกายแถวนั้นก็รับฟังความคิดของเขา
เธออยู่ที่นี่มาตลอด แบทเลอร์บอกเขาว่าเธอไม่รู้จักคุณค่าของชีวิตมนุษย์ เธอมาเพื่อทำความเข้าใจมันโดยฟังการสนทนา
"นั่นเป็นความต้องการของเจ้าเหรอ ? ถ้าชั้นทำมันได้ ชั้นจะถูกยอมรับในฐานะของแม่มดงั้นเหรอ ?"
เธอมองฝ่ามือของเธอ พลังที่สืบทอดให้กับแม่มดคนใหม่ เธอไม่ได้มีพลังมากเหมือนเมื่อก่อน
"อืม แม่จะปราศจากเวทมนตร์ไร้ขอบเขต ชั้นยังเป็นแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ที่นามกึกก้องนับพันปี การคืนชีวิตไม่ใช่ปัญหา"
เธอครุ่นคิด จนกระทั่งนึกถึงเวทมนตร์ที่ใช้ได้ แต่ไม่สามารถใช้ได้ในขณะที่เธออ่อนแอแบบนี้ จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นช่วย
เมื่อก่อนเธอเมินเฉยกับเวทมนตร์ประเภทนี้ แต่ก็มีเพียงเวทมนตร์นี้เท่านั้น
เธอตัดสินใจเรียกจอร์จอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้เขาตกใจ เรียกเขาจากหัวใจ
(Metaworld) ภาพตัดมาที่กึ่ง Metaworld แม่มดเรียกจอร์จ เขาพอเดาได้ว่าใครเป็นคนเรียก
เขาสาธยายถึงความต้องการของตน เบียทริซเข้าใจความปรารถนาอันแรงกล้าของเขา ทำให้สามารถติดต่อกับเขาได้
เบียทริซยอมรับความต้องการของเขา แต่ต้องการให้เขาช่วยเหลือเช่นกัน จอร์จยินดี เขาไม่เกรงกรัวต่อสิ่งใดทั้งนั้น
(โลกจริง) จอร์จได้สติ เหยือกยังคงอยู่ในมือของเขา และแม่มดปรากฏตัวต่อหน้าเขา
จอร์จไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น แต่เมื่อเบียทริซบอกให้เงียบ เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นร่างนี้ ซึ่งอาจทำให้ร่างเธอหายไป เขาก็ปิดปาก
จอร์จวางเหยือกบนพื้น และมองที่แม่มดอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ความฝัน
เบียโตะให้เขาไปห้องรับแขกที่มีร่างของแชนนอนอยู่ ด้วยความรู้สึกของเขาจะทำให้วิญญาณเธอกลับมาอีกครั้ง
แม่และคนอื่นๆ ยังคงอยู่ข้างล่าง เขาไม่สามารถออกไปได้โดยร่างของมนุษย์
เบียโตะจึงตอบ
"พอคิดแบบนั้นมันก็จริง เคลาส์และคนอื่นๆ อยู่ชั้นล่าง ในกรณีนี้ เราต้องไม่ลงไปชั้นล่าง"
"เอาล่ะ เราต้องไปแมนชั่นโดยไม่ลงไปชั้นล่างใช่ไหม ? ของกล้วยๆ"
เบียโตะหัวเราะ เธอสั่นไปป์ที่หน้าต่างที่ปิดอยู่ ผีเสื้อทองคำ 3 ตัวปรากฏจากไปป์และเปิดล็อคหน้าต่างราวกับละลายมัน
หน้าต่างเปิดโดยปราศจากเสียง ทางเปิดไปสู่คฤหาสถ์
จอร์จไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือความฝัน แม่มดชวนให้เขาตามเธอไป
บางทีถ้าเขาผ่านไปราวกับว่ายในอากาศ เขาอาจร่วงลงไปชั้นล่างก็ได้ แต่เขาก็เชื่อกับสิ่งนั้นแล้วทำตาม
จอร์จว่ายบนอากาศได้ เขาตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

แม่มดหัวเราะกับท่าทีตกใจของเขา ให้เชื่อกับสิ่งนั้น และไม่ให้คิดทฤษฏีของมนุษย์แบบนิวตันหรือไอส์ไสตน์ เพราะอาจทำให้ตกลงไปได้
จากนั้นทั้งสอง พยายามไปจนใกล้ถึงคฤหาสถ์
ในเวลาเดียวกัน แม่มดคนใหม่มองไปที่บ้านพักรับรอง เหลือเพียงราตรีที่ 7 และ 8 ข้อตกลงกับยายแก่รุ่นก่อนก็จะหมดไป...เธอจะฆ่าเคลาส์และนัตสึฮิ
สอง เซียสต้า รอรับคำสั่งอยู่แล้วและได้เป้าหมายเป็นชั้นแรกในบ้านพักรับรอง ซึ่งมีเป้าหมายทั้งสองและอุชิโรมิยะ เอวาอยู่
เซียสต้า 410 ส่งข้อมูลให้ Seista 45 ข้อมูลด้านพลังต่อต้านเวทมนตร์ดูจะน้อยมากๆ เมื่อเอวาออกไปข้างนอก พวกเขาจะกลายเป็นทูน่าและเป๋าฮื้อบนแผง ทั้งสองรอรับคำสั่ง

ระหว่างนั้น เอวาเบียทริซยังเสียดสีลูซิเฟอร์ที่อยู่แถวนั้น ว่าทั้งสองเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยได้ ต่างจากเฟอร์นิเจอร์มือสองของรุ่นก่อนที่เอาไว้แค่เจาะศพเท่านั้น....ลูซิเฟอร์ไม่มีข้อโต้แย้ง
เอวาเบียทริซ สั่งให้ทั้งสองเตรียมพร้อม หลังฆ่าก็ให้นำศพกลับมาด้วย โรโนเวก็ไม่มีข้อคัดค้านเช่นกัน
ระหว่างนั้น แม่มดคนใหม่สังเกตถึงบางอย่าง ในอีกสถานที่แห่งหนึ่ง จึงถามว่ามีใครสังเกตไหม ?
ทั้งสอง เซียสต้า ต่างไม่ได้สังเกตทั้งคู่ พวกเธอเฝ้ามองบ้านพักรับรองอยู่ Seista 410 จึงหันไปถามลูซิเฟอร์จัง
ลูซิเฟอร์จ้องไปที่โรโนเว เหมือนถามว่าเธอควรตอบหรือไม่ โรโนเวให้สัญญาณตอบรับ
โรโนเวปฏิเสธ เขาไม่ได้สังเกตอะไร เพราะพวกเขาเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์มือสองเท่านั้น
เอวาเบียทริซนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะตอบว่า ถ้าปีศาจที่ยิ่งใหญ่แบบเจ้าบอกแบบนั้น เธอคงคิดไปเอง
สิ่งที่เธอรู้สึกก็หายไปแล้ว เป็นทางจากสวนดอกกุหลาบที่ตรงไปถึงคฤหาสถ์ที่เห็นเงามืดจากแสงสว่างจากฟ้าแลบ จากนั้นเธอก็มองไปที่บ้านพักรับรองอีกครั้ง
Chapter 16 : Real Magic
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 17.44 น.
บ้านพักรับรองกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง เคลาส์, นัตสึฮิ และเอวาอยู่ที่นี่ และอยู่ในสภาพที่อ่อนล้าทุกคน ทุกคนพยายามต่อสู้กับความง่วงด้วยการเดินไปมา
นัตสึฮิให้เอวาไปพัก แต่เธอก็ไม่ยอม แม้เคลาส์จะให้เธอหลับตาก็ยังดี แต่เอวาปฏิเสธเสียงแข็ง
ใกล้จะ 6 โมงเย็นแล้ว ถ้าเรือมาตอน 9 โมงเช้าพรุ่งนี้ จะเหลือเวลาอีกกว่า 12 ชั่วโมง
(Metaworld) ยาวนาน.....เจ็บปวด.....ร้อน.....
เสียงของนาฬิการทรมานร่างกายของชั้นอยู่ คนๆ นั้นที่วางมือเขาบนหัวของชั้นทำให้ไข้ลดลง
แต่ตอนนี้คนๆ นั้น ไม่ได้มีตัวตนอีกแล้ว
จากนั้นเอวา คุยกับเอวาเบียทริซ ในหัวใจของเธอ
ทั้งสองคุยกับเรื่องทอง และฆ่าคนที่มีสิทธิได้สมบัติ เอวารู้จากแม่มดในตัวเธอว่าลงมือสังหารสามีของเธอด้วย
แม่มดไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่า แต่เขาทำตัวน่ารำคาญและดื้อดึง
ทั้งสองคุยกันต่อ ถึงแม่มดจะให้เธอยอมรับว่าเราทั้งคู่ คือ อุชิโรมิยะ เอวา แต่ป้าเอวาไม่ยอมรับความคิดนั้น และขับไล่เธอ
แม่มดยอมรับความคิดนั้น เธอจะหายไป ตอนนี้เธอไม่ใช่อุชิโรมิยะ เอวาอีกแล้ว เธอเป็นแม่มดทองคำเบียทริซ
เอวาเหลือคนเดียวในความมืด เธอไม่ยอมรับเรื่องที่ฆ่าพวกเขา
(โลกจริง) เอวาตื่นขึ้น เธอกึ่งหลับกึ่งตื่นไปชั่วขณะ ในขณะที่สูบไปน์ ทำให้เธอสำลัก
เอวายังไอไม่หยุด และไม่ให้นัตสึฮิมาลูบหลังเธอ
เธออยากไปล้างหน้า เมื่อเธอกลับมาเธอจะชงกาแฟแบบเข้มข้น ซึ่งทำให้เธอไม่ง่วงไปจนถึงพรุ่งนี้เช้า
เคลาส์ก็ต้องการเช่นกัน กาแฟของเอวาเหมาะกับเขามากกว่ากาแฟของโกดะ
เอวาถึงรู้ว่าเป็นการยกยอ แต่เธอก็พอใจ ก่อนที่จะไออีกครั้ง เธอจึงขอตัวไปล้างหน้า

นัตสึฮิบอกว่าเคลาส์ห่วงใยเธอมาก เขาจึงตอบว่าทำในฐานะพี่ใหญ่ เป็นเรื่องปกติ ทั้งรูดอลฟ์และโรซ่าก็เช่นกัน แทนที่จะแสดงท่าทางเหมือนพี่ใหญ่ เขาพูดอย่างหยิ่งยะโสและแกล้งพวกเขาหลายครั้ง เขาอยากจะดูเหมือนพ่อ แต่เขาก็ไม่เหมาะสม และระบายอารมณ์กับพวกเขา จนเป็นเรื่องไม่น่าให้อภัย
เขาอาจสร้างรอยแผลฝังลึกต่อเอวาที่ไม่อาจเยียวยาได้ เขาสำนึกถึงเรื่องนั้น แต่ถึงเขาจะขอโทษ ก็คงรักษาแผลนั้นไม่ได้
นัตสึฮิเชื่อว่าความรู้สึกนั้นจะส่งถึงต่อญาติพี่น้องคนอื่น เคลาส์จึงตอบว่าตอนนี้เหลือเพียงเอวาเท่านั้น
นัตสึฮิพูดต่อ ถ้าพวกเขาไม่ได้อยู่ในตระกูลอุชิโรมิยะ อาจจะเป็นพี่น้องที่สนิทกันก็ได้
เคลาส์ไม่อยากให้เธอพูดแบบนั้น เอวาจะเกลียดเขาไปตลอดทั้งชีวิต
เขาขอโทษเอวาให้อภัยให้แก่เขา
"ชั้นจะไม่ให้อภัยแก แกพูดเรื่องอะไรในเวลาแบบนี้ ?"
"ถ้าแกไม่ชอบมัน ทำไมแกไม่ยอมแพ้แล้วตายไปซะ !?"
เอวาเบียทริซ ที่รับฟังอยู่ข้างนอกสั่งให้พี่น้อง เซียสต้า โจมตี
ทั้งสองรับคำสั่ง 410 ส่งข้อมูลให้ 45
ทั้งคู่ง้างคันธนูสีทอง มันพุ่งออกไปราวกับงูทองคำ
ลูกศพพุ่งหลบกิ่งไม้ ไปทางประตูหน้า มุดเข้าไปในรูกุญแจ ไปยังภายในบ้านพักรับรอง
มันเคลื่อนที่ในบ้านอย่างรวดเร็ว พุ่งไปยังล็อบบี้ แล้วเข้าไปในนั้น
ทันทีที่เคลาส์เห็น มันพุ่งมารัดคอของเคลาส์ราวกับแส้ ไม่มีโอกาสได้พูด
มันบิดงอได้ราวกับเชือก รัดคอเคลาส์แน่นยิ่งขึ้น
มันขยายไปทางนัตสึฮิ แล้วรัดคอเธอเช่นกัน ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง จนทั้งคู่ล้มลง
เซียสต้า 45 ยืนยันการโจมตีและฆ่าเป้าหมายสำเร็จ รูปแบบการลากแบบโค้ง
เซียสต้า 410 ยืนยัน จะทำการลากศพออกมา
ศพถูกลากผ่านประตูสู่ทางเดิน จากนั้นดึงออกมาจากบ้านพักรับรอง
ที่ล็อบบี้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนทั้งสองไม่เคยอยู่ที่นี่
เอวากลับมาจากอ่างล้างหน้า แต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น เธอสงสัยว่าทั้งคู่ไปไหน ก่อนที่เธอวางมือลงบนโซฟา พวกเขาอาจเดินไปรอบๆ เธอจึงรอพวกเขากลับมา
ตัดมาที่ในคฤหาสถ์ เบียโตะและจอร์จอยู่ที่ห้องรับแขก ที่มีศพของแชนนอนอยู่
เบียโตะจำเป็นต้องใช้เวทมนตร์โดยให้จอร์จช่วย เธอบอกไม่ให้เขาเรียกเธอและอย่าแตะเธอ เรียกเธอด้วยเสียงจากหัวใจ และค้นหาเธอด้วยมือจากดวงใจของเขา ความรู้สึกที่กล้าแข็งของเขาจะทำให้ตามหาวิญญาณที่สาปสูญของแชนนอนได้ จอร์จทำตามคำแนะนำนั้น
เบียโตะบอกว่าเธอลืมไปนับร้อยปีแล้วว่า เวทมนตร์ในการชุบชีวิต เป็นเวทมนตร์ที่ยาก
แต่เธอก็ยังเชื่อคนๆ นี้ แม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องเวทมนตร์ แต่เขาก็เป็นหลานชายของคินโซ
(ช่วงนี้พรรณาถึงความพยายามในการคืนชีวิตแชนนอน และเอ่ยถึงบทนำที่พบกับเบียทริซรุ่นแรกอีก ขอข้ามบางช่วงไป)

เมื่อนึกถึงตอนเบียทริซรุ่นแรกพูดกับเธอในวัยเด็ก
เบียโตะเอ่ยคำเดียวกับที่อาจารย์เธอเคยพูดเช่นกัน
"มาเถอะ ปิดตาของเจ้า และพยายามนึกถึง รูปแบบไหนที่เจ้าเคยเป็น ? มันต้องเป็นร่างที่สวยงามมาก ได้โปรดจงแสดงให้ข้าเห็นรูปแบบนั้นอีกครั้ง"
เวทมนตร์นั้นเหมือนเคาะประตูของยมโลก ถึงมันจะเป็นการละเมิดกฏที่ชวนขนลุก และทำให้ความรู้สึกแย่ต่อคนตายที่หลับอย่างสงบสุข แต่ในครั้งนี้มันต่างกัน ถึงจะรุนแรง แต่ก็เต็มไปด้วยความสภาพและความรัก

ในโลกของความตาย เสียงความเศร้าจากภายนอกถูกส่งไป และค้นหาวิญญาณที่สาปสูญของแชนนอน

จนกระทั่งพบโลงศพที่ซึ่งแชนนอนหลับอย่างเป็นสุข วิญญาณเธอหลับเป็นสุขในแดนแห่งความตาย
ภายในโลงศพ ปกคุมด้วยกุหลาบแช่แข็ง เธอหลับอย่างสงบสุข
ราวกับมีแสดงสว่างจากฟ้า ทำให้ร่างของเธอลอยจากหีบศพนั้น เรียกเธอกลับไปหาคนที่รัก
จอร์จตกใจ แต่ก็ไม่เอ่ยปากพูด หัวใจเขาสั่นรัวกับสิ่งที่เห็น
ตาของแชนนอนค่อยๆ ลืมขึ้น เธอเอ่ยเรียกชื่อของจอร์จ นั่นทำให้เขาน้ำตาไหลที่ได้พบกับคนรักอีกครั้ง
"แชนนอน ...... แชนนอน ..... เธอจำได้ไหม......ว่าชั้นเป็นใคร ?"
"จอร์จซัง ...... นี่เป็น ....... ความฝัน...... งั้นเหรอ ....?"
จอร์จบอกว่าไม่ใช่ เขาหยิกแก้มเธอเบาๆ เพื่อให้รู้นี่ว่าไม่ใช่ความฝัน
น้ำตาของทั้งสองรินไหลออกมา จอร์จกอดเธอโดยปราศจากการพูด
แหวนหมั้นนั้นก็ถูกสวมในนิ้วของเธอเช่นกัน มันส่องประกาย
เบียโตะเข้าใจ แหวนวงนั้น ไม่สิ ความรู้สึกของทั้งคู่รวมเข้าด้วยกัน สร้างปฏิหารย์ให้เป็นความจริง
แชนนอนหันมาทางเบียทริซ และเรียกชื่อเธอ
จอร์จขอบคุณเบียทริซที่นำเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เบียทริซกล่าวว่าเธอไม่ได้ทำอะไร พลังเวทมนตร์ของเขา สายเลือดของอุชิโรมิยะ สร้างปฏิหารย์
ท่าทางแชนนอนตกตะลึงกับสิ่งที่เธอพูด
พลังเวทมนตร์นั้นมากมายจนเธอเทียบไม่ได้ ตอนนี้เธอไม่เหลือแม้แต่ฐานะของผู้ฝึกหัดด้วยซ้ำ เธอรู้สถานะตัวเองแล้ว เบียทริซกล่าว
เธอเซไปด้านหลังอย่างหมดแรง ถึงเธอจะพูดแบบนั้น แต่ความจริงเบียโตะก็ใช้พลังเวทมนตร์และร่างกายไปจนหมด และนึกถึงความยากลำบากในการคืนชีวิต
จอร์จบอกว่าเขาเป็นหนี้เบียทริซ แชนนอนกล่าวขอบคุณเธอจะไม่ลืมเรื่องนี้ที่ได้พบกับจอร์จอีกครั้ง
เบียโตะขอให้หยุด การขอบคุณจากคู่รักแบบนี้ทำให้รู้สึกน่าอายสำหรับคนที่น่ากลัวอย่างเธอ
เบียโตะพิงกำแพงแล้วก็นั่ง เธอไม่ได้เหน็ดเหนื่อยจากการใช้เวทมนตร์มานานแล้ว
บางทีอาจนับตั้งแต่แรกที่เธอสำเร็จวิชาเวทมนตร์ และอาจารย์ชื่นชมเธอ แต่เธอก็ฆ่าอาจารย์ที่ชื่นชมเธอไม่ใช่เหรอ การฆ่าบางอย่างก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ใช่เหรอ

(Metaworld) เวอร์จิเลียยินดีที่ลูกศิษย์จำวิธีใช้เวทมนตร์ได้
เบียโตะเจ็บหัว และเธอจำสิ่งที่สำคัญบางอย่างได้ เธอฆ่าอาจารย์ไม่ใช่เหรอ เธอไม่ควรปรากฏตัวอีกครั้ง
เวอร์จิเลียบอกว่า เบียโตะให้เธอมีชีวิตจนถึงปัจจุบัน ทำให้เธอปรากฏตัวได้ ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้มาเพื่อเขกหัวเบียโตะ
เบียโตะก็ไม่อยากถูกตีหัวโดยแม่มดที่ปลดเกษียณแล้วเช่นกัน แม่มดอื่นคงหัวเราะเธอ
เวอร์จิเลียจึงตอบว่า นอกจากเธอจะไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว เธอยังอวดดีที่เลี่ยงหน้าที่ของเธอ ที่จริงเธอเพิ่งเรียนรู้การใช้เวทมนตร์เท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าอายที่เธอไม่ได้บอกคนอื่น
เบียโตะขอให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับระหว่างทั้งสองคน
(โลกจริง) เบียโตะกล่าว "รักงั้นเหรอ ....... ชั้นไม่เหมาะสม......"
"45 ได้รับข้อมูล เตรียมพร้อมที่จะยิง เลือกประเภทกระสุน กำลังโหลด"
"410 ยิง นิฮิ"
ลูกศรทองคำถูกยิงโดยพี่น้องเซียสต้า มันผ่านดอกไม้ในสวนดอกกุหลาบ เข้าไปยังรูกุญแจของคฤหาสถ์ ผ่านทางเดิน แล้วเข้าไปในรูกุญแจของห้องรับแขก
เบียโตะตกใจ มันเกิดขึ้นในชั่วพริบตา และไม่สามารถเตือนได้ทัน สองคู่รักถูกแทงอย่างรวดเร็วทะลวงหัวใจ แชนนอนถูกแทงที่อกอีกครั้ง
เบียโตะรู้ว่านั่นเป็นความสามารถของเฟอร์นิเจอร์คนใหม่ของแม่มด เธอเอ่ยชื่อของแชนนอนและจอร์จ
"ขอบคุณ เบียทริซ ที่ให้เราทั้งคู่ได้พบกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ขอบคุณ......"
จอร์จพยายามกล่าวขอบคุณครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะตายเคียงข้างคนที่เขารัก

ศรสีทองพุ่งเข้าหาเหยื่อต่อไป พบเบียโตะ ซึ่งเธอเตรียมใจที่จะตาย
เวอร์จิเลียปรากฏต่อหน้าเธอ นิ้วทั้งสองทำสัญลักษณ์
ทันใดนั้น กลีบใบไม้สีทองปรากฏในห้องราวหับหิมะทองคำ
เวอร์จิเลียให้เบียโตะหนีไป ไม่มีใครหนีจากธนูทองคำของพวกเซียสต้าได้

ด้านพี่น้องเซียสต้ารู้ทันทีว่าเป้าหมายหายไป มีเวทมนตร์กระดาษลวงตาปรากฏ จึงทำการล็อคเป้าใหม่
เซียสต้า 410 "410 รับข้อมูล. ช้าไปแล้วท่านรุ่นก่อน!! "
การโจมตีที่ไม่สามารถหนีและไม่สามารถป้องกันได้ แม้แต่บาเรียเวทมนตร์ที่ปราศจากการทับซ้อน
เวอร์จิเลียทำให้สับสนกับเป้าหมาย และให้ลูกศิษย์ที่รักของเธอหนีไป
ลูกศรพุ่งทำลายร่างของเวอร์จิเลียแทน ในขณะที่เบียโตะหนีไป ร่างของเวอร์จิเลียสลายไป
ด้านเบียโตะกลายร่างเป็นผีเสื้อทอง หนีออกมาด้านนอก และโกรธแค้นต่อสิ่งที่เกิด
อาจไม่ได้โกรธต่อการโจมตีของแม่มดคนใหม่ บางทีอาจเพราะการสูญเสียอาจารย์ของเธอ และคู่รักที่ตายไป
ตอนนี้เธอหนีรอดแล้ว
ด้านพี่น้องเซียสต้ายืนยันเป้าหมาย ท่านรุ่นก่อนถูกกำจัด
ส่วนแม่มดหัวเราะเยาะต่อคู่รักที่ตาย กับยายแก่นั่น
โรโนเว ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แม่มดทำเพราะรุ่นก่อนยุ่งกับพิธีกรรมในราตรีแรกโดยไม่ได้รับอนุญาติ
เธอยังคิดสนุกกับความตายของรุ่นก่อนอย่างไม่รู้จับ โรโนเวนิ่งเงียบ
ด้านบ้านพักรับรอง เอวาตกใจที่พวกเด็กๆ มาบอกว่าจอร์จไม่อยู่
แบทเลอร์และเจสซิก้าบอกว่าไม่เห็นทั้งคู่ประมาณ 4 - 5 โมงเย็น หายไปกว่า 1 - 2 ชั่วโมง
ดร.นันโจก็เห็นเขาตอนมาถามกาแฟเหมือนกัน ด้านเอวา เคลาส์และนัตสึฮิก็หายไปเช่นกัน
ประตูและหน้าต่างถูกล็อคจากด้านใน ไม่มีร่องรอยการทำลาย
ไม่มีทางที่ทั้งสองจะออกไปได้ และไม่มีใครพบ จอร์จก็ยังหายไปด้วย
เนื่องจากด้านในถูกปิดหมด จนเหมือนห้องปิดตายที่สมบูรณ์
เอวารีบไปหาลูกชายที่หายไป เธอร้องเรียกชื่อจอร์จ และเจสซิก้าก็รีบตามเธอไปเช่นกัน
จอร์จพูดเรื่องแชนนอนก่อนที่จะหายไป เป็นไปได้ไหมที่เขาจะออกไปแล้วเคลาส์กับนัตสึฮิตามไปด้วย
หลังจากค้นหาจนทั่ว ไม่มีใครซ่อนอยู่ในห้องพักรับรองแห่งนี้
"ชั้นไม่รู้ว่าพวกเขาคิดถึงมันไหม เธอไม่คิดเหรอว่า อาจมีบางอย่างแบบประตูลับอยู่ ?"
"ประตูลับ ... ?"

"ประตูและหน้าต่างถูกปิด เป็นไปไม่ได้ที่ล็อคจากด้านนอก ต่อให้ใช้เส้นเอ็นก็เถอะ ก็อาจทำไม่ได้ มันเป็นไปได้ยากที่จะผ่านประตูหรือหน้าต่าง"
แบทเลอร์ก็ยอมรับความคิดนั้น ไม่มีใครมั่นใจว่าจะไม่มีประตูลับซ่อนอยู่
แต่ก่อนจะสรุปแบบนั้น เขาสงสัยความเป็นไปได้บางอย่าง ดร.นันโจสงสัยว่าอะไร ?
แบทเลอร์เปิดหน้าต่างและบานเกล็ด แล้วเช็คข้างนอก ทำแบบนี้กับหน้าต่างแต่ละบาน
"หน้าต่างนี้เงียบ ชั้นเข้าใจแล้ว ต่างจากหน้าต่างอื่น สิ่งปลูกสร้างนี้ถูกปิดผนึก ลมจึงไม่ได้พัดเข้ามา"
"มันแปลกที่ไม่มีลมหรือฝนเข้ามา แม้ว่าข้างนอกจะดังมาก"
"ดร.นันโจ เมื่อชั้นเปิดหน้าต่างนี้ คุณได้ยินเสียงไหม ?"
"เอ ? ไม่ ชั้นไม่ได้สังเกต ชั้นว่ามันถูกทาน้ำมันไว้"
"ในอีกแง่หนึ่ง เป็นไปได้ที่มีสลิงผ่านหน้าต่างที่ไม่มีใครสังเกต นอกจากนั้นลมไม่ได้พัดผ่านหน้าต่างนี้ ดังนั้นกระแสลมไม่ได้ทำให้ม่านหรือประตูเกิดเสียง มันจึงเงียบ"
แบทเลอร์มองจากหน้าต่างเพื่อหาร่องรอยว่าจอร์จกระโดดลงไปหรือไม่ แต่ก็ไม่เห็นอะไรระหว่างที่ฝนยังคงตกอยู่
แต่เรื่องการออกข้างนอกโดยปิดหน้าต่างจากข้างใน ก็ไม่น่าเป็นไปได้เช่นกัน
แบทเลอร์ปิดหน้าต่าง แล้วบอกว่าตอนนี้มันปิดแล้ว แบบนี้ล่ะ
"แบทเลอร์ซัง อย่าบอกนะว่า ......."
"ถ้าใครข้างในสักคนล็อกมันตอนสุดท้าย มันจะหลายเป็นห้องปิดตายง่ายๆ"
"แต่แบบนั้นมัน .......มันหมายถึง ...... โอ......"
ดร.นันโจ สีหน้าซีด และสั่นหัวหลายครั้ง สิ่งที่แบทเลอร์พูดนั่นทำให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวขึ้นในจินตนาการ
แต่มีเพียง 4 คนในบ้านพักรับรองหลังนี้ ถ้าตัดเจสซิก้าที่อยู่กับเขาตลอดเวลา มีเพียงดร.นันโจ และป้าเอวาที่ทำได้
ดร.นันโจรีบปฏิเสธ แบทเลอร์ยังตัดใจกับความเป็นไปได้สำหรับผู้ต้องสงสัยทั้งสองไม่ได้
เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่ และมีห้องปิดตายได้อย่างไร
ดร.นันโจสงสัยบางอย่าง แบทเลอร์ต้องการให้เขาพูด เขาได้แต่อ้ำอึ้งก่อนที่จะเอ่ยปากออกมา
ไม่คิดบ้างเหรอว่าอาจจะเป็นฝีมือของแม่มด
ข้อความนี้แบทเลอร์ปฏิเสธทันที เป็นไปได้ไม่ที่แม่มดจะมีจริง เขาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้

เมื่อลงมาชั้นล่าง พบเจสซิก้าและเอวาที่กำลังเกรี้ยวกราด ทั้งคู่ให้ทั้งสองอยู่ที่นี่
แต่แบทเลอร์ปฏิเสธ เขาต้องการสูดอาการด้านนอก เจสซิก้าก็เลือดขึ้นหน้า ต้องการออกไป
เอวาจึงบอกว่าใครจะไปก็ไป ใครจะอยู่ก็อยู่ ทำให้ดร.นันโจตัดสินใจไปด้วย ถึงที่นี่จะปลอดภัยแต่อยู่คนเดียวก็ไม่มีอะไรการันตี
มีเพียงเอวาที่ถือปืน นำกลุ่มของทั้งที่ไปยังคฤหาสถ์
เธอวิ่งโดยไม่กางร่ม, เจสซิก้าตามเธอไป, ดร.นันโจ และแบทเลอร์ตามพวกเขาไปด้วย
Chapter 17 : The Witch's Courtroom
Date : 5 ตุลาคม 1986
Time : 18.03 น.

ระหว่างวิ่งไป อาจเป็นเพราะลางสังหรณ์ของเจสซิก้า ทำให้เธอสงสัยสวนดอกกุหลาบ
ทำให้พวกเธอพบศพเคลาส์และนัตสึฮิ ในที่พักในสวนดอกกุหลาบ ที่ไม่ห่างจากจุดที่โรซ่าและมาเรียตายนัก
เพียงแต่ศพทั้งสองไม่ได้อยู่กลางสายฝนเหมือนโรซ่าและมาเรีย
แบทเลอร์ถามดร.นันโจ เขาตอบว่าแปลก มีบางอย่างที่บางๆ รัดคอพวกเขา มีมีดแหลมแทงบนศพที่ต้นขาของเคลาส์ และน่องของนัตสึฮิ
ถึงจะควรยุ่งกับซีนฆาตกรรม แต่เจสซิก้าไม่สนใจ เธอดึงมีดที่แทงออกจากร่างของพ่อแม่เธอ
เอวาเข้าใจ ตอนนี้คนที่ถูกแทงครบแล้ว ราตรี 9 แม่มดจะฟื้นคืน และไม่เหลือผู้รอดชีวิต
เจสซิก้าได้แต่ร้อง เธอจะฆ่าฆาตกรนั้น
เอวาจะเข้าไปในคฤหาสถ์ ให้เจสซิก้าอยู่ที่นี่ ดร.นันโจบอกว่าอย่าแยกกลุ่ม เราควรอยู่ด้วยกัน
แต่เธอจำเป็นต้องไป ถึงพี่และพี่สะใภ้จะตายแล้ว แต่จอร์จอาจยังมีชีวิตอยู่ เธอเสียเวลาไม่ได้
เอวารีบวิ่งไป โดยให้ทั้งสามรอที่นี่ เธอไม่ฟังใครอีกแล้ว
สุดท้ายเจสซิก้าก็เข้าใจ ถึงจะยังเกลียดแค้นฆาตกรก็ตาม
ทั้งสามตามป้าเอวาไป ผ่านสวนดอกกุหลาบ
แล้วก็พบเธอที่หน้าประตู เธอมีปัญหากับประตูหน้าที่เหมือนเปิดไม่ออก
จากนั้นก็มีเสียงแปลกๆ เหมือนกับประตูถูกปลดล็อค ราวกับเชิญผู้เหลือรอดเข้าไปข้างใน
เมื่อเข้าไป เอวาเรียกจอร์จสุดเสียง ทุกคนเดินตามเอวาไป

เอวาพบบางอย่างแล้วหยุด ที่หน้าห้องรับแขก
วงแหวนเวทมนตร์ที่น่าสะอิดสะเอียนถูกเขียนไว้ที่หน้าทางเข้า ตอนนี้มันเริ่มหยดลงมาอย่างช้าๆ
น่าแปลกที่ป้าเอวาจะรู้สึกแปลกๆ กับมัน เจสซิก้าและแบทเลอร์จึงมองไปที่ประตู
ดร.นันโจจำไม่ได้ว่ามีตัวเลขแบบนี้เขียนที่ตรงนั้น เอวาก็เช่นกัน
ตอนนี้มีตัวเลขแปลกๆ เขียนที่ประตู เขียนในบรรทัดเดียวกัน
"07151129"

ไม่มีใครรู้ว่าหมายถึงอะไร มันต่างจากสิ่งที่ใช้เขียนวงแหวนเวทมนตร์ มันดูแห้งและสีต่างไป
เจสซิก้าเสนอว่าไม่มีความจำเป็นต้องคิดเรื่องนี้มาก พอคิดๆ ไป ทุกคนก็เห็นด้วย
แบทเลอร์คิดต่อ สงสัยว่าเป็นเลขหรือเปล่า เพราะเขาเกิดวันที่ 15 เดือนกรกฏาคม ส่วนด้านหลังอาจเป็น 29 พฤศจิกายน
แต่ทุกคนที่รู้จัก ไม่มีใครที่เกิดวันนั้นแม้แต่คนเดียว รวมทั้งพวกคนใช้ก็เช่นกัน
เมื่อเอวาพยายามจะเปิด เธอรู้ว่ามันล็อค จึงหยิบมาสเตอร์คีย์มาเปิด
เอวาตกใจกับสิ่งที่เห็น ร่างของจอร์จนอนใกล้กับร่างของแชนนอน อกของเขาเต็มไปด้วยเลือด ไม่มีสัญญาณว่าเขามีชีวิตอีกแล้ว
ดร.นันโจ เช็คชีพจร ก่อนที่จะยืนยันว่าเขาตายแล้ว ทำให้เอวาร้องไห้อีกครั้ง
จากการตายของเขา ยืนยันสิ่งหนึ่งว่า ฆาตกรไม่ได้หยุดแค่ราตรีที่ 8 เมื่อราตรีที่ 9 จะไม่เหลือผู้รอดชีวิต
แบทเลอร์นั่งคิด ดูเหมือนจะไม่รอดจนครบอีก 12 ชั่วโมงต่อจากนี้แน่
เขาคิดถึงก่อนหน้านี้ ที่ทุกคนมีความสุขในห้องรับแขก นึกถึงพ่อแม่ของเขาที่ออกมาหาอาหาร
นึกถึงแองจี้ลูกสาวของทั้งสองที่เพิ่งอายุ 6 ขวบ

เสียงในห้องดังขึ้น เหมือนเจสซิก้าพยายามต่อสู้กับเอวา
เจสซิก้าพยายามกล่าวหาว่าเอวาฆ่าพ่อและคนอื่นๆ
เอวาปฏิเสธเรื่องนี้ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เจสซิก้ายืนยัน มีเพียงเธอที่ชั้นแรกของบ้านพักรับรอง มีเพียงเอวาเท่านั้นที่รอด

ป้าเอวาก็โต้เถียงอีก เพราะจอร์จก็หายไปจากชั้นสองที่พวกเจสซิก้าอยู่เช่นกัน
ทั้งสองทะเลาะกัน ดร.นันโจเกลี้ยกล่อมให้เลิกทะเลาะกัน ฆาตกรเป็นคนอื่น
ก็เป็นจริงที่มาสเตอร์คีย์ถูกขโมยจากกลุ่มของรูดอล์ฟ แต่ไม่สามารถใช้ได้กับบ้านพักรับรองที่ปิดจากด้านในอย่างแน่นหนา
แบทเลอร์ได้แต่นั่งคิด แล้วมองไปที่เพดาน แล้วเหม่อ.....
เสียงปืนดังขึ้น
เสียงปืนทำให้แบทเลอร์ตกใจตื่น ปืนจากมือเอวาลั่น
เจสซิก้าล้มลง มือกุมตาทั้งสองข้าง ทำให้ดร.นันโจและเอวาเข้าไปดูอาการ
เจสซิก้าร้องอย่างเจ็บปวด
เอวาอธิบายว่า เจสซิก้าพยายามแย่งปืนเธอ ทำให้ปืนลั่น
ตาของเธอได้รับบาดเจ็บ ดร.นันโจบอกว่าอาการไม่สาหัสนัก และพาเธอไปปฐมพยาบาลที่ห้องคนรับใช้
เจสซิก้ายังคงสาปแช่งเอวา จนกระทั่งดร.นันโจพาเธอไป

ด้านเอวาก็สับสนว่าใครฆ่าจอร์จ เธอก็ออกจากห้องเช่นกัน
แบทเลอร์รีบตามไป ไม่ควรปล่อยเธอตามลำพัง ทั้งสองเข้าไปในคฤหาสถ์
ดร.นันโจรักษาเจสซิก้าในห้องคนรับใช้
สาเหตุคงมาจากปากกระบอกปืนคงจะใกล้ตาของเธอ เมื่อลั่นไกทำให้กระเทือนต่อกระจกตา
ถึงไม่อันตรายต่อชีวิต แต่ก็ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว เขาเพียงพันแผลที่ตาเท่านั้น ทำให้เจสซิก้ามองอะไรไม่เห็น
เจสซิก้ายังคงสาปแช่งและด่าเอวาเหมือนเคย
เธอเชื่อว่าเอวาฆ่าพ่อแม่ของเธอ และจอร์จเห็นเหตุการณ์ ทำให้ต้องปิดปากจอร์จด้วย น่าจะรวมถึงพวกคนรับใช้และปู่เมื่อคืน
ดร.นันโจได้แต่กล่อมให้เธอสงบใจลง
เจสซิก้ากล่าวถึงคนที่ถูกเธอฆ่า จนกระทั่งมาถึงคานอนคุง
เธอยังไม่เคยเห็นศพของเขาเลย รู้เพียงแต่ว่าตายในโบสถ์
ตอนนี้ตาของเธอมองไม่เห็น คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเขาอีก หลังจากที่ตำรวจมานำศพเขาไปแล้ว
เจสซิก้าได้แต่นั่งบนเตียง และทนต่อความเจ็บปวดเท่านั้น
เมื่อเปิดประตู ดร.นันโจเห็นอะไรบางอย่าง ....... เอวาเบียทริซ

"มีคนกล่าวว่า เมื่อคนที่เสียการมองเห็นจะมีอำนาจต้านเวทมนตร์และทนทานต่อเวทมนตร์เป็น 0 ในอีกแง่หนึ่ง พวกแกเป็นตัวเบี้ยที่เลื่อนขั้นแล้ว เข้าใจไหมว่าหมายถึงอะไร ?"
ดร.นันโจไม่เข้าใจที่เธอคนนั้นพูด
เจสซิก้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมองไม่เห็น ไม่เข้าใจเสียงนั้น แต่รู้ว่าเขาพูดกับใครอยู่ อาจมีบางอย่างเกิดขึ้น
"หยุด ได้โปรด! อย่าฆ่าชั้น...!! ชั้นมีหลานชายที่ป่วยอยู่ ....! ชั้นตายที่นี่ไม่ได้ ....! ได้โปรด ไว้ชีวิตชั้น ....!! "
เจสซิก้าได้ยินเสียงดร.นันโจ เสียงเขาหวาดกลัวใครสักคน
"หยุดเถอะ "
แม่มดกล่าวถึงราตรีที่ 9 ที่จะไม่เหลือใครรอดชีวิต
ดร.นันโจไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไร แต่รู้ว่าเธอหมายจะเอาชีวิตของเขา
เจสซิก้าเรียกเขา แต่ก็ได้ยิงเสียงแหวมคม
ส่วนแหลมของไม้เข้าเอวาเบียทริซ ยืดออก แล้วเฉือนศีรษะของดร.นันโจ
เจสซิก้าได้แต่ฟังสิ่งที่เกิดขึ้น เธอพอเดาได้ว่าดร.นันโจตายแล้ว
คนๆ นั้นที่ทางเดิน มาที่ห้องคนรับใช้ เพราะเจสซิก้าไม่เห็น เธอไม่สามารถหนีไปไหนได้ เธอรู้ว่าไม่ต่างจากหนูในกับดัก เจสซิก้าสั่นด้วยความกลัว
แม่มดรู้ว่าเจสซิก้าตาบาดเจ็บ และหัวเราะที่เธอหนีไปไหนไม่ได้ เธอจะเล่นสนุกกับศพดร.นันโจก่อน เมื่อเบื่อแล้วค่อยเล่นสนุกกับเธอต่อ
เจสซิก้าร้องด้วยความหวาดกลัว เธออยากร้องให้ใครช่วย แต่ความกลัวอย่างแท้จริงในตอนนี้ ทำให้เธอร้องไม่ออก หายใจก็ไม่สะดวก
เธอพยายามหนี แต่ก็ไม่ได้ ตาที่มองไม่เห็นทำให้ชนสิ่งของรอบตัวเหมือนกับห้องปิดตายในความมืดมิด เมื่อชนตู้ก็มีของบางอย่างเหมือนที่ใส่ลูกอมตกมาใส่หัว
แม่มดข้างนอกรำคาญเสียงในห้อง จึงบอกให้เธอทำตัวสมกับเด็กผู้หญิงแล้วรอบนเตียงแล้วยังพูดให้เธอหวาดกลัว
เธอได้แต่ขอคำช่วยเหลือจากใครสักคน รวมถึงคานอนคุง
ระหว่างที่แม่มดทรมานชีวิตของดร.นันโจอยู่นั้น
ผีเสื้อสีทองตัวหนึ่งมาอย่างเงียบๆ จากทางเดิน เป็นร่างของเบียโตะที่รอดมาได้ ก่อนที่จะกลายเป็นร่างมนุษย์
โรโนเวก็ปรากฏตัว เมื่อคิดตามจริง สุดท้ายก็ไม่น่าจะมีใครเหลือรอดบนเกาะอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องช่วย

เบียโตะเริ่มคิดเรื่องที่เธอเคยทรมานเจสซิก้าและแชนนอน มันน่าอายในฐานะแม่มด
"รักเป็นเพียงธาตุเดียว รักที่โรแมนติคเป็นมากกว่าความบริสุทธิ์ มากกว่าการอุทิศ .... บางครั้งท่านถูกเกลียดมากจากสิ่งนั้น นายหญิง"
เบียทริซเคยได้ยินคำนี้อาจอาจารย์ เรื่องเวทมนตร์ทำให้คนมีความสุข เธอควรรู้ตั้งแต่ในอดีต เธอลืมมันไปและไม่ได้เป็นแม่มด ดังนั้นเธอเสียความเหมาะสมที่จะเป็นคู่แข่งกับแบทเลอร์
โรโนเวสงสัยว่าเธอจะช่วยเจสซิก้าหรือไม่ ซึ่งอันตราย
"ขั้นเข้าใจ ถึงว่าชั้นช่วยเธอ เมื่อประตูสู่แดนทองคำเปิด เธอก็จะกลายเป็นของเล่นในงานเลี้ยงแม่มด แต่ถ้าปล่อยไว้คนๆ นั้นก็จะฆ่าเธอ แม่มดในงานเลี้ยงขโมยชีวิตอย่างน่ากลัว แต่ไม่มากเท่านั้น ที่เล่นระหว่างความเป็นและความตาย"
แต่โรโนเวก็พูดถึงความเสี่ยง ถ้าพบอีกครั้งเธออาจไม่รอด
เมื่อเธอคืนชีวิตให้แชนนอน เธอเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์มากขึ้น
เธอเป็นแม่มด และต้องการให้เขายอมรับเธอเป็นคู่แข่ง และยอมรับเธอเป็นแม่มดในครั้งต่อไป
ถึงหนทางจะยาก แต่ถ้าเธอไม่ก้าวเดินต่อไป เธอก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าแม่มดได้
โรโนเว จึงถามว่าเธอจะช่วยอย่างไร ยืมพลังจอร์จคืนชีวิตแชนนอนงั้นเหรอ
เนื่องจากเธอเห็นว่าเจสซิก้าเรียกคานอน เธออาจใช้ความรู้สึกนั้นเพื่อเคาะประตูยมโลกอีกครั้ง
โรโนเวยังเตือนโอกาสที่เธอจะไม่รอดจากเบียทริซคนใหม่ เขาไม่สามารถช่วยเธอได้อีก
เบียโตะก็ไม่ใส่ใจเรื่องนั้น เธอพรากชีวิตคนมาเกินกว่าที่จะนับได้ ดังนั้นเธออาจไม่สามารถชดเชยโดยช่วยคนผ่านประตูนั้นได้มากเท่า
เธอไม่คิดว่าจะแพ้แต่แรก เธอเป็นเพียงผีเสื้อทองคำที่สละชื่อและพลังเวทมนตร์ไป และไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกยอมรับว่าเป็นแม่มดอีก
โรโนเว ยกเรื่องแบทเลอร์มาพูดอีก เขารอคอยการกลับมาของเธอ
"สำหรับเหตุผลนั้น ตราบใดที่มีชีวิตที่ชั้นสามารถช่วยเหลือได้ ชั้นจะช่วยมัน และชั้นจะถูกยอมรับในฐานะของแม่มด.....ต้องเป็นแม่มด.! ถ้าเป็นการฝึกซ้อม มันเป็นเรื่องที่ง่ายๆ "
"ไปเถอะ ซ่อนร่างของเจ้า โรโนเว มองดูเวทมนตร์ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายของผีเสื้อตัวนึงผู้ที่เคยถูกเรียกว่าแม่มด...!"
โรโนเวรับคำ เขาจะคอยดูมนตรานั้น ที่ไม่ทำให้นามของแม่มดทองคำเสื่อมเสีย เขาจะภาวนาว่านั่นจะไม่ใช่เวทมนตร์ครั้งสุดท้ายของนายหญิง
เบียโตะให้เขาไป ถ้ามีหมึกมากพอ เธอจะเขียนเรื่องราวโง่เขลาในชีวิตของเธอ และส่งต่อให้เจ้าโง่บางตนที่พยายามเดินตามเธอ เธอกล่าวลาโรโนเว
จากนั้นเขาก็หายไป และเบียโตะก็ไปปรากฏที่โบสถ์.....
เจสซิก้าร้องเรียกคานอนคุง ในสภาพที่มองไม่เห็น ในห้องคนรับใช้ หลบอยู่ใต้โต๊ะ
....... นายหญิง ผมอยู่ที่นี่ รอที่จะอยู่เคียงข้างท่าน
เจสซิก้าคิดว่าเธอได้ยินเสียงของคานอน เธอหันหัวไปรอบแม้ว่าจะมองไม่เห็น ผลของการทำแบบนั้น ทำให้หัวเธอชนกับโต๊ะ
เธอขอร้องให้ช่วย
...... ได้ขอรับ นายหญิง ผมจะช่วยท่าน
เธอถามว่าเขายังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ
เธอได้ยินเสียงชัดขึ้น คราวนี้เธอกระโดดด้วยความตกใจทำให้หัวชนกับโต๊ะอีกรอบ
...... นายหญิงได้โปรดทำใจให้สงบ แล้วฟัง โชคไม่ดีนัก กระผมไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว
...... กระผมตายไปแล้ว แม่มดมาหาผมแล้วบอกผมว่าท่านอยู่ในอันตราย ดังนั้น เธอให้ผมใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ช่วยเหลือท่าน นายหญิง
...... โปรดทำใจให้สงบ ถ้าทำเช่นนั้น ร่างกระผมจะปรากฏต่อหน้าท่าน นายหญิง
เจสซิก้าพยายามทำใจให้สงบ จนกระทั่งเธอรู้สึกว่าคานอนอยู่ตรงหน้าของเธอ แม้ว่าจะมองไม่เห็นก็ตาม
ร่างของเขาตอนนี้เปราะบางยิ่งกว่าควันจากเชิงเทียน ถึงสัมผัสก็ไม่ได้รู้สึก
คานอนอธิบายถึงแม่มดคนใหม่ที่มีหัวใจอันโหดเหี้ยม เขาจะพาเธอหนีไป โดยให้เจสซิก้าตามที่เขาบอก
ก่อนอื่นเขาให้เดิน 3 ก้าวแล้วยืนขึ้น .... เธอทำตามนั้น เพื่อลุกจากโต๊ะ
จากนั้นก็หมุนไปทาง 9 นาฬิกา เธอทำตามที่เขาบอก โดยที่คานอนยังคงเป็นห่วงเธอ
เธออยากถอดผ้าพันแผลเพื่อมองเขา แต่นั่นอาจทำให้ร่างที่อ่อนแอนั้นจางหายไป
คานอนสร้างบาเรียพรางไว้ ถ้าไม่ทำเสียงดัง จะไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ
เขาให้เธอก้าวอีก 10 ก้าวในทางตรง ก็จะพบกับโซฟา และไปอย่างช้าๆ
จากนั้นเขาให้เดินอีก 10 ก้าวเพื่อออกจากห้อง แล้วหันไปทาง 9 นาฬิกา เดินอย่างช้าๆ จากนั้นวางมือบนกำแพง ก็จะพอเธอไปยังห้องที่ปลอดภัย
เจสซิก้าถามเมื่อไปถึงที่นั่น คานอนจะกลับมาไหม เขาได้แต่นิ่งเงียบ เขาไม่อยากพูดความจริงนั้น
เธอจึงบอกไม่ต้องการไป ถึงคานอนบอกว่าเธออยู่ที่นี่ก็ตาย
แต่ถึงเธอจะถูกฆ่า เธอก็ไปโลกเดียวกับคานอนได้
คานอนขอให้เธอมีเหตุผล สำหรับคนตายอย่างเขา ในโลกมนุษย์ที่สว่างและเจ็บปวด เขาไม่สามารถอยู่ได้นาน
เมื่อนายหญิงไปถึงที่นั่นตามที่เขาแนะนำ เขาจะอยู่กับเธอจนกว่าเวลาของเขาจะหมดลง
เขาจะพูดกับนายหญิงเท่าที่พูดได้ เธอสงสัยว่าเขาจะพูดเรื่องอะไร
"กระผมจะเล่าเรื่องเด็กหนุ่มรับใช้ขี้ขลาดที่ปราศจากความกล้า เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่โง่และน่าสังเวช ที่หลุมรักนายหญิงที่มีรัศมีเจิศจรัสราวกับดวงอาทิตย์ และถึงเธอจะมีความรู้สึกเดียวกันแล้วสารภาพต่อเขา...... เขากลับแพ้ต่อความขี้ขลาดของตัวเอง และท้ายที่สุด เขาไม่สามารถซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของเขาได้ในขณะที่ยังมีลมหายใจ"
"ชั้นก็เช่นกัน เรื่องราวของหญิงสาวที่ขี้ขลาด ผู้ที่ไม่รวบรวมความกล้าที่จะบอกเด็กหนุ่มที่เธอรักว่าเธอรักเขา มาก มากยิ่งกว่า และเรื่องราวของเด็กสาวคนนั้น ที่ได้รับปฏิหารย์ต่อพระเจ้าได้มาพบกับเด็กหนุ่มอีกครั้ง ...... ใช้โอกาสนี้ที่ที่รวมรวมความกล้าของเธอ"
คานอนก็อยากฟังเรื่องนั้น จึงพาเจสซิก้าไปยังที่ปลอดภัย
แต่ก่อนไปเธอก็ไม่อยากให้เรียกว่านายหญิงอีก ขอให้เขาเรียกเธอว่าเจสซิก้า เขาก็ทำตามแล้วแนะนำเธอไป

ระหว่างนั้นแม่มดยังสนุกกับการทรมานศพของดร.นันโจอยู่
โรโนเวหันมาสบตากับคานอน
คานอนทำหน้าขึงขัง แล้วให้เจสซิก้าหลบหลังเขา
.... โรโนเวไม่ได้แจ้งเรื่องนี้กับเจ้าของของเขา เขาพยายามทำเป็นไม่เห็น
นิ้วของโรโนเวที่อยู่หลังของเขา มีผีเสื้อทองคำปรากฏขึ้น บินไปหาคานอนแล้วนำทางพวกเขา
ผีเสื้อนั้นมีพลังมากกว่าบาเรียของคานอนเสียอีก
คานอนอาจไม่รู้ว่าพลังเหล่านั้น แต่เดิมมาจากตัวโรโนเว
คินโซลอกเลียนแบบมันมา แล้วนำมาให้คานอน และนี่เป็นพลังที่คานอนใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
ผีเสื้อนำทางทั้งสองไป คานอนพาเจสซิก้าเดินตามผีเสื้อตัวนั้น จนเจสซิก้าลับสายตาของแม่มด
มันพาพวกเธอไปที่ห้องรับแขก คานอนให้เธอไปซ่อนในผ้าม่าน เธอก็ทำตาม

คานอนเอ่ยชื่อเบียทริซ เจสซิก้าตกใจกับชื่อนั้น
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเบียทริซถึงชุบชีวิตเขา
แต่เบียโตะก็บอกว่ามันเป็นหน้าที่ของแม่มด เธอใช้เวลานับพันปีถึงเพิ่งสังเกตมัน
คานอนอธิบายเรื่องเบียทริซให้เจสซิก้าฟัง แล้วคานอนก็ขอบคุณท่านเบียทริซ
เธอกล่าวของคุณแม่มด แต่เพราะมองไม่เห็นว่าเธออยู่ที่ไหน จึงขอบคุณผิดทาง นั่นทำให้เบียโตะหัวเราะเล็กน้อย
คานอนกล่าวชมเธอในฐานะแม่มดที่ดี
เธอยิ้มก่อนที่จะบอกว่าครั้งต่อไปเธออาจเป็นแม่มดที่ชั่วร้ายอีก จนถึงเวลานั้น เธอก็ขอตัวลาก่อน
เมื่อออกจากห้อง เธอรวมพลังครั้งสุดท้ายที่ปิดผนึกประตูห้องรับแขกไว้ ซึ่งจะไม่มีใครสังเกต
ในขณะนั้น เบียโตะสังเกตบางอย่าง ร่างของเธอถูกตรวจจับด้วยเทคนิคการค้นหาเวทมนตร์
เฟอร์นิเจอร์แม่มดค้นพบสถานที่แห่งนั้น
พี่น้องเซียสต้าโจมตีอีกครั้ง คราวนี้มีการคำนวณถึงกำแพงป้องกัน 72 ชั้น การเล็งเข้าไปในห้องรับแขกเป็นไปไม่ได้
เป้าหมายจึงอยู่ที่ท่านรุ่นก่อน แม่มดคนใหม่สั่งให้โจมตีโดยเลี่ยงจุดตายไว้
ศรทองคำเลี้ยงเหมือนงูได้พุ่งออกไป ผ่านทางเดิน
จนกระทั่งพุ่งไปโจมตีกลางหน้าอกของเบียโตะโดยตรง

ผีเสื้อสีทองบินไปมารอบบริเวณ พวกเฟอร์นิเจอร์ปรากฏตัว
เบียโตะสงสัยว่าทำไมถึงเลี่ยงจุดตายของเธอ ถึงถามแม่มดคนใหม่
เอวาเบียทริซมีเรื่องอยากจะถาม เธอไม่รู้ว่าเบียโตะรอดมาได้อย่างไร แต่อยากรู้ว่าทำไมเธอถึงแสดงตัวจากที่ซ่อน เสี่ยงที่ปรากฏตัวเพื่ออะไร ? คงไม่ได้กลับมาปกป้องอีกสองคนใช่ไหม ?
เธอรู้จากการที่เบียโตะคืนชีพคนที่ตายในราตรีแรก
เมื่อเบียโตะปากแข็ง เธอจึงสั่งให้พวกเซียสต้าโจมตีอีกครั้ง เป็นรูป X กลางหน้าอกของเบียโตะ
และยังคงโจมตีเมื่อพูดไม่เข้าหูเธอ เลือดรินไหลจากอกของเบียทริซไม่หยุด
เนื่องจากเบียโตะอาจตายแล้วหายไปไม่เหลือศพ เอวาเบียทริซจึงฆ่าเธออย่างช้าๆ เธอยังคงอยากรู้เหตุผลที่เบียโตะเปลี่ยนท่าที
แต่เบียโตะก็ยังคงปฏิเสธ ถึงถูกฟาดอีกสองครั้ง

แม่มดคนใหม่ยังคงสนุกกับพลังที่ไร้ขีดจำกัดนี้ ราวกับพลังของพระเจ้าที่จะสนุกได้มากเท่าตามที่เธอต้องการ
เบียโตะปฏิเสธ เวทมนตร์ที่แท้จริงมีมากกว่านั้น เป็นระดับที่เธอไม่มีวันเข้าถึง ถึงแม้จะอีกนับพันปีก็ตาม
เอวาเบียทริซสั่งให้ฟาดรูปกากบาทอีก 3 ครั้ง เบียโตะเจ็บปวดอย่างมาก
เธอหมดความอดทนกับยายแก่คนนี้ ตั้งใจจะรีบฆ่าเพื่อให้บาเรียในห้องหายไป จากนั้นค่อยไปจัดการคานอนและเจสซิก้าในห้อง แล้วทำให้เป็นของเล่นของเธอ
พวกเซียสต้าถูกสั่งให้โจมตี มันพุ่งไปที่หัวใจของแม่มด
เบียโตะจดจำความรู้สึกของความตาย ที่เธอลืมไปกว่านับพันปี
..... แต่เธอยังตายตอนนี้ไม่ได้ ถ้าเธอตายสองคนในห้องรับแขกจะตกในเงื้อมมือของแม่มดที่โหดร้าย เธอต้องไม่ตาย
เบียโตะกัดฟันอธิบายเพื่อที่จะยืดเวลาให้ทั้งคู่ในห้องได้อยู่ด้วยกัน ก่อนคานอนจะสลายไป
แต่เอวาเบียทริซปฏิเสธ เธออยากสนุกกับการแยกคู่รักมากกว่า นั่นทำให้เบียโตะไม่ยอมแพ้
สองเฟอร์นิเจอร์ถูกสั่งให้กระหน่ำโจมตี เข็มสีทองทะลวงหัวใจเบียโตะอย่างต่อเนื่อง
ถึงกระนั้น หัวใจของเธอก็ไม่หยุดเต้น

แม่มดยังคงสั่งให้โจมตีซ้ำอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า หัวใจเธอก็ยังหยุดเต้น
จนเฟอร์นิเจอร์ไม่เข้าใจว่า โจมตีหัวใจขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ยอมหยุดเต้น
เซียสต้า 410 เสนอให้ระเบิดมันจากข้างใน จึงเตรียมการโจมตี
เอวาเบียทริซไม่เข้าใจว่า ทำไมเธอถึงไม่ยอมตาย สีหน้าเธอเริ่มซีด
"....เจ้าบางทีอาจไม่เข้าใจ .... แม้แต่ชั้นก็ไม่เข้าใจ ...... แต่มีบางอย่างที่ถูกเรียกว่าเวทมนตร์ที่แท้จริง ...... ในอีกแง่หนึ่ง.....ชั้นกลายเป็น....มันแล้ว ..... ชั้นกลายเป็น......แม่มดที่แท้จริง!!"
สองเฟอร์นิเจอร์เตรียมการพร้อม แล้วระเบิดหัวใจของเธอ
หัวใจของเบียโตะระเบิดจากข้างใน หน้าอกเปิดกว้าง เต็มไปด้วยผีเสื้อสีทองและกลีบใบไม้สีทองพุ่งออกมา
ร่างของเบียโตะล้ม เหมือนกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดใยบังคับ
แต่หัวใจสีทองลอยอยู่กลางอากาศ และยังคงเต้นอยู่
สิ่งที่เห็นทำให้เซียสต้าทั้งสองตกตะลึง จนอุทานออกมาว่าสัตว์ประหลาด แล้วทรุดลงบนพื้นทั้งคู่

การต้องการปกป้องห้องรับแขกทำให้หัวใจเธอยังคงเต้นอยู่ ตราบใดที่มันเต้นมันจะปกป้องบาเรียของห้องรับแขก พลังเวทมนตร์มากถึงกับวัดไม่ได้ หรือพูดในอีกแง่หนึ่ง มันไม่มีวันสิ้นสุด (Endless)
เอวาเบียทริซไม่เข้าใจสถานะของเธอ เธอควรเป็น Endless Witch สิ จึงสั่งให้พวกเซียสต้าโจมตีอีก
แต่พวกเธอปฏิเสธ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำอะไรได้แล้ว
โรโนเวมาช่วยเสริม ไม่มีใครที่ทำลายหัวใจนั้น ได้มากเท่ากับทหารผู้รับใช้เหนือหัวของเธอ ราชามังกร ได้แล้ว
แม่มดคนใหม่คิดใช้พลังของเธอที่เป็นพลังของพระเจ้าเล่นงาน
โรโนเว จึงบอกว่าพลังของเธอเพียงแค่ทำให้ท่านผู้นั้นบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยก็ยังทำไม่ได้
เอวาเบียทริซไม่เข้าใจ โรโนเวจึงอธิบาย
"เหมือนกรณีของไม่มีแสงสว่างโดยปราศจากการเข้าใจความมืด ก็ไม่มีการเข้าใจความไม่สิ้นสุดโดยปราศจากการรู้ขีดจำกัด ก่อนที่พลังอันไร้ขีดจำกัดที่แท้จริงของนายหญิงเบียทริซนั้น พลังเวทมนตร์อันเปราะบางของคุณอ่อนแอมากๆ"
แม่มดที่ป่าเถื่อนนั่นที่กำลังสงสัย ก็ต้องก้าวถอยต่อสิ่งที่เห็น
ผีเสื้อสีทองรวมกัน ร่างของเบียโตะที่เปราะบาง ปรากฏที่หน้าประตูห้องรับแขก

ร่างของคานอนก็เช่นกัน เขาปรากฏตัวออกมาเพื่อขอบคุณเบียทริซ และให้เธอพอได้แล้ว
เอวาเบียทริซไม่พอใจ นั่นเป็นนามของเธอต่างหาก ในฐานะแม่มดชั่วนิรันดร์
คานอนจึงตอบโต้ว่า เธอเป็นเพียงตัวปลอมที่อ้างชื่อเท่านั้น
โรโนเวกล่าวต่อ คนที่ใช้นามของท่านเบียทริซควรเป็นคนที่สืบทอดมงกุฏในฐานะแม่มดชั่วนิรันดร์เท่านั้น ตอนนี้นิยามของท่านรุ่นก่อนหมายถึงท่าน เขาหัวเราะ
เอวาเบียทริซไม่เข้าใจ
เบียโตะกล่าวลาคานอน หวังว่าจะได้พบเขาเร็วๆ นี้ ในฝันร้ายครั้งหน้า เขาก็เช่นกัน ก่อนที่จะสลายไป
ร่างของเบียโตะก็จางหายไปเช่นกัน
หัวใจสีทองที่ล่องลอยกลางอากาศ เสียประกายแสงของมัน กลายเป็นก้อนเนื้อตกลงสู่พื้น
มันยังคงเต้นอยู่อย่างแผ่วเบา จนกระทั่งหยุดนิ่งบนพื้น
ร่างของเบียโตะสลายไปราวกับควันบนพื้น
แม่มดคนใหม่ยังหยิ่งผยอง สุดท้ายเบียโตะก็หมดสภาพไป เธอเชื่อว่าการไร้ขีดสิ้นสุดนั้นดีกว่าการมีขีดจำกัดเสมอ
ซากของเบียโตะไม่มีเสียงตอบรับใดๆ แม่มดได้แต่ดูถูกร่างนั้น
(Metaworld) เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา เบียโตะรู้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าของแบทเลอร์
เธอพยายามเป็นแม่มดที่แท้จริงตามที่เคยพูด

แต่ทว่า ท่าทีของแบทเลอร์ดูจะเมินเฉยต่อคำพูดนั้น
เธอยังถามต่อ พูดอย่างติดขัด ว่าเธอเหมาะสมจะเป็นแม่หมดหรือยัง ? และเธอเหมาะสมที่จะเป็นคู่แข่งของเขาไหม ?
แบทเลอร์ตอบคำเดียว
"เปล่าประโยชน์"
เขาพูดอย่างไม่น่าเชื่อ
ระหว่างที่หายใจอย่างเจ็บปวด เบียโตะพอได้ยินแบบนั้น ก็หัวเราะเยอะเย้ยตัวเอง เธอควรจะคาดหวังไว้แบบนั้น
"....ฮ่า....แค๊ก.....เป็นอย่างนั้นสินะ ....... เส้นทางสู่แม่มดที่แท้จริงเป็นเส้นทางที่ยากกว่านั้น ......."
" ..... ถึงกระนั้น....ชั้นจะไม่ยอมแพ้.....เหมือนที่เจ้าไม่ยอมแพ้ต่อการทรมาณ .....ชั้นจะต้องกลายเป็น...... แม่มดที่แท้จริง....และเจ้า จะต้องยอมรับชั้นเป็นคู่แข่ง...."
แบทเลอร์กล่าวด้วยสีหน้าเดิม
"ใช่ มันเปล่าประโยชน์ มันเปล่าประโยชน์เสียทุกอย่าง เธอไม่เหมาะเป็นคู่ต่อสู้ของชั้น"
(โลกจริง) แม่มดคนใหม่ ใช้เท้าเหยียบย้ำหัวใจของเบียโตะให้แหลกเหลว
เธอยังดูถูกศพของรุ่นก่อน และภูมิใจกับการเป็นแม่มด แม่มดทองคำ เบียทริซ
(Metaworld)
"อ๊าาาา มันเปล่าประโยชน์ ทุกอย่างมันเปล่าประโยชน์!!!"
ในเวลานั้น เอวาเบียทริซถูกส่งมาในสถานที่ๆ เธอไม่รู้จัก ...... เธอมาอยู่ใน Purgatorio
แบทเลอร์ยืนต่อหน้าเอวาเบียทริซ และท้าทายแม่มดคนนั้น
"เบียโตะ ไปนั่งที่ของเธอได้แล้ว คู่ต่อสู้ของชั้นไม่ใช่เบียโตะ ...... แต่เป็นแก"
แม่มดคนใหม่ ไม่เข้าใจว่าแบทเลอร์มาที่นี่ได้อย่างไร เธอจึงเรียก 2 พี่น้องเซียสต้า ให้ทั้งสองโจมตีทันที
แต่ทว่า การโจมตีไร้ผล แบทเลอร์ได้แต่ยิ้ม

ทั้งสองไม่เข้าใจว่าทำไมการโจมตีถึงถูกเบี่ยงเบนได้ ทั้งที่ไม่มีบาเรียป้องกันใดๆ
เซียสต้า 45 หาสาเหตุ และพบว่ามันเป็นพลังป้องกันอำนาจเวทมนตร์ "Endless Nine" การโจมตีด้วยเวทมนตร์ชั้นสูงก็ไม่มีผลต่อเป้าหมาย
เมื่อถูกป้องกันด้วยพลังต่อต้านมนตรานี้ การโจมตีที่มาจากตัวเลข 8 หลัก ไม่สามารถทะลวงการป้องกันนี้ได้
นี่เป็นม่านอาคมระดับสูง ที่เทพเจ้าในเทพนิยายใช้กัน
การโจมตีที่มากถึง 9 หลักมีไม่มากนัก ซึ่ง 9 หลักถือเป็นค่ามากที่สุดที่วัดได้
แบทเลอร์สามารถกำจัดค่าตัวเลขทั้ง 9 นั้นได้ .....
โรโนเวอธิบาย เมื่อท่านแบทเลอร์เอาจริง ศรเวทมนตร์จะไม่สามารถทำอันตรายได้แม้แต่เส้นผมของเขา
สองพี่น้องเซียสต้าได้แต่ตกตะลึง จนทำคันธนูทองคำตกลงพื้น
แบทเลอร์จึงไล่พวกแมงเม่าทั้งสองตนนั้นไป สองพี่น้องจึงหายตัวไป
แล้วให้แม่มดจำแลงนั่งเก้า เขาจะกระชากหน้ากากของเธอออกมา
เบียโตะสงสัยว่าเขากำลังจะทำอะไร เขาจึงบอกว่าคู่แข่งของตนไม่ใช่เบียโตะ
แต่เป็นเธอคนนั้น คนที่แอบอ้างนามของเธอ
เวอร์จิเลียเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เธอให้เบียโตะไปนั่งที่
เบียโตะยังสับสนกับเรื่องคู่แข่งของเขา ตอนนี้เธอทำได้แค่นั่งดูจากข้างสนามเท่านั้น
"เบียโตะ ไปนั่งที่และดูซะ!! ชั้นจะขยี้มัน !! ชั้นจะไม่ให้คนแบบนั้น เรียกตัวเองว่าแม่มด !! ชั้นจะปกป้องเกียรติของแม่มดที่แท้จริง! "

โรโนเวอธิบายกฏพื้นฐานให้แม่มดคนใหม่เข้าใจ เธอก็เข้าใจและขอบคุณ
เธอไม่คิดว่าจะเอาชนะเวทมนตร์ได้ด้วยการใช้ตรรกะเข้าต่อสู้
แบทเลอร์ประกาศที่จะเข้าชนะป้าเอวาด้วยวิธีนั้น เธอไม่ยอมรับว่าเธอเป็นเอวา
"อย่ามาหลอกชั้น! ร่างแท้จริงเธอไม่ใช่แม่มดหรืออะไร แต่เป็นร่างที่มีเลือดเนื้อของมนุษย์ ฆาตกรที่ชื่อ อุชิโรมิยะ เอวา !!!"
"เวอร์จิเลีย จำลองเหตุการณ์ในราตรีที่สอง !!"
เวอร์จิเลียจึงแสดงภาพสถานที่อีกครั้ง โรซ่าและมาเรียถูกฆ่าในสวนดอกกุหลาบ โดยทฤษฏีที่ว่าเอวาเป็นฆาตกร
"ไร้สาระ! มาสิ พยายามนึกถึง! รูปร่างแบบใดที่เป็นอุชิโรมิยะ ฮิเดโยชิ ?" เอวาเบียทริซ กำลังพูดบางอย่าง
แบทเลอร์สงสัยว่าเธอจะทำอะไร เบียโตะจึงอธิบายว่านั่นเป็นการเรียกคนตายกลับมา
ฮิเดโยชิปรากฏตัว ในร่างของวิญญาณ และให้เขาพูด
เขายืนยันว่าระหว่างที่เขาดูแลเอวาในห้อง เอวาไม่ได้ออกไปไหน

แบทเลอร์ไม่สนใจคำพูดนั้น เขายังมีสีหน้ามั่นใจ และต้องการให้เธอยืนยันด้วยข้อความสีแดง
เอวาเบียทริซ ให้ฮิเดโยชิยืนยันข้อความนั้น
"ชั้นอยู่ในห้องตลอดเวลา ทั้งก่อนและหลังการฆาตกรรม"
แบทเลอร์โต้กลับว่ามันไร้สาระ เบียโตะไม่เคยใช้วิธีเด็กๆ แบบนี้สักครั้ง
"ยืนยันมาซะ!! "ป้าเอวาก็อยู่ตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการฆาตกรรม"!! ลุงฮิเดโยชิถูกใช้เป็นพยายน เธอใช้ลุงอยู่ในห้องและออกไปข้างนอก....ถ้ามันไม่จริง ชายคนนี้จะพูดในข้อความสีแดงได้ !!!"
"ช...ชั้น ปฏิเสธที่จะยืนยันมัน ...! หลักฐานของฮิเดโยชิก็มากพอแล้ว !! ไม่มีความจำเป็นต้องยืนยัน ใช่ไหม !?"
เวอร์จิเลียจึงพูดต่อ "..... งั้นเธอก็ถอยหลังสินะ ความเมตตาไม่มีความจำเป็น"
แบทเลอร์ตอกย้ำ "ใช่ คู่แข่งช้าไป!! เช็ค!! บางทีลุงฮิเดโยชิอาจไม่ได้ออกจากห้องตลอดเวลา แต่ที่บอกว่าเขาดูแลเธอตลอดเวลา เป็นเรื่องโกหก! ดังนั้น ไม่มีพยานสำหรับเธอ!! เธอมีโอกาสออกจากห้องฆ่าป้าโรซ่าและมาเรีย! ถ้าคิดจะหลบล่ะก็ จงยืนยันมาซะ "ป้าเอวาไม่ได้ออกจากห้อง!!" เธอบอกไม่ได้ใช่ไหม ? รุกฆาต!!!"
เอวาเบียทริซไม่เข้าใจรูปแบบเกมมากนัก ถึงจะฟังมาแล้วก็เถอะ
แบทเลอร์จึงบอกว่า ถ้าเธอไม่ชินกับกฏ การเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเป็นการเล่นเกมนี้ ใช่ไหมเบียโตะ ?
เบียโตะที่สีหน้ายังไม่เปลี่ยนจากเดิม ได้แต่เออออตามเขา
โรโนเว ประกาศถอนตัวจากราตรีสอง จากนั้นเริ่มราตรีที่ 4 - 6
แบทเลอร์ให้เวอร์จิเลียจำลองที่เกิดเหตุอีกครั้ง
ในแมนชั่นนั้น รูดอล์ฟ, คิริเอะ และฮิเดโยชิ ถูกสังหาร
แบทเลอร์ก็ยังบอกว่าป้าเป็นฆาตกรเช่นเคย ซึ่งไม่มีพยาน เพราะเธอนอนในห้องเพียงคนเดียว ถ้าไม่จริงก็ให้เธอยืนยันด้วยข้อความสีแดง
"ชั้นปฏิเสธ บอกหน่อยสิ! เอวาเป็นผู้หญิง และคนที่ถูกฆ่าเป็นผู้ใหญ่ถือปืนสองคนใช่ไหม ? เธอจะฆ่าด้วยตัวเองได้อย่างไร ? เธอใช้มีดยาวเป็นอาวุธงั้นเหรอ ? หรือมีเครื่องมือที่ใช้ยิงมีด จะใช้งานมันยัง ? อธิบายมาสิ !! ตราบใดที่แกอธิบายไม่ได้ แม้ว่าเอวาจะไม่มีพยาน มันก็ไม่ได้หมายความว่า เอวาจะลงมือฆาตกรรมได้!"
แบทเลอร์ยิ้มก่อนจะตอบ
"ชั้นปฏิเสธที่จะอธิบาย!! มันเป็น "Devil's Proof"! ถึงเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบาย ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีเทคนิคฆาตกรรมที่ไม่รู้วิธีอยู่ หรืออาจเป็นอาวุธที่ไม่รู้ หรือพูดง่ายๆ แม้ว่าชั้นจะไม่สามารถอธิบายได้ว่าเครื่องมือที่ใช้ยิงมีดมีจริงหรือไม่ มันก็ไม่ได้ปฏิเสธ ว่ามันมีจริง!!"
เอวาเบียทริซ สับสนอีกครั้ง
โรโนเวกล่าวว่า Devil's Proof มีผล เช่นเดียวกับเวอร์จิเลีย คำอ้างของแบทเลอร์มีน้ำหนักพอ
เบียโตะก็ตกใจกับความสามารถของเขาเหมือนกัน
แบทเลอร์ให้เธอยืนยันเรื่องที่ไม่ได้ออกจากห้องอีกครั้ง ถ้ายืนยันไม่ได้เขาจะรุกฆาตทันที
เอวาเบียทริซ เริ่มสับสน
โรโนเว อธิบายว่านี่คือกฏของเกม และถามว่าเธอจะรับชาดำกับคุ๊กกี้ไหม ?
แม่มดคนใหม่ ยอมรับกับวิธีสู้แบบขี้ขลาดแบบนี้ไม่ได้
แบทเลอร์ให้เธอไปพักดื่มชาก่อน แล้วถามเบียโตะ แต่เบียโตะก็เตือนว่าอย่าเพิ่งประมาท เพราะคู่แข่งไม่คุ้นกับกฏเท่านั้น
ถึงกระนั้น แบทเลอร์ก็ยังไม่หวั่น เขาจะเอาชนะเธอ เพราะเธอไม่ใช่แม่มด!!
ข้อความนี้ยังอ้างถึงการฆาตกรรมเคลาส์และนัตสึฮิในราตรีต่อมาได้ด้วย มีเพียงเอวาในชั้นแรกของบ้านพักรับรอง และไม่มีพยานเช่นกัน ...... เธอไม่สามารถยืนยันด้วยข้อความสีแดงได้ ถึงจะแย้ง ก็ถูกโต้กลับด้วย Devil's Proof อีกครั้ง
ทำให้แม่มดคนใหม่ ยอมแพ้เป็นครั้งที่สาม และต้องการเวลาเพื่อที่ศึกษากฏอีกครั้ง
หลังจากนั้น ...... เสียงหัวเราะของแม่มดคนใหม่ดังขึ้น เธอเข้าใจกฏดีขึ้นกว่าเดิม สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"โรโนเว จำลองราตรี 4 ถึง 6! แยกอุชิโรมิยะ ตอนนี้ให้ชั้นกลับไปตอนฆ่ารูดอล์ฟ, คิริเอะ และฮิเดโยชิ อีกครั้ง"
เบียโตะแปลกใจกับท่าทีมั่นใจนั้น เวอร์จิเลียให้ระวัง
"ในเวลานั้น ผู้รอดชีวิตในบ้านพักรักรอง ไม่มีอาหาร แต่ต้องการความปลอดภัยของพวกเขา พวกเขาเตรียมที่จะไม่มีอะไรกินจนกระทั่งถึงวันพรุ่งนี้ ...... อย่างไรก็ตาม สุดท้ายทั้งสามก็ไปเอาอาหาร"
แบทเลอร์เข้าใจเรื่องนั้น แม่มดคนใหม่จึงโจมตีทันที
"มันน่าจะปวด ดังนั้นชั้นจะเพิ่มข้อความสีแดงยืนยันมัน"
"คิริเอะคิดว่าอาหารไม่จำเป็น"
"เพราะว่าการอดอาหารเพียงวันเดียวไม่ได้ฆ่าพวกเขา เธอบอกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านพักรับรอง"
"และตัวเธอเอง แนะนำให้พวกเขาออกจากบ้านพักรับรองเพื่อไปเอาอาหาร ..... มันขัดแย้งกันไม่ใช่เหรอ ?"
โรโนเว ก็ตอบว่านั่นเป็นความขัดแย้งที่ประหลาดมาก ต่างกับรูปแบบของคิริเอะ
เอวาเบียทริซจึงบอกว่านั่นเป็นเพราะเธอใช้เวทมนตร์ ควบคุมคิริเอะ ล่อให้พวกเขาต้องมาสังเวยข้างนอก
แบทเลอร์คิดว่านั่นเป็นเรื่องเหลวไหล เขาไม่เชื่อเรื่องเวทมนตร์
แต่แม่มดก็สวนกลับด้วย Devil's Proof เขาไม่รู้ว่าเวทมนตร์มีจริงหรือไม่
โรโนเวและเวอร์จิเลียจึงบอกว่านี่เป็นตาที่แบทเลอร์ต้องโต้แย้งกลับ
เวอร์จิเลียเสริม บางทีอาจมีอะไรที่ทำให้เธอคิดว่าอาหารจำเป็น อาจมีปัญหาถ้าทุกคนไม่มีพลังงานเพราะความหิวก็ได้
เป็นเรื่องยากสำหรับแบทเลอร์ ที่จะอธิบายว่าคิริเอะเปลี่ยนใจได้อย่างไร
คนที่เหงื่อตกกลายเป็นแบทเลอร์แทน เขาต้องตอบสิ่งที่อยู่ในความคิดของคิริเอะ
จึงถามเบียโตะว่าเรียกเธอมาที่นี่ได้หรือไม่ ?
เวอร์จิเลียปฏิเสธแทน นั่นอนุญาติเฉพาะฝ่ายแม่มดเท่านั้น เบียโตะก็ขอโทษเรื่องนี้

แบทเลอร์สับสน เขาไม่รู้ว่าจะตอบสิ่งที่คิริเอะคิดอย่างไร
เวอร์จิเลียอธิบายว่า ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ว่าคิริเอะเปลี่ยนใจอย่างไร เช่น อาจมีใครได้ยินเรื่องนั้น หรือเขียนเหตผลไว้
เอวาเบียทริซได้โอกาสโจมตีซ้ำ
"แย่หน่อยนะ เหตุผลที่เธอเปลี่ยนใจไม่ได้บอกกับใคร และไม่ได้จดบันทึกไว้! ดังนั้น แกทำได้แค่คาดกับสิ่งที่เธอคิด! เป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบาย!! แกไม่ได้ตอบโต้การเดินของชั้นสักครั้ง! ถึงตาที่แกจะต้องยอมจำนนแล้วไม่ใช่เหรอ แบทเลอร์คุง !?!?"
เวอร์จิเลียเหงื่อตก ความเป็นไปได้ที่จะตอบนั้น มีอย่างไม่จำกัด
โรโนเว และเบียโตะก็ตกใจกับตาเดินของแม่มดคนใหม่เช่นกัน
ระหว่างที่กำลังสงสัย เอวาเบียทริซยังโจมตีอีกครั้ง
"จนกระทั่งก่อนตาย คิริเอะคงมีความคิดเป็นของตัวเอง ที่ว่า "ไม่ออกไปเอาอาหาร = ไม่ควรมาที่คฤหาสถ์""
เธอยังย้ำว่าที่ขัดแย้งกัน เพราะเธอใช้เวทมนตร์ควบคุม พิสูจน์ว่าเวทมนตร์มีจริง และเธอเป็นแม่มด
แบทเลอร์เริ่มสับสนกับความเป็นไปได้ทั้งหมดนี้ และปฏิเสธข้อความนั้นไม่ถูก
แม่มดคนใหม่ก็ได้แต่หัวเราะ มั่นใจว่าเธอจะชนะ
จนโรโนเวถามแบทเลอร์ ว่าเขาจะถอนตัวหรือไม่
แบทเลอร์พยายามคิดต่อ เอวาเบียทริซยังคงเยาะเย้ยเขา
โรโนเวจึงพูดอีกครั้งว่า หมดเวลาคิดแล้ว เขาจะถอนตัวหรือไม่
เนื่องจากฝ่ายมนุษย์ไม่ขยับตัวหมาก ด้านเวอร์จิเลียจึงประกาศว่า........
"รอก่อน มีวิธีที่จะตอบโต้กลับ" เจ้าของเสียงนั้น คือ เบียโตะ
แบทเลอร์สงสัยสิ่งที่เธอพูด
เอวาเบียทริซขบขัน ที่รุ่นก่อนเป็นผู้ที่ปฏิเสธเวทมนตร์ของเบียทริซเสียเอง
เบียโตะจึงตอบ
" ถ้า"ไม่ออกไปเอาอาหาร = ไม่ควรเอาออกจากแมนชั่น" ไม่สามารถอธิบายด้วยตัวมันเอง"
"ชั้นจะอธิบายในทางตรงข้ามว่า "เธอไปที่แมนชั่น = มีเป้าหมายอื่นที่นอกเหนือจากอาหาร" "
เธอไม่ได้ใช้ Hempel's Raven แต่ใช้ความสามารถของแบทเลอร์ Chessboard Thinking แทน มีเป้าหมายอื่นที่เธอต้องการไปที่คฤหาสถ์
แบทเลอร์เข้าใจคำพูดนี้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกันว่าคิริเอะออกไปเพื่อจุดหมายใด
เบียโตะจึงพูดกับเวอร์จิเลีย
"อาจารย์ ช่วยจำลองสถานที่ที่คิริเอะตายที ! เราไม่สามารถเรียกวิญญาณได้ แต่การตรวจสอบศพควรทำได้โดยฝ่ายมนุษย์ ใช่ไหม ? "
เวอร์จิเลียทำตามนั้นได้ แม่มดคนใหม่ยังคงหัวเราะ อยากหาก็ทำได้ตามต้องการ แต่เธอยืนยันด้วยข้อความสีแดงเดิมอีกครั้งว่า
"คิริเอะไม่ได้เขียนเหตุผลไว้!"
เบียโตะจึงตอบโต้
"เราอาจจะไม่พบอะไร แต่แบทเลอร์กำลังกัดฟันเพื่อคิดที่จะเอาชนะเธอ นี่เป็นทั้งหมดที่ชั้นทำได้"
เบียโตะย้ายสถานที่ไปในห้องโถงที่จำลองขึ้นมาใหม่ ไปยังศพของคิริเอะแล้วค้นศพเธอ เธอต้องการหลักฐาน
แม่มดคนใหม่ยังไม่เลิกราวี
"คนที่เคยเป็นท่านหญิงเบียทริซ ต้องมาคุกเข่าและคลานรอบๆ! เธอลดตัวลงมาค้นศพงั้นเหรอ ? คิกคิกคิก ดูเหมาะกับแกดีนี่...!!"
เบียโตะไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น แบทเลอร์กำลังสู้เพื่อปกป้องเกียรติของเธอ ต่อให้เธอต้องคลานและค้นศพ เธอก็ต้องทำ
สิ่งที่เธอค้นพบจากศพของคิริเอะ ได้แก่
ผ้าเช็ดหน้า, ทิชชู่, กุญแจบ้านของเธอ, ต้นขั้วของตั๋วเรือ, ไฟแช็ค, ก้นกรองบุหรี่ และเหรียญร้อยเยน 1 เหรียญ .... ไม่มีอะไรที่พิเศษกว่านั้น
แม่มดคนใหม่ยังคงเยอะเย้ยเช่นเคย
เบียโตะไม่พบอะไรเป็นพิเศษ เธอได้แต่พยายาม
โรโนเวและเวอร์จิเลีย จึงกำลังจะให้ฝ่ายแม่มดชนะ
ถึงเอวาเบียทริซจะยังมีท่าทีที่มั่นใจในชัยชนะ และเย้ยหยันผู้แพ้
แต่เบียโตะมั่นใจว่าต้องมีสักอย่าง
"บางอย่าง...บางอย่างควรจะอยู่ที่นี่......ชั้นจะไม่ถอดใจ....ชั้นจะไม่ถอดใจแน่นอน ....... ไม่ว่าชั้นจะโดนดูถูกมากแค่ไหน.....แบทเลอร์กำลังสู้เพื่อเกียรติของชั้น.....ดังนั้นเพื่อเกียรติของเขา ..... ชั้นต้องไม่ถอดใจ...."
ถึงพยายามค้นศพต่อ เธอก็ไม่พบสิ่งใดเพิ่มเติมอีก เบียโตะได้แต่ขอภาวนากับคิริเอะ ให้ช่วยลูกชายของคิริเอะ
แม่มดคนใหม่ยังคงบอกว่าเปล่าประโยชน์ที่จะค้นหาศพ เบียโตะจึงขอโทษต่อแบทเลอร์ ที่เธอช่วยอะไรไม่ได้
แบทเลอร์ปรากฏตัวในสถานที่จำลองนั้น กำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะเอ่ยปาก
"......... ไม่สิ นั่นก็พอแล้ว......ขอบใจนะ เบียโตะ ชั้นจะไม่ทำให้ความพยายามของเธอสูญเปล่า....."
เบียโตะที่กำลังคลาน เพื่อค้นหาศพ ตอบกลับ
"ชั้นไม่ต้องการคำปลอบใจ ...! นายจะโต้กลับด้วยขยะพวกนี้ได้ไง !? นายจะสวนกลับโดยใช้ขยะที่ชั้นรวมมาได้นี่ จนกว่าเธอจะเย้ยหยันมาที่ชั้นงั้นเหรอ ?"
เบียโตะคลานอยู่ทุบขยะที่ได้มาด้วยมือ
แบทเลอร์จึงนั่งลง และวางมืดบนบ่าของเธอเพื่อขอบคุณ

เขาหยิบก้นกรองบุหรี่ที่อยู่บนพื้น แล้วชูมันขึ้น
เบียโตะไม่เข้าใจว่าเขาจะทำอะไรกับขยะนี้
"คิริเอะ ไม่ได้สูบบุหรี่"
แน่นอนว่าที่มีไฟแช็ค ทำให้เหมือนกับว่าเธอสูบบุหรี่
"พ่อสูบ แต่คิริเอะไม่ได้สูบ เธอใช้ไฟแช็คจุดให้กับพ่อ" แบทเลอร์ยืนยัน
แม่มดคนใหม่ ไม่แปลกใจ ในฐานะภรรยาที่จะทำแบบนั้น เธออาจเก็บก้นบุหรี่ไว้ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์เลย
"ชั้นจะพูดต่อ มันไม่ใช่ยี่ห้อที่พ่อชั้นสูบ .... โทษที เบียโตะ เธอค้นกระเป๋าศพของพ่อได้ไหม ?"
"นี่มัน......"
เวอร์จิเลียอธิบายว่า เมื่อตรวจสอบยี่ห้อ มันต่างจากก้นบุหรี่ที่พบ ไม่ใช่ก้นบุหรี่ที่คิริเอะเก็บไว้ ไม่ใช่ยี่ห้อที่รูดอล์ฟสูบ
เอวาเบียทริซ ไม่แปลกใจ คิริเอะ อาจเป็นเด็กดี ชอบทำความสะอาดแล้วเก็บก้นบุหรี่ไว้ก็ได้ สีหน้าเธอยังคงเชื่อมั่น
แบทเลอร์พูดต่อ เขาให้เบียโตะสำรวจกระเป๋าเสื้อของศพลุงฮิเดโยชิ ในตระกูลมีเพียงพ่อและรูดอล์ฟเท่านั้นที่สูบ
...... ยี่ห้อซองบุหรี่ที่ฮิเดโยชิสูบนั้น เป็นยี่ห้อเดียวกับที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของคิริเอะ
แม่มดคนใหม่อารมณ์เสีย เธอไม่คิดว่าจะตอบโต้การใช้เวทมนตร์ของเธอ ด้วยก้นบุหรี่นี้
แบทเลอร์ตอบด้วยสีหน้านิ่งสงบ
"...... ใช่แล้ว ก้นบุหรี่นี่เป็นข้อความจากคิริเอะ ไม่สิ...... ก้นกรองบุหรี่นี่มันเป็นเหตุผลที่ทำให้คิริเอะต้องออกมาจากบ้านพัก"
"เบียโตะ ขอบใจนะ ....... ถ้าเธอไม่พบมัน ชั้นคงต้องยอมแพ้"
สีหน้าแบทเลอร์เปลี่ยนไป พร้อมตอบโต้กลับ (BGM เปลี่ยนด้วย)

".......เวอร์จิเลีย!! จำลองสถานที่! บ้านพักรับรองหลังจากที่น้าโรซ่า และมาเรียถูกฆ่าในราตรีที่สอง!!"
เวอร์จิเลียจำลอง แล้วอธิบายว่าหลังจากที่สองคนนั้นตาย ประตูและหน้าต่างถูกปิดอย่างแน่นหนายิ่งขึ้น
เอวาเบียทริซ ไม่เข้าใจ ทำไมต้องย้อนกลับมาหลังราตรีที่สองด้วย กำลังพูดถึงราตรีที่ 4 - 6 กันอยู่แท้ๆ
"พ่อพกก้นกรองบุหรี่แบบพกพาไว้กับตัวเอง ชั้นเข้าใจแล้วว่าทำไมคิริเอะถึงไปพบกับปัญหาจากก้นกรองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อของเธอ"
".....มันเป็นเพราะว่าก้นกรองบุหรี่มีความหมายบางอย่าง ก้นกรองนี้เป็นข้อความจากคิริเอะแก่พวกเรา !!"
แม่มดคนใหม่ยังเถียง แบทเลอร์จึงรุกต่อ
"....... ชั้นได้ยิน หลังจากราตรีที่สอง มีการตรวจสอบห้องพักอย่างละเอียด .... ตอนนั้น คิริเอะพบบางอย่างที่ไม่ควรมี ในสถานที่ๆ ไม่ควรจะมี"
เบียโตะก็ไม่เข้าใจ เขาจึงตอบว่า
"มันคือสิ่งนี้ ก้นกรองบุหรี่ มันอยู่ในที่เขี่ยบุหรี่ในห้องพักของลุงฮิเดโยชิ"
แม่มดคนใหม่ยังไม่เลิกโต้แย้ง มันไม่น่าแปลกที่จะเป็นแบบนั้น
แบทเลอร์จึงตอบโต้คำถามนั้น
"ป้าเอวาเกลียดการสูบบุหรี่!! ไม่มีทางทีจะมีก้นบุหรี่ในขณะที่ป้าเอวาป่วยและกำลังหลับ!!!"
"มีก้นกรองบุหรี่ในที่เขี่ยบุหรี่ เมื่อคิริเอะเห็นก็เข้าใจทันทีว่า .... ลุงฮิเดโยชิโกหก เธอรู้ว่าป้าเอวาไม่ได้หลับ และออกไปจากห้อง"
"ยืนยันซะ !! "ก้นบุหรี่นี้เคยอยู่ในที่เขี่ยบุหรี่ ที่ซึ่งป้าเอวาและลุงฮิเดโยชิเคยพัก" "
เอวาเบียทริซ ปฏิเสธทันที
แบทเลอร์กล่าวขอบคุณเบียโตะอีกครั้ง

"ชั้น....ยัง....มีประโยชน์อยู่....เหรอ ?" เบียโตะตอบ ดูเหมือนเธอยังเจ็บจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้
"ใช่สิ!! ปอกมันซะ, เราจะปอกลอกหน้ากากแม่มดปลอมกัน !!!" แบทเลอร์ยิ้ม
กล่าวคือ คิริเอะรู้ว่าฮิเดโยชิเป็นพยานเท็จสำหรับเอวา เขาต้องนั่งรอในห้องเพื่อสร้างหลักฐาน ...... ระหว่างนั้น เขาอาจจะทนต่อความตึงเครียดไม่ไหว แล้วก็สูบบุหรี่
เธอบอกเรื่องนี้กับรูดอล์ฟ และบอกว่ามีโอกาสที่เอวาจะเป็นคนผิด โดยฮิเดโยชิเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
".....ต่อจากนั้น คิริเอะ จึงบอกว่าพวกเธาจะไปเอาอาหาร และให้ลุงฮิเดโยชิไปช่วยด้วย!!! มันหมายถึงสิ่งเดียว"
" คิริเอะตั้งใจจะแยกลุงฮิเดโยชิออกมา และถามเขาเกี่ยวกับความจริง !!"
โรโนเวกล่าว ถึงผลของทฤษฏี Hempel's Raven ถ้าฝั่งแม่มดไม่ตอบ เรื่องที่บอกว่าคิริเอะโดนควบคุมโดยเวทมนตร์จะถูกยกเลิก
เอวาเบียทริซ พยายามจะปฏิเสธด้วยอารมณ์ เธอต่างหากที่เป็นคนฆ่า ไม่ใช่อุชิโรมิยะ เอวาที่หลับในห้อง
แบทเลอร์โจมตีต่อ
"งั้นพูดมันสิ เธอไม่สามารถพูดได้! ตอนนี้ เธอไม่สามารถพูดได้ !! ยืนยันมันซะ !! "ในตอนนั้น อุชิโรมิยะ เอวา ไม่ได้ออกไปจากห้อง" !!
เอวาเบียทริซ ฉุนเฉียว เธอไม่เข้าใจว่าเป็นฝ่ายบุก แต่กลับถูกโต้กลับเสียเอง
แบทเลอร์ย้ำคำเดิมอีกครั้ง พร้อมประกาศรุกฆาต
โรโนเว ถามเอวาเบียทริซ ว่าจะตอบโต้หรือไม่ ?
เวอจิเลีย ไม่คิดว่าเธอจะตอบได้
แบทเลอร์ยังคงพูดต่อ
" เธอไม่เหมาะสมที่เรียกตัวเองว่าเป็นแม่มดจริง !! เธอไม่ใช่แม่มดทองคำ! เธอเป็นมนุษย์! อุชิโรมิยะ เอวาาาาาาาาาา!!"

ร่างของเอวาเบียทริซ และเอวาเกิดการซ้อนทับกัน กระพริบ พร้อมกับเสียงร้องโหยหวน
ท้ายที่สุด ก็กลับเป็นเอวาเบียทริซ อีกครั้ง

หลังสิ้นเสียงร้อง สีหน้าเอวาเบียทริซเปลี่ยนไป แล้วหัวเราะ
"ก็ได้ ถ้าเจ้าอยากเรียกชั้นว่าอุชิโรมิยะ เอวา ก็ได้....."
เนื่องจากหลายๆ สาเหตุ ชี้ไปที่ว่าตัวตนของอุชิโรมิยะ เอวาเป็นคนผิดนั่นเอง แต่เรื่องนี้ก็ปฏิเสธการมีตัวตนของเวทมตร์และแม่มด ไม่ได้ เธอจะแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นแม่มดจริง

แม่มดตบมือให้เวลาในเกมกระดานเดินต่อไป
(โลกจริง) แบทเลอร์และเอวาวิ่งมาที่หน้าห้องรับแขก
พวกเขากำลังค้นหาเจสซิก้าเพราะเมื่อไปที่ห้องคนรับใช้พบศพดร.นันโจ แต่ไม่พบเจสซิก้า
(Metaworld)
"..... แล้ว เป้าหมายของเธอคืออะไร ..... เธออยากบอกอะไรงั้นเหรอ ?" แบทเลอร์ถาม
"เธออย่าบอกนะว่า ....... โอ้ ไม่......" เบียโตะ กัดริมฝีปากตัวเอง สีหน้าซีด
แสดงว่าแม่มดที่ชั่วร้ายพยายามทำบางอย่างที่เบียโตะหนักใจ จนหน้าซีดแบบนั้น
เมื่อเอวาเบียทริซ ให้ดูตาเดินของเธอ
เบียโตะพยายามขวาง แต่แบทเลอร์ให้เธอถอยไป
เอวาเบียทริซ จึงเริ่มโจมตี
"หลังจากเจสซิก้าบาดเจ็บ เอวาอยู่ในสายตาของแบทเลอร์ตลอดเวลา แบทเลอร์ไม่ได้เป็นคนผิดและไม่ได้ร่วมมือด้วย ด้วยเหตุผลนี้ เราสร้างพยานหลักฐานที่สมบูรณ์แบบสำหรับเอวา"
"อะไรนะ ......? " แบทเลอร์ตกใจ
"ชั้นจะขังแก ในบาเรียสีแดงที่ซึ่งไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ มนุษย์ที่ต้อยต่ำ จงหลับตลอดการในห้องปิดตายจากเวทมนตร์ที่ไม่มีทางออกซะ ....... เอาล่ะ จงฟังให้ดี ฟังความจริงสีแดงนี้" เอวาเบียทริซกล่าว
ใยสีแดงปรากฏขึ้น พร้อมกับการโจมตีของแม่มด
ไม่มีมากกว่า 18 คนบนเกาะนี้
อาจคิดว่าเป็นสัตว์ได้ ดังนั้นขอเพิ่มว่า
ไม่มีสิ่งมีชีวิตรูปแบบไหน นอกจากมนุษย์ที่เกี่ยวกับเกมนี้
เธอขอยืนยันสถานะของคนทั้ง 18 บนเกาะในขณะนี้
คินโซตาย, เคาส์ตาย, นัตสึฮิตาย, ฮิเดโยชิตาย, จอร์จตาย, รูดอลฟ์ตาย, คิริเอะตาย, โรซ่าตาย, เกนจิตาย, แชนนอนตาย, คานอนตาย, โกดะตาย, คุมาซะวะตาย, นันโจตาย
มี15 คน ตาย
และ
แบทเลอร์ยังมีชีวิต, เอวายังมีชีวิต, เจสซิก้ายังมีชีวิต
นั้นคือคนทั้ง 18

"เข้าใจใช่ไหม เมื่อเหยื่อคนสุดท้าย นันโจตาย เหลือเพียง 3 คน แบทเลอร์, เอวาและเจสซิก้าที่ยังมีชีวิต ?"
"เธอจะพูดอะไร ......... อย่าบอกนะว่า ........." แบทเลอร์เริ่มเข้าใจสิ่งที่เธอจะพูด
แม่มดโจมตีซ้ำอีก
เอวาอยู่กับแก (แบทเลอร์) ตลอดเวลา ดังนั้นการฆาตกรรมเป็นไปไม่ได้
แน่นอนว่า แบทเลอร์ไม่ใช่คนกระทำผิด เขาไม่ได้ถูกใช้เป็นพยานแก่เธอ
และเขาคิดว่าเป็นไปได้ที่เธอ (เอวา) จะเป็นคนผิด กำลังจับตาดูเธอตลอด
ไม่มีโอกาสให้เธอกระทำผิด ตอนที่เกิดคดี มีเพียงนันโจและเจสซิก้าในห้องคนใช้
".....และชั้นว่าแกก็กำลังคิด ถึงตาเดินต่อไปใช่ไหม ? เป็นไปได้ที่เจสซิก้าจะเป็นคนก่อคดี! แต่แย่หน่อยนะ ชั้นจะทำลายความคิดนี้ซะ ด้วยข้อความสีแดงก่อนที่แกจะพูด!!" แม่มดที่ชั่วร้ายชิงลงมือก่อนที่แบทเลอร์จะมีโอกาส พร้อมใยสีแดงที่มากขึ้น
อุชิโรมิยะ เจสซิก้าไม่ได้เป็นฆาตกร เธอไม่เกี่ยวกับการฆ่านันโจ
ตาของเธอถูกปิดสนิท เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะทำการฆาตกรรมได้
และยิ่งกว่านั้น
ทั้งเอวาและแบทเลอร์ไม่ได้ฆ่านันโจ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขา

แบทเลอร์รีบคัดค้าน
"ด...เดี๋ยวก่อน !! มันแปลกไม่ใช่เหรอ !? มีเพียง 3 คน แล้วเกิดการฆาตกรรมขึ้น .... และทั้งสามคนไม่มีใครเกี่ยวข้อง ? มันบ้าชัดๆ !!"
เอวาเบียทริซอธิบายเพิ่ม
"ชั้นจะอธิบายให้ชัดยิ่งขึ้น คนที่ฆ่านันโจ ไม่ใช่ทั้งแบทเลอร์, เอวา และเจสซิก้า หรือในอีกความหมายนึง ไม่มีใครในกลุ่มผู้รอดชีวิต เข้าใจไหม ?"
แบทเลอร์โต้
"ไม่นะ ............ ใช่แล้ว! บุคลิคอื่นล่ะ !? แบบเธอที่เป็นอีกบุคลิกของป้าเอวา ...... ถ้าเจสซิก้ามีบุคลิกแบบแม่มด ที่เป็นอีกคน "อีกคนที่นอกเหนือจากเจสซิก้า" และฆ่าดร.นันโจ !!"
แม่มดยังคงตอบแบบไม่สะทกสะท้าน
"เจ้าบ้า ชั้นบอกในสีแดงแล้วนี่ ตาเจสซิก้าถูกปิดสนิท และการฆาตกรรมเป็นไปไม่ได้สำหรับเธอ ไม่ว่าจะมีบุคลิกใด การฆาตกรรมไม่สามารถทำได้โดยร่างกายของเธอ ชั้นว่านายน่าจะพอใจที่ได้ยินแบบนั้น ? ไม่มีการกระทำโดยร่างกายของเจสซิก้า ที่เกี่ยวข้อง และไม่มีผลกระทบต่อการฆ่านันโจ เช่นเดียวกับแบทเลอร์และเอวา หรือในอีกความหมายนึง ไม่ว่าจะพยายามที่จะดิ้นรนหรือตีความหมายมัน ไม่ว่าจะเป็นเจสซิก้า แบทเลอร์ หรือเอวา ก็ไม่ได้ฆ่านันโจ"
แบทเลอร์เริ่มเป็นฝ่ายร้อนรนเสียเอง
"อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย!!! ทุกคนจะต้องตายใช่ไหม !? ดังนั้น ที่เหลืออยู่ คือ ทฤษฏีที่ดร.นันโจจะฆ่าตัวตาย !? แล้วก็ทฤษฏีกับดัก! คนผิดอาจตายแล้ว แต่กับดักยังคงเตรียมไว้อยู่"
นั่นก็ไม่ได้สร้างปัญหาแก่แม่มดคนใหม่ เธอสวนกลับด้วยข้อความสีแดง
"นันโจถูกฆ่าโดยคนอื่น เป็นวิธีการฆ่าโดยตรง ไม่ใช้กับดัก อาวุธเตรียมพร้อมและเขาถูกฆ่าในระยะเผาขนต่อหน้าเขา คนผิด ปรากฏตัวต่อหน้านันโจ ทั้งสองเห็นหน้ากัน และคนกระทำผิดฆ่าเขา"
แบทเลอร์ยังไม่ยอมแพ้
"แต่เดี๋ยว !! มีผู้รอดชีวิตเพียง 3 คน ! เธอบอกในสีแดงถึงคนที่ตายแล้ว ! เธอบอกสถานความเป็น-ตายของทั้ง 18 คน ยิ่งไปกว่านั้น การมีตัวตนของคนที่ 19 ถูกปฏิเสธในสีแดงแล้ว !!"
"อีกความหมายนึง ไม่มีใครนอกจากคนรอดชีวิตทั้ง 3 !! ใช่แล้ว ถ้าคนที่ 4 นอกจากทั้งสามปรากฏต่อหน้าดร.นันโจ!! ทำไมคนอื่นนอกจากเราปรากฏตัวและฆ่าดร.นันโจ ในเมื่อคนที่ 9 ไม่มี !? บ้าที่สุด !! เธอโกหก !! เธอโกหกด้วยถ้อยคำสีแดงนั่น !!!"
เอวาเบียทริซตอบ
"ถ้อยคำสีแดงบอกแต่ความจริง !!! ไม่แปลกใจเลยเหรอว่า ถ้าไม่เชื่อก็เหมือนการทรยศต่อเกียรติของแม่มดที่อยู่ข้างหลังเจ้า"
"บ้าชัดๆ" แบทเลอร์ตอบกลับอย่างหมดหวัง

แม่มดยังคงสนุกกับการโจมตีต่อไป
"ได้เลย ชั้นจะอธิบายให้มันชัดขึ้น ...... คนที่ปรากฏต่อหน้านันโจคือชั้น แม่มด ......แม่มดทองคำ ผู้ที่ไม่สามารถอธิบายได้โดยมนุษย์ทั้ง 18 คน"
แบทเลอร์เริ่มถามคนอื่น
"เวอร์จิเลีย! โรโนเว!! มันไม่ขัดแย้งกันเหรอ ? เธอพูดความจริงด้วยสีแดงจริงเหรอ !?"
อีกสองตนหน้าตาซีดไม่แพ้กัน
โรโนเว "..ใช่แล้ว ความจริงสีแดง มีผล"
เวอร์จิเลีย "ช่างเป็น ..... การต้อนที่ซับซ้อนและแม่นยำจริงๆ "

"ชั้นจะตอบโต้เธออย่างไร ? เวอร์จิเลีย ! ไม่มีวิธีเดินอื่นเลยเหรอ !?" แบทเลอร์เริ่มขอความช่วยเหลือ
".... ชั้น ........ คิดอะไรไม่ออก ...." เวอร์จิเลียก็สิ้นท่าเหมือนกัน
เขาหันไปถามโรโนเวต่อ ได้คำตอบว่า
"......... ขอประทานโทษด้วย .......ถึงอย่างนั้น ในช่วงพันปีที่ผ่านมา ..... กระผมก็ไม่เคยเห็น ...... เกมบอร์ดที่สวยงามและซับซ้อนเช่นนี้มาก่อน"
เวอร์จิเลียกล่าว
"มันน่าเวียนหัว ..... แต่ก็สวยงาม ช่างเป็นการรุกฆาตด้วยข้อความสีแดงที่สวยงาม ......."
อาจารย์แม่มดและคนรับใช้ปีศาจต่างมึนงง .... และแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน
ลืมการพ่ายแพ้ไป พวกเขาสนใจกับการรุกฆาตที่สมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งน่าชื่นชม
เมื่อผู้คนยอมรับความพ่ายแพ้จากก้นบึ้งของหัวใจ .... ไม่ได้แสดงถึงความเสียใจหรือน่าขายหน้า....มีเพียงความรู้สึกนับถือเท่านั้น
แบทเลอร์เริ่มยอมรับความพ่ายแพ้ เป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายคำพูดนั้น
เอวาเบียทริซไม่เปิดโอกาสให้เขาคิดต่อ ยังย้ำเรื่องเดิม
"คนผิดที่ฆ่านันโจ ไม่ใช่สัตว์หรือของประเภทนั้น ที่สัมพันธ์กับข้อความสีแดง ใช่ไหม? ทุกสิ่งนอกจากมนุษย์ถูกขจัดออกไป แม้แต่พวกหุ่นยนต์ก็ไม่มีผล"
"แน่นอนว่าไม่มีปัจจัยอื่นนอกจากมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับเกมบอร์ดนี้ ดังนั้น ชั้นพูดได้ว่า คนที่ฆ่านันโจ ต้องเป็นมนุษย์"
"คนที่ยืนด้วยเท้าบนพื้น ถืออาวุธ และฆ่าด้วยอาวุธ ต่อหน้าต่อตาเขา อย่างไรก็ตาม มนุษยอาจสามารถใช้เวทมนตร์ได้ ..... นั่นหมายถึงแม่มด ........... หรือพูดในอีกความหมายนึง ชั้นเอง แม่มดทองคำเบียทริซ" เธอหัวเราะ
แม้ว่าแบทเลอร์กัดฟัน เข่าของเขากระแทกพื้น
จิตวิญญาณเขายังไม่ยอมแพ้ ..... แต่ทว่า.....เข่าของเขาเริ่มแล้ว ..... เริ่มที่จะยอมแพ้....
แม่มดเห็นแบบนั้นจึงพูดต่อ เธอให้แบทเลอร์ยอมแพ้ แล้วสรรเสริญเธอ และกล่าวถึงราตรีที่ 9 แม่มดจะคืนชีพและไม่เหลือผู้รอดชีวิต
ใยสีแดงเล่นงานแบทเลอร์จนขยับไม่ได้ เขาเริ่มร้องไห้และไม่สามารถหาข้อโต้แย้งมาแก้ได้
เบียโตะพยายามเตือนสติเขา
"แบทเลอร์ อย่ายอมแพ้ .... ชั้นและนาย...สัญญาไม่ใช่เหรอว่าจะสู้กันอีกครั้ง ...? นายจะแพ้งั้นเหรอ !? นายจะหายไปในสถานที่แบบนี้ ก่อนที่จะสู้กับชั้นอีกครั้งเหรอ !?"
แบทเลอร์กล่าวทั้งน้ำตา เขาไม่อยากทำลายสัญญานั้น แต่เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะก่อคดีได้
เบียโตะพยายามพูดอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผล เขายอมแพ้
เธอจึงพูดอีก
"แบทเลอร์ ฟังนะ ในหมากรุกนั้น ทั้งสองฝ่ายสามารถทำให้อีกฝ่ายแพ้ได้ ดังนั้นในแต่ละเกมจึงใช้เวลานาน ...... อย่างไรก็ตาม ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละทิ้งชัยชนะตั้งแต่แรก และเลือกทางเดินที่อันตรายต่อตัวเอง เกมจะจบในชั่วพริบตา ..... นั่นเรียกว่า Fool's Mate"

Fool's Mate เป็นการเดินที่แปลกในเกมหมากรุก ที่ซึ่งแพ้เร็วกว่าจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เปิดพื้นที่หน้าของคิง แล้วให้ควีนของฝ่ายตรงข้ามรุกเข้ามา ถึงในหมากรุก อาจใช้เวลาเล่นหลายชั่วโมง Fool's Mate สามารถรู้ผลได้โดยตาเดิน 4 ครั้ง
หรือพูดในอีกความหมาย ถ้าทั้งสองฝ่ายพยายามจะชนะ พวกเขาจะถูกบีบบังคับให้ได้รับความเจ็บปวดในช่วงเวลาที่ยาวนาน แต่ถ้าฝ่ายใดยอมแพ้ เกมสามารถจบลงอย่างง่ายดาย
"....เมื่อฝ่ายมนุษย์หยุดคิดต่อ ปล่อยปัญหาต่อหน้าให้เป็นสิ่งที่แม่มดทำ แม้แต่แอปเปิ้ลตกจากต้นไม้มันก็จะเป็นการกระทำของเวทมนตร์ ..... และกรณีเดียวกับฝ่ายแม่มด ..... พวกแม่มดใช้ข้อความสีแดง.....ด้วยการใช้มัน พวกเขาสามารถอธิบายเวทมตร์ในรูปแบบที่แท้จริงต่อมนุษย์ และแพ้ทันที"
ถึงจะพูดแบบนั้นแบทเลอร์ก็ยอมแพ้อยู่ดี
แม้จะพยายามให้เขาอย่าถอดใจ ........ มันก็ไม่มีผล เขายอมแพ้แล้วร้องไห้อย่างหนัก
เบียโตะมองด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง
จากนั้นเบียโตะยืนขึ้นและพูดกับแม่มด
"....... ชั้นจะเดินเพื่อที่จะตอบโต้เธอ"
แม่มดคนใหม่ไม่คิดว่าเธอจะทำได้ เวอร์จิเลียเข้าใจความหมายนั้น

เบียโตะจึงบอก "ถ้ามนุษย์ไม่สามารถเดินได้ ชั้นจะโจมตีด้วยการเดินที่ชั้นทำได้ เพราะชั้นเป็นแม่มด...."
แบทเลอร์จึงพูดด้วยสีหน้าตกใจ
"การเดินที่เธอทำได้เพราะว่าเป็นแม่มด ? เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ ?"
"ชั้นจะใช้ถ้อยคำสีแดง เพื่อปฏิเสธแม่มด"
ทั้งเวอร์จิเลีย และโรโนเว สะดุ้งและเรียกชื่อเธอ

แบทเลอร์เข้าใจทันที ใช้ข้อความสีแดงที่แม่มดใช้ เพื่อปฏิเสธการมีตัวตนของแม่มด เหมือนกับใช้ดาบของเธอเฉือนคอตัวเอง
แม่มดคนใหม่ไม่เข้าใจความคิดของเธอ เบียโตะจึงอธิบาย
".....เธอไม่ใช่แม่มด และชั้นก็ไม่ใช่เหมือนกัน ...... หนทางสู่การเป็นแม่มดที่แท้จริงนั้นยากยิ่งนัก และชั้นยังต้องไปอีกไกล...."
".......ในสถานที่แห่งนี้ แม่มดไม่ได้มีตัวตนตั้งแต่แรก ชั้นจะถอนเรื่องจอมปลอมแบบนั้นด้วยตัวเอง"
แม่มดคนใหม่ปฏิเสธเรื่องนิยามคำว่าแม่มดกับเธอ แต่รุ่นก่อนยังคงพูดเรื่องหนทางสู่การเป็นแม่มดที่แท้จริง ที่เธอและแม่มดคนใหม่ยังขาดไป
แม่มดคนใหม่ยังไม่ยอม
"เธอบ้าไปแล้วเหรอ !? หยุดนะ ! ชั้นอยากเป็นแม่มด ! ชั้นเกลียดมนุษย์ ...!!"
โรโนเวเข้ามาขัด
"ท่านแม่มด กรุณาไปนั่งโต๊ะด้วยขอรับ ได้โปรดรอรับการตอบกลับจากแม่มดจากที่นั่งของท่าน"
"แกจะทำอะไร !? อย่ามาขวางชั้น!! อย่าให้ผู้หญิงนั่นใช้สีแดง !! ออกไปซะ!!!! "
เอวาเบียทริซ ไม่พอใจจนลุกจากที่นั่งและพยายามไปหาเบียโตะ โรโนเวกดเธอที่ไหล่ทั้งสองข้าง บังคับให้เธอกลับไปที่นั่ง และเขาก็ไม่ปล่อยมือจากไหล่คู่นั้นของเธอ
ปฏิเสธการมีตัวตนของแม่มด ก็ไม่ต่างจากปฏิเสธการมีเวทมนตร์.....นั่นรวมถึงปีศาจแบบโรโนเวด้วย
อย่างไรก็ตาม โรโนเวเลือกทำตามหน้าที่ตามความต้องการของเจ้านาย
เวอร์จิเลียย้ำถามที่ว่าไม่เสียใจที่จะทำเหรอ
เบียโตะจึงบอกอาจารย์ของเธอ
"มันเป็นหน้าที่ของชั้น ขอโทษนะ แม้ว่าท่านจะสอนเวทมนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกและความสุข.....ชั้นจะไม่สามารถใช้มันได้อีก.....ดังนั้น ชั้นจะเริ่มศึกษามันจาก 0 และเริ่มต้นอีกครั้ง ...... ชั้นขอโทษจริงๆ ..... ที่ทำให้อาจารย์ต้องมาผิดหวังกับลูกศิษย์โง่ๆ แบบนี้"
เวอร์จิเลียตอบ
".....สุดท้ายชั้นก็มีลูกศิษย์ที่ดี.....ไปเถอะ ตราบใดที่เจ้ายังเชื่อมั่นเช่นนั้น"

แบทเลอร์ถึงไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เขาต้องการให้เบียโตะหยุด
เบียโตะจึงตอบไปว่า ถึงเขายังเดินต่อไม่ได้ แต่เธอยังคงสามารถเดินได้ ถ้าปล่อยไป เธอคนนั้นจะคืนชีพในฐานะแม่มด และควบคุมทั้งเกาะ ฝันร้ายจะเป็นไปตามที่เธอต้องการ และเกาะแห่งนี้จะจมลงไปในห้วงอเวจีตลอดกาล เธอรู้ว่าแบทเลอร์ปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้
แบทเลอร์ตอบ
"เธอไม่ควรจะสละชีพตัวเอง นี่เป็นเกมระหว่างชั้นและเธอ เธอไม่ควรจะเดินแล้วสละตัวเอง ! ชั้นจะคิดบางอย่าง! ชั้นจะคิดทางเดินที่มหัศจรรย์นั้นได้แน่ ....!!" เขายังบอกไม่ให้เธอรีบไป ก่อนที่จะร้องไห้
เบียโตะบอก
"........เกมนี้ช่างโหดร้าย เวลาที่นายคิดหมดลงแล้ว ...... ชั้นเท่านั้นที่สามารถทำได้ ..... สบายใจเถอะแบทเลอร์ ..... ชั้นจะเอาชนะเธอ.... ชั้นจะเอาชนะแม่มดที่ชั่วร้ายด้วยมือชั้นเอง"
แบทเลอร์ยังขอร้องให้เธอหยุดที่จะสละตัวเอง เบียโตะจึงตอบ
"นายสู้เพื่อปฏิเสธชั้นไม่ใช่เหรอ ? ..... ช่างเป็นคนที่แปลกดีนะ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
เวอร์จิเลียบอกให้แบทเลอร์ยอมให้ลูกศิษย์เธอทำตามความต้องการ
เบียโตะต้องการสิ่งหนึ่งจากแบทเลอร์ ขอให้เขาอุดหูเอาไว้
เพราะว่าเธอปฏิเสธแม่มดด้วยข้อความสีแดง การทำเช่นนั้นทำให้เธอเสียสถานะของแม่มดเช่นกัน ถ้าเขาได้ยินข้อความสีแดงนั้น เขาจะเข้าใจร่างที่แท้จริงของเธอ ถ้าเขาปิดหู ความจริงนั้นจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
โรโนเวให้เบียโตะเริ่มตาเดินของเธอ แม้ว่าแม่มดคนใหม่จะคัดค้านก็เถอะ
เบียโตะจึงเริ่มเกม ด้วยการเช็คสถานะของแบทเลอร์
"ในกระดานมี 15 คนที่ตาย และเหลือรอดเพียง 3? จากนี้ไป ชั้นจะเปิดเผยมันด้วยข้อความสีแดง ด้วยความจริงสีแดง .... ชั้นจะทะลวงและฆ่าแม่มดจอมปลอมทั้งคู่!"
เบียโตะหันมายิ้มให้แบทเลอร์
แบทเลอร์เข้าใจความรู้สึกของเธอ แล้วเอามือปิดหูตามที่เธอต้องการ เขาไม่ได้ยินเสียงแม้แต่น้อย
เบียโตะกำลังพูดบางอย่างด้วยข้อความสีแดง แม้แต่แม่มดชั่วร้ายก็พยายามปิดหูของเธอเอง
ใยสีแดงจากแม่มดชั่วนั้น ถูกทำลายลงด้วยพลังของข้อความสีแดงจนหมดสิ้น
ปริศนาที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยมนุษย์ มีเพียงแม่มดที่แก้มันได้

ถ้าแบทเลอร์ทำลายสัญญาและได้ยินเพียงเล็กน้อย แบทเลอร์อาจจะชนะในเกมของเบียโตะเลยก็ได้
เธออาจจะกำลังอธิบายปริศนาบนเกาะ ทั้งเวทมนตร์และทริค, ห้องปิดตาย, เวทมนตร์, คำสาป, เรื่องเล่า และเรื่องทั้งหมดของความโกรธและความเศร้า
อย่างไรก็ตาม ..... แบทเลอร์รู้เพียงว่า เขาต้องการเข้าถึงความจริงด้วยตัวเขาเอง
ตั้งแต่แรก เบียโตะต้องการให้เขาเข้าถึงความจริงด้วยตัวเอง
มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะรู้โดยการบอก มันเป็นความจริงที่แบทเลอร์ควรค้นพบด้วยกำลังของเขา
แสงระหว่างแม่มดทั้งสองส่องสว่าง นั้นเป็นพลังของความจริง
มันร้อนและสว่างราวกับดวงอาทิตย์ ทำลายความมืดมิด การโกหกหลอกลวง ภายในสถานที่แห่งนี้

แม่มดคนใหม่ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงยอมตาย ยอมละทิ้งทั้งทองคำ, เวทมนตร์ และทุกสิ่ง
เบียโตะจึงตอบกลับไปว่า
".....จงรู้ไว้ซะว่า แม้แต่ภูเขาของทองคำ, แม้แต่เวทมนตร์ที่แยกทะเลได้ มีบางอย่างที่เธอไม่สามารถได้รับมันได้....มาสิ แสดงตัวตนที่แท้จริง แสดงร่างที่แท้จริง ...... อุชิโรมิยะ เอวา !!!"
(โลกจริง) เมื่อพระอาทิตย์ระเบิดและทำลายทุกสิ่ง ..... เอวาในโลกจริงเห็นมัน ในขณะที่กำลังถือปืน
แบทเลอร์ในโลกจริงกำลังร้องไห้และกล่าวโทษเธอ
"ป้าเป็นคนร้าย ......ป้าเอวา .....!!!"

เอวาหัวเราะ
"ฮ่าฮ่าฮ่า!! มันสายเกินไปแล้ว แบทเลอร์คุง!!"
ปราศจากการลังเลและความปราณี เอวายกปืนของเธอขึ้นแล้วเหนี่ยวไก

....เสียงปืนดังขึ้น และยิงทะลุหัวใจของแบทเลอร์ เขาทรุดลงกับพื้น
หลังจากชักเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เลือดไหลจากปากของเขา ...... แบทเลอร์ตาย
แต่ก่อนที่จะตายนั้น เขารู้ว่าเธอเป็นฆาตกรและไม่ได้ฆ่าเขาเท่านั้น
(Metaworld ที่กลายเป็นโลกความมืดมิด)
ยังมีฆาตกรคนอื่นอีก และชั้นไม่มีข้อมูลว่าพวกเขาทำได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ...... ขณะที่หูชั้นปิดสนิท
...... เบียโตะเปิดเผยมันทั้งหมดด้วยความจริงสีแดง ทำลายเวทมนตร์ทั้งหมด
ในอีกความหมายหนึ่ง แม้ว่าชั้นไม่เข้าใจมัน..... มันก็ไม่ได้มากหรือน้อยกว่าการพิสูจน์ว่า เวทมนตร์สามารถอธิบายได้ด้วยมนุษย์ ?
เบียโตะบอกให้ชั้นปิดหู ดังนั้นชั้นจะไม่รู้ความจริงทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม มันถูกปฏิเสธด้วยข้อความสีแดง ทำให้เขารู้ความจริงหนึ่งที่ไม่เป็นธรรมสำหรับเรา ที่ว่า "มันเป็นไปได้ที่จะปฏิเสธเวทมนตร์ทั้งหมด" หรือในอีกความหมาย.......................
.......... ไม่สิ......ชั้นต้องไม่คิดแบบนั้น
............ถ้าชั้นทำ ..... การปิดหูนี้มันไร้ความหมาย
แบทเลอร์ไม่อยากทำให้ความพยายามนี้สูญเปล่า
Chapter 18 : The With's Illusution
Date : 5 Oct 1986
Time : ????
ถึงโลกตอนนี้จะปกคลุมด้วยความมืดมิด ไม่เห็นสิ่งใด เขาก็รู้สึกว่าเบียโตะอยู่ใกล้กับเขา
เขาสนทนากับเธอ
".......เบียโตะ........"
"แบทเลอร์ งั้นเหรอ มันสำเร็จแล้ว ชั้น ทำมันได้"
"อือ ...... ชั้นไม่ได้ยินอะไร ........ แต่ชั้นดูมันจนกระทั่งจบ ...... ชั้นเห็นเธอ....... ต่อสู้กับแม่มดชั่วร้าย..."
"................เรื่องนั้น .......... ชั้นไม่ใช่แม่มดอีกแล้ว .................... ดังนั้น ชั้นจะเป็นแม่มดอีกครั้ง ...... และหลังจากนั้น....ชั้นจะทำให้มันเพื่อชั้นจะถูกเรียกว่าแม่มดทองคำอีก......และอีกครั้ง.......กลับมา ....... ชั้นจะถูกยอมรับในฐานะของคู่แข่งของนาย........"
"ไม่หรอก ......... เธอ ...... เป็นแม่มด"
".......หา ......? "
"ชั้น ..... เห็นมัน .......... เมื่อเธอสู้กับแม่มดชั่ว.............และกำจัดเธอด้วยเวทมนตร์ที่น่าตื่นตา แสดงตัวตนของเธอ ..... ชั้นเห็นมันด้วยตาคู่นี้ ....."
"น....นั่นไม่ใช่เวทมนตร์ ...... แต่เป็นสีแดง-----"
"ไม่หรอก นั้นเป็นเวทมนตร์ .............. เธอเป็นแม่มดทองคำ .............. เธอปฏิเสธตัวเอง...........ชั้นจะยอมรับมัน ......."
"เธอเป็นแม่มดทองคำ แน่นอน"
หลังแบทเลอร์พูดประโยคนั้น โลกที่มืดมิดเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย
เมล็ดทองคำเหมือนเมล็ดธัญญาพืชส่องสว่าง และเปล่งประกายแสงสีทอง
จากนั้น มันส่องระหว่างทั้งสองที่หันหลังพิงกันอยู่ แสดงร่างให้เห็น
เมื่อแบทเลอร์มองที่ร่างเขา เขาไม่แปลกใจ แต่เมื่อเบียโตะมองที่ร่างเธอ เธอสะดุ้งเล็กน้อย
.....จากมุมมองของแบทเลอร์ เธอดูเหมือนปกติ ..... แต่ชั่วขณะนั้น เธอก็แปลกใจกับร่างนั้น .....
".....เกิด ....อะไรขึ้น.....?" เบียโตะทำท่าเหมือนสงสัย
"ประกายจากเม็ดแห่งแสงนั้น ...... เริ่มแรงขึ้นอย่างช้าๆ" แบทเลอร์กล่าว
เม็ดพันธุ์นั้นไม่ได้เป็นแสงสีทองแบบเบาบางอีกแล้ว แต่มันกลายเป็นแสงของดวงอาทิตย์
จากมันก็ค่อยๆ ........ เข้าไปที่หน้าอกของเบียโตะ
โลกกลายเป็นท้องฟ้าสดใส และทะเลสีฟ้าใต้พวกเขา
เกาะปรากฏ ต้นไม้งอกงาม และสร้างป่า กำแพงล้อมรอบพวกเขา เพดานข้างบน
และรอบๆ มีสิ่งของมากมาย ...... เหมือนกับห้องโถงในคฤหาสถ์ของตระกูลอุชิโรมิยะ
ผีเสื้อสีทองบินว่อน และมีสิ่งของบนโต๊ะเตรียมไว้เหมือนงานเลี้ยง ทั้งของกินและผลไม้ถูกจัดวางไว้
ทุกคนอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าพ่อแม่ของเขา และญาติทุกคน รวมทั้งป้าเอวากับเจสซิก้า
ทุกคนในปาร์ตี้ ปรบมือและสรรเสริญที่พวกเรากลับมา

แบทเลอร์ไม่เขาใจว่าทำไม เวอร์จิเลียอธิบายว่าในแดนทองคำทุกคนจะฟื้นกลับคืนมา
เธอขอต้อนรับเบียทริซและแบทเลอร์คุง สู่แดนทองคำ
เบียโตะยังคงสับสน ว่าเธอเปิดประตูสู่แดนทองคำสำเร็จแล้วงั้นเหรอ
โรโนเวยืนยันว่าเธอทำสำเร็จ เธอชวนทุกคน รวมทั้งท่านแบทเลอร์สู่แดนทองคำได้
คินโซเอ่ยปากพูด ที่แบทเลอร์สามารถทำมันได้
แบทเลอร์ตกใจเมื่อเห็นปู่ เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่
คินโซกล่าวต่อ
"เลือดของข้าที่ไม่เหมาะสมกับเวทมนตร์ มันอยู่ในสายเลือดของเจ้า ดังนั้น เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่ไม่สามารถมาถึงแดนทองคำได้ และเบียทริซ พยายามหาเจ้าตลอดเวลา .... เธอพยายามทุกวิถีทางที่พาเจ้ามาที่นี่"
แบทเลอร์ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร

โกดะเชิญเขาไปนั่งที่ เขาจะแสดงฝีมือของเขาอย่างเต็มที่
เบลเซบัฟก็มา เธอบอกว่าปกติเธอจะกินมันทั้งหมด แต่จะเหลือบางส่วนให้เขา
แบทเลอร์ยังคงงง ว่าพวกพี่สาว 7 คนมาได้อย่างไร
ลูซิเฟอร์อธิบายว่า ในแดนทองคำ พวกเราจะเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้นระหว่างเฟอร์นิเจอร์ มนุษย์ และแม่มด
จอร์จและแชนนอน รอคอยเขาอยู่ และยินดีต้อนรับสู่แดนทองคำ
ถึงจอร์จคิดว่าเขาตายแล้ว แต่ทุกคนยังอยู่ และมีความสุข มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ

เอวาคิดว่ามันเป็นความฝัน ที่จอร์จสนิทกับคนรับใช้หญิง เธอยอมรับมันไม่ได้
แต่ฮิเดโยชิก็ช่วยปลอบเธอ และให้อวยพรแก่คู่หนุ่มสาวนั้น และไม่ควรโต้แย้งกันในแดนทองคำ
แมมม่อนก็พูดว่า ที่นี่ ทุกคนมีอิสระด้านความรัก ไม่มีความจำเป็นต้องลังเลกับมัน

แอสโมเดียสกล่าวว่า เธออิจฉาคู่ของคานอนและเจสซิก้า
ทำให้เจสซิก้าเขินและพูดไม่ออก คานอนยินดีต้อนรับการกลับบ้านของแบทเลอร์
เจสซิก้าอาจเขินเพราะเธอจับมือกับคานอน และคานอนต้องการทำตัวดั่งคนรับใช้แล้วโค้งคำนับ แต่ยังไม่ปล่อยมือ ทำให้เขาปฏิบัติตัวลำบาก เป็นภาพที่ดูน่าขบขันระหว่างทั้งสอง

นัตสึฮิก็ไม่พอใจที่เจสซิก้าทำแบบนั้น
แต่เคลาส์ก็ไม่คิดว่านั่นจะเป็นปัญหา ให้เธอเลือกคนที่เธอชอบ
เธอยังยอมรับไม่ได้ เช่นเดียวกับเอวา
ขณะที่นัตสึฮิและเอวากอดกัน ทั้งคู่ร้องไห้เหมือนเด็กที่น่ารัก
แม้ว่าพวกเขาจะทำตัวแปลกบ่อยๆ ...... มันก็เป็นภาพที่น่าประหลาดจริง

โรซ่าและคิริเอะไม่คิดว่านั่นจะเป็นปัญหา
รูดอล์ฟจึงกล่าวว่า ไม่ว่าแบทเลอร์จะพาผู้หญิงแบบไหนมาบ้าน เขาจะต้อนรับเธออย่างอบอุ่น
คิริเอะจึงบอกว่า อย่าแนะนำเธอคนนั้นให้ชายคนนี้รู้จัก เขาจะจับเธอแล้วพาเธอหนีไป

มาเรียทักทายเขา รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องมาสถานที่แห่งนี้
เธอไม่ได้กลัวแต่แรก ถึงทุกคนจะกลัวมันก็เถอะ
แบทเลอร์คิดว่าเธอน่าจะวิตกกังวลมากที่สุด แต่มาเรียรู้ความจริงแต่แรก
สองพี่น้องเซียสต้าก็มา ปรากฏต่อหน้ามาเรีย
พวกเธอไม่ให้อภัยที่พูดต่อหน้าท่านหญิงมาเรียแบบนั้น เซียสต้า 410 ยังเตรียมพร้อมจะโจมตีตามคำสั่งของท่านหญิงอีกด้วย
มาเรียแสยะยิ้ม ก่อนจะโดนทุบหัว
เกนจิจึงเตือน ว่าอยู่ต่อหน้าของท่านเบียทริซ
โรโนเว ไม่ให้กล่าวแบบเย็นชาแบบนั้น และพูดถึงการเตรียมอาหาร
ป้าคุมาซาวะเตรียมปลาทูน่าไว้ทำอาหาร พร้อมเสริ์ฟ

ซาตาน (ผมขาว) เตือนให้คนอื่นทำหน้าที่ของเฟอร์นิเจอร์อีกครั้ง ถึงลีเวียธาน (ผมเขียว) จะกำลังกินอยู่ก็ตาม
เบลเฟกอร์ (ผมดำ หางม้า) บอกให้ทำงาน อย่าให้แขกรอ ไม่ต้องให้พวกเขาทำอะไร ให้แขกขี้เกียจและอ้วนไป
เวอร์จิเลีย เรียกเบียทริซและแบทเลอร์
ปู่และเวอร์จิเลีย ยืนชั้นบนของบันได กำลังเรียกพวกเรา
แบทเลอร์และเบียโตะจึงเดินขึ้นไปคู่กัน
จากห้องโถงมันเหมือนฉากขนาดใหญ่
โต๊ะเล็กๆ ถูกวางไว้ มีกระดาษหนังและปากกาขนเม่นโบราณอยู่
แบทเลอร์เห็นข้อความเหมือนตัวหนังสือเวทมนตร์ โดยมีคำแปลภาษาญี่ปุ่นอยู่ด้วยกัน
.... และด้านล่าง มีหลายชื่อถูกเขียนไว้
มีทั้งหมด 17 ชื่อ ....... ปู่เป็นคนแรก และทุกคนเขียนชื่อที่นี่
คนที่จะไปสู่แดนทองคำ อาจต้องเซ็นชื่อที่นี่ก่อน
เวอร์จิเลียอธิบาย
"แดนทองคำไม่ได้โลกที่สนับสนุนโดยพลังเวทมนตร์เท่านั้น ต้องการความร่วมมือและยอมรับของมนุษย์ผู้ที่ต้องการด้วย เราจึงต้องเซ็นชื่อทุกคนที่นี่"
คินโซอธิบายต่อ
"ใครก่อน ประตูสู่แดนทองคำเปิดออก แต่เจ้าปฏิเสธที่จะเซ็น .... แม้ว่าเจ้าอาจจำไม่ได้ก็เถอะ เนื่องจากเจ้าปฏิเสธที่จะเซ็น โลกนี้จึงถูกปิดผนึกในความมืดมิด"
แบทเลอร์บอกว่า ฟังเหมือนเขาเป็นเพียงคนดื้อดึงที่ทำให้ทุกคนเบื่อในหลายๆ ทาง
เบียทริซยิ้ม แล้วตอบว่านั่นเพราะความดื้อด้านสืบทอดมาจากสายเลือดของคินโซ
เบียทริซพูดต่อ
"เวทมนตร์คือปฏิหารย์ ปฏิหารย์จะไม่เกิดถ้าทุกคนไม่เชื่อมัน เมื่อนายเชื่อมันในท้ายที่สุด แดนทองคำจะสมบูรณ์"
แบทเลอร์ถามสิ่งที่เขาจะต้องทำ
เวอร์จิเลียบอกให้เซ็นชื่อที่นี่ จากนั้นเบียทริซก็เซ็น
แบทเลอร์ดูจะใช้ปากกาขนเม่นไม่เป็น เผลอทำหมึกพุ่ง
เบียโตะบอกว่านั่นเป็นลางร้าย และว่าเรื่องที่เขียนช้า จากนั้นหัวเราะกับท่าทางของเขา

คินโซบอกให้เงียบเพราะเป็นพิธีกรรม
เวอร์จิเลียจึงบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นให้พวกเขาทำสัญญา เริ่มจากเบียโตะให้วางมือบนสัญญาและให้พูดตาม
"ในฐานะแม่มดที่ดี เบียทริซขอสาบานว่า จะศึกษาเพื่อที่จะนำความสุขมาสู่คน"
ฟังดูน่าอาย แต่เบียทริซก็ทำตาม
ต่อไปเป็นแบทเลอร์
"ในฐานะสมาชิกของแดนทองคำ แบทเลอร์ขอสาบานว่า จะทำตามหน้าที่เพื่อความสุขของตัวเขาเอง และของเพื่อนบ้านของเขา"
คินโซประกาศว่าทุกคนทำสัญญาร่วมกัน มนุษย์ทั้ง 18 จะได้ไปแดนทองคำ
ทุกคนยินดี และสรรเสริญพวกแบทเลอร์
เวอร์จิเลียกล่าวเพิ่มเติม หลังจากทำสัญญาด้วยพิธีกรรมโบราณ
แบทเลอร์ต้องเซ็นสัญญานี้ เพื่อให้สัญญาไปแดนทองคำของเบียทริซเสร็จสมบูรณ์
คินโซอ่านให้เขาฟังว่า
"พวกเราทั้ง 18 คน ยอมรับเบียทริซในฐานะแม่มดทองคำ และต้อนรับเธอสู่แดนทองคำ"
แบทเลอร์ยังคงสีหน้าเดิม เพียงแต่สงสัยว่าเบียทริซจะไปไม่ได้ถ้าเขาไม่ได้เชิญงั้นเหรอ ?
เธอบอกว่านั่นเป็นพิธีกรรม ทำให้เธอไม่สะดวกนัก ทำไมไม่ทำให้มันจบเร็วๆ ตอนนี้เธอกำลังหิว
แบทเลอร์ก็ยิ้ม เขาเองก็กินแต่อาหารกระป๋อง อยากินอาหารดีๆ รีบมาทำให้สัญญาจบลงกันเถอะ
เมื่อเขาพิจารณาข้อความนั้น
"อะไรนี่ ? 'ชั้นยอมรับเธอในฐานะแม่มด' ....หา ? นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ปู่ ทำให้มันใหญ่โตไปได้"
ดูเหมือนไม่ต้องรอจนจบพิธี
เบียทริซและเวอร์จิเลียก็เริ่มเปลี่ยนไป
"มาสิ มาเร็ว รีบๆเข้า รีบๆ เซ็นตรงนี้"
"........หา .......?" แบทเลอร์เห็นบางอย่างปกติ
"เร็วเข้า"
"เซ็นซะ"
สีหน้าที่แปลกประหลาดและรอยยิ้มที่แปลกของทั้งสองเปลี่ยนไป ต้องการให้เขาเซ็นสัญญานี้
ทันใดนั้น เสียงดังเหมือนหน้าต่างแตกดังกังวานทั่วห้องอย่างไม่น่าเชื่อ งานเลี้ยงที่ดูวุ่นวายกลายเป็นความเงียบสงัดทันที
แบทเลอร์ปล่อยปากกาขนเม่น แล้วมองรอบๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
เด็กสาวผมแดงปรากฏต่อหน้าเขา เธอมาจากที่ไหนกัน ?
ผู้ที่ไม่ได้อยู่ที่นี่เมื่อสักพักที่ผ่านมา ปรากฏตัวกลางห้องโถง มองขึ้นมาที่พวกเรา
เด็กสาวที่เห็น น่าจะอายุเท่าเจสซิก้าและแบทเลอร์
แต่เขาไม่รู้จักหน้าของเธอ ไม่มีใครในที่นี้รู้จักเธอเช่นกัน
แม้แต่เบียโตะก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร สีหน้าประหลาดใจกลายเป็นสีหน้าจริงจังเช่นเคย เธอสั่งให้คนรับใช้กำจัดคนที่ไม่เกี่ยวกับงานเลี้ยงของเธอ
พี่น้อง 7 บาป, เฟอร์นิเจอร์หัวแพะ และพี่น้องเซียสต้า ล้อมเธอไว้และเตรียมอาวุธพร้อมที่จะโจมตีเธอ
เด็กสาวผมแดงกลับไม่สะทกสะท้าน และไม่พูดอะไร
ตรงกันข้ามเธอมองที่พวกเราชั้นบน ราวกับไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง
เธอมองที่ใคร เบียโตะ ? ปู่ ?........... ชั้นงั้นเหรอ ?
เด็กสาวจ้องมาที่ตาของแบทเลอร์ จากนั้นก็พูดว่า
"นายต้องไม่ทำสัญญานั่น!!! นายจะยอมรับความพ่ายแพ้งั้นเหรอ !? อย่าถูกหลอกโดยพวกแม่มด !!!"
แบทเลอร์ตกใจ "....หา? โดยแม่มด ....... หา !?"
ตอนนี้บางอย่างที่แข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ กำลังยกตัวเขาขึ้น โดยจับที่ต้นคอของเขา
เกิดอะไรขึ้น ? เมื่อมองไปข้างหลังตัวเขา ....
เขาเห็นเวอร์จิเลีย ที่มีรอยยิ้มอันน่ารังเกียจ พร้อมกับพวกหัวแพาะที่แข็งแรงอยู่
พวกหัวแพะ 2 ตน ที่สูงราวสองเมตร จับเขาขึ้นด้วยแขนที่แข็งราวกับท่อนซุง

เวอร์จิเลีย กล่าวด้วยสีหน้าที่ต่างจากเดิม
"โฮ่โฮ่โฮ่โฮ่ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องฟังแขกที่ไม่ได้รับเชิฐ มาเซ็นสัญญาซะ ในสัญญาที่ว่า "อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ ยอมรับการมีตัวตนของแม่มด" มาเร็ว เขียนในสัญญา...!!"
แบทเลอร์พยามดิ้น พวกหัวแพะพยายามบังคับให้เขาจับปากกาขนเม่น ขาของเขาไม่แตะพื้นด้วยซ้ำ
เบียทริซก็กำลังหัวเราะเยอะเช่นกัน
แบทเลอร์เข้าใจแล้ว ว่าเขาถูกหลอก เบียโตะไม่ได้เป็นแบบที่เขาเห็น
เบียโตะแสดงสีหน้าเขินและซึมก่อนหน้านี้ให้เขาเห็น
ก่อนที่จะหัวเราะแล้วแสดงสีหน้าที่แท้จริงออกมา พร้อมหัวเราะ
"ขอโทษนะ แบทเลอร์ ชั้นเป็นคนแบบนั้นนนนนน!! มันไร้ประโยชน์แล้ว ดูเหมือนการแสดงแบบ Naniwa-Bushis จะไม่เหมาะสมกับชั้น !!...... นั่นเป็นบทพื้นๆ ที่เล่น และชั้นเริ่มเบื่อแล้ว"
(หมายเหตุ : Naniwa-Bushis เป็นการแสดงพื้นบ้านในญี่ปุ่น ที่ร้องเพลงแล้วแสดงอารมณ์ร่วม)
"ชั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร สาวน้อย!! แต่ชั้นจะกำจัดเธอ บดเธอและขยี้เธอ"
เบียโตะสั่นไปป์ของเธอ เชิงเทียนบนเพดานมีประจุไฟฟ้า และสายฟ้าสีม่วงพุ่งไปที่เด็กสาว
มันควรจะโจมตีโดยตรงทำให้เธอกลายเป็นขี้เถ้า ....... แต่ทว่า แม้แต่ผมเส้นเดียวก็ไม่สะเทือน
เบียโตะยังคงยิ้ม ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญจะมีอะไรดีกว่าที่คิด ..... เธอถามชื่อของเด็กสาวคนนั้น
เด็กสาวผมแดงตอบไปว่า
"ชั้นไม่มีชื่อที่จะบอกเธอ.....ยิ่งไปกว่านั่น.......เจ้าโง่ (แบทเลอร์) !!! นานแค่ไหนแล้วที่นายถูกหลอก !? นายมันเชื่อคนง่ายเกินไป!! คิดเร็วๆ หน่อยสิ !! นี่เป็นกับดักของแม่มด !!"
คำพูดนั่นส่งตรงไปที่แบทเลอร์
การเปลี่ยนแปลงของเบียโตะ และสัญญาเป็นแม่มดที่ดีนั้น .......... เป็นกับดัก
แบทเลอร์ไม่อยากเชื่อ เขาไปถามคำยืนยันจากเบียโตะ
สีหน้าเธอเหมือนกับช่วงนั้น สีหน้าที่หนักใจ
"......ขอโทษนะ แบทเลอร์ มันน่าสนใจดี ชั้นพยายามทำสิ่งที่อาจาร์บอกชั้น แต่มันก็ได้ผลดี !!"
สีหน้าเปลี่ยนเป็นหัวเราะ ก่อนที่สีหน้าอันน่ารังเกียจจะกลับมาอีกครั้ง แล้วก็ยิ้มตามปกติ
"ชั้นได้ยินว่าผู้ร้ายที่กลายเป็นอ่อนโยน และบ้าคลั่ง เป็นที่นิยมใช่ไหม ? ดังนั้น ชั้นศึกษามันจากการ์ตูน, อนิเมะ และเกมจีบสาว ที่ได้รับความนิยมในขณะนี้"
เธอหัวเราะ ก่อนที่จะบอกว่านี่คือ "กลยุทธ์ลมเหนือและพระอาทิตย์"

นั่นทำให้แบทเลอร์ร้องไห้อีกรอบที่รู้ว่าถูกหลอก
เบียโตะยังทำสีหน้าที่เหมาะสมกับแบทเลอร์ต่อ ก่อนที่จะปรับความรู้สึกเป็นสีหน้าเดิม
"แย่หน่อยนะ แม่มดไม่ได้สามารถเปลี่ยนแปลงได้"
"อาจารย์ ดูแลสัญญานั่นด้วย! แขกไม่ได้รับเชิญนี้เป็นเหยื่อชั้น!!"
เวอร์จิเลียและพวกหัวแพะ พยายามจะให้แบทเลอร์เซ็นต่อ เขาต้านแรงพวกมันไม่ไหว
ทันใดนั้น แสงสีแดงปรากฏรอบแบทเลอร์ ผลักหัวแพะและเวอร์จิเลียออกไป
เด็กสาวคนนั้นช่วยเขาเหรอ แต่เธอเป็นใครกัน
"นายตั้งใจจะเล่นในสถานที่แห่งนี้อีกนานแค่ไหน ? ไปพักได้แล้ว ชั้นอิจฉานายจริงๆ"
เด็กสาวผมแดงกล่าวด้วยสีหน้าที่นิ่งสงบ
"ชั้นขอบใจที่เธอช่วยชั้น แต่มันโหดร้ายไปหน่อยนะที่พูดแบบนั้น ขอโทษที ว่าแต่เธอเป็นใครงั้นเหรอ ....? "
"....... แม่มดแห่งรคเค็นจิม่า!! คืนเขามาซะ !!" เด็กสาวผมแดงเปลี่ยนเรื่องพูด
เบียโตะโต้กลับ เขาเป็นของเล่นของเธอ เป็นของเล่นที่เธอชอบมากที่สุด เธอจะไม่ปล่อยเขาไป เขาจะสนุกกับเธอด้วยกันต่อไป
"ใช่ มันดูเหมือนนายสนุกมาก ทำให้ชั้นอิจฉา จนรู้สึกน่ารำคาญ!! เสียงหัวเราะก็ดังจนน่ารำคาญ คงเพราะว่านายถูกล้อมรอบด้วยพวกแม่มดสาวสวยถึงเริ่มได้ใจ มันต้องสนุกมากจนนายไม่อยากจะกลับไป!!" เด็กสาวยังตำหนิแบทเลอร์ต่อ

"เธอพูดอะไรกัน ? เดี๋ยวก่อน เธอเข้าใจผิด ...! มันทำให้ชั้นเจ็บปวดเหมือนกัน ! เธอหมายความว่าไงที่ว่า สนุก ? เธอไม่รู้เกี่ยวกับปัญหาของชั้นเลย....!"
"อะไรที่นายบอกว่าเป็นปัญหา !!! นายสนุกกับการได้อยู่กับพ่อแม่ นายได้เล่นกับญาติพี่น้องคนอื่น และได้เล่นกับแม่มดตลอดกาล! นายไม่รู้ว่านี่คือความสุขของนายงั้นเหรอ !? นายไม่รู้ว่าชั้นอิจฉานายมากแค่ไหน !? จนชั้นอยากจะมาร่วมวงด้วยซ้ำ !!"
เบียโตะหัวเราะแล้วตอบกลับว่า เธอปฏิเสธ เธอพอใจกับของเล่นที่เธอมีอยู่ ของเล่นที่ก้าวร้าวแบบเธอไม่เหมาะกับกล่อง (เก็บของเล่น) ของเธอ
เด็กสาวเข้าใจ ใครจะไปเล่นกับคนแบบแม่มดนั่น ? แต่เธอก็ขอบใจที่พาทุกคนมาอยู่ด้วยกันแบบนี้
แบทเลอร์สงสัย แต่ดูเหมือนเขาจะเดาได้ลางๆ แล้วว่าเธอเป็นใคร
"เธอ.......เป็นใคร ........ เธอคงไม่ใช่ .........."
ดูเหมือนเบียโตะก็พอเดาได้เช่นกัน ......เธอรู้ว่าเป็นตัวหมากที่ท่านหญิงเบิร์นกัสเทลโยนเข้ามา เธอชอบมัน !!
แม่มดต้อนรับเธอ และชวนเธอร่วมงานเลี้ยง และจะเล่น ทำลาย, ฆ่า, ขยี้, บดเป็นผง ผสมกับขนมและอบจนกว่าเธอจะนุ่มฟู
เด็กสาวผมแดงกล่าวทิ้งท้าย
".......อา, มันเปล่าประโยชน์ มันเปล่าประโยชน์!"
"บนเกาะรคเคนจิม่าในปี 1986 ...... ชั้นจะเปิดเผยทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น!"
"ชั้นจะสอนเธอเอง......... เตรียมตัวไว้ แม่มดทองคำ เบียทริซ!!!"
(ดูต่อช่วงสรุปผล และ Tea Time)
