Episode 3

posted on 01 Feb 2009 21:14 by umineko

Episode 3 : Banquet of the Golden Witch

 

*** Update ***

1กพ. - 15 มี.ค. เสร็จเรียบร้อย

แก้จากโรนอฟ -> โรโนเว 

แก้บีโตะ -> เบียโตะ

Chapter 0 : บทนำ
    ที่คฤหาสถ์ที่สวยงามแห่งหนึ่ง เป็นการบรรยายของเด็กสาว ที่ถูกกำชับไม่ให้จับเครื่องแก้วของตกแต่งในบ้าน ถึงเธออยากจับ แต่ปู่ก็อธิบายว่า ความสวยงามบางอย่างไม่ควรที่จะสัมผัส เพราะมีโอกาสทำมันแตกได้ง่าย เธอสำนึกผิดที่ไปเพิ่งจับมันเพราะความอยากรู้อยากเห็นจนแตก เธอคงถูกปู่ดุแน่
    เธอสังเกตเห็นผีเสื้อสีทองที่สวยงามเข้าใกล้ตัว เธอรู้ว่านั่น คือ เบียทริซ

    หญิงสาวผมเงินนามว่า "เบียทริซ" ปรากฏในคฤหาสถ์ เด็กสาวคนนั้นรู้จักเบียทริซดี ซึ่งเบียทริซกล่าวทักทายเธอ และเรียกเธอว่าเจ้าหญิง เบียทริซสังเกตว่าเธอร้องไห้ พอถามจึงทราบความว่า ทำสมบัติสำคัญของปู่พัง เบียทริซเขาใจดีว่ามาสเตอร์ชอบมันมาก (เรียกปู่ของเธอ ว่ามาสเตอร์) และเธอก็รู้ว่าปู่เธอโหดร้ายมากเช่นกัน
    เบียทริซกล่าวว่า ถ้าเธอ (เด็กสาว) ใช้เวทมนตร์ได้ ก็จะไม่ถูกมาสเตอร์ดุ พื้นฐานของการใช้เวทมนตร์ คือ ความเชื่อ และปฏิหารย์จะเกิดเมื่อเชื่อมั่นในสิ่งนั้น ทำให้เด็กเชื่อในตัวเบียทริซ และขอให้ซ่อมแจกันให้
    เบียทริซรับคำขอ และเปลี่ยนผีเสื้อสีทองเป็นไม้เท้า ชี้ไปที่แจกัน
    "เอาล่ะ ปิดตาของเจ้า และนึกถึงภาพที่เจ้าจำได้ รูปลักษณ์ที่สวยงาม จงแสดงให้ข้าเห็นรูปร่างนั้นอีกครั้ง"
    แจกันที่แตกละเอียด กลับสู่สภาพเดิมที่สวยงามอีกครั้ง
    ที่นอกบ้าน เด็กสาวกล่าวชมเบียทริซ ว่าคืนสภาพสิ่งของง่ายๆ แต่เบียทริซปฏิเสธว่าไม่จริง การทำให้สิ่งของกลับคืนสภาพเดิม เป็นเรื่องที่ยากมาก เพียงแค่เวทมนตร์ของเธอคงไม่สามารถทำได้แน่นอน เธอทำให้มันคืนสภาพก่อนที่จะพบชะตากรรมนั้นเท่านั้น
    เสียงในคฤหาสถ์ดังขึ้น คนใช้เข้าไปดู เห็นแจกันนั้น แตกละเอียด ซึ่งเข้าใจว่าอาจมีแมวเข้ามา เด็กสาวเข้าใจคำพูดของเบียทริซ เธอทำได้เพียงคืนสภาพของสิ่งนั้นชั่วคราวเท่านั้น แต่ชะตากรรมของมันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอทำให้เด็กสาวไม่ต้องได้รับโทษเท่านั้น
    เบียทริซพูดว่า การทำลายบางสิ่งไม่ใช่เรื่องยาก แม้ไม่ใช้เวทมนตร์ก็ทำได้ แต่การฟื้นฟูเป็นเรื่องยาก
    แม่มดบางคนพอใจกับเวทมนตร์ทำลายและการสังหารคนอื่น แล้วละเลยการฝึกฝนเวทมนตร์ที่แท้จริง นั่นคือ เวทมนตร์ในการรักษา และคืนสภาพให้วัตถุ เพื่อเรียกความสุขที่หายไปให้กลับมา รวมทั้งรอยยิ้มที่หายไป
    เบียทริซพูดถึงขอบเขตความสามารถของเธอ เด็กสาวสนใจเรื่องการกลับคืนสิ่งของได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด เบียทริซจึงตอบว่า ถ้ามีใครมีความสามารถถึงระดับนั้น จะเป็นแม่มดไร้ที่สิ้นสุด (Endless Witch) ซึ่งเป็นเป้าหมายของแม่มดทุกคน
    ในโลกของมนุษย์เต็มไปด้วยเรื่องน่าเศร้า จากการแบ่งแยกและสูญเสีย ชั่วชีวิตของมนุษย์แสวงหาหนทางที่จะต่อสู้กับความโศกเศร้า แต่สำหรับแม่มด สามารถปลดปล่อยความโศกเศร้าใดๆ ในโลกได้ เป็นความสุขชั่วนิรันดร์
    เด็กสาวอยากเป็นแม่มดเหมือนเบียทริซ เพื่อรับความสุขที่ไร้ขีดจำกัดนั้น ถึงเบียทริซบอกเป็นเรื่องที่ยาก เด็กสาวก็อยากจะพยายามดู และอยากเป็นลูกศิษย์ของเบียทริซ
    เบียทริซเข้าใจความพยายามของเธอ และให้เธอเป็นลูกศิษย์ จนกว่าเด็กสาวจะละทิ้งความพยายาม เธอตั้งใจจะเรียนรู้แก่นแท้ของเวทมนตร์ไปพร้อมกัน จนถึงขั้นที่เต็มไปด้วยความสุขนั้น ....


    ตัดกลับมาที่ Meta Word เบียทริซตื่นขึ้น เธอฝันถึงใบหน้าของคนๆ นั้น และคำว่า Endless Witch ที่กลายเป็นของเธอแล้ว เธอกล่าวถึงคำพูดของอาจารย์ของเธอว่า การปลดปล่อยจากความทุกข์ทั้งปวง ก็เหมือนความสุขชั่วนิรันดร์ ซึ่งเธอคิดว่าอาจารย์ยังไม่สามารถถึงขั้นนั้นได้
    เพราะสำหรับเธอ "ความสุขชั่นนิรันดร์ ก็คือ ความน่าเบื่อชั่วนิรันดร์" ไม่ต่างจากสมุดวาดภาพที่ไม่มีวันหมด มีเพียงความน่าเบื่อที่เป็นยาพิษที่ฆ่าแม่มดได้
    ตอนนี้เธออยากกลับมาคุยกับอาจารย์อีกครั้ง เกี่ยวกับความสุขที่แท้จริง เพราะไม่มีจุดสิ้นสุดในการฝึก เมื่อคิดว่าคุณถึงระดับความเป็นนิรันดร์แล้ว ก็จะเป็นช่วงที่คิดว่าคุณขาดความเป็นผู้ใหญ่ เธอหัวเราะที่เธอเป็นแบบนั้น


    เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ดูเหมือนพวก 7 พี่น้อง จะทำของเล่นพังเช่นเคย
    พวก Sister แต่ละคน รายงานว่าแบทเลอร์ขยับไม่ได้อีกแล้ว จากนั้้นโต้เถียงกันวุ่นวาย ทำให้เบียทริซรำคาญและตระโกนออกมา ทำให้พวก Sister ตกใจและไปซ่อนตัว
    สภาพของแบทเลอร์ตอนนี้ เละจนมองไม่ออกว่าเป็นเขาอีก แม้แต่อวัยวะภาพในก็แยกเป็นเสี่ยง เบียทริซจึงใช้เวทมนตร์ เช่นเดียวกับที่อาจารย์เธอเคยใช้ ประกอบร่างแบทเลอร์ขึ้นมาใหม่ (และเกือบต่อนิ้วผิดข้าง)


    สุดท้ายแบทเลอร์ก็คืนสภาพเดิม เบียทริซกล่าวอรุณสวัสดิ์กับเขา แล้วยังบอกอีกว่าถ้าเขายอมรับ "เธอเป็นแม่มด" เขาจะถูกปลดปล่อยจากฝันร้ายนี้
    แบทเลอร์ยังคงหัวเราะแบบหยิ่งยะโส เมื่อได้ยินเบียทริซเปรียบว่าที่นี่เหมือนนรก
    ถึงเบียทริซจะบอกว่าเบื่อกับท่าทางอวดดีของเขาแล้ว แต่แบทเลอร์ก็ย้อนกลับว่า เขาไม่เคยเบื่อพวกพี่สาวโนตมเหล่านั้น ในฮาเร็มของเขา


    เบียทริซหัวเราะกับฝีปากของแบทเลอร์ และให้พวก Sister เล่นกับแบทเลอร์ต่อ (และพยายามแย่งกันเล่น)
    ลูซิเฟอร์ 1 ใน 7 พี่น้องจากนรก จึงถามปัญหาจาก Episode 2 ว่าห้องเจสซิก้าที่ล็อค ถูกนำกุญแจใส่กระเป๋าได้อย่างไร แบทเลอร์จึงตอบเรื่องใช้เอ็นตกปลา หรืออะไรสักอย่างเอาไปใส่ในกระเป๋า ผ่านช่องประตู ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด มีการยืนยันสีแดงว่า "ทุกประตูบนเกาะรคเค็นจิมา ไม่มีรอยต่อให้สอดกุญแจผ่านได้"
    พวกสาวๆ ทั้ง 7 จึงลงโทษแบทเลอร์ด้วยการแย่งกัน แทงจุดต่างๆ ของร่างกาย หลังมือซ้ายขวา, ปลายจมูก, บนขา และไหล่ของเขา

    เบลเฟกอร์ ถามว่าทำไมแบทเลอร์ถึงอดทนแบบนี้ ไม่คิดบ้างเหรอ ว่าความท้าทายของเขาทำให้พวกเธอสนใจ ? แบทเลอร์จึงตอบว่า ความท้าทายและดื้อดึงเป็นความถนัดของเขา ไม่ว่าอย่างไร เขาจะไม่ยอมรับการมีตัวตนของแม่มดและเวทมนตร์เด็ดขาด
    เขาถูกแทงซ้ำอีกจนทนไม่ไหวเช่นเคย ทำให้ต้องเรียกท่านเบียทริซมาคืนชีพ ไม่ว่าเขาจะต้องตายสักกี่ครั้ง เบียทริซก็ตั้งใจจะทรมานเขาตลอดกาล.....


Chapter 1 : Days as a Girl
Date : 4 ตุลาคม 1986
Time : ????

 

    บนเรือไปเกาะ รูดอล์ฟคุยกับฮิเดโยชิ เรื่องที่เอวาเกลียดบุหรี่มาก รูดอลฟ์จุดบุหรี่ให้เขา ฮิเดโยชิเริ่มสูบบุหรี่ช่วงหลังสงครามโลก ช่วงที่พบกับเอวา ซึ่งเธอพยายามให้เขาเลิก แต่ก็ไม่สำเร็จ
    เอวาจะดูเปลี่ยนไปเมื่อใกล้วันพบปะในครอบครัว ต่างจากคนที่ฮิเดโยชิรู้จัก แน่นอนว่ามาจากเรื่องทรัพย์สินของคินโซ บางครั้งจะมีการนัดพบระหว่างกลุ่มพี่น้องโดยปราศจากเคลาส์ ในเรื่องมรดก
    เคลาส์ดูเหมือนจะใช้ประโยชน์จากการที่ใกล้ชิดคินโซที่ไม่ได้สนใจเรื่องทรัพย์สินของเขา จนทำให้พวกพี่น้องไม่พอใจ เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนต้องการเงิน ทำให้ เอวา, รูดอล์ฟ และโรซ่า จึงร่วมมือกันที่จะไม่ให้เคลาส์ได้มรดกทั้งหมดไป
    ทั้งรูดอล์ฟ, ฮิเดโยชิ และโรซ่า ต่างเป็นประธานบริษัท มีลูกน้อง จึงต้องพยายามหาเงินมา ไม่ว่าจะให้พวกเขาทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะคุกเข่า ดื่มน้ำโคลน หรือถูกบีบคอ
    ฮิเดโยชิได้ยินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเคลาส์กับเอวาที่ดูจะไม่ดี และเธอไม่เคยเล่าให้เขาฟัง รูดอลฟ์จึงเล่าว่า เมื่อก่อนเอวา มีผลการเรียนที่ดี และฉลาดหลักแหลม ต่างจากเคลาส์ ซึ่งเอวาเคยทับถมเคลาส์ในเรื่องนี้ ซึ่งมาจากความกดดันที่เธอเกิดเป็นผู้หญิง ส่วนเคลาส์ได้เป็นผู้สืบทอดมรดกเพราะเป็นผู้ชาย ซึ่งคินโซเหมือนจะเป็นคนหัวโบราณที่ตัดสินกันที่เรื่องเพศ อีกทั้งเอวาก็เคยพยายามพูดเรื่องนี้กันคินโซ ทำให้คินโซอาจไม่พอใจอยู่บ้าง
    เปรียบการเรียนของผู้หญิงก็เหมือนน้ำตาลใส่ชาดำ ซึ่งไม่รู้รสชาติเมื่อดื่ม แต่ถ้าใส่มากไปก็ทำลายรสของชา สามารถดื่มได้แม้จะไม่ใส่น้ำตาล เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ไม่ต้องเรียน ซึ่งเอวาเคยถูกเคลาส์อ้างเรื่องนี้ ทำให้เธอไม่ได้ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แม้จะอ้างเรื่องการศึกษาสำหรับผู้หญิงของตระกูลนี้ คำตอบของคินโซและเคลาส์ก็ยังเหมือนเดิม
    แผ่นดินไหวในคันโตเคยทำให้ครอบครัวเสียทรัพย์สินจำนวนมหาศาล แต่ด้วยความสามารถของคินโซ ทำให้ตระกูลกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมได้ เอวาไม่เคยลืมเรื่องนี้ เธอตั้งใจที่จะเป็นแบบคินโซบ้าง แม้จะไม่มีทางถึงระดับเดียวกันก็ตาม
    คินโซยังคงไม่ยอมรับเอวาเหมือนเคย เขาคิดว่าผู้หญิงเหมาะที่จะสนับสนุนผู้ชายเท่านั้น ซึ่งเธอก็เข้าใจเมื่อสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น อย่างไรก็ตามเธออ่อนกว่าเคลาส์เพียง 2 ปีเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะเกรดด้อยกว่า หรือเป็นได้เพียงรองหัวหน้าห้อง ในขณะที่เธอได้เป็นประธาน สุดท้ายเขาก็ได้เป็นคนสืบทอดเพราะเขาเป็นผู้ชาย


    ตัดมาที่อดีต เคลาส์และเอวาในอดีตสนทนากันเรื่องนี้ เธอบอกว่าตัวเองทำได้เหมือนผู้ชาย รวมทั้งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า แล้วเธอยังทำตามหน้าที่ของผู้หญิงได้ การโต้เถียงดำเนินต่อไป จนคินโซเดินเข้ามา เนื่องจากเสียงทะเลาะของทั้งสอง
    คินโซไม่พอใจเคลาส์ที่ทะเลาะกับพวกน้องๆ และอัดหน้าของเคลาส์ เอวาก็เตรียมใจไว้ แต่ก็ไม่โดนตี คินโซต่อว่าเคลาส์ในฐานะผู้สืบทอด เอวาเข้าใจความหมายของคำนี้ว่าสื่อมาถึงเธอเช่นกัน เธอจึงถามคำถามเดิมกับคินโซ แน่นอนว่าคินโซตะคอกกลับ เรื่องหน้าที่ของผู้หญิง เช่น การเย็บถักปักร้อย หรือ การทำอาหาร ซึ่งไม่ควรทำตามผู้ชายแบบเคลาส์ ซึ่งเอวาทำตามเคลาส์จึงไม่สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้ ถ้าเธอไม่ฟังคินโซอีก เธอจะไม่ใช่ผู้สืบทอดตระกูล และไล่เธอให้ออกไป คินโซพูดจนไอ เคลาส์จึงเรียกเกนจิมา และขอให้เอวาออกไปจากที่นี่ก่อน เขาจะทำให้คิ