Episode 2

posted on 25 Jan 2009 03:37 by umineko

Episode 2 : Turn of the Golden Witch

 * 5 กย. 52 - แก้ไขชื่อโรซ่ากับเอวาที่สลับกันในหลายจุด

 

บทนำ
Date : -
Time : -


(ช่วงนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ขอกล่าวย่อสั้นๆ)
แชนนอนและจอร์จไปเที่ยวพิพิภัณฑ์สัตว์น้ำกันสองกัน ราวกับคู่รัก
จากนั้นก็ไปทานอาหารกันต่อ


ระหว่างคุยที่ชายหาด อากาศแจ่มใส
แชนนอนคุยถึงความใกล้ชิดระหว่างเธอกับเขา แต่จอร์จไม่ได้กังวลในเรื่องนั้น
จอร์จให้แชนนอนเรียกชื่อเขาจากท่านจอร์จ เป็น จอร์จซัง
ส่วนแชนนอน ก็บอกชื่อเดิมแก่เขา คือ ซาโย

... ตัดมาบนเกาะ ท่ามกลางพายุคลั่ง แชนนอนได้ยินเสียงกระซิบของแม่มดให้เธอทำสิ่งหนึ่ง
แชนนอนไปยังบริเวณหินโสโครก ที่มีศาลเจ้าเล็กๆ ตั้งอยู่บนเกาะรคเค็นจิม่า
ในนั้นมีกระจกโบราณตั้งอยู่
แม่มดกระซิบเธอ ถ้าเธอทำลายกระจกบานนี้ ชะตากรรมของเธอจะเปลี่ยนไปตามที่เธอปรารถนา
กุญแจแห่งชะตากรรมอยู่ในมือเธอ ไม่มีสิ่งอื่นอีกแล้วที่เธอสามารถเปลี่ยนชะตากรรมในฐานะ Furniture ของเกาะรคเค็นจิม่าได้

แชนนอนยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วขว้างมันลงกับพื้น สายฟ้าร้องก้องราวกับต้องการห้ามสิ่งที่เธอทำ
กระจกแตกเป็นสองเสี่ยง เธอทำหน้าที่สำเร็จ
พร้อมกับตระโกนก้อง
" ชั้น รักษา .... สัญญา ..... แล้ว ......  คราวนี้ถึงตาท่านที่ทำตามสัญญา ใช่ไหม ?"
ฟ้าร้องอีกครั้ง
"ชั้นรักษาสัญญา ตอนนี้ถึงตาของท่านที่ต้องทำตามสัญญา"
"ได้โปรด ทำให้ความปรารถนาของชั้นเป็นจริงด้วยเถิด ท่านเบียทริซ "
(ตัดเข้าสู่ OP เปิดเรื่อง)


Chapter 00 : Furniture

เป็นมุมมองของแชนนอน เธอตระหนักถึงหน้าที่ของเฟอร์นิเจอร์ ไม่ควรนึกถึงสิ่งอื่นๆ รวมทั้งฝันแบบหญิงสาวธรรมดา
เธอกล่าวถึงวันประชุมครอบครัวอุชิโรมิยะ ที่จัดขึ้นทุกเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ได้มาแค่ดื่มน้ำชาเท่านั้น เท่านั้น
ครอบครัวของจอร์จมาที่นี่ ส่วนคินโซก็ไม่ได้ออกมาจากห้องค้นคว้า


ครอบครัวจอร์จ และเจสซิก้า สนทนากันเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป
เกี่ยวกับตัวจอร์จและเจสซิก้า ซึ่งเจสซิก้าไม่พอใจที่เอาตัวเธอไปเปรียบกับจอร์จที่ดีกว่าในหลายๆ ด้าน
เจสซิก้าแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว แล้วเดินจากห้องชนกับแชนนอนที่กำลังจะยกชามาเสิร์ฟ
นัตสึฮิที่กำลังปวดหัว บวกกับลูกสาวที่ก้าวร้าว ก็ให้แชนนอนรีบเสิร์ฟชาก่อนจะเย็น แน่นอนว่าแชนนอนไม่ได้ทำอะไรผิด

ระหว่างเสิร์ฟชา บรรยากาศตึงเครียดและเงียบสงัด จอร์จได้พูดขึ้นมา เขาถามถึงชนิดของชาดำ ต่อแชนนอน
ตอนแชนนอนจะตอบอย่างไม่มั่นใจ เขาก็ให้แชนนอนเงียบและขอเดาว่าเป็น Earl Grey
จอร์จรู้จากการสังเกตประธานบริษัท Okonogi Food ของเขาที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้
แต่ละคนก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องชา จอร์จบอกเรื่องเรื่องชื่อของชาที่มาจาก Earl Grey ในอังกฤษ
กลิ่นของชามาจากผลไม้ที่ชื่อ Bergamot ที่คล้ายส้ม
พอรู้ที่มาแล้วก็ทำให้ชาดูอร่อยยิ่งขึ้น นัตสึฮิกล่าว ฮิเดโยชิก็พูดเช่นกันว่า ทั้งแอลกอฮอล์ หรือบุหรี่ก็เหมือนกัน
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ซึ่งปกติไม่เคยมีคนในตระกูลให้ความสนใจในตัวเฟอร์นิเจอร์ ต่างจากจอร์จ

หลังแชนนอนออกจากห้อง เธอได้เล่าให้เจสซิก้าในสวนกุหลาบฟัง
เจสซิก้าพูดเชียร์เธอ ให้สนใจจอร์จ
แต่เธอก็เข้าใจความแตกต่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ กับคนในตระกูลอุชิโรมิยะดี


จอร์จออกมาจากนอกคฤหาสถ์ เพราะคินโซออกจากห้องมาคุยกับพวกผู้ใหญ่ เขาจึงต้องออกมา
ซึ่งจอร์จรู้ดีว่าทุกคนคุยกันเรื่องธุรกิจ และมาขอเงินจากคินโซ
ถึงจอร์จจะอยากอยู่ในห้อง ก็โดนให้ออกมา แชนนอนกล่าวเสริมว่าคงเป็นเพราะไม่อยากให้เห็นปู่ดุพ่อและแม่ของพวกเขา
ซึ่งแชนนอนเคยเห็นพวกเขาถูกลงโทษราวกับยังเป็นเด็ก
จอร์จเปลี่ยนหัวข้อสนทนาที่ฟังดูน่าสลด เป็นเรื่องดอกไม้ในสวนแทน
ทำให้วันนี้ แชนนอนเริ่มรู้สึกชื่นชมในตัวจอร์จมากยิ่งขึ้น
ถึงแชนนอนจะได้เห็นหน้าจอร์จหลายครั้ง แต่เป็นครั้งแรกที่เธอเริ่มสนใจเขา

เจสซิก้าสังเกตระหว่างแชนนอน กับจอร์จ จึงถามจอร์จว่ามีแฟนสาวหรือยัง ซึ่งก็ทำให้จอร์จอาย และบอกว่ายังไม่มีคนพิเศษสำหรับเขา
เธอจึงเสนอให้จอร์จลองเดทกับแชนนอน พอจอร์จบอกอาจทำให้แชนนอนลำบากใจ
แชนนอนก็รีบปฏิเสธว่าไม่ได้คิดเช่นนั้น นั่นทำให้เจสซิก้าแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้

เอวา มาเรียกจอร์จ ตอนนี้การสนทนาเรื่องธุรกิจจบลงแล้ว
เธอตั้งใจให้จอร์จไปคุยกับปู่คินโซบ้าง ด้วยหัวข้อ "นั้น"
เจสซิก้าเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องแต่งงาน ทำให้แชนนอนรีบแสดงความยินดี แต่จอร์จปฏิเสธ
เจสซิก้าจึงเดาต่อว่าน่าจะเป็นการดูตัว จอร์จได้แต่อายหน้าแดง


หลังสนทนาไปสักพัก เขาก็ได้ไปพบคินโซ
เอวาได้บอกอีกสองสาว ว่าหวังว่าจะได้พบคนที่เหมาะสมกับตน
เธอยังกระซิบข้างหูแชนนอน ในข้อความที่แตกต่างไป
"ชั้นมั่นใจว่าเธอได้พบกับคนที่เหมาะสมกับคนใช้ชั้นต่ำอย่างเธอ ..... หัดรู้จักสถานะของเธอซะบ้าง"
เอวาพูดต่อด้วยคำพูดเหยียดหยาม เธอไม่ยอมให้จอร์จเลือกเฟอร์นิเจอร์แบบแชนนอน

หลังจากนั้นแชนนอนได้แต่คิดเรื่องสถานะของตัวเธอ
นัตสึฮิได้มาตำหนิแชนนอนเรื่องที่ละเลยหน้าที่ทำความสะอาด
(มีการกล่าวถึงเฟอร์นิเจอร์หญิงชื่อ รูนอน ให้ทำความสะอาดแทน)
หลังนัตสึฮิจากไป แชนนอนอดคิดไม่ได้ว่า จอร์จน่าจะช่วยเธอตอนที่โดนต่อว่าได้

คานอนปรากฏตัวแบบเงียบๆ เขาอธิบายเรื่องที่นายหญิงปวดหัวแต่เช้า
เขายังรู้อีกว่า รูนอน ทำความสะอาดเพียงแค่ในจุดที่นัตสึฮิเช็ค และกล่าวด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ถึงจะห้ามคานอนพูดแบบนั้น แต่เธอก็รู้สึกดีใจนิดๆ ที่คานอนช่วยปลอบเธอ
คานอนตั้งใจจะช่วยแชนนอนทำความสะอาดห้องโถง แต่แชนนอนปฏิเสธ

ระหว่างทำความสะอาดห้องโถง แชนนอนได้ทำความสะอาดรูปของเบียทริซกลางห้อง
เธอได้พูดต่อรูปในใจ ถึงความยากลำบากของการเป็นเฟอร์นิเจอร์

มีเสียงตอบรับ และเสียงหัวเราะ
แชนนอนได้แต่งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

หญิงสาวผมบรอนด์เหมือนในรูปปรากฏเป็นรูปร่าง และพูดต่อเกี่ยวกับเรื่องความรัก
แชนนอนถึงกับพูดไม่ออก ก่อนที่จะมีโอกาสได้เรียกชื่อของเธอ
"ท่านเบียทริซ"
หลังจากพูดเปรียบเปรยเรื่องความรัก
เบียทริซก็ให้ข้อเสนอแก่แชนนอน ให้ทำลายกระจกในศาลเจ้าที่ตั้งหินโสโครก
แลกเปลี่ยนกับความรักต่อจอร์จ

แชนนอนปฏิเสธ เธอรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เบียทริซให้ทำ
เบียทริซเกลี้ยกล่อมแชนนอนต่อ ทำให้แชนนอนเริ่มสับสน

คานอนออกมาขัดขวางเบียทริซ
ถึงเขาไม่รู้ว่าหญิงผมบรอนด์เป็นใคร แต่รู้ว่ากำลังทำให้แชนนอนเจ็บปวด
หลังจากที่รู้ เขาก็ไม่ได้หวั่นเกรงต่อเบียทริซ

หลังจากสนทนาต่อ
เบียทริซจึงมอบสิ่งของให้กับทั้งสอง ปรากฏเป็นรอยแผลรูปผีเสื้อบนฝ่ามือ
เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าทุกสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง
ก่อนที่เบียทริซจะกลายร่างเป็นผีเสื้อแล้วหายไป เหลือเพียงความเงียบและรอยแผลรูปผีเสื้อเท่านั้น

Chapter 01 : Wonderful Utopia
Date : -
Time : -

(หลัง Chapter 00 ก็เป็นเหตุการณ์เดทใน บทนำ แล้วตามด้วย Chapter 01)
เจสซิก้าแสดงท่าทางจะตกใจที่แชนนอน นอนแยกห้องกับจอร์จ ที่โอกินาว่า
และไม่พอใจที่ทั้งคู่ทำแค่กอดกันระหว่างเดทเท่านั้น
เจสซิก้าอยากให้มีอะไรมากกว่านั้นในการทัวร์ที่ค้างคืน
แต่สำหรับจอร์จที่เป็นสุภาพบุรุษก็ไม่ได้ทำอย่างที่เธอคิด

ตัวเจสซิก้าเองก็ไม่มีผู้ชายพิเศษสำหรับเธอ
เธอแสดงความอิจฉาอย่างตรงไปตรงมาต่อแชนนอน แล้วปาหมอนใส่แชนนอนหลายใบ
อยู่ๆ อาการหืดหอบของเจสซิก้าก็กำเริบ แชนนอนก็รีบหยิบเครื่องมือช่วยหายใจมาให้เจสซิก้า
หลังจากเริ่มหายดี หมอนยังคงถูกปาใส่แชนนอน แต่เจสซิก้าเริ่มหน้าแดง และน้ำตาซึม
ก่อนที่จะถามว่าเธอดูผิดปกติตรงไหนบ้างไหม ทำไมเธอถึงไม่มีแฟนหนุ่มบ้าง

หลังเธอทำใจได้ ก็ให้แชนนอนไปทำธุระตามปกติ ส่วนเธอได้แต่กอดหมอนและปรารถนาที่จะตกหลุมรักใครสักคน

ระหว่างที่แชนนอนรดน้ำในสวน เบียทริซปรากฏตัวออกมา
เบียทริซรู้เรื่องราวหลังจากนั้นดี จอร์จหลงรักเธอจากผลของเวทมนตร์
หลังคุยกันสักพัก แชนนอนก็มอบของฝากให้กับเบียทริซ

ทั้งสองคุยกันที่ชายทะเล เบียทริซแสดงสีหน้าพอใจกับขนมของฝาก จนแชนนอนอดยิ้มไม่ได้
เคลาส์และภรรยาไม่ได้มีความสามารถด้านเวทมนตร์เลย
ก่อนหน้านี้นัตสึฮิปวดหัวเพราะถูกเบียทริซเอาไปป์เคาะหัวเธอ โดยมองไม่เห็น
และทำให้แชนนอนอดหัวเราะไม่ได้ เพราะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นทำให้เธอถูกดุ

เมื่อพูดถึงคินโซ บรรยากาศรอบตัวเบียทริซก็เปลี่ยนไป ต่างกับที่พูดดูถูกเคลาส์
ทุกคนรู้เรื่องเล่าของทองคำของคินโซที่ได้จากเบียทริซดี ทั้งคู่น่าจะเคยมีความสัมพันธ์มาก่อน
คินโซไม่ค่อยมีความสามารถด้านเวทมนตร์ก็จริง แต่เขาก็พยายามอย่างบ้าคลั่งจนเพิ่มความสามารถด้านเวทมนตร์ได้

เบียทริซเริ่มพูดถึงคินโซในอดีต ถึงตอนที่ทำสัญญากัน
คินโซไร้ความสามารถด้านเวทมนตร์ก็จริง แต่มีทักษะในการทำธุรกิจและเสี่ยงโชค
ความกล้าและบ้าที่จะเดิมพันกับทุกสิ่งอย่างไร้เหตุผล

ถึงคินโซจะมีโชคมหาศาล แต่สุดท้ายเขาก็ต้องหาสัจจะของโลกใบนี้....ความรักนั้นเอง

แชนนอนถามเรื่องกระจกที่เธอทำลายไป เบียทริซก็ตอบว่ามันเป็นสิ่งที่ผนึกสิ่งชั่วร้ายในบริเวณนี้เอาไว้โดยใครสักคน
ถึงจะไม่ได้ปลดปล่อยเบียทริซอย่างที่แชนนอนคาดไว้ แต่การทำลายกระจกก็ช่วยให้เบียทริซใช้เวทมนตร์ได้มากขึ้น
และพลังเวทมนตร์จะค่อยๆ กลับมาทีละนิด เบียทริซยกหลายๆ ตัวอย่างมาอธิบาย ทำให้แชนนอนอดยิ้มไม่ได้
ความรู้สึกที่เปลี่ยนจากเฟอร์นิเจอร์ มาเป็นมนุษย์ปกติ ทำให้แชนนอนรู้สึกดีกว่าเดิม
ความสดใสของเธอจากความรัก งานผิดพลาดน้อยลง และต่างคนให้ความสนใจในตัวเธอมาขึ้น แม้แต่เคลาส์ที่เคยเมินเฉยก็ทักทายเธอ

ระหว่างสนทนา เบียทริซก็รู้ว่ามีคนไม่พอใจที่แชนนอนดื่มชากับเธอ
เบียทริซขว้างช้อนไปยังที่ว่าง คานอนรับได้และปรากฏตัวออกมา
คานอนไม่ไว้ใจในเบียทริซ ต่างจากแชนนอน ซึ่งเขาไม่ต้องการให้เบียทริซมายุ่งกับแชนนอนอีก
เบียทริซจากไป โดยหายไปต่อหน้าต่อตาเช่นเคย

คานอนเตือนแชนนอน ไม่ให้เชื่อเบียทริซ และย้ำเรื่องการเป็นเฟอร์นิเจอร์
แชนนอนเถียงเรื่องเฟอร์นิเจอร์ ตอนนี้เธอเป็นมนุษย์แล้ว และคานอนก็สามารถเป็นได้เช่นกัน

แชนนอนให้คานอนมองสีของทะเล เขาตอบว่าเป็นสีดำเทา ตามสีเมฆ เป็นสีที่คนทั่วไปเห็น
สำหรับแชนนอนเธอมองเป็นสีฟ้าเข้ม
แชนนอนมอบเข็มกลัดแก่คานอน ให้เปรียบเป็นตัวแทนของเธอ ทำให้คานอนไม่ขว้างมันทิ้ง
สิ่งนี้จะดึงดูดคนอื่น แม้ว่าเขาจะเก็บไว้กับกระเป๋าเสื้อ
เธอเชื่อว่าสักวันคานอนจะมองเห็นทะเลเป็นสีฟ้าเข้ม เมื่อเขาได้รู้จักความรัก

คานอนพบกับคินโซโดยบังเอิญในสวนกุหลาบ น้อยครั้งที่คินโซจะออกจากห้องค้นคว้า
แต่ทั้งสองก็สนทนากันสั้นๆ ก่อนที่คานอนจะจากไป
คินโซกลับเข้าสู่โลกส่วนตัวอีกครั้ง แล้วกล่าวถึงชื่อเบียทริซ เขาปรารถนาที่พบเธออีกครั้ง
เขากล่าวทั้งน้ำตา

คานอนหันหลังกลับไป เห็นแม่มดปรากฏตัวที่ด้านหลังของคินโซ คานอนรีบไปปกป้องเจ้านาย
แต่สีหน้าของเบียทริซกลับเศร้าสร้อย และกล่าวว่าคินโซมองไม่เห็นเขา
เธอจับไหล่ของคินโซ เขาก็ไม่รู้สึก คินโซยังถามหาเหตุผลว่าเขาขาดอะไร ทำไมเขาถึงพบเบียทริซไม่ได้
"มันไร้ประโยชน์ คินโซ ปราศจากความรัก ไม่สามารถมองเห็นได้หรอก" เบียทริซตอบ มีเพียงคานอนเท่านั้นที่ได้ยิน
คานอนหยิบเข็มกลับที่ได้จากแชนนอน เขาเริ่มสนใจสิ่งที่มองเห็นเฉพาะคนที่มีความรัก



Chapter 02  : School Culture Festival
Date : -
Time : -

งานเทศกาลก่อนเดือนตุลาคม มีงานโรงเรียนที่โรงเรียนของเจสซิก้า
ถึงจะเป็นงานโรงเรียน ก็เหมือนกับเป็นงานเปิดตัวแฟนหนุ่มของเหล่านักเรียนหญิง
ซึ่งเจสซิก้าไม่มีคนที่เธอชอบเป็นพิเศษ ถึงจะมีเพื่อนชายหลายคนและเป็นที่รู้จักของคนในโรงเรียนก็ตาม
เมื่อมีคนถามเจสซิก้าเรื่องแฟน เธอได้แต่ตอบว่ายังไม่มา เขาคงจะไม่ว่าง
สาวๆ ให้ความสนใจกับแฟนของเจสซิก้า และตั้งคำถามมากมาย

... ย้อนอดีตสักนิด แชนนอนได้ให้คำปรึกษาแก่เจสซิก้า โดยให้คานอนปลอมเป็นแฟนหนุ่มของเจสซิก้า
ดูเหมือนจะถึงทีของแชนนอน ที่ได้แหย่เจสซิก้าในเรื่องนี้บ้าง เจสซิก้าพยายามบ่ายเบี่ยงทั้งที่หน้าแดง
(แชนนอนบอกลักษณะของเจสซิก้าว่า "ซึนโดร่า" ได้ยินมาจากจอร์จ โดยจอร์จคิดว่าคงเป็นคำที่จะนิยมในอีกไม่กี่ทศวรรษที่จะถึง -_-')
สุดท้าย เจสซิก้าก็ยอมรับแผนของแชนนอน

เจสซิก้าพบคานอนที่ทางเดิน เขาได้รับคำสั่งจากพี่สาวให้มาช่วยเจสซิก้า
รวมทั้งเรื่องที่ถ้าไม่พาแฟนในงานเทศกาลโรงเรียน จะเป็นเรื่องน่าอาย ทำให้เจสซิก้าที่ได้ยินข้อความนี้ อยากอัดแชนนอนขึ้นมา

คานอนคิดในใจว่า เขารู้เจสซิก้าอยากชวนเขา แต่เขาไม่พอใจกับเกมของพวกสาวๆ แบบนี้
อีกทั้งเขายังอดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องนี้ เป็นเพราะเข็มกลัดจากเบียทริซในกระเป๋าเสื้อเขาเหรอ

... ย้อนกลับมาที่งานโรงเรียน คานอนได้ปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางความตื่นเต้นของสาวๆ
คานอนแต่งชุดใหม่ที่แชนนอนพาไปซื้อเมื่อวาน เขาดูดีให้กลุ่มของสาวๆ ในโรงเรียน แต่คานอนก็แสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็น 


ทุกคนดูตื่นเต้นกับบทสนทนาของทั้งสอง ทั้งเรื่องคานอนใช้คำสุภาพ, เจสซิก้าเรียกคานอนคุง, คานอนเรียกเจสซิก้าว่านายหญิง และท่านเจสซิก้า (นึกว่าโดนฝึกให้เรียก)
เจสซิก้าให้คานอนหลับตา 3 วินาที เกิดเสียงตุ๊บตั๊บในห้อง
เมื่อลืมตา คนในห้องดูเหมือนจะโดนส่งไปที่กำแพงหมด เจสซิก้าเก็บสนับมือลงกระเป๋าก่อนคานอนลืมตา
พอกลับมาที่ห้อง ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ และเข้าใจว่าให้คนใช้ปลอมตัวมา
แต่เมื่อเจสซิก้าเอาสนับมือออกมา ทุกคนในห้องก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คานอนออกมารอข้างนอก เขาคิดเกี่ยวกับเรื่องรอบๆ ตัว และนึกถึงครอบครัวของเจสซิก้าที่ไม่ได้มา
ระหว่างที่เขาเดิน เขาได้รับความสนใจจากสาวๆ ในโรงเรียน และมีบางคนมาทักเขา
เขาได้คาถาจากแชนนอน โดยคำตอบที่ว่า "ขอโทษครับ ผมมากับคนอื่น" ซึ่งก็ได้ผลชะงัก

เขาเดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงของสาวๆ ที่ข่าวแพร่สะพัดว่า เขาเป็นแฟนกับเจสซิก้า
ถึงบางคนจะไม่เชื่อ แต่ก็คิดว่าเขาเป็นคนที่ดูดี น่ารัก ในสายตาของกลุ่มผู้หญิง
คานอนเดินมาจนสังเกตว่า มีคนมุงดูแถวเวทีเยอะมาก เขามองไม่เห็นเวที จึงใช้แท่นเบียร์พอยืนได้

คนที่ยืนนำ คือ เจสซิก้า แต่งชุดที่แตกต่างจากเดิมและถือกีต้าร์
ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเจสซิก้าเล่นได้ แต่ก็เคยเห็นเธอทำท่าเหมือนดีดกีต้าร์มาก่อน
อาจเป็นเพราะนัตสึฮิ แม่ของเธอไม่ยอมรับงานอดิเรกแบบนี้ และแอบซ้อมโดยกลับบ้านช้าบ่อยๆ

"เจสซี่ ซามะ" เสียงเรียกเจสซิก้าจากฝูงชนดังก้อง
คานอนไม่ได้ฟังเพลงบ่อยนัก ได้ยินแต่เพลงคลาสิคจากในตระกูลอุชิโรมิยะ ทำให้เขาชอบเพลงนี้
แต่เจสซิก้าร้องเพลงที่แตกต่างกันไป ถ้านัตสิฮิมาได้ยินคงไม่พอใจ
(เพลงที่ร้องเหมือนใน Nico Douga ของญี่ปุ่น ทั้งที่เนื้อเรื่องอยู่ที่ปี 1986 -_-')

(เสียงเดินที่เพิ่มมาก้าวนึงเหมือนในฮิกุราชิ ก็เอามาใช้ในการแสดง ...... คิดไปได้)
คานอนสังเกตว่าเจสซิก้าดูจะพอใจ และสนุกกับสิ่งที่เธอทำ ต่างจากที่เขารู้จัก
เขายังอดคิดเรื่องที่เขาเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้ และยังคงมองไม่เห็นน้ำทะเลเป็นสีน้ำเงินเหมือนเดิม

ตอนค่ำ
เคลาส์พูดเรื่องงานโรงเรียนของเจสซิก้า แต่นัตสิฮิวกเข้าเรื่องธุรกิจเช่นเคย
เมื่อเคลาส์ถามเจสซิก้า เธอก็ตอบได้คร่าวๆ ว่าก็ดี
นัตสึฮิบอกว่าเธอก็ไปดู ทำให้เจสซิก้าอดดีใจและอายไม่ได้
แต่พอได้ยินรายละเอียดต่อจากนั้น ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที เพราะรู้ว่านัตสึฮิไม่ได้ไป
เจสซิก้าเป็นประธานนักเรียน ไม่แปลกที่นัตสึฮิจะคิดว่าเธอทำแต่สิ่งที่ดูเหมาะสมกับตระกูลอุชิโรมิยะ

เจสซิก้าไปเดินเล่นที่สวนกุหลาบ และพบคานอนโดยบังเอิญ
คานอนกล่าวชมที่เธอร้องเพลง ทำให้เจสซิก้าเขินเล็กน้อย
เมื่อคานอนพูดเรื่องเฟอร์นิเจอร์แบบเขา ทำให้เจสซิก้าไม่พอใจ และให้เขาเลิกพูดแบบนั้นได้แล้ว
เธอรู้เรื่องบ้านฟูคุอิน ที่ได้รับความช่วยเหลือจากปู่ และเข้าใจเรื่องนี้
เจสซิก้าถามความรู้สึกที่เขาดูเธอเล่นดนตรี เขาอาจจะสนุกที่ได้ดู แต่จริงๆ คงจะอยากสนุกแบบนั้นบ้าง
เมื่อคุยไปเรื่อยๆ เจสซิก้าก็ถามชื่อจริงของคานอน ก่อนที่จะได้รับชื่อนี้
เหมือนเขาพยายามที่จะบอก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกว่าลืมไปแล้ว



คานอนยังยืนกรานเรื่องเฟอร์นิเจอร์ แล้วยังเปรียบเรื่องเป็ด ที่มีปีกแต่บินไม่ได้
ทำให้เจสซิก้าโกรธ แต่เธอก็สงบลง และยังขอให้เขาเลิกคิดเรื่องเฟอร์นิเจอร์

คานอนพูดตรงๆ เรื่องที่เจสซิก้าสนใจเขา และเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะสนใจเฟอร์นิเจอร์
"มนุษย์ไม่สามารถรักเฟอร์นิเจอร์ได้ ผมพยายามจะบอกว่าต่อให้นายหญิงรักเฟอร์นิเจอร์ได้ ผมไม่สามารถรักนายหญิงได้"
ทำให้เจสซิก้าอึ้งไป แต่คานอนก็ยังขอบคุณที่เธอมองเขาเป็นมนุษย์
เจสซิก้าน้ำตาซึมเล็กน้อย ก่อนที่ขอตัวไปเข้านอน

เบียทริซปรากฏตัวต่อคานอน เธอสังเกตการณ์และหัวเราะเยาะเย้ยต่อคำพูดของคานอน
เขารู้ว่าเป็นผลจากเข็มกลัดที่เขาได้รับจากแชนนอน เขาจึงหยิบออกมาขว้างพื้น แล้วกระทืบมัน
คานอนไม่พอใจที่เบียทริซเอาความรู้สึกของคนอื่นมาเป็นของเล่น

แน่นอนว่า เบียทริซรู้ว่าถึงเธอให้ยืมพลังที่ทำให้ทั้งสองรักกันได้ แต่ความเป็นจริงไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
นั่นเป็นความสนุกที่เบียทริซต้องการ เป็นสิ่งตอบแทนจากที่เธอให้แชนนอนยืมพลัง
เธอยังกล่าวถึงคินโซ ที่ต้องทรมานชั่วชีวิตจากความรัก ราวกับคนตายทั้งเป็น
คานอนรู้ถึงเจตนาชั่วร้ายของแม่มดอย่างถ่องแท้
เธอประกาศจะกลับมามีตัวตนเมื่อประตูแห่งแดนทองคำเปิดออก
เบียทริซหัวเราะก่อนที่จะสลายเป็นฝูงผีเสื้อเช่นเคย

คินโซยังคงร้องไห้ถึงเบียทริซในห้องค้นคว้า ต่อหน้าเกนจิ
เจสซิก้าก็ไม่พอใจ เรื่องที่คานอนพูดแต่เฟอร์นิเจอร์
ซึ่งป้าคุมะซาวะก็ได้ยินเสียงเธอ แต่ช่วยอะไรไม่ได้

ด้านจอร์จกับแชนนอน จอร์จแสดงความต้องการที่จะแต่งงานกับแชนนอน
เขาตั้งใจจะมอบแหวนหมั้นแก่เธอตอนงานพบปะบนเกาะ โดยไม่สนใจอุปสรรคใดๆ

Chapter 03 : Chess Board Preparation
Date : Oct 4 1986
Time : ???

มาเรียกับโรซ่า อยู่บนรถไฟ มาเรียต้องการชุดฮอลโลวีนมากกว่าแต่งชุดตะวันตก
เธอยังต้องการขนมหวาน ซึ่งโรซ่าปฏิเสธทำให้เธอร้องส่งเสียงดัง
เมื่อมีหญิงชรามอบขนมให้เธอ โรซ่าก็รีบปฏิเสธ พอให้คืนขนม มาเรียก็ไม่ยอม เอาแต่ร้อง อูว (Uu Uu)
จนโรซ่าโมโห แล้วตบแก้มมาเรีย ทำให้เธอร้องไห้
แล้วหยิบขนมคืนหญิงชรา พร้อมต่อว่าหญิงคนนั้น จนเธอกล่าวขอโทษ
สักพักโรซ่าก็เริ่มสังเกตรอบข้าง มาเรียน้ำตานองหน้า และกระทืบเท้าบนรถไฟต่อเนื่อง
โรซ่าเตรียมจะตบลูกของเธออีก แต่ก็หวั่นสายตาคนรอบข้าง

พอรถไฟหยุด โรซ่าก็ดึงมาเรียออกจากรถ ไปท้ายชานชาลาแล้วตบมาเรียอีก
มาเรียหยุด แล้วก็ส่งเสียงตะโกนแล้วร้องไห้ดังกว่าเดิม
โรซ่าทนไม่ไหว ระเบิดอารม จับคอมาเรียและดึงผม
ตบแก้มมาเรียซ้ำๆ พร้อมพูดเรื่องลักษณะการพูด ที่ทำให้มาเรียไม่มีเพื่อน
มาเรียได้แต่ขอร้องให้แม่ช่วยเธอ ระหว่างที่โรซ่าตบ
โรซ่ายังคงทำโทษมาเรียต่อไป แล้วอ้างเรื่องที่พ่อเธอไม่กลับมาเพราะเธอเป็นแบบนี้
จนกระทั่งมีคนมาสอบถามเธอ และเห็นคนอื่นรอบชานชาลามองมาที่เธอและลูก
มาเรียร้องไห้อย่างต่อเนื่อง และเอามือบังหัวเธอไว้

เมื่อโรซ่าได้สติ เธอก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
มาเรียได้แต่ร้องขอให้แม่เธอกลับมา โรซ่าก็กอดเธอ และกล่าวขอโทษ
ซึ่งมาเรียก็ตอบว่า แม่ถูกแม่มดชั่วร้ายเข้าสิง

หลังสงบสติได้ มาเรียก็บอกว่าเธออยากได้มาชแมลโร่รูปฟักทอง ให้กับพี่จอร์จและเจสซิก้า
โรซ่าจึงลองหาในเมืองดู แม้ว่าจะเหลือเวลาไม่มากก่อนเครื่องบินจะออก จนได้ของตามต้องการ

นัตสึฮิคุยกับเคลาส์ในคฤหาสถ์
เขาเครียดกับธุรกิจของเขา ที่อาจต้องปิด เขาต้องการเงิน และในฐานะพี่ใหญ่
เคลาส์รู้สึกว่าเกนจิกับนันโจอยู่ข้างเดียวกับเขา

ด้านเกนจิสั่งงานคนรับใช้ทางโทรศัพท์ โกดะรับหน้าที่ในครัว
ส่วนคุมาซาวะ โกดะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
ส่วนคานอน และแชนนอนก็ได้รับคำสั่งจากเกนจิให้เตรียมรับรอง
โดยเฉพาะแบทเลอร์ที่มาอีกครั้งในรอบ 6 ปี
ส่วนด้านสภาพอากาศ คาดว่าจะมีไต้ฝุ่นเข้า ถึงกระนั้นก็ต้องเตรียมการต้อนรับให้ดีที่สุด

ที่สนามบิน จอร์จซ้อมคำพูดให้แหวนแก่แชนนอน ด้วยถ้อยคำต่างๆ
รูดอล์ฟเคาะประตูทักทาย ก่อนที่จะออกไปพบกับครอบครัว
ครอบครัวทุกคนมากันพร้อมหน้า ถึงโรซ่าจะมาช้าเล็กน้อยก็ตาม
มาเรียจำหน้าแบทเลอร์ไม่ได้เพราะเธอเห็นเขาครั้งสุดท้ายตอน 3 ขวบเท่านั้น
แบทเลอร์ชวนคุยเรื่องฮอลโลวีน ทำให้มาเรียสนุกที่จะคุยกับเขา

ด้านเจสซิก้าอยู่ที่คฤหาสถ์ คุยกับคุมาซาวะเรื่องรูปภาพ เธอไม่พอใจกับความรู้สึกเกี่ยวกับแม่มด
เจสซิก้าสงสัยเรื่องของเบียทริซ แต่เจสซิก้ารู้สึกว่า คุมาซาวะได้แต่บอกว่าเธอจำไม่ได้และรู้เพียงเรื่องทั่วๆ ไป
คุมาซาวะได้พูดเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ
แต่เดิมรคเค็นจิมะ ถูกขนานนามว่า อาซุคิชิมะ (Azuki Bean Island)
ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า Akujiki ซึ่งหมายถึง อาคุจิกิชิมะ (Evil Appetite Island)
เหล่าชาวประมงต่างหวาดกลัวเกาะนี้ เชื่อว่าวิญญาณชั่วร้ายคอยกินวิญญาณของคนมานับแต่โบราณ
จากนั้นก็มีนักเดินทาง หรือใครสักคนมาสร้างศาลเจ้าบนเกาะเพื่อกักขังดวงวิญญาณ ไว้ที่นี่
ศาลเจ้าเพิ่งถูกทำลายในช่วงหน้าร้อน จากสายฟ้าฟาด (หน้าร้อนในญี่ปุ่น ช่วงเดือน 7 - 9)

เจสซิก้ารู้เรื่องนี้ แต่เธอก็ไม่ตกใจ เธอแปลกใจที่ศาลเจ้าที่ใกล้พังไม่ถูกคลื่นซัดหายไปมากกว่า
คุมาซาวะยังบอกว่าพวกวิญญาณอาจเรียกท่านเบียทริซมา เจสซิก้าก็เปลี่ยนสีหน้า สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่คุมาซาวะก็ยิ้ม ได้แต่บอกว่า เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร

ตัดมาที่ด้านรูดอล์ฟ ในฐานะประธานบริษัทกำลังคุยกับลูกน้องในเรื่องธุรกิจ
ดูเหมือนสถานะการณ์จะไม่ค่อยดี แต่เขาก็ยังให้กำลังใจลูกน้อง และมั่นใจว่ามีหนทางทำกำไรได้อยู่
.... เครื่องบินสั่น ทำให้รูดอล์ฟตื่นขึ้นมา เขากำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง
ถ้าเขาต้องกราบพ่อเพื่อเงิน 10 ล้านเยน เขาจะกราบเป็นโหลก็ยอม แต่เขาถ้าพ่อเขาไม่ให้ยืมเงิน สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตแน่

อีกด้านหนึ่ง ดร.นันโจ ถามคินโซเรื่องไปพบลูกหลาน
คินโซยังยืนกราน ไม่ยอมลงไปพบพวกเหยี่ยวที่คอยจะกัดกินตัวเขา
คินโซพูดถึงการเสี่ยงโชค และเวทมนตร์เสมอ เขายังคิดถึงการเสี่ยงดวงที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้
นันโจพูดถึงแบทเลอร์ที่ไม่ได้มาถึง 6 ปี แต่คินโซก็ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ
โทรศัพท์ดังขึ้น เกนจิโทรมาแจ้งว่าทุกคนมาถึงแล้ว คินโซก็เมินเฉย

ตัดมาที่สถานที่แห่งหนึ่ง (Metaworld)

เบียทริซกล่าวว่าเกมใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
เกมระหว่างเบียทริซและแบทเลอร์ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
แบทเลอร์บอกตามตรงว่าเขาไม่มีแผนรับมือเลย เพราะเขายังไม่รู้วิธีการของเบียทริซ
แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องแข่งสักกี่ครั้ง ซึ่งเบียทริซก็คิดแบบนั้นเช่นกัน
เธอตั้งใจจะทรมานแบทเลอร์ไปตลอดกาล จนกว่าเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ ยอมรับว่าแม่มดมีจริง
เขาก็ตั้งใจที่จะไม่ยอมแพ้จนกว่าเบียทริซจะหมดความอดทน เขาจะไม่แพ้ในการแข่งความอดทนเหมือนกัน
ประโยคนี้ ทำให้เบียทริซย้อนถามว่า เขาได้ยินประโยคนี้จากแม่มดที่ไหนที่แนะนำ ฟังดูดี
แบทเลอร์เริ่มเบื่อกับคำพูดของเบียทริซ จึงให้เริ่มเกมซึ่งเบียทริซก็ตกลง
ก่อนเริ่มแบทเลอร์ก็ยังท้าทายว่า สักวันเบียทริซต้องยอมแพ้

Chapter 04 : Guest of Honor
Date : Oct 4 1986
Time : 10:45


ระหว่างที่เดินทางเข้าคฤหาสถ์ โรซ่าดูจะไม่พอใจที่มาเรียชอบแม่มด
เมื่อแบทเลอร์ถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่มด กับวันฮอลโลวีน ดูเหมือนจอร์จและเจสซิก้าจะเตือนช้าไป
เพราะมาเรียรอคำถามนี้อยู่แล้ว หน้าตาสดใสของมาเรีย กลายเป็นสายตาที่บ่งบอกว่า "คุณไม่รู้งั้นเหรอ ?"
มาเรียอธิบายความสำคัญของวันฮอลโลวีน ก่อนที่จะอธิบายเรื่องความสัมพันธ์กับแม่มด
จนกระทั่งเธอบอกว่าเธอเชื่อว่าเบียทริซจะมา เธอจะกินมาชแมลโร่กับเธอ และไปแดนทองคำด้วยกัน
เอวา ประชดถามอายุของมาเรีย โรซ่าไม่พอใจมากขึ้น แม้คิริเอะจะช่วยปลอบก็ตาม

แบทเลอร์สงสัยว่าเบียทริซเป็นใคร เขาจากเกาะนี้ไป 6 ปี จนลืมเกี่ยวกับตำนานบนเกาะนี้ไปแล้ว
แต่พอดูท่าทีที่มาเรียเปลี่ยนไปหลังจากที่เขาถาม เขาจำเรื่องราวนี้ได้ทันที

หลังจากคานอน และโกดะมารับคนในตระกูลอุชิโรมิยะไปบ้านพักรับรอง
โรซ่า อยู่กับมาเรีย เธอใส่อารมณ์กับมาเรียทันที
มาชแมลโร่ ฟักทองฮอลโลวีน ถูกหยิบมาเหยียบจนเละ และตบที่หัวมาเรีย
สุดท้าย โรซ่าก็เดินจากไป ทิ้งมาเรียไว้ที่เดิม

หลังจากพบคนอื่นๆ ในบ้านพัก โกดะก็พาเธอไปที่ห้องพักรับรอง
โรซ่าทิ้งตัว และฟุบหน้าลงบนเตียง

ด้านมาเรีย คานอนมาหาเธอ แต่ดูเธอยังสบายและยิ้มแบบแปลกๆ
คานอนหยิบมาชแมลโร่ที่โดนเหยียบ ปัดฝุ่น แต่สภาพนั้นไม่เหมือนเดิมแล้ว
เขาจึงเลือกเอามาชแมลโร่ที่ได้จากมาเรียยื่นให้เธอ
เธอปฏิเสธ มองด้วยสายตา ซึ่งเขาเข้าใจว่าเธอต้องการมาชแมลโร่ที่โดนเหยียบอันนั้น
เพราะแม่ของเธอเป็นคนซื้อให้กับมือ
คานอนทำได้เพียงปัดฝุ่น แต่มาเรียกลับบอกว่า แม่มดทำได้มากกว่านั้น

นันโจลงมาบอกคนอื่นๆ ว่าคินโซไม่ว่าง และไม่พร้อมจะพบทุกคน
ชีวิตของคินโซนั้นใกล้ตายก็จริง แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็ง ทำให้เขายังคงแข็งแรงดี
ถึงจะมีการกระทบกระทั่งในกลุ่มพี่น้องเล็กน้อย แต่ก็ไม่รุนแรง
ทุกคนจึงดื่มชาพักผ่อนระหว่างนั้น เมื่อแชนนอนเข้ามา บรรยากาศดูเปลี่ยนไป

คิริเอะคุยกับโรซ่าที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม เธอคุยถึงมาเรีย
โรซ่าพูดอย่างเปิดใจว่า ตัวเธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นแม่ของมาเรีย
หลังจากแชนนอนขอตัวออกไปข้างนอก บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

คิริเอะพูดถึงอากาศที่เปลี่ยนไป ฝนดูจะเริ่มตก
โรซ่านึกถึงลูกของเธอ ที่นิสัยรั้น เธอไม่ไปไหนจากจุดเดิมแน่ ทำให้โรซ่าขอตัวออกไป
พอโรซ่าออกไป ทุกคนจึงหันมาคุยหัวข้อสำคัญ แม้ว่าโรซ่าจะไม่อยู่ก็ตาม (ราวกับตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น)

โรซ่าตามหามาเรียที่สวน ตะโกนเรียกเธอจนพบ
เมื่อโรซ่าให้มาเรียกลับไปทานอาหารเที่ยง เธอปฏิเสธเพราะรอเบียทริซอยู่
เมื่อโรซ่าได้ยินเช่นนั้นท่าทีก็เปลี่ยน แต่เธอก็ทำใจสงบ ให้มาเรียไปรอเบียทริซในคฤหาสถ์
มาเรียดื้อดึงที่จะให้ขนมของเธอแก่เบียทริซ

ฟ้าร้องก้อง และบรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไป
คนๆ หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เบียทริซ
โรซ่าได้แต่งงกับสิ่งที่เธอเห็น มาเรียเข้าไปทักทายแล้วมอบขนมหวานแก่เธอ
เมื่อเห็นขนมอยู่ในสภาพเละ มาเรียก็ให้เบียทริซทำให้มีสภาพดังเดิม
เบียทริซก็ตกลง ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ เธอให้มาเรียหลับตาและนึกถึงสภาพของมาชแมลโร่ รูปฟักทองฮอลโลวีน

ผีเสื้อสีทองปรากฏขึ้น และคืนสภาพให้กับขนม
มีเพียงโรซ่าและเบียทริซเท่านั้นที่เห็นสิ่งนั้น โรซ่าได้แต่ตกใจ อ้าปากค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อมาเรียลืมตา ขนมก็กลับมาเหมือนเดิม จึงดีใจมาก

โรซ่าจำหน้าเบียทริซได้ แต่เธอก็ประหลาดใจที่พบเธอที่นี่
เบียทริซยื่นซองจดหมายที่มีสัญลักษณ์ผู้นำตระกูลประทับบทแว็กซ์ผนึกสีแดงด้านหลังแก่มาเรีย
เบียทริซให้มาเรียเข้าไปบ้านพัก ซึ่งเธอก็ทำตาม ส่วนโรซ่าได้แต่ยืนสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เบียทริซมาถึงคฤหาสถ์ เกนจิก็ออกมารอรับเธอ

เมื่อทักว่าเกนจิแก่ตัวลง เขาจึงตอบว่าไม่ว่าอายุแค่ไหน เฟอร์นิเจอร์จะทำหน้าที่ของตนจนกว่าจะสิ้นลม
คำพูดนี้ทำให้เบียทริซนึกถึงภรรยาของคนๆ นั้น (คินโซ) ที่อิจฉาเกนจิ
หลังจากคุยกันเล็กน้อย เบียทริซก็เดินในคฤหาสถ์ราวกับรู้ทางเป็นอย่างดี โดยมีเกนจิเดินตาม

ระหว่างทางเบียทริซพบกับคิริเอะที่ออกมาจากห้องรับแขก
คิริเอะดูจะสับสนกับเธอ แต่เมื่อมองที่ภาพวาดในห้องรับรอง เธอก็จำได้


ถึงพยายามพูดดีด้วย เบียทริซก็ตอบประชดเธอเล็กน้อยที่ถามชื่อของตน
จากนั้น เบียทริซเดินขึ้นชั้นสองไป
ระหว่างที่คิริเอะยืนสับสนอยู่นั้น นัตสิฮึก็จับไหล่เธอ
คิริเอะพูดถึงภาพวาด นัตสึฮิก็พูดเรื่องแม่มดทองคำเบียทริซ ในเรื่องทั่วไป
คิริเอะรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย นัตสึฮิจึงบอกจะเตรียมยาดีให้เธอ (ปวดหัวบ่อย เลยมีเยอะ)


มาถึงห้องของคินโซ กลิ่นเหมือนยาพิษหอมหวานก็โชยออกมา
คินโซไม่ได้ออกจากห้องค้นคว้ามาหลายปีแล้ว
เมื่อเบียทริซจับลูกบิดประตู มือของเธอก็เริ่มไหม้ ลูกบิดประตูเป็นของใช้ขับไล่เวทมนตร์
เบียทริซตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเล็กน้อย ถ้าเธอแพ้เกมนี้ เธอคงถูกขังไว้อย่างแน่นอน
เธอยังกล่าวถึงเกมที่กำลังจะเริ่มขึ้น ที่หน้าห้องของคินโซ
". ........ ข้าชอบมัน คินโซ ให้ข้าได้สนุกกับเกมของข้าไปพร้อมกับเจ้า ....... ให้ข้าได้สนุกกับการเดิมพันครั้งสุดท้าย
ของจอมเวทเฒ่าผู้ที่ตกหลุมรักข้า และละทิ้งทุกสิ่งในชีวิตของเขาหน่อยเถอะ ....!! "

Chapter 05 : The Witch's Move
Date : Oct 4 1986
Time : 13:00


คานอนนำอาหารไปเสิร์ฟให้กับแขก
พอเข้าห้อง เขาเห็นเบียทริซมองไปนอกหน้าต่าง จึงเรียกเธอ
เธออยู่ในร่างของมนุษย์ คานอนไม่ได้แสดงอารมณ์ที่เคยพบเธอก่อนหน้านี้ออกมา
วันนี้เธอจะมาเอาทองที่มอบให้คินโซคืน ตามสัญญาที่เคยทำไว้
เมื่อพูดถึงของตอบแทนด้านความรัก เบียทริซก็เริ่มกล่าวถึงช่วงต้นของแท่นจารึก
คานอนยังคงคิดเรื่องเฟอร์นิเจอร์เช่นเคย เขาไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เบียทริซพูดถึงข้อความในแท่นจารึกต่อ เกี่ยวกับราตรีแรก และสอง
ราตรีสอง เธอถามว่าคานอนจะสละตนแทนแชนนอนหรือไม่
เธอจะเลือกแชนนอนในราตรีที่สอง ถ้าเขาไม่คุกเข่าแล้วจูบรองเท้าเธอ
คานอนอาจดูเมินเฉยกับชะตาของเขา แต่ความรู้สึกต่อแชนนอนนั้นไม่ใช่
ทำให้คานอนที่เคารพแชนนอนในฐานะพี่สาว จำใจต้องทำตามที่แม่มดสั่ง

ฝนตกหนักทำให้ออกไปไหนไม่ได้
กลุ่มหลานอยู่ในห้องรับแขก มาเรียดูทีวี ในขณะที่แบทเลอร์แสดงท่าทางง่วง
เจสซิก้าให้คุมะซาวะนำผ้าห่มมาให้แบทเลอร์ เขาจึงรับไว้แล้วนอนบริเวณนั้น
มาเรียเห็นแบบนั้นก็ขอบ้าง เธอก็คลุมในระหว่างดูทีวี
แบทเลอร์ละเมอต่อหน้าคนอื่นๆ

(อีกโลก) แบทเลอร์กำลังคุยกับเบียทริซ
เขาดูไม่พอใจเรื่องที่มีเบียทริซอีกคนในร่างมนุษย์ ปรากฏในเกมครั้งนี้
พูดถึงขนมหวานที่กลับคืนสภาพ แบทเลอร์หาคำตอบไม่ได้เช่นเคย โดยเฉพาะโรซ่าที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์
เบียทริซจึงบอกว่า ตอนนี้ไม่ใช่ตาของเขา (เปรียบกับหมากรุก) ยังเป็นตาเดินของเธออยู่ "Turn of the Witch"

(ปัจจุบัน) ในห้องคิริเอะคุยกับรูดอร์ฟ, ฮิเดโยชิและเอวา ถึงสิ่งที่เธอเห็น
ต่างคนเริ่มแสดงอาการไม่พอใจกับการปรากฏตัวของเบียทริซ
นั่นหมายถึงเธออาจฮุบมรดกของพ่อเอาไว้
คิริเอะดูจะไม่พอใจที่สามีเธอพยายามพูดเรื่องเงิน เธอถึงรู้ว่าเขากำลังมีปัญหาเรื่องเงินที่ไม่บอกเธอ

คิริเอะมีเทคนิคในการคิดแบบฉบับของเธอ "Chess Board Thinking"
หลังจากคิดแล้ว คิริเอะจึงให้ความเห็นว่าเบียทริซซ่อนตัวมาตลอดจนถึงวันนี้
บางทีเธออาจไม่ต้องการให้ใครรู้ แล้วปรากฏตัวแบบกระทันหัน เพื่อเลี่ยงการยืนยันหลักฐานว่าเธอเป็นเบียทริซจริง
ต่างคนจึงให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ บางทีเคลาส์อาจเป็นคนวางแผนก็ได้

ระหว่างที่รูดอล์ฟเถียงกับเอวา
คิริเอะคิดต่อในเรื่องที่เกาะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยไต้ฝุ่น ทำให้หาข้อยืนยันตัวตนเบียทริซไม่ได้
กับเรื่องที่โลกที่ไม่ใช่มนุษย์อาจมาเยือนเกาะนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นคนหรือไม่ คงไม่มีอะไรแตกต่างกัน

ที่ห้องโถง มาเรียตอบโรซ่าเรื่องที่เธอพบเบียทริซมาหลายปี แต่ก็ไม่สามารถระบุปีที่พบครั้งแรกได้
"ปีก่อน ? หรือสองปีก่อน ?"   "อาจจะก่อนหน้านั้น" คำนี้ทำให้โรซ่าเริ่มโมโห มาเรียพบคนแปลกหน้านี้มาทุกปี
อีกทั้งไม่เคยมีใครสังเกตเห็นเบียทริซมาก่อน
พอถามสิ่งที่เธอทำ มาเรียก็ตอบว่าเธอร้องเพลง สอนเวทมนตร์แก่เธอ และการวาดวงแหวนเวทมนตร์
มาเรียโชว์สมุดโน้ตของเธอให้ดู มีวงแหวนเวทมนตร์หลายแบบในนั้น

โรซ่าเพิ่งรู้ว่ามาเรียไม่ได้เป็นคนวาดเอง คนที่วาดคือ "เบียทริซ"
โรซ่าเริ่มสับสนที่มีคนอยู่บนเกาะนี้มานาน โดยที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน เธอเริ่มปวดหัว
ยิ่งเห็นเบียทริซที่เธอกลัวมาตั้งแต่เด็ก เป็นตัวตนปรากฏต่อหน้า เธอยิ่งสงสัยมากยิ่งขึ้น

เมื่อโรซ่าจะเปิดซองจดหมายที่เบียทริซมอบให้ไว้ก่อนที่จะให้คนตระกูลดู มาเรียก็ขัดขวาง
โรซ่าจึงไม่เปิดจดหมาย เธอไม่อยากให้มาเรียไม่สบายใจกับเรื่องนี้
หลังจากเห็นมาเรียหัวเราะแปลกๆ อีกครั้ง โรซ่าเริ่มมีน้ำโห แล้วตบหัวเธอ
ถึงกระนั้นเธอก็สาบานกับตัวเอง ว่าจะไม่ปล่อยให้ลูกสาวอยู่ตามลำพังบนเกาะนี้

Chapter 06 : "Furniture" and "People"
Date : Oct 4 1986
Time : 18.00


ที่บ้านพักรับรองเจสซิก้าเป็นห่วง เพราะมาเรียพูดแต่เรื่องฮอลโลวีนตลอดการเดินทาง
ถึงโรซ่าจะไม่แสดงท่าทีรุนแรงต่อหน้าคนอื่น แต่ลับหลังอาจจะดุด่ามาเรียอยู่
แต่คิดอีกที บางทีเธออาจจะดูอนิเมะช่วงเย็นที่ห้องรับแขกของคฤหาสถ์ก็เป็นไปได้
คนอื่นให้ความเห็นว่า เธออาจเล่นกับแบทเลอร์อยู่
จอร์จชวนคุยเรื่อง 6 ปีก่อน ที่เจสซิก้า จอร์จ แบทเลอร์ และแชนนอน เล่นด้วยกัน
เมื่อคุยถึงเรื่องอนาคต จอร์จพูดหนักแน่นถึงอนาคตของเขา ซึ่งสื่อความหมายถึงแชนนอนด้วย
แชนนอนได้แต่หน้าแดงต่อเรื่องนี้ จอร์จยังไม่หวั่นอุปสรรคจากพ่อและแม่ของเขาที่จะรักใครสักคน
ระหว่างนั้น โทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อแชนนอนมองนาฬิกา เธอจึงรู้ว่าลืมหน้าที่ตัวเอง แล้วรีบไปจากห้อง
จอร์จจึงบอกให้แชนนอนไปที่เดิมและเวลาเดิม เธอก็เข้าใจ
เจสซิก้ารับโทรศัพท์ แล้วบอกให้เกนจิอย่าว่าแชนนอน ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว

อาหารในห้องครัวถูกเตรียมไว้ 19 ที่
โกดะดูไม่พอใจเกนจิ ที่เขาไม่ได้เสิร์ฟอาหารที่เขาทำกับมือแก่คนในครอบครัว
เขาเป็นคนจริงจังกับเรื่องทำอาหารมาก แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสพบคินโซเลยเพราะอยู่แต่ในห้องค้นคว้า
ส่วนโกดะเป็นเพียงลูกจ้าง ไม่มีปีกบนเสื้อเหมือนเฟอร์นิเจอร์ จึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปในห้องค้นคว้า
ดังนั้นเขาจึงอยากเสิร์ฟอาหารให้กับเบียทริซ ที่มีฐานะบรรดาศักดิ์เทียบเท่าคินโซ
แต่เกนจิก็ห้ามไว้ โกดะแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อป้าคุมะซาวะ รวมทั้งเด็กที่มีโอกาสได้เสิร์ฟอาหาร

ว่ากันตามลำดับยศ เกนจิมียศสูงสุด จะเสิร์ฟในห้องคินโซ
แชนนอน ได้เสิร์ฟในห้องเบียทริซ ทำให้โกดะไม่พอใจ จึงพูดถึงข้อผิดพลาดในตัวแชนนอน
หลังจากนั้น แชนนอนออกมาจากห้อง แล้วพบกับคานอน เขาไม่พอใจท่าทีของโกดะ แต่แชนนอนยังพูดในแง่ดี
คานอนบอกว่าเขาพบเบียทริซมาแล้วตอนเสิร์ฟอาหาร เธอพูดถึงเรื่องประตูสู่แดนทองคำ
ทั้งสองเข้าใจความหมายของคำนี้
คานอนเตือนแชนนอนเรื่องเฟอร์นิเจอร์ แชนนอนทำพลาดเรื่องที่มีความรักต่อคนอื่น
ทั้งที่ควรจะรอจุดจบ แบบที่เฟอร์นิเจอร์ไร้ความรู้สึกควรจะเป็น

พิธีกรรมจะเริ่มในคืนนี้ ซึ่งจอร์จจะมอบแหวนแก่แชนนอน
คนที่ต้องสังเวยมี 13 คน โอกาสรอดมีเพียง 5 คน ถ้ามีคนที่เป็นคู่รักจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
คานอนจึงขอให้แชนนอนไม่รับแหวนหมั้นของจอร์จ และรอดไปจนถึงแดนทองคำ ที่นั้นเราจะได้เป็นมนุษย์อย่างที่หวัง
แชนนอนปฏิเสธ และน้ำตาซึม คานอนเริ่มตระหนักว่านอกจากแชนนอนแล้วเขาก็เจ็บปวดจากรสของของความรักเช่นกัน
น้ำตาของเจสซิก้า ทำให้หัวใจเขาเปลี่ยนแปลงไป โดยที่เขาไม่รู้

เกนจิเรียกแชนนอนมาให้ไปเสิร์ฟอาหารให้เบียทริซ โกดะยังคงส่งความรู้สึกที่ดูถูกเธออยู่เช่นเคย
แชนนอนสับสนเล็กน้อยว่าจะพูดอะไรกับเบียทริซดี ควรขอบคุณหรือเศร้ากับเรื่องที่จะเกิดต่อจากนี้

เคลาส์เคาะประตูห้องค้นคว้าเรียกพ่อของเขา คินโซจึงบอกให้เงียบ เขารู้ว่าเกนจิมาเสิร์ฟอาหาร
จึงบอกให้เกนจิเข้ามา เคลาส์ไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจึงฝากให้เกนจิดูแลพ่อเขาด้วย
นันโจก็อยู่ให้ห้อง เล่นหมากรุกกับคินโซอยู่ ถึงตาคินโซแต่เขาใช้เวลาตัดสินใจนาน
จนนันโจบอกให้ไปพักหาอะไรกินก่อน คินโซก็ยังจดจ่อกับเกม
ทำให้นันโจบอกว่า เขาคิดแต่เรื่องเอาชนะ จนลืมบางสิ่งที่สำคัญในเกมหมากรุก ... ความสนุกระหว่างที่เล่น
คินโซยิ้มและยอมแพ้ เขาปฏิเสธเรื่องที่นันโจชวนไปทานอาหารข้างล่าง เพราะเกมกำลังจะเริ่มขึ้น
"ไว้พบกันใหม่ ในแดนทองคำ, สถานที่ชำระล้างบาป (Purgatory) หรือในโลกหน้า" คินโซบอกก่อนลา

แชนนอนได้พบกับเบียทริซ ด้านเบียทริซรู้ทันทีว่าคานอนบอกเรื่องนั้นกับแชนนอนแล้ว
แชนนอนยังคงขอบคุณที่เบียทริซทำให้เธอเป็นมนุษย์ ตามที่เบียทริซเคยบอก ด้วยสีหน้าที่มีความสุข
นั่นทำให้เบียทริซไม่พอใจ ที่ไม่หวั่นเกรงต่อความตายและดูถูกเธอว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์
แต่แชนนอนเมินเฉยและไม่ยอมรับ ต่อปากต่อคำกับเบียทริซ ทำให้เบียทริซเริ่มสนใจเธอ

แชนนอนเสิร์ฟอาหาร เบียทริซเห็นอาหารน่าอร่อย ก็แซวว่าถ้าโกดะได้ไปแดนทองคำ จะให้เขาเป็นพ่อครัวของเธอ
ระหว่างนั้นแชนนอนเอ่ยปากถาม เรื่องที่คานอนบอกว่า ถ้าเธอปฏิเสธจอร์จ เธอจะไม่ต้องสละตัวเอง
เบียทริซยืนยันว่ารับปาก แต่สำหรับการสังเวยในคืนที่สองเท่านั้น
แชนนอนเข้าใจว่าเบียทริซตั้งใจแกล้งคานอน เธอทำเพื่อความสนุกเท่านั้น
เบียทริซยังเล่าเรื่องที่คานอนจูบรองเท้าเธออีก แชนนอนจึงท้าทายว่าเธอจะไม่ทำให้เบียทริซรู้สึกสนุกอีก
แชนนอนรู้ดีว่า ยิ่งตอบสิ่งที่เบียทริซถาม ก็ยิ่งทำให้เธอสนุก แชนนอนจึงขอตัวจากห้อง
แม้เบียทริซจะขู่เรื่องที่สามารถทรมานเธอได้ตลอดกาล แชนนอนทำสีหน้าสงบ ไม่ตอบโต้อะไร
เธอยังขู่เรื่องที่อาจเลือกแชนนอนในคืนที่สอง แชนนอนก็ยิ้มและไม่ได้ตื่นตระหนก
หลังแชนนอนจากไป หน้าของเบียทริซดูจะไม่สนุกกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังคงสนใจกับท่าทีของแชนนอน

ที่โต๊ะทานอาหารค่ำ โกดะทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารให้คนในครอบครัวอุชิโรมิยะ
เขาพยายามไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด เพราะเคลาส์และนัตสึฮิจ้างเขาให้มารับใช้ที่นี่
ต่างคนก็ต่างชื่นชมในทักษะการทำอาหารของโกดะ
ในระหว่างนั้นกลุ่มผู้ใหญ่บางคน อดคิดเรื่องเบียทริซไม่ได้
ถ้าเป็นนักฆ่าที่มีคนอื่นจ้างมาล่ะ ? ถ้าคินโซจ้างมาเองล่ะ ?
พอโกดะจะออกจากห้อง คิริเอะจึงถามเรื่องแขกคนอื่นที่ไม่ลงมาทานอาหาร
นัตสึฮิเข้าใจผิด คิดว่าหมายถึงคินโซ แต่คิริเอะหมายถึงคนอื่นที่หลายคนยังไม่รู้
แขกยังคงอยู่ในห้องรับแขกพิเศษ ท่านเบียทริซอยู่ที่นั่น
พวกเด็กๆ ดูจะตื่นเต้นกับเรื่องนี้ ส่วนเคลาส์ยังคิดว่าเป็นเรื่องตลกระหว่างทานอาหาร
ส่วนรูดอล์ฟ ก็เข้าใจว่าเคลาส์เป็นคนเรียกมา

เคลาส์ทำท่าราวกับไม่รู้จักเธอจริงๆ ทำให้กลุ่มผู้ใหญ่เกิดสงสัยกัน
เนื่องจากโกดะรู้มาจากเกนจิ นัตสึฮิจึงตะโกนบอกให้เขาไปเรียกเกนจิมา
โรซ่าและมาเรีย ยืนยันว่าเขาเห็นเบียทริซ
สร้างความสงสัยและคำถามให้กับหลายๆ คน
คิริเอะก็ยืนยันเช่นกันว่าพบเธอเช่นกัน รู้จากภาพวาด

หลายคนก็ยังไม่เชื่อ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเรือลำอื่นบนเกาะหรือไม่
แบทเลอร์ยกทฤษฏีพิสูจน์ปีศาจ (Devil's Proof) ขึ้นมา
ถ้าทุกคนพบปีศาจสามารถพิสูจน์ได้ว่าปีศาจมีจริง แต่ไม่สามารพิสูจน์ได้ว่าไม่มีจริง
เช่นเดียวกับเรือ หรือมนุษย์ต่างดาว ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตราบใดที่ไม่ได้ค้นหาทั่วพื้นที่

ข้อเท็จจริงเดียวตอนนี้ คือ มีแขกคนที่ 19 และไม่ได้มาทานอาหารร่วมกัน
โดยที่เคลาส์และนัตสึฮิก็ไม่รู้ ..... ดังนั้น คินโซอาจจะเรียกเธอมา ในวันที่มีการพบปะในครอบครัว
เพื่ออะไร ? เพื่อเป็นคนสืบทอดมรดกในฐานะคนรักใหม่งั้นเหรอ ?
ระหว่างโต้เถียงกัน รูดอล์ฟและเคลาส์เห็นด้วยที่ควรจะไปพบเธอและถามเหตุผลที่เธอมาตรงๆ
ด้านเกนจิกำลังมา โรซ่าจึงให้เด็กๆ กลับบ้านพักรับรองก่อน ทั้งที่ยังทานอาหารไม่เสร็จ รวมถึงนันโจด้วย

โกดะตามเกนจิมาพอดี โรซ่าจึงสั่งให้โกดะนำของหวานไปเสิร์ฟที่ห้องพักรับรอง
โกดะรู้สึกเสียดายที่อาหารที่เขาตั้งใจทำ ถูกยกเลิกแบบนี้เช่นกัน
ส่วนพวกผู้ใหญ่ไม่ต้องการของหวาน และไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องอาหารในระหว่างนี้
พวกผู้ใหญ่จึงถามเรื่องของเบียทริซจากเกนจิ ......

Chapter 07 : Wedding Ring
Date : Oct 4 1986
Time : 22.00

กลุ่มหลาน กินของหวานในบ้านพักรับรอง แต่ปราศจากคำบรรยายของโกดะ ก็เหมือนขาดรสชาติไปบ้าง
คุมะซาวะดูจะเชี่ยวชาญเรื่องมุกปลาแม็คคอเรล เรียกเสียงหัวเราะในห้องได้บ้าง
จอร์จเริ่มคุยเรื่องราวของเบียทริซ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อเรื่องนี้ ยกเว้นมาเรียที่ยืนยัน
กลุ่มผู้ใหญ่ก็ยังดูคาใจกับเรื่องนี้อยู่ นันโจไม่เคยพบเธอ แต่พอได้ยินเรื่องเล่ามาบ้างที่คินโซ อาจมีลูกลับกับคนรักเก่า
ส่วนคนรักเดิมนั้น นันโจได้ยินจากปากคินโซว่าเธอตายไปแล้ว และไม่สามารถยืนยันเรื่องลูกว่ามีจริงหรือไม่
แบทเลอร์คุยเรื่อง Devil's Proof และคิดว่าเธออาจเป็นลูกลับที่มาแก้แค้นก็เป็นไปได้
ท่าทีของมาเรียเริ่มเปลี่ยนไป หัวเราะแปลกๆ ที่แบทเลอร์ทำเหมือนเชื่อว่าเบียทริซมีจริง อย่างน้อยก็ยอมรับว่ามีคนที่ 19
แต่ยังคงไม่ยอมรับเรื่องแม่มด แม้จะไม่มีการพิสูจน์อะไรเลย

จอร์จพบกับแชนนอนตามที่นัดพบ เขาถามแชนนอนเรื่องเบียทริซ
เธอตอบว่าไม่รู้ และพูดตามที่เคยได้ยินเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรเมื่อเสิร์ฟอาหารให้แขกที่ชื่อเบียทริซ
หลังจากคุยสักพัก จอร์จทำท่าอาย และเตรียมมอบแหวนหมั้นแก่แชนนอน
เขายืนกรานว่าจะต้องแต่งงานกับเธอแน่นอน
แหวนหมั้นนี้ ตอนนี้ถูกเรียกว่า "แหวนแต่งงาน" แทน
จอร์จจะรอคำตอบของเธอในวันพรุ่งนี้
หลังจากได้รับแหวนวงนั้น .... แชนนอนสวมที่นิ้วทันที
นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้จอร์จถึงกับตะลึง
เธอไม่สนใจว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร แม้จะเป็นดวงวิญญาณ เธอกับจอร์จก็จะอยู่ด้วยกัน

คานอนคุยกับแชนนอนที่ทางเดิน เขาไม่พอใจอย่างมาก
แม้ว่าแชนนอนจะตอบแบบสบายใจ ไม่ว่าจบลงอย่างไรสุดท้ายเราก็จะเป็นมนุษย์ ในแดนแห่งทองคำ
เมื่อแชนนอนถามว่าทำไมคานอนถึงอยากเป็นมนุษย์ (ในแดนทองคำ)
"ผมอยากมีความรักเช่นกัน" คานอนตอบทั้งน้ำตา
"ผม ชอบนายหญิง...!! หลังจากเห็นนายหญิงในวันนั้น ผมเริ่มชอบเธอมากขึ้น ....!
และเมื่อผมได้ยินว่าท่านก็ชอบผม ทำให้ผมรู้สึกมีความสุข ....!!
แต่ผมเป็นเฟอร์นิเจอร์ ...... และผมไม่สามารถรับความรู้สึกของเธอได้ !! "
เขากลัวที่จะต้องหายไปสักวันตามหน้าที่ แต่ก็ยังหยุดความรักต่อเจสซิก้าไม่ได้

ที่สวนดอกกุหลาบ เบียทริซได้ยิ้มและหัวเราะต่อสภาพของคานอน
เธอได้ประกาศเริ่มเกม หนทางเดียวที่หยุดเกมนี้ได้ คือ แท่นจารึกหน้ารูปภาพ
ประตูสู่แดนทองคำอาจเปิดออกเพื่อให้พิธีเสร็จสมบูรณ์
 หรือ ปริศนาแห่งทองคำจากแท่นจารึก จะถูกไขเพื่อหยุดพิธีกรรม

ในโบสถ์บนเกาะ เคลาส์, นัตสึฮิ, เอวา, ฮิเดโยชิ, รูดอล์ฟ และโรซ่า ยอมรับในตัวเบียทริซ แม้จะไม่อยากจะเชื่อก็เถอะ
แม้แต่ Devil's Prove ของรูดอล์ฟ ก็ยืนยันว่าเบียทริซมีตัวตนจริง รวมทั้งในฐานะแม่มด
ดูเหมือนจะมีเพียงคิริเอะ ที่เงียบและคิดอะไรบางอย่าง เธอไม่เอ่ยปากยอมรับเบียทริซเหมือนคนอื่น
ทำให้เบียทริซต้องหันมาถาม เธอหลับตาก่อนเปิดปากพูดว่า ... เธอยอมรับ ทั้งในฐานะของนักเล่นแร่แปรธาตุของตระกูล และในฐานะของแม่มด

Chapter 08 : Halloween
Date : Oct 5 1986
Time : 6.00


วันต่อมาช่วงเช้า คินโซตื่นขึ้นมา เขารู้ดีว่ามันหมายความว่า เขารอดจากราตรีแรกมาได้
แชนนอนทำความสะอาดห้องรับแขก ไม่มีใครอยู่ที่นี่ เธอสังเกตเห็นเมโมฝากข้อความไว้ว่า "โบสถ์"

เกนจิเคาะประตูห้องโรซ่า เขากระซิบบอกบางอย่างกับโรซ่า
ทำให้โรซ่าต้องรีบแต่งตัวออกมาจากห้อง ไปยังโบสถ์

โบสถ์อยู่ไม่ไกลจากแมนชั่นนัก เดินไม่นาน สร้างหลังจากแมนชั่น
โกดะ คานอน และแชนนอน ยืนที่หน้าโบสถ์
ที่หน้าทางเข้ามีสัญลักษณ์แปลกๆ สีแดงอยู่ เหมือนวงแหวนเวทมนตร์
แชนนอนอธิบายเมโมที่เธอพบให้โรซ่าฟัง
คานอน ชี้ไปที่ใต้วงแหวน
มีข้อความว่า "Happy Halloween for Maria"
โรซ่าจำได้ว่าเป็นคำพูดของเบียทริซ แม่มดทองคำ

โรซ่ารู้สึกไม่ปลอดภัยกับมาเรีย ยังไม่มีใครไปดูว่าเธอเป็นอย่างไร
เธอจึงให้บอกพี่เคลาส์ ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ แต่เธอก็เข้าใจทันทีว่าคนใช้หาตัวพี่เคลาส์ไม่เจอ
ไม่สามารถเช็คในโบสถ์ได้เพราะไม่มีกุญแจ ต้องทุบกระจกเท่านั้น แต่โรซ่ารู้ดีว่าเป็นโบสถ์ที่พ่อหวงมาก
โรซ่านึกถึงจดหมายที่ได้รับจากเบียทริซ และคำพูดของเธอ

มาที่บ้านพัก เห็นเด็กๆ นอนอยู่ รวมทั้งมาเรีย
โรซ่าเข้าไปหยิบจดหมายจากกระเป๋าของมาเรีย ในจดหมายเธอจำได้ว่า มีของรูปทรงกระบอกอยู่ในจดหมาย
เมื่อเปิดออก มีกุญแจเก่าอยู่ในนั้น เธอรีบกลับไปที่โบสถ์
กุญแจถูกนำมาใช้กับประตูโบสถ์ ..... มันใช้ไขประตูได้

เมื่อเปิดประตูโบสถ์ และส่งเสียงเรียก ไม่มีเสียงตอบรับจากใคร
ที่เวทีแท่นบูชา มีของหวานบนโต๊ะเหมือนโต๊ะอาหาร รวมทั้งเครื่องตกแต่งที่เหมือนฟักทอง
และมีคนนั่งอยู่บนโต๊ะรวม 6 คนมองไกลๆ ก็รู้ว่าเป็นพวกผู้ใหญ่ที่หายไป แต่เขานั่งนิ่งราวกับตุ๊กตา
เรียกจากหน้าทางเข้าก็ไม่ตอบ จนต้องขึ้นไปบนแท่นแล้วเรียกใกล้ๆ พวกเขาก็เงียบ

เมื่อเดินมาในระยะที่มองเห็นโต๊ะได้ชัด ของบนโต๊ะจัดแต่งมา ราวกับให้มาเรียพอใจกับงานฮอลโลวีน
บนเก้าอี้เหมือนกับทุกคนกำลังหลับอยู่
พอเข้าใกล้อีกนิด สังเกตเห็นขนมหวาน คุ๊กกี้ น้ำโซดา และช็อคโกแล็ตเกลื่อนพื้น
ราวกับราดด้วยแบล็คเบอรี่ และแคนเบอรี่ แยม .....

.... โรซ่ากรีดร้องลั่น เมื่อเข้าใจสถานะการณ์จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
มันเป็นงานฮอลโลวีน งานเลี้ยงที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกมนุษย์
ทั้ง 6 คนบนโต๊ะตาย ราวกับหลับอยู่ ..... โดยการผ่าท้องตามแนวตั้ง
ของหวานบนโต๊ะที่เหมือนเคลือบแยม คือ ของหวานที่ไหลออกจาจากท้องของพวกเขา ผสมกับเลือด
กลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียน ระหว่างของหวาน และเลือดคลุ้งรอบบริเวณ

โรซ่านึกถึงไก่งวงตอนวันเกิด ที่ผ่าท้องแล้วมีอาหารที่เธอไม่รู้ ล้นทะลักออกมาจากท้อง
เธอคลื่นไส้แล้วอาเจียน แม้ว่าจะมีแต่น้ำย่อยในท้องเธอก็ตาม

คนใช้ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
โรซ่ารีบสั่งให้แจ้งตำรวจ ไปบอกคินโซ และตามดร. นันโจมา

ในคฤหาสถ์ พวกแบทเลอร์ ออกมาตามหาพ่อแม่ของพวกตน
มาเรียรู้ว่าจดหมายถูกหยิบจากกระเป๋าเธอ แล้วเรียกหาแม่ให้คืนจดหมายมา
แบทเลอร์เห็นโรซ่าหยิบไป ในสภาพที่เขาครึ่งหลับครึ่งตื่น
พวกเขาพบดร. นันโจเดินบริเวณนั้น เขาก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ไปไหน
จนกระทั่งคานอนและโกดะวิ่งมาหานันโจ คานอนกระซิบข้างหูเขา ดร. นันโจก็รีบไปยังที่เกิดเหตุ
พวกเด็กๆ จึงตามไปด้วย

ดูเหมือนจะห้ามช้าไป พวกหลานในตระกูลบางคนไปถึงที่เกิดเหตุและเห็นภาพสลดของพ่อแม่ตน

(อีกโลก) เบียทริซกำลังคุยกับแบทเลอร์ เขาไม่พอใจกับซีนฆาตรกรรมโหดร้ายที่เห็น
เบียทริซประชดว่า ในครั้งก่อน พวกเขาสูญเสียหน้าไป สัมผัสหน้าไม่ได้ เขาควรขอบคุณเธอ
ครั้งก่อนสมมุติฐานว่าศพปลอมถูกตั้งขึ้น แต่ในครั้งนี้ไม่สามารถตั้งทฤษฏีนี้ได้

(ปัจจุบัน) ในสถานที่เกิดเหตุ แบทเลอร์ร้องไห้แต่ก็พูดให้กำลังใจคนอื่น
โกดะมาบอกว่าโทรศัพท์ไม่สามารถใช้งานได้ รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ
เจสซิก้าเดาได้ว่าใครเป็นฆาตกร เธอโมโหและรีบวิ่งไปหาเบียทริซที่ห้อง
โรซ่าสั่งให้คานอน และโกดะตามไปห้าม

ในโบสถ์ได้พบจดหมายอีกฉบับ เช่นเดียวกับจดหมายฉบับก่อน
เมื่อแกะออกก็มีข้อความของเบียทริซ ที่มาทวงทองคำคืนจากคินโซ (เช่นเดียวกับ EP1)
ทางเดียวที่หยุดการฆาตกรรมต่อเนื่องได้ คือ ต้องไขปริศนาของทองคำ 10 ตันให้ได้
เมื่อมองไปที่โต๊ะอาหาร มีทองคำแท่งวางอยู่ มันไม่ใช่กล่องขนม เป็นทองแท่งจริงมีสัญลักษณ์ปีกข้างเดียวอยู่
น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม 3 ก้อน มูลค่ารวมประมาณ 60 ล้านเยน นับว่าถูกเกินไปสำหรับชีวิตคน 6 คน

Chapter 09 : Jessica and Kanon
Date : Oct 5 1986
Time : 6.43


เจสซิก้า คานอน และโกดะ อยู่ที่หน้าห้องของเบียทริซ
เจสซิก้ากระแทกประตูอย่างแรง เพื่อเรียกเบียทริซ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
คานอนหยิบมาสเตอร์คีย์จากกระเป๋าเสื้อ เจสซิก้าคว้ามาเปิดประตู
ไม่มีใครอยู่ในห้อง ? เจสซิก้าได้แต่อาละวาดในห้อง
มีจดหมายในห้อง เมื่อเปิดออกเป็นข้อความจากเบียทริซ
"พวกแกคิดเหรอว่าชั้นเป็นยายแก่ ที่รอสบายๆ ในห้องจนกว่าพวกแกจะบุกเข้ามาที่นี่ ?..."
ในจดหมายยังประชดเรื่องเหตุการณ์เมื่อคืน และถามถึงสีหน้าของคนในครอบครัวที่ตายด้วย
นั่นทำให้เจสซิก้าร้องไห้ และแสดงท่าทางอาละวาดบ้าคลั่งกว่าเดิม จนอาการหอบเธอกำเริบ

คานอนบอกว่าเขาจะดูแลนายหญิงเอง โกดะมองแววตาของคานอน
เขาเข้าใจความรู้สึกของคานอน จึงมอบหน้าที่นี่แก่คานอน ก่อนจากไป

คานอนพยุงเจสซิก้ามาที่ห้อง เธอไร้กำลังเพราะอาการหอบ
เขาเตรียมยาให้กับเธอ อาการเธอดีขึ้น แต่ยังร้องไห้เช่นเคย
คานอนจึงบอกว่าจะออกไปรอข้างนอก เขาคิดว่าเจสซิก้าอยากอยู่คนเดียว
เจสซิก้าก็เหมือนรั้งเขาไว้ด้วยสายตา แต่ก็เอ่ยปากให้ไปบอกโรซ่าว่าเธออยากอยู่ตามลำพัง
แต่คานอนปฏิเสธ เขาจะไม่ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพัง โดยเขาจะรอรับใช้อยู่หน้าทางเดิน

ที่ทางเดิน ดูเหมือนคานอนจะเริ่มเข้าใจจิตใจผู้หญิง แต่เขาไม่สามารถทำได้มากกว่าเฟอร์นิเจอร์
" ..... แกไม่เข้าใจจิตใจผู้หญิงเลยนะ .... บางครั้งในเวลาแบบนี้ แกควรจะอยู่ข้างเธอ (หัวเราะ)
นั่นเป็นเหตุผลที่แกเป็นเฟอร์นิเจอร์"
เมื่อหันมามองข้างหลัง คานอนก็พบกับเบียทริซ
เธอยังดูถูกคานอนที่ไม่เข้าใจจิตใจผู้หญิง เพราะเขาเป็นเฟอร์นิเจอร์
เบียทริซประกาศจะให้เจสซิก้าสละชีวิตในคืนที่ 2 พร้อมคานอน
ถึงคานอนปฏิเสธเรื่องความรู้สึกต่อเจสซิก้า แต่เบียทริซก็ไม่สนใจในเรื่องนั้น
เธอหายไปต่อหน้าเขา คานอนจึงรีบไปปกป้องเจสซิก้า

ในห้องเจสซิก้าเต็มไปด้วยฝูงผีเสื้อทองทำ ที่พยายามเกาะจมูกกับปากของเจสซิก้า
เธอร้องให้คานอนช่วย คานอนจึงไปอยู่ข้างเธอ พร้อมบอกให้เบียทริซปรากฏตัว
เบียทริซปรากฏตัวขึ้น เธอสนุกกับซีนแบบนี้ ราวกับเจ้าหญิง อัศวิน ที่สู้กับแม่มด
เธอสั่งให้ฝูงผีเสื้อรวมกัน ปรากฏเป็นคนรับใช้ที่มีหัวเหมือนแพะออกมา ราวกับไม่ใช่มนุษย์
เจสซิก้าได้ตระหนักแล้วว่า เกาะแห่งนี้ตัดขาดจากกฏของโลกภายนอก

เฟอร์นิเจอร์ของแม่มดถูกสั่งให้สู้กับเฟอร์นิเจอร์ของคินโซ
ดาบสีม่วงปรากฏที่มือของมัน
คานอนบอกให้เจสซิก้าหลังชิดกำแพงไว้
ดาบสีแดงปรากฏที่มือของคานอน
เบียทริซดูไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในฐานะเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกสร้างขึ้น
ส่วนเจสซิก้า ตกใจกับความสามารถของคานอน
คานอนประกาศว่าถึงเขาจะไม่สามารถเอาชนะเบียทริซได้ แต่ก็จะขัดขวางถึงที่สุด

ผลการปะทะระหว่างทั้งสอง คานอนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ก่อนที่จะหาโอกาสเข้าไปด้านหลัง แล้วเล่นงานปีศาจได้ มันสลายร่างไปเป็นผีเสื้อสีทอง
เขาฉวยโอกาสเล่นงานเบียทริซ แต่เธอก็กลายเป็นฝูงผีเสื้อสีทอง ไปรวมที่อีกจุดของห้อง
ถึงเบียทริซจะเหยียดหยามเรื่องเฟอร์นิเจอร์อีกครั้ง เจสซิก้าก็ยืนกรานว่าคานอนไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์

นั่นทำให้เบียทริซฉุนเฉียวที่มนุษย์มาต่อปากต่อคำกับเขา
เขาจึงเรียก Asmodeus of Lust มา เป็นร่างเด็กสาวผมทอง


คานอนรู้ทันทีว่าต่างจากปีศาจที่เขาเคยสู้
Asmodeus ท้าทายคานอน ว่าอยากให้เธอแทงตรงไหน คานอนก็ไม่สนใจคำพูดนั้น
การต่อสู้เริ่มขึ้น แต่ชั่วพริบตาเดียว
ตัว Asmodeus เล็งที่หลังของคานอน โดยที่เขารับมือไม่ทัน เลือดพุ่งกระจาย
เฟอร์นิเจอร์ของแม่มด สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นมีดเซาะน้ำแข็งปีศาจ (Devil Stake) ได้

แต่ไม่ใช่เลือดของคานอน  .... เป็นเลือดของเจสซิก้า
เธอเดาถูก เธอจึงเข้าไปขวาง เลือดทะลักออกมาไม่หยุด

เบียทริซหัวเราะอย่างสนุกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอเรียกอีก 1 ใน 7 Stake of Purgatory ออกมา .... Satan of Wrath
Satan บอกว่าเธอได้มีโอกาสฆ่าเขาอีกครั้ง เธออยากแทงอกคานอน (Stake of Satan แทงอกคานอนใน EP1)

คานอนไม่มีโอกาสป้องกัน ชั่วพริบตาเดียว Stake แทงทะลุอกเขา
คานอนทรุดลง เขากล่าวขอโทษ ไม่ใช่ต่อแม่มด หรือนายหญิง ...... เขากล่าวขอโทษเจสซิก้า
เขาขอโทษที่ปกป้องเธอไม่ได้
ใช้แรงเฮือกสุดท้าย คลานเข้าไปใกล้กับเจสซิก้า ทรุดบนพื้นเคียงคู่กัน
เจสซิก้าถามชื่อจริงของคานอนเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อเขาจะตอบ ..... เจสซิก้าก็สิ้นใจไปเสียก่อน
คานอนก็สิ้นใจตามไป เขากล่าวยินดีกับการได้เป็นมนุษย์ในช่วงท้ายชีวิตของเขา

เบียทริซกล่าวดูถูกคานอน เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม่ว่าจะผ่านไปนับร้อยปีก็ตาม
เมื่อเฟอร์นิเจอร์พังก็ต้องถูกแยกส่วนและทิ้ง ไม่มีหลุมศพสำหรับเฟอร์นิเจอร์
เธอพ่นควันจากไปป์ใส่ศพของคานอน ศพของเขาสลายไปเป็นฝูงผีเสื้อสีทอง
เบียทริซยังคงวางแผนสกปรก และโหดร้ายอยู่เช่นเคย

Chapter 10 : New Rule
Date : Oct 5 1986
Time : 6.50


ย้อนกลับมาที่ 6.50 (เหตุการณ์ของเจสซิก้าและคานอน จบตอน 7.15)
แชนนอนและเกนจิแจ้งเรื่องราตรีแรกแก่คินโซ
คินโซยิ้มอย่างสบายใจ ราวกับไม่ได้กังวลเรื่องที่เสียลูกของเขาไปถึง 3 คน
และไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร เขาได้แต่รอให้ลูเล็ตแห่งโชคชะตาเลือกรายต่อไป
เขาตะหวาดแชนนอนเมื่อเธอถามมากเกินไป แต่สุดท้ายก็บอกว่าทั้งสองทำได้ดีที่รับใช้เขามาถึงวันนี้
คินโซตัดสินใจจะบอกทุกอย่าง และให้แชนนอนจดพินัยกรรมตามที่เขาพูด พร้อมขอเหล้าจากเกนจิ
เมื่อเตรียมพร้อม คินโซคิดจะเริ่มด้วยเกมแห่งความทรงจำของเขา
มันน่าสนใจที่จะมีใครมาอ่านบันทึกเกมเก่าจากศตวรรษก่อน โดยนักค้นหาจากในอนาคต
เมื่อเกนจิเสริ์ฟเหล้า เขาตัดสินใจเล่าเรื่องตั้งแต่เขาพบเบียทริซ ในช่วงหลังสงครามโลก ให้แชนนอนบันทึกไว้ .....

โกดะกลับมาหาโรซ่า บอกเรื่องที่คานอนดูแลเจสซิก้า
สถานการณ์ในโบสถ์ดูจะสงบขึ้น ทุกคนเริ่มทำใจได้
และออกจากโบสถ์กัน โดยทิ้งศพไว้ที่นี่เพื่อรอการชันสูตร

เมื่อประตูโบสถ์ปิด จอร์จสังเกตเหตุวงแหวนเวทมนตร์ที่ประตู
พวกหลานในตระกูลไม่มีใครสังเกตที่เข้ามาครั้งแรก
มาเรียจึงตอบว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ 7 แห่งดวงอาทิตย์
สัญลักษณ์แห่งการหลบหนีต่อพันธะทางกายภาพและจิตใจ ในภาษาฮิบรูหมายถึง
"ท่านช่วยปลดปล่อยข้าจากตรวน ข้าจะเสนอการสังเวยเป็นการขอบคุณ และเอ่ยนามของท่าน"
มีข้อความภาษาอังกฤษข้างล่าง "Happy Halloween for Marie"
ที่นี่เป็นโบสถ์ อาจไม่ได้หมายถึงมาเรียจัง อาจเป็นพระแม่มาเรีย
ในอีกความหมาย คือเป็นการสบประมาทต่อพระเจ้า
นั่นคือ แม่มดทำสัญญากับปีศาจ ซึ่งทำให้นามของพระเจ้ามัวหมอง

เมื่อมองถึงรูปคดีการฆาตกรรม ทำไมถึงเลือกสถานที่แห่งนี้
ที่นี่เป็นที่สำคัญมากสำหรับคินโซ เป็นเขตหวงห้ามแม้แต่คนในตระกูล
แต่คินโซก็ไม่ได้มาที่นี่ มันถูกเรียกว่าโบสถ์ที่ไม่เคยเปิด
ถึงกระนั้นก็มีการเข้ามาทำความสะอาดที่นี่ 4 ครั้งต่อปี
น่าสงสัยว่าคินโซสร้างมันเพื่อจุดประสงค์ใด

เมื่อพิจารณาอักษรภาษาอังกฤษสีทองข้างบน ที่มีรอยสนิมขึ้น
จอร์จก็เข้าใจ และพูดถึงอักษร m, b, t, q ที่หายไป
แบทเลอร์อ่อนภาษาอังกฤษมาก แต่ทุกคนดูจะอ่านรู้เรื่อง
มาเรียจึงช่วยอธิบาย
"ประตูบานนี้เปิดเมื่อเกิดปฏิหารย์ คุณจะได้รับการอวยพรเมื่อเกิดปฏิหารย์"
(This door is opened only when a miracle occurs. You will be blessed only when a miracle occurs)
เธอยังรู้อีกว่า ปู่ไม่มีอำนาจเวทมนตร์ การเปิดประตูนี้จึงต้องใช้ปฏิหารย์อย่างมาก
พอหัวเราะด้วยเสียงที่น่ารังเกียจ ก็โดนแบทเลอร์ทุบหัวอีกรอบ

เมื่อคิดถึงความจำเป็นของโบสถ์ มีคนเสนอว่า อาจเป็นที่แต่งงานลับๆ ระหว่างคินโซกับเบียทริซ หลังจากที่ย่าตาย
พอพูดเรื่องกุญแจที่เปิด มีเพียงกุญแจดอกเดียวที่ไขประตูนี้ได้ ไม่สามารถก็อบปี๊ได้
มันถูกเก็บไว้ในห้องของคนรับใช้ แล้วหายสาปสูญไป
โรซ่าตกใจ เพราะเธอได้รับมัน ซึ่งอยู่ในจดหมายที่มอบให้กับมาเรีย
มันน่าแปลกที่ ประตูที่ล็อคทันทีที่ปิด ถูกเปิดออกได้
ทั้งที่กุญแจที่ใช้ไขได้เพียงดอกเดียว ยังคงอยู่ในกระเป๋าถือของมาเรีย

(อีกโลก) ประตูโบสถ์กลายเป็นปัญหาห้องปิดตายแห่งใหม่
แบทเลอร์ไม่สามารถไขปัญหาได้ แต่การนิ่งเฉยๆ รอดูการฆาตกรรมครั้งต่อไปก็ไม่ใช่ความคิดที่ดี
แบทเลอร์ได้แต่ยกทฤษฏีเรื่อง Devil's Proof เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นห้องปิดตายที่สมบูรณ์
เขาจึงพูดทฤษฏีที่เป็นไปได้ เช่น ทางลับหลังประตูที่ค้นหาไม่เจอ เป็นต้น ดังนั้น จึงยังสรุปไม่ได้
กล่าวคือ ตราบใดที่ยังไม่ได้พิสูจน์วิธีที่ X (ตัวแปร) ก็ไม่สามารถยืนยันว่าเป็นห้องปิดตายจริง
เป็นคำพูดที่ใช้ได้กับทุกๆ กรณีของห้องปิดตาย

เบียทริซเหมือนคาดไว้แล้วว่าเขาต้องตอบแบบนั้น เธอไม่ชอบนิยายนักสืบของพวกมนุษย์
ที่ทำเหมือนห้องปิดตายเกิดขึ้นจริง แต่ความจริงต้องมีทริค สำหรับทำห้องให้เหมือนเป็นห้องปิดตาย
สำหรับเธอ สามารถทำให้ห้องปิดตายเกิดขึ้นได้จริง เพราะเธอเป็นแม่มด
เบียทริซยังคงตอบด้วยการใช้เวทมนตร์เปิดประตู และชวนให้พวกเขาเข้ามา
เช่นเดียวกับแบทเลอร์ที่ยืนยันความคิดของเขา
...... เมื่อเป็นเช่นนั้น เบียทริซก็ยกตัวอย่างเรื่องหมากรุกสมัยก่อนขึ้นมา
เกมจะไม่มีวันจบถ้าไม่มีข้อตกลงสำหรับแต่ละฝ่าย เหมือนเกมนี้ที่กำลังเล่น

เบียทริซจึงเพิ่มกฏใหม่เข้าไประหว่างเกมของเขาและเธอ
ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อแบทเลอร์ แทนที่จะคิดแต่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
"นับจากนี้ เมื่อข้าพูดความจริง ข้าจะใช้สีแดง"
"ทุกสิ่งที่ข้าพูดในสีแดง คือ ความจริง"
ในระหว่างเกม กฏเป็นสิ่งที่ต้องเคารพ แบทเลอร์ได้แต่จำใจยอมรับ
เขายิงคำถามเรื่อยๆ แม่มดเป็นฝ่ายบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
"ไม่ว่าทั้ง 6 จะเป็นหรือตาย ทั้ง 6 คนผ่านประตูนั้น"
"มีเพียงกุญแจดอกเดียว ที่เปิดประตูได้"
"ไม่มีทางที่ปลดล็อคโบสถ์ โดยปราศจากกุญแจโบสถ์" แม้ว่าจะปลดล็อคได้ด้วยเวทมนตร์
"เมื่อประตูโบสถ์ถูกล็อค ไม่มีวิธีไหนที่จะเข้าหรือออกจากโบสถ์ได้"
"ทั้ง 6 ผ่านประตูหน้า" (เสริมข้อแรกที่ไม่ได้อธิบายว่าประตูไหน)
เบียทริซยังสนุกกับการกดดัน และดูท่าทีลุกลี้ลุกลนของแบทเลอร์

แบทเลอร์คิดถึงคำพูดของคิริเอะ ให้คิดแบบ "Turn over the chessboard"
เขานิ่งไปสักพัก ในระหว่างที่เบียทริซพวกกวนประสาทเขาอยู่
แทนที่ จะปล่อยให้เบียทริซใช้คำพูดสีแดงกดดันตัวเขา
เขาตั้งใจใช้คำพูดสีแดงของเบียทริซเป็นอาวุธสำหรับเขา เพื่อเล่นงานเธอ
แบทเลอร์ประกาศใช้วิธีคิด Turn over the chessboard คิดในมุมกลับ
สีหน้าเขาสงบลง ขอให้เบียทริซยืนยันบางคำถามของเขา ดังนี้
"เมื่อเช้านี้ โรซ่าได้รับจดหมายจากกระเป๋ามาเรีย และได้รับกุญแจของโบสถ์"


เมื่อแบทเลอร์ถามต่อว่า "จดหมายนั้นใช่ฉบับเดียวกับที่มาเรียได้รับเมื่อวานหรือไม่"
... เบียทริซสีหน้าเปลี่ยนไป เธอเข้าใจดี หมายความว่าเธอสลับจดหมายหรือไม่
เธอยังอนุญาติให้แบทเลอร์เรียกเธอว่า "เบียโตะ" ก่อนจะตอบเขา

"สิ่งที่อยู่ในจดหมายที่มอบให้มาเรีย เป็นกุญแจของโบสถ์"


แบทเลอร์ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขายังถามอย่างสงบต่ออีกว่า
"จดหมายอยู่ภายใต้การดูแลของมาเรียตลอดจนกระทั่งป้าโรซ่าเปิดหรือไม่ "
เบียทริซปฏิเสธ แต่เธอก็ให้เหตุผลว่าคำว่า "อยู่ภายใต้การดูแลของมาเรีย" นั่นหมายถึงมาเรียต้องเห็นมัน
เธอไม่สามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้ เพราะเมื่ออยู่ในกระเป๋า ก็พ้นจากเงื่อนไขนี้ไปแล้ว เพราะมองไม่เห็นของในกระเป๋า

แบทเลอร์เริ่มได้ใจ และให้ยืนยันคำพูดใหม่
"ไม่มีใครแตะต้องกระเป๋ามาเรีย จนโรซ่าไปเอาจดหมาย"
เบียทริซปฏิเสธอีก โดยอธิบายเหตุผลไม่ได้
แบทเลอร์เริ่มรู้สึกว่าเขามีชัยเหนือกว่า และมั่นใจว่าเป็นกลวิธีที่มนุษย์สามารถทำได้
เขายังให้ยืนยันข้อความหนึ่ง ซึ่งข้อความนี้ก็ถูกยืนยัน
"จดหมายที่มอบให้เมื่อวานแก่มาเรีย และจดหมายที่ป้าโรซ่าเปิด เป็นจดหมายเดียวกัน"


เขาก็คิดไว้ว่าเธอต้องยืนยันได้ จึงประกาศ Checkmate ในคำพูดต่อไป
"กุญแจเข้าโบสถ์ในจดหมายที่มาเรียได้รับ ไม่เคยถูกใช้ จนกระทั่งโรซ่าเปิดมันจากจดหมาย"


...... เบียทริซไม่สามารถยืนยันข้อความนี้ได้ เธอยอมรับความพ่ายแพ้ในห้องปิดตายนี้ (ยังไม่เฉลยคำตอบ)
เกมยังไม่จบลง เบียทริซยังเตรียมสร้างห้องปิดตายรับมือแบทเลอร์ไว้อีก


Chapter 11 : A Suspect
Date : Oct 5 1986
Time : 7.30


ทุกคนมาที่ห้องรับแขกในคฤหาสถ์ ในสภาพที่ยังคงเศร้าสลด
ป้าคุมะซาว่ายังไม่รู้เรื่อง แต่โกดะก็มาอธิบายให้เธอฟัง
โรซ่าพยายามให้กำลังใจตัวเอง ถ้าคินโซยังล็อคตัวเองในห้อง
ตอนนี้เธอมีศักดิ์มากสุดที่ต้องดูแลเด็กๆ และคนที่เหลือ

เนื่องจากโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจไปหาพ่อที่ห้องค้นคว้า
เธอไม่ได้สังเกตฝูงผีเสื้อสีทองที่บินผ่านบริเวณห้องโถง เธอยังเดินต่อไป

ด้านห้องรับแขกยังคงสภาพปกติ คุมาซาวะไม่ได้รู้รายละเอียดในเหตุการณ์
จึงจะคลาดความตึงเครียด ด้วยการดื่มชาดำ กับบิสกิตและแยม
แล้วยังพูดถึงที่ใกล้วันฮอลโลวีน มีคุ้กกี้ลายฟักทอง
นันโจรีบบอกเรื่องในโบสถ์กับคุมาซาวะ ทำให้เธอต้องกล่าวขอโทษคนอื่น
เมื่อคิดถึงฆาตกร พวกเขามั่นใจว่ายังคงอยู่บนเกาะ ไม่สามารถออกไปได้เพราะไต้ฝุ่น

แบทเลอร์สงสัยว่าเจสซิก้าเป็นอย่างไรบ้าง โกดะบอกไม่ต้องเป็นห่วงเพราะคานอนดูแลอยู่
เขาเริ่มเป็นห่วงเพราะฆาตกรยังลอยนวลในเกาะ คำนี้ทำให้ป้าคุมะซาวะตื่นตะหนก
โกดะและป้าคุมาซะวะขอดูจดหมายของเบียทริซ ก่อนหน้าจะถอดสีอีกครั้ง
แบทเลอร์ค้านข้อความที่ว่าให้ไขปริศนาทองคำถึงจะหยุดฆ่า ตัวฆาตรกรอาจจะไม่รู้ว่าทองอยู่ที่ไหนก็ได้
เมื่อพูดถึงทองคำ 3 แท่งในโบสถ์ คุมะซาวะก็บอกว่าเธอได้ยินเคลาส์พูดอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับทองคำ


นันโจกล่าวเสริมว่า มีเรื่องที่ว่าคินโซเคยให้ประธานของมารุโซโอะ (Marusoo) เห็นภูเขาทองคำ ก่อนที่มอบให้เขา 1 แท่ง
เป็นไปได้ว่าทองอาจถูกพบครอบครัวละแท่ง และคงไม่ได้อยู่ในสัมภาระ เพราะโกดะยกดูแล้ว
ไม่มีใบไหนที่หนักเพราะทองแท่งหนัก 10 กิโลกรัม เป็นไปได้ที่ตำนานทองคำจะเป็นจริง

มาเรียกล่าวเสริมด้วยท่าทางที่น่ารังเกียจเช่นเคยว่า เบียทริซไม่ได้ต้องการทองคำ แต่เธอก็ไม่สามารถให้ข้อมูลอื่นของตัวเบียทริซได้

ด้านโรซ่า เกนจิ แชนนอนกลับมา
โรซ่าตบแก้มมาเรีย ที่แสดงท่าทีแปลกๆ แล้วยังพูดคำว่า อูว ไม่หยุด
และเธอไม่อนุญาติให้ใครมาขวางการอบรมลูกสาวเธอด้วย
จอร์จสังเกตเห็นปืนลูกซองในมือเธอ โรซ่ายืมปืนสะสมของพ่อมาใช้ เพื่อป้องกันตัว
เมื่อไปตามเจสซิก้า โทรศัพท์ใช้ไม่ได้ และโกดะกับจอร์จจะไปหา
โรซ่าปฏิเสธ ให้ทุกคนไปด้วยกัน เพราะ "ปริศนาหมาป่าและแกะ" (Wolves and Sheep Puzzle)

โรซ่าแสดงความเป็นผู้นำในการพาทุกคนไปหาเจสซิก้า
เมื่อไปถึงห้อง ก็พบสัญลักษณ์แปลกๆ ที่หน้าประตูเช่นเคย


มาเรียอธิบาย เป็นสัญลักษณ์แรกของดวงจันทร์ มีอำนาจในการเปิดประตูที่ไม่สามารถเปิดได้
พอเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ

พอเข้าไปในห้องได้ ก็พบร่างของเจสซิก้าจมกองเลือดอยู่
นันโจวินิจฉัยว่าอาจเพราะมีดเซาะน้ำแข็งนี้ ทิ่มทะลุปอดเธอ
โรซ่า ถามโกดะอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาบอกคานอนจะดูแลเธอเอง
เมื่อพูดถึงคานอน โรซ่าสั่งให้ทุกคนสำรวจในห้องนี้
.... ไม่มีวี่แววของคานอน แบทเลอร์เข้าใจว่าฆาตกรอาจพาตัวเขาไป
โรซ่าสั่งให้เงียบ เธอสังเกตโดยรอบแล้วใช้เวลาคิดสักพัก

โรซ่าสังเกตเห็นกุญแจบนโต๊ะ เป็นกุญแจของห้องนี้
มีเพียงมาสเตอร์คีย์ของคนรับใช้ทั้ง 5 และกุญแจห้องนี้เท่านั้นที่เปิดประตูได้

(อีกโลก) ตัดมาด้านแบทเลอร์ เขายังสงสัยในเกมก่อนว่า
คำถามที่คาใจว่า มีมาสเตอร์คีย์กี่ดอกกันแน่บนเกาะ
เบียทริซก็ตอบคำถามของเขา
"มีเพียงมาสเตอร์คีย์มีเพียงดอกเดียว ที่คนรับใช้ถือ 1 ดอกต่อ 1 คน"

(ปัจจุบัน) โรซ่าดูจะมั่นใจสิ่งที่เกิดขึ้น คนที่ฆ่าเจสซิก้าต้องเป็นคนที่ถือมาสเตอร์คีย์
ป้าคุมะซาวะและโกดะ มีหลักฐานยืนยันตำแหน่งอ่อนที่สุด
เมื่อพิจารณาศพของเจสซิก้า ด้านหลังเธอถูกแทง น่าจะเป็นคนที่เธอไว้ใจ
โรซ่าสงสัยตัวคานอน สอดคล้องกับที่โกดะเคยเล่า และเมื่อเจสซิก้าของอยู่คนเดียวในห้องคงไม่มีใครเข้ามาได้
โกดะค้านนิดๆ เรื่องที่นายหญิงอาจให้เธอเข้าไป แต่โรซ่าก็เล็งปืนมาที่เขา แล้วยังกล่าวว่าสงสัยในตัวเขา
ทำให้โกดะรีบปฏิเสธว่าอาจจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนป้าคุมะก็เข้าใจเด็กผู้หญิงดี เธอคงไม่เข้ามา
ข้อสงสัยตกไปอยู่ที่คนรุ่นเดียวกับเจสซิก้า ที่เธอยอมรับ แล้วยังมีมาสเตอร์คีย์ .... คานอน
แชนนอนปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ไม่มีหลักฐานชี้ชัด ทำให้คุมาซาวะและโกดะ รนรานเรื่องนี้
ถึงแชนนอนจะสนิทกับเจสซิก้า แต่เธอมีหลักฐานที่อยู่จากคินโซ นั่นทำให้จอร์จไม่พอใจเล็กน้อยที่โรซ่าสงสัยเธอ
อย่างไรก็ตาม โรซ่ายังไม่ทิ้งประเด็นที่ว่าคานอนอาจเป็นเหยื่ออีกคน แต่เธอค่อนข้างมั่นใจที่ว่าคานอนฆ่าเจสซิก้า

ด้านแบทเลอร์กับเบียทริซบ้าง ในที่สุดเขาก็รู้จุดมุ่งหมายที่ทำให้ศพคานอนหายไป
เป็นวิธีสกปรกของแม่มดเช่นเคย เขาได้แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปเท่านั้น

นันโจได้เสนอว่า อย่าเพิ่งคิดว่าคานอนไม่มีทางเป็นคนผิด
เขาก็อาจตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้เช่นกัน จึงพูดเช่นนั้นเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียดลง
ไม่มีใครอยากสงสัยพวกเดียวกันเอง และไม่มีใครอยากตกเป็นผู้ต้องสงสัย
โรซ่ากำชับให้ระวังคานอน ถ้าเขายังมีชีวิต อย่าเชื่อในสิ่งที่เขาพูด

ในห้องนั้น วิญญานเจสซิก้าในห้องได้แต่คร่ำครวญเรื่องที่โรซ่า หาว่าคานอนเป็นคนผิด
เบียทริซได้แต่หัวเราะท่าทีของเจสซิก้า คนตายได้แต่ส่งเสียงที่ไม่ถึงคนเป็น

ก่อนทุกคนจะออกจากห้องทั้งที่ยังสงสัยในตัวคานอน
แบทเลอร์ได้พูดขึ้นมา เรื่องข้อสงสัยนั้น
แบทเลอร์ได้แต่ตอบในเชิงความสัมพันธ์
ว่าคุมะซาวะที่สนุกสนาน กับโกดะที่ทุ่มแรงกายแรงใจทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นคนผิด
ใครเป็นคนผิด เป็นคำถามของโรซ่า

(อีกโลก) แบทเลอร์จึงถามยืนยันเบียทริซ ว่าคานอนเป็นคนถือมาสเตอร์คีย์หรือไม่ ทำให้เบียทริซเปลี่ยนสีหน้า

(ปัจจุบัน) ข้อความนี้ส่งไปถึงโรซ่าเช่นกัน แบทเลอร์ยังขอบคุณข้อมูลของโกดะ
เรื่องที่ห้องรับแขกพิเศษ นั่นช่วยปกป้องคานอน
แบทเลอร์เสนอความคิดที่ว่า เจสซิก้าอาจถือมาสเตอร์คีย์ไว้เอง โดยที่คานอนอยู่นอกห้อง
เขาให้ดร.นันโจเช็คกระเป๋าเสื้อเจสซิก้า

....... กุญแจอยู่ที่นั่นจริง
ส่วนประเด็นที่ว่าคานอนเป็นคนผิด ไม่มีอะไรบอกได้ว่าเขาผิดจริงอีก

(อีกโลก) ปัญหาต่อมา แบทเลอร์ต้องเคลียร์ห้องปิดตายแห่งที่สอง เบียทริซจึงเริ่มก่อน
"ไม่มีประตูลับประเภททุกชนิด มีเพียงทางเข้าและออกทางเดียว "
"ทางเดียวที่ปลดล็อค คือ กุญแจของเจสซิก้าหรือมาสเตอร์คีย์ ที่ถือโดยคนรับใช้แต่ละคน"
ที่นี่เป็นชั้นสอง สามารถเข้าทางหน้าต่างได้ก็จริง
"แต่หน้าต่างถูกล็อคจากด้านใน"
แบทเลอร์จึงให้ยืนยันเพิ่ม
"คานอนถูกฆ่าในห้องนี้" แต่เธอกำจัดศพเขาด้วยเวทมนตร์ (หัวเราะ)
เมื่อให้ยืนยันว่าศพอยู่ในห้องนี้ เบียทริซได้แต่หัวเราะ เพราะศพถูกลบด้วยเวทมนตร์แล้ว
เขาจึงถามว่า ประตูถูกล็อคโดยมาสเตอร์คีย์หรือไม่

.... เบียทริซปฏิเสธ
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า บางสิ่งไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดสีแดงตามที่แบทเลอร์บอกเสมอไป
ซึ่งเป็นการบีบทางรอดของเธอเอง เธอเลือกในสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อเธอก็พอ
(ไม่งั้นแบทเลอร์เดามั่วๆ ทีละเรื่อง ก็พบคำตอบได้)

เธอจึงตอบเฉพาะข้อมูลเช่นเดียวกับในโบสถ์
"เมื่อล็อค ไม่สามารถเข้าจากทางไหนได้ทั้งนั้น"
"ไม่มีเครื่องมือไหนที่ล็อคประตูจากด้านนอกได้ โดยไม่ใช้กุญแจ"
เมื่อคิดถึงประตูปิดตายในโบสถ์ ที่จดหมายถูกนำไปใช้ระหว่างที่มาเรียหลับ
จอร์จกับเจสซิก้าก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้เช่นกัน
ใครก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้ถ้าพวกเขาหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาหรืออะไรสักอย่าง

(ปัจจุบัน) แบทเลอร์หาคำตอบไม่ได้ เขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคานอนไม่ผิด
แชนนอนพอใจที่แบทเลอร์ ช่วยเรื่องมาสเตอร์คีย์ของคานอน
โรซ่าก็ขอโทษเรื่องที่ด่วนตัดสินใจในเรื่องนี้เช่นกัน

Chapter 12 : Wolves and Sheep Puzzle
Date : Oct 5 1986
Time : 13.00


9 คนที่เหลือพักอยู่ในห้องรับรองแขก โรซ่าดูตึงเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่าคนอื่น
แม้แต่อาหารก็ให้กินอาหารกระป๋อง เพื่อความปลอดภัย
มาเรียนำเรื่องปริศนาหมาป่ากับแกะมาให้แบทเลอร์ดู เป็นสมุดภาพ
เป็นการข้ามฟาก โดยหมาป่าและแกะอยู่ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งว่าง
มีเรือสำหรับข้ามฟาก กฏนั้นง่ายมาก
1. เรือบรรทุกหมาป่าหรือแกะได้เพียง 2 ตัวเท่านั้น และต้องมีอย่างน้อย 1 ตัวถึงพายเรือกลับมาได้
2. ถ้าหมาป่ามากกว่าแกะเมื่อใด หมาป่าจะกินแกะ และเกมก็จบลง
ปัญหาตัวอย่างในสมุดภาพ มีหมาป่า 2 ตัว และแกะ 2 ตัว
คำตอบที่ถูก คือ
- ย้ายหมาป่าไปสองตัวทางขวา หมาป่าตัวหนึ่งกลับ  (ซ้าย : แกะ 2 หมาป่า 1 / ขวา : หมาป่า 1)
- ส่งแกะสองตัวไปอีกฟาก หมาป่าอีกตัวหนึ่งกลับมา (ซ้าย : หมาป่า 2 / ขวา : แกะ 2)
- หมาป่าสองตัวไปอีกฟาก ทุกอย่างจะจบลง
ปัญหานี้ บอกเป็นนัยๆ ว่า หมาป่าต้องไม่มีจำนวนมากกว่าแกะ แกะจึงจะไม่ตาย
(Comment : ผมเคยเล่นเป็นเกม Flash ลองหาเล่นดู)



เมื่อแบทเลอร์คิดปัญหาที่โรซ่าเคยพูด เขาเข้าใจได้ว่า โรซ่ามองคนรับใช้เป็นหมาป่าทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ โรซ่าจึงบอกไม่ให้โกดะไปกับจอร์จตามลำพัง ถ้าคานอนเป็นหมาป่าด้วยจอร์จก็จะโดนกำจัด
หลังทานอาหารเสร็จ โกดะและคนรับใช้อื่นไปช่วยที่ห้องครัว จอร์จถูกห้ามไม่ให้ตามแชนนอนไป
ส่วนดร.นันโจ โรซ่าได้บอกบางอย่างกับเขา ทำให้เขาออกจากห้องและปิดประตู
ในห้องรับแขกเหลือแต่คนตระกูลอุชิโรมิยะ แบทเลอร์เข้าใจทันทีว่าโรซ่าให้หมาป่าทั้งหมดออกไป
เมื่อชมว่าแบทเลอร์เรียนรู้ได้ไว มาเรียบอกให้เขาลองแก้ปัญหาในหน้า 64 แต่โรซ่าก็บอกให้เธอไปดูทีวี

โรซ่าปรึกษากับแบทเลอร์ และจอร์จ
จอร์จดูจะไม่พอใจที่โรซ่าหาว่าคนรับใช้ทั้งหมดเป็นหมาป่า
แบทเลอร์ตั้งข้อสงสัยที่ว่าทำไมถึงต้องล็อคห้องนั้น ซึ่งโยนความผิดให้คนที่ถือกุญแจ
เขาเข้าใจเหตุผลที่โรซ่าให้ค้นห้องตอนที่เข้าไปห้องเจสซิก้า คานอนหรือคนผิดอาจซ่อนตัวในนั้น
เพื่อรอจังหวะหนีออกมาในระหว่างที่พวกเขาเข้าไป เป็นทริคห้องปิดตายแบบทั่วไป

(โลกอื่น) เบียทริซยังคงให้คำใบ้ต่อแบทเลอร์ แม้จะไม่มีประโยชน์นัก
"คานอนถูกฆ่าในห้องนี้"
"ไม่มีประตูลับซ่อนในห้อง ไม่มีทางที่ออกจากห้องนอกจากประตูและหน้าต่าง"

(โลกปกติ) โรซ่าตั้งข้อสงสัยคานอนเช่นเคย จอร์จไม่ยอมรับ
เจสซิก้ากับคานอน อาจเป็นแกะกับหมาป่า 1 ต่อ 1 แต่กรณีแตกต่างจากกฏปริศนาหมาป่ากับแกะ
พอเห็นจอร์จสนิทกับแชนนอน โรซ่ายังตั้งข้อสงสัยกับแชนนอนเช่นกัน
เมื่อจอร์จคิดว่าแชนนอนไม่ปลอดภัยที่อยู่ในกลุ่มหมาป่า
แชนนอนอยู่กับเกนจิตอนไปหาคินโซ เธอก็ปลอดภัยดี เพราะเกนจิไม่ใช่หมาป่า
แต่โรซ่าปฏิเสธ นั่นอาจเป็นเพราะทั้งคู่เป็นหมาป่า จอร์จไม่ยอมรับ
ทั้งหมดนี้โรซ่าพยายามทำปกป้องแบทเลอร์ จอร์จ และมาเรีย

แบทเลอร์ย้อนถามว่าในกลุ่มอุชิโรมิยะไม่มีหมาป่างั้นเหรอ
โรซ่าก็มีข้อพิสูจน์ตัวเธอเอง ..... ปืนในมือของเธอนั่นเอง
เมื่อคนรับใช้ไม่อยู่ ใม่ใช่เรื่องยากที่จะฆ่าคนที่เหลือ แต่เธอก็ไม่ทำ นั่นคือข้อพิสูจน์ที่เข้าใจง่าย

อีกด้านหนึ่ง คนรับใช้ 4 คนและดร.นันโจอยู่ที่ครัว
โกดะทำอาหารให้ทุกคนรับประทาน เขาทดสอบแล้วว่าไม่มีพิษอยู่
กลิ่นอาหารทำให้คุมะซาวะและแชนนอนพอใจมาก
ดร.นันโจเข้าใจจิตใจของโรซ่าที่กำลังสับสน ทำให้ระแวงคนรอบข้าง
ทุกคนก็เข้าใจดี และรับประทานอาหาร

ระหว่างนั้น มีเสียงดังขึ้นที่ประตูหลังของห้องครัว
ใครกันที่มาตอนนี้ จากนอกคฤหาสถ์ ไม่ใช่คนจากห้องรับแขกแน่ ?
เกนจิและโกดะหาอาวุธ เตรียมพร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะเปิดประตูหลัง ....

..... ร่างของคนๆ หนึ่ง ทรุดลงคุกเข่าที่ประตู ก่อนที่จะล้ม จมกองเลือด
คานอน !! เขาถูกแทงที่อกและเสียเลือดจำนวนมาก
ดร.นันโจให้พาเขาไปที่ห้องคนใช้อย่างเร่งด่วน
"ด...เดี๋ยว ..... ไม่ ....... บอกท่านโรซ่า....." คำพูดของคานอนที่บาดเจ็บสาหัส
เกนจิตัดสินใจบอกไม่ให้คุมาซาวะไปแจ้งท่านโรซ่า เขาจะรอคำพูดจากคานอน

เมื่อพามาถึงห้องคนใช้ ดร.นันโจไม่อยากเชื่อว่าเขาจะทนได้ถึงขนาดนี้
ถึงอาจไม่โดนอวัยวะสำคัญ แต่เลือดที่เสียจำนวนมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะถ่ายเลือดจนถึงพรุ่งนี้
คานอนฝืนพูดต่อ จับใจความได้ว่าท่านโรซ่ามาหาคานอนกับเจสซิก้า
โกดะสงสัยสิ่งที่คานอนพูด จึงถามเกนจิ เขาก็ได้แต่ฟังสิ่งที่คานอนบอก
คานอนสาปแช่งโรซ่า ถึงสิ่งที่เธอทำกับเจสซิก้า
โกดะเริ่มคิดว่าโรซ่าอาจทำเพราะต้องการสมบัติ ตอนนี้พวกแบทเลอร์และจอร์จกำลังตกอยู่ในอันตราย

แชนนอนอยู่ๆ ก็วิ่งออกไปที่ทางเดิน เธอดูสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอกำลังหาบางสิ่งที่อาจจะหาไม่ได้ง่ายนักในคฤหาสถ์ที่ทำความสะอาดตลอด
ที่สวนกุหลาบ สิ่งนั้นก็อาจจะหายไปเพราะกระแสลมและฝน
เธอจึงไปที่ห้องต้มน้ำที่ไม่ได้ทำความสะอาดบ่อย

หลังจากให้ยา คานอนดูสงบลง เลือดเริ่มหยุดไหล
เกนจิเริ่มคุยเรื่องปืนของโรซ่า ที่บรรจุกระสุนได้ 4 - 5 นัด  โกดะรู้ว่านั่นเป็นจำนวนกระสุนที่ไม่น้อย
แต่ด้วยความซื่อสัตย์ของเขา เขาตั้งใจที่จะไปช่วยแบทเลอร์และจอร์จ ก่อนที่จะเกิดฆาตกรรมครั้งต่อไป

คานอนที่ควรจะหลับไป ลุกขึ้นมาพูดต่อ ว่าโรซ่าบอกว่าจะฆ่าพวกเราทุกคน
ดร.นันโจแทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น มนุษย์ไม่น่าจะมีใครทนการเสียเลือดได้ขนาดนั้น
ถึงคานอนจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ก็เถอะ คานอนพูดชัดเจนอีกครั้งเรื่องที่โรซ่าคิดจะฆ่าทุกคน
ดร.นันโจห้ามเขาลุก คานอนก็นั่งที่เตียง พร้อมพูดแต่เรื่องการฆ่าหรือถูกฆ่า
เลือดเริ่มไหลอีก คานอนบอกไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาปลดผ้าพันแผลออก
ทำให้เลือดยังทะลักออกจากอกเขาอีกจำนวนมาก เขาพูดเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับแผลนั้น
เขายังเอานิ้วของเขาแทง แยงเข้าไปในรูแผลกลางอก สร้างความตกตะลึงให้ทุกคนให้ห้อง
พอเอานิ้วออกมา เลือดแดงเข้มเปื้อนนิ้วของเขา อีกทั้งยังหัวเราะอีก

แชนนอนกลับเข้ามาในห้อง เธอเข้าใจสถานการณ์
เธอถามว่าเขาใช้คานอนจริงหรือไม่ มือของเธอถือผ้าเช็ดหน้าที่ดูจะเปื้อนฝุ่น
เธอบอกว่ามีใยแมงมุมที่เธอได้จากห้องต้มน้ำ
คานอนยอกย้อนว่าเธอเอามาทำไม แชนนอนจึงวางมันที่ใกล้ต้นขาของเขา

ทันใดนั้น คานอนกระโดดหนีสิ่งนั้นอย่างรวดเร็ว
ดาบสีม่วงปรากฏ 3 เล่ม เขาเล็งไปคอของดร.นันโจ และคุมะซาวะ
ชั่วพริบตา คอทั้งสองเปิดกว้างราวช่องว่างตรงริมฝีปาก เลือดพุ่งทะลักออกมา

อีกเล่มเล็งที่คอแชนนอน แต่พลาดเป้า !?
เกนจิดึงแชนนอนจากด้านหลังหลบการโจมตี
เมื่อเล็งเธออีก เกนจิก็ดึงเธอหลบอีกครั้ง
"ปฏิกิริยาตอบสนองดีนี่ เจ้าเฟอร์นิเจอร์เก่า" คานอนพูด
เกนจิเรียกชื่อโกดะ เขาเข้าใจหน้าที่ทันทีว่าต้องจับคานอนด้วยกำลังทั้งหมดของเขา
กระแทกคานอนเข้าที่กำแพง คานอนเตรียมใช้ดาบอีก เพื่อแทงเข้าที่หลังโกดะ
.... แต่มือเขาก็ติดกำแพง เอาออกจากกำแพงไม่ได้ เพราะเกนจิขว้างมีดใส่มือเขา

แชนนอนมอบผ้าเช็ดหน้าที่มีใยแมงมุมแก่เกนจิ
คานอนดิ้นทุรนทุรายที่กำแพง ก่อนที่เกนจิจะนำผ้ามาวางที่หน้าเขา
หน้าของเขาไหม้ราวกับถูกเผา ก่อนสลายกลายเป็นฝูงผีเสื้อสีทองหายไป
โกดะสีหน้าสับสนอย่างมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ทั้งศพของนันโจและคุมะซาวะที่นอนกองอยู่ และร่างคานอนที่หายไป

Chapter 13 : Demon's Proof
Date : Oct 5 1986
Time : 13.17


3 คนรับใช้ที่เหลือ แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้น ต่อโรซ่า เธอดูจะไม่เชื่อ
โกดะยังดูจะรนรานต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ต่างคนก็ต่างอธิบายลำบากต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ถึงบอกว่ามีคนมาจากประตูหลัง แต่ก็พูดไม่ออกถึงคนที่พวกเขาและเธอเห็น
เกนจิทำใจ ก่อนตัดสินใจพูดว่าเห็นครั้งแรก เขาเข้าใจว่านั่นคือ คานอน
โรซ่ารีบยืนยันความคิดเธอแต่แรกว่าเธอคิดถูก
เกนจิอธิบายต่อ ว่าเขาฆ่าดร.นันโจ และคุมะซาวะ แล้วหายตัวไป นั่นไม่ใช่คานอน

แบทเลอร์คิด ปัญหามันเกิดจากตรงนี้
นั่นเป็นสิ่งยืนยันความคิดของโรซ่า ที่สงสัยคานอนแต่แรก
ที่ว่าคานอนหนีออกจากห้องที่ปิดตายได้ และคานอนเป็นคนลงมือ
เขาปรากฏตัวอีกครั้ง ซึ่งหมายความว่าเขายังไม่ตาย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาจริงๆ ควรจะอยู่ที่ ดร.นันโจ และคุมะซาวะถูกฆ่า
ยิ่งอธิบายสิ่งที่เห็นด้วยหลักการไม่ได้ ยิ่งทำให้โรซ่าสงสัยในตัวพวกคนใช้

สีหน้าโรซ่าสงบลง และขอดูศพของทั้งสอง โดยให้ทุกคนตามไปด้วย รวมทั้งมาเรีย
ระหว่างนั้นแบทเลอร์ถึงรู้ว่ามาเรียกำลังแก้ปริศนาของเบียทริซอยู่ แต่ก็ไม่ได้ถามรายละเอียดมากนัก

เมื่อมาถึงห้องรับแขกที่ล็อคกุญแจไว้ มีรอยเลือดเปรอะเต็มห้อง
ทั้งโกดะและแชนนอน ตกใจ ไม่มีศพของทั้งสอง
ปริศนาห้องปิดตายอีกครั้ง โดยที่คราวนี้ศพกลับไม่อยู่ในห้อง
ต่อให้คานอนเป็นคนผิด เขาก็ไม่มีมาสเตอร์คีย์แล้ว
กุญแจของคานอน ควรอยู่กับดร.นันโจที่ถูกสังหาร
โรซ่ามองดูใต้เตียง ก่อนที่จะพูดต่อ
เธอตั้งสมมุติฐานง่ายๆ ที่ฟังขึ้น
คนผิดแรก คือ คานอน หรือใครสักคนที่ปลอมเป็นคานอน ฆ่าดร. นันโจแล้วหนีไป
คนผิดสอง คือ เบียทริซ ที่ซ่อนตัวในห้อง เธอซ่อนใต้เตียง เมื่อทุกคนออกไปก็เก็บมาสเตอร์คีย์
และอาศัยจังหวะนี้ หิ้วศพของทั้งสองออกไปจากห้อง

(อีกโลก) เบียทริซพูดกับแบทเลอร์เล็กน้อย แต่เบียทริซยังไม่ยืนยันปริศนาเป็นสีแดง
แม้แต่สมมติฐานที่ว่ามีใครซ่อนในห้อง
เธอให้แบทเลอร์รอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้......

(โลกปัจจุบัน) โรซ่าพบจดหมายอีกฉบับที่เขียนข้อความไว้
เธอเปิดมันขึ้นมาอ่าน เนื้อความโดยรวมพูดถึงการไขปริศนาแท่นจารึก
และไร้ประโยชน์ที่จะหา, หนี หรือปฏิเสธเธอ ลงชื่อ Beatrice t he Golden
เธอยังทิ้งข้อความปล. (P.S.) ว่า เธอยืมศพสองคนไปทำพิธีกรรม แล้วจะคืนในภายหลัง แล้วก็คืนกุญแจให้
มาสเตอร์คีย์อยู่ในซองจดหมาย 2 อัน

(อีกโลก) แบทเลอร์เข้าใจทันทีว่า เธอโยนความผิดให้คนใช้ที่เหลือเช่นเคย
ไม่มีทางที่คนจะซ่อนอยู่ในนี้ แล้วหนีออกไปตามสมมุติฐานโดยไม่ใช่กุญแจ ทำให้ไม่ต้องยืนยันเลย
แบทเลอร์จึงให้ยืนยันบางเรื่อง
"กุญแจสำหรับห้องคนใช้โดยเฉพาะ ถูกเก็บในกล่องกุญแจกลางห้องคนใช้"
มีกุญแจหลายดอกสำหรับห้องคนรับใช้ แต่...
"กุญแจทุกดอกอยู่ในกล่องกุญแจ"
และเช่นเคย
"ทางเข้าและออก มีเพียงประตูเดียวและหน้าต่างเดียว"
"ทั้งสองทางเข้าถูกล็อค เมื่อล็อคจะไม่สามารถเข้าได้จากทางอื่น"
นั่นรวมถึงการเอาประตูออก หรือพังประตู ในระหว่างที่ยังล็อคอยู่ และแน่นอน ....
"ไม่สามารถปลดล็อคประตูได้ โดยปราศจากกุญแจจากห้องคนใช้หรือมาสเตอร์คีย์"
ไม่จำเป็นต้องยืนยันเรื่องคนที่ซ่อนในห้อง เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

แบทเลอร์คิดต่อจนกระทั่งเขาตระหนักเรื่องประตูลับทั้งก่อนหน้านี้ จนปัจจุบัน รวม 3 ห้องปิดตาย
ในความหมายของเบียทริซ ประตูลับ คือ ประตูที่สามารถเข้าออกได้ ใช้สำหรับหลบหนี
ไม่ได้หมายถึงสถานที่ซ่อนตัวในห้อง เช่น ผนังลับในตู้เสื้อผ้า หรือชั้นหนังสือ เป็นต้น
แบทเลอร์จึงโต้กลับ โดยให้ยืนยันจำนวนคนที่อยู่ในห้องปัจจุบันนี้ ด้วยท่าทางมั่นใจ
เบียทริซเงียบไปสักพัก ทำให้เขามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าไขปริศนาได้สำเร็จ

เบียทริซจึงตอบต่อ
"ไม่มีใครในห้องนี้ ยกเว้นพวกของแก ได้แก่ แบทเลอร์, จอร์จ, มาเรีย, โรซ่า, เกนจิ, โกดะ และแชนนอน"
แบทเลอร์ตกใจ เบียทริซยังคงโจมตีต่อ
"เมื่อศพเจสซิก้าค้นพบ มีเพียงแบทเลอร์, จอร์จ, มาเรีย, โรซ่า, เกนิจ, โกดะ, แชนนอน, คุมะซาวะ และดร.นันโจในห้องเจสซิก้า"
รวมทั้งศพของ
"เจสซิก้าก็ถูกรวมด้วย"
"ดังนั้นทั้งกรณีห้องเจสซิก้าหรือห้องคนรับใช้ ไม่มีมนุษย์อื่นอีก ไม่มีคนที่ซ่อนตัว"
เธอยังกล่าวซ้ำ
"ไม่มีวิธีไหนที่จะปิดประตูจากด้านนอก โดยปราศจากการใช้กุญแจ"
"สำหรับหน้าต่าง ไม่มีวิธีไหนที่ล็อคได้จากด้านนอก"
เบียทริซยังกวนเขาด้วยคำพูดสีแดง
"ให้ข้าได้พูดคำนี้หน่อยเถอะ แกมันไร้ความสามารถ (หัวเราะ) ฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิ !!"
แบทเลอร์ถูกคำพูดสีแดงเล่นงานเสียเอง เขาเริ่มไม่มั่นใจในสิ่งที่เขาคิด

เบียทริซได้โอกาส จึงโจมตีเขาต่อด้วยอีก โดยยกกรณีของห้องเจสซิก้า
ทฤษฏีที่ว่ามีคนซ่อนตัว นับเป็นความคิดที่ดี
แต่ทำไมถึงคิดแค่ว่าเป็นคานอนหรือคนที่ 19 ? ..... เจสซิก้าล่ะ ?
ถ้าเธอเป็นคนผิดจริง ทุกอย่างจะง่ายมาก เธอฆ่าคานอน นำเขาไปทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งแล้วแกล้งตาย
แน่นอนว่าถ้าดร.นันโจร่วมมือ สามารถทำได้อย่างง่ายดาย
ในห้องคนรับใช้ ถ้าป้าคุมะซาวะเป็นคนร่วมมือกับคนใช้อื่นล่ะ ฆ่าดร.นันโจล่ะ ?
ที่โบสถ์ ถ้าใครสักคนขโมยกุญแจจากมาเรีย อย่างเช่น พี่จอร์จล่ะ ? เขาอาจทำผิดเพราะแชนนอนทำผิดด้วยก็ได้
"นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าอยู่ที่นี่ ...!! มาสิ อุชิโรมิยะ แบทเลอร์ คุกเข่า สาบานว่าซื่อสัตย์กับข้าตลอดไป แล้วเลียรองเท้าข้า ...!!
"ถ้าเจ้ายอมรับข้า ปริศนาทุกอย่างจะถูกแก้ไข ด้วยพลังข้าและห้องปิดตายแบบต่างๆ สามารถสร้างขึ้น และทำลายได้"
"แบทเลอร์ เจ้าจะไม่สละทุกอย่างมาสนุกกับความพ่ายแพ้ต่อข้าเหรอ ?? ข้าจะให้เจ้ากลายเป็นเฟอร์นิเจอร์โปรดของข้า"
"ข้าจะเอ็นดูเจ้าอย่างมาก และให้เจ้าเป็นของเล่นข้า จนกว่าเจ้าจะกลายเป็นเถ้าถ่าน"
เสียงหัวเราะดังก้อง

(ปัจจุบัน) หลังอ่านจดหมาย โรซ่าถึงทำท่าเข้าใจเนื้อความ แต่เธอก็ยกปืนขึ้นมา
มุขตลกนี้มากเกินพอแล้ว โรซ่าเข้าใจว่าทั้งสองที่เหมือนตายตามจดหมาย แท้จริงยังไม่ตาย
ทั้งสองอาจรอเล่นงานพวกเธอ ที่ไหนสักแห่งในคฤหาสถ์
เธอจะไม่เชื่อจนกว่าจะพบศพทั้งสองคน
โรซ่าหันปืนหาแชนนอน เธอไม่เชื่อใจแชนนอน
ทำให้แชนนอนเสียใจ เธอรับใช้ตระกูลนี้มานับ 10 ปี และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับโรซ่า
แต่ทุกอย่างกับสลายไปหมด จนเธอร้องไห้
โกดะให้กำลังใจเธอ และเขาขอให้โรซ่าเชื่อใจเธอ
ตอนนี้สิ่งเดียวที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของดร.นันโจ และป้าคุมะซาวะได้ คือ ศพของพวกเขาเท่านั้น

เกนจิมอบมาสเตอร์คีย์ให้โรซ่าเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และให้อีกสองคนรับใช้มอบกุญแจให้เช่นกัน
กุญแจทั้งหมดเก็บไว้ในกระเป๋ามือถือของมาเรีย
โรซ่าดูมีความสุขหลังจากมีทั้งปืน และได้เก็บกุญแจทุกดอกไว้กับเธอ

มาเรียหัวเราะแปลกๆ เช่นเคย แล้วบอกว่าเบียทริซเปิดประตูได้แม้จะไม่มีกุญแจ
เมื่อจะเริ่มทะเลาะกับโรซ่า แบทเลอร์ยืนขวางระหว่างทั้งสอง แล้วคุกเข่า กอดมาเรีย
แบทเลอร์กล่าวทั้งน้ำตาที่ไหลนองหน้า ว่ามาเรียพูดถูกแล้ว
เขาเอ่ยคำพูด ที่เชื่อการมีตัวตนของเบียทริซ และการมีตัวตนของแม่มด
มาเรียก็ตอบรับ เรื่องที่แบทเลอร์เชื่อการมีตัวตนของเบียทริซ เธอจูบที่หน้าผากเขา
มาเรียยิ้ม ราวกับนางฟ้า

เกนจิขอให้โรซ่าไปพักที่ห้องรับแขก ไม่มีกุญแจเปิดห้องนั้นได้อีก
พวกคนรับใช้ จึงตัดสินใจไปรอในห้องครัวดังเดิม
โรซ่ากล่าวกับพวกเขาและเธอ อย่างสุภาพเหมือนตอนแรกที่มาบนเกาะ
เมื่อนกนางนวลร้อง โรซ่าหวังจะได้เชื่อใจเกนจิและคนรับใช้ทุกคนเช่นที่เป็น
ส่วนจอร์จตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เขาขออยู่กับแชนนอนและคนรับใช้อื่นในห้องครัวด้วย

หลังจากพวกคนใช้จากไปแล้ว... รอยยิ้มของโรซ่า ก็เปลี่ยนไป
โรซ่ากล่าวว่าเธอไม่เชื่อพวกเฟอร์นิเจอร์ ..... คำพูดลาจากเมื่อกี้นั้น ทำให้เธอคลื่นไส้
นั่นทำให้ตัวแบทเลอร์น้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง


โรซ่ายังคงไม่เชื่อ เป็นไปได้ที่กุญแจจะถูกปั๊มเพิ่ม แค่นั้นเชื่อใจไม่ได้
ตามทฤษฏี Devil's Proof ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่ากุญแจจะมีแค่ 5 ดอก

(อีกโลก) แบทเลอร์กล่าวทั้งน้ำตา ให้เบียทริซบอกโรซ่าว่ามีแค่ 5 มาสเตอร์คีย์
เธอก็กล่าวในคำสีแดงประชด มีแค่ 5 มาสเตอร์คีย์ มีแค่ 5 มาสเตอร์คีย์ (หัวเราะ)
แน่นอนว่าคำนี้ส่งไปไม่ถึงโรซ่าได้  
แบทเลอร์ กล่าวยอมรับการมีตัวตนของเบียทริซ และขอร้องให้หยุด
เบียทริซอยากเห็นท่าทาง การกระทำของเขามากกว่าแค่คำพูด
แม่มดยังคงเหยียบหยาม ให้เขาถอดเสื้อผ้าเพื่อละทิ้งเกียรติของเขา คุกเข่า แล้วจูบรอบเท้าเธอ
ถ้าทำได้เธอจะบอกคำพูดสีแดง แก่โรซ่า
เบียทริซรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ ในตอนนี้ เธอจึงหัวเราะอย่างสะใจ .....

Chapter 14 : Fleeting Resistance
Date : Oct 5 1986
Time : 18.00


ด้านห้องครัว จอร์จได้ฟังคำอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาแปลกใจที่ทำไมไม่บอกโรซ่า แต่มันเกินก็จินตนาการกว่าที่จะเล่าให้เธอฟัง
มีคนแปลกใจเรื่องใยแมงมุมที่แชนนอนนำมาใช้
แชนนอนได้ยินมาจากป้าคุมะซาวะอีกที ว่าปีศาจบนเกาะรคเค็นจิมะกลัวใยแมงมุม
มีตำนานเล่าว่า มีประชาชนเก็บใยแมงมุมไว้เป็นเครื่องราง
แชนนอนยังเล่าเรื่องที่กระจกในศาลเจ้าถูกทำลาย นั่นทำให้พลังท่านเบียทริซเพิ่มขึ้น
เธอสารภาพสิ่งที่เธอทำต่อหน้าทุกคน แต่จอร์จก็เข้าใจ เขาเชื่อว่าชะตาของเขาและเธอไม่เกี่ยวกับกระจกบานนั้น
โกดะพูดเรื่องที่ไม่เชื่อเรื่องผีสาง แล้วมาเปลี่ยนความคิดจากสิ่งที่เห็นนั้น
เมื่อสงสัยในเบียทริซ แชนนอนก็ตอบว่าเธอมีตัวตน แต่เธอเสียพลังทำให้ไม่แสดงตัว
เกนจิไม่มีความเห็นอะไร เขาเล่าแค่สิ่งประหลาดที่เขาเพิ่งพบได้เท่านั้น
จอร์จเชื่อในสิ่งที่โกดะพยายามอธิบาย ในสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่เกิดต่อหน้าเขา
กระจกที่แชนนอนทำให้แตกเป็นเสี่ยงนั้น อาจสูญหายไปแล้ว ถึงนำกลับมาต่อกันก็อาจไม่มีอำนาจอีก

โกดะคิดเรื่องนี้ เขาได้ยินว่านายหญิงนัตสึฮิเก็บกระจกวิญญานไว้เป็นเครื่องราง
ได้รับมาจากปู่ มีอำนาจเวทมนตร์สำหรับขับไล่วิญญาณสูง
จอร์จก็เคยได้ยินว่าครอบครัวนัตสึฮิ สืบเชื่อสายมาจากนักบวชนิกายชินโต
กระจกควรถูกเก็บไว้ในห้องของนัตสึฮิ จอร์จเสนอให้ไปเอากระจกนั้น
โดยทุบกระจกในโบสถ์ ด้วยกำลังโกดะ เข้าไปเอากุญแจจากศพนัตสึฮิ
จอร์จสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อม ทั้งไฟฉาย และของที่จำเป็น
เกนจิเตรียมร่มไว้เพียง 3 อัน เขาไม่สามารถไปจากที่นี่ได้
เขาจะรอคำสั่งจากโรซ่าที่นี่ต่อไป ถึงรู้ว่าอันตรายก็ตาม
เกนจิได้นั่งลง เฝ้ามองกระดานหมากรุกที่เล่นค้างไว้กับนันโจ

ทั้ง 3 ก็ได้ออกไปจากห้อง เกนจิได้ขยับมือของเขาไปทางมุมห้อง
ของบางอย่างที่ซ่อนในมือเขา ได้ถูกขว้างออกไป
... แสงสีทองออกมาในถังน้ำแข็งบนเคาท์เตอร์ ปรากฏเป็นผีเสื้อสีทอง
ดูเหมือนพวกมันพยายามตามพวกจอร์จไป
แต่พวกมันก็ติดบนผนัง เพราะมีดที่เกนจิขว้างเมื่อกี้
พวกมันพยายามดิ้นให้หลุด แต่ไม่สามารถทำได้ ก่อนที่จะสลายเป็นผงไป
เกนจิมองที่กระดานหมากรุกเช่นเคย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาได้แต่รอสิ่งที่เกิดนับจากนี้

ในห้องรับรองโซฟาถูกบังประตูเอาไว้
มาเรียให้ความสนใจที่จะไขปริศนาในแท่นจารึก แต่ไม่รู้จะไขปริศนาอย่างไร
แบทเลอร์รู้สึกว่าถึงจะไขปริศนานี้สำเร็จ ก็ไม่ได้ทำให้คนผิดปล่อยพวกเขาไป
มาเรียยืนยันเรื่องที่พิธีกรรมจะจบลง เบียทริซไม่ได้สนใจทองเพราะเป็นของเธอแต่แรก
แบทเลอร์ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเบียทริซถึงทำเกมแบบนี้ขึ้นมา
มาเรียตอบว่า "ความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเวทมนตร์"
เธออธิบายเรื่องการได้เหรียญจากวิ่งมารธอน แบทเลอร์ยังคงไม่เข้าใจ
มาเรียจึงพูดเรื่องที่ว่า ไม่ว่าแม่มดจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็มีความเสี่ยงและจุดอ่อนอยู่
เหมือนการเสี่ยงโชค ถ้าไม่มีความเสี่ยง ก็จะไม่มีสิ่งที่ได้รับ
การบอกใบ้ของเบียทริซก็เป็นความเสี่ยงหนึ่ง ไม่มีประโยชน์ถ้าเธอทำลายสัญญาเสียเอง เวทมนตร์จะหมดคุณค่าทันที
แบทเลอร์ถึงจะเข้าใจบ้าง แต่ก็ไม่เข้าใจในตัวเบียทริซ
ทำไมเธอถึงต้องทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ไม่น่าเป็นเรื่องยากที่จะฆ่าทุกคน
ไม่จำเป็นที่ต้องทำอุบาย หรือห้องปิดตายเลย ความสนุกของเธองั้นเหรอ ?
แบทเลอร์คิดต่อว่า ถ้าทุกคนร่วมมือกันแต่แรก ปริศนาทองคำคงสามารถแก้ไขได้
เขายังคิดต่อในเรื่องต่างๆ รวมถึงคำสัญญา

(อีกโลก) "ข้ารักษาสัญญา ถ้าเจ้าแก้ปริศนาทองคำจากแท่นจารึกได้ เจ้าจะได้ไปแดนทองคำ
เมื่อทำสำเร็จ พิธีจะจบลง ไม่มีใครต้องตายอีก" นั่นเป็นคำตอบของเบียทริซ
สำหรับเบียทริซถึงเธอจะโหดร้าย แต่ก็ไม่เท่าความเห็นแก่ตัวในคำสัญญาของมนุษย์
มนุษย์เกิดมาไม่รู้จักการโกหก เขาต้องอาศัยการเรียนรู้สิ่งนั้น

(ปัจจุบัน) พวกจอร์จมาถึงโบสถ์ ทำลายกระจกหน้าต่างของโบสถ์เข้าไปด้านใน
ผ่านมาครึ่งวัน สภาพศพทั้ง 6 เปลี่ยนไปจากเดิม เขาไม่อยากให้จอร์จเป็นคนไปหยิบเช่นกัน
เนื่องจากโกดะไม่ควรแตะตัวนายหญิง จึงให้แชนนอนเป็นคนหยิบ
แชนนอนล้วงกระเป๋าศพของนัตสึฮิ และพบกุญแจ
พอหันมาหาอีก 2 คน โกดะกับจอร์จ ทำท่าตกใจกับแชนนอน

..... แชนนอนไม่ได้สังเกตว่ารอบตัวเธอมีผีเสื้อสีทองล้อมรอบอยู่
โกดะและจอร์จรีบไปช่วยเธอจากฝูงผีเสื้อ พวกมันเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก
ด้านโกดะพยายามไล่ผีเสื้อสีทอง แล้วให้แชนนอนกับจอร์จหนีไป
ระหว่างที่โกดะไล่ผีเสื้อสีทองนั้น จำนวนผีเสื้อลดลง แล้วกลายเป็นร่างผู้หญิง
โกดะรู้ทันทีว่านั่นคือเบียทริซ เขารู้จากภาพวาดในห้องโถง

จอร์จและแชนนอนหันกลับมา หลังจากเคลียร์ทางออกได้แล้ว ก็ได้เห็นเบียทริซ
ทั้ง 3 รีบหนีสุดชีวิต ไม่มีเวลาสำหรับหยิบร่มอีกแล้ว

เมื่อมาถึงห้องนัตสึฮิในคฤหาสถ์ ทั้ง 3 ไขประตูเข้าไปอย่างเร่งด่วน
สิ่งของในห้องมีมากมาย ในที่สุดก็พบกล่องที่น่าจะใส่กระจกขับไล่ปีศาจไว้
แต่ไม่มีกุญแจเปิด จะทำลายก็ไม่ได้เพราะกระจกอาจแตกได้

ด้านโกดะที่ทางเดิน เห็นผีเสื้อสีทอง และคนรับใช้ที่มีหัวเหมือนแพะ 6 ตน กับเบียทริซ ตามมา


โกดะรีบเข้าในห้องแล้วปิดประตู ประตูถูกบิดและกระแทก
เขาจึงใช้กำลังตัวเองดันประตูไว้ ถ่วงเวลา
จอร์จได้รับมีดตัดกระดาษจากแชนนอน เขาใช้แงะกล่องสมบัติ

ระหว่างที่โกดะกำลังดันประตูนั้น ก็มีแขนทะลุเข้ามาในประตูราวกับทะลุน้ำ


ทำให้เขาตกใจมาก จนกระทั่งเห็นเป็นเด็กผู้หญิง (และเธอบอกว่าโกดะ น่ารัก)
ชั่วพริบตาเดียวหลังเด็กคนนั้นพูดกับเขา เธอกลายเป็นมีดโลหะ แทงโกดะจนทรุดลง

ประตูถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ราวกับไม่มีใครผลัก
คนรับใช้หัวแพะ 6 ตน, เบียทริซ และผีเสื้อสีทองเข้ามาในห้อง
เบียทริซได้กล่าวคำเสียดสีแชนนอนในเรื่องความรักของเธอ และหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
จอร์จเปิดกล่องสมบัติได้สำเร็จ แต่จังหวะนั้น เบียทริซก็สั่งโจมตี

บาเรียสีแดงปรากฏขึ้นในห้อง รอบตัวของแชนนอน


เบียทริซจึงเข้าใจว่าเป็นฝีมือของเฟอร์นิเจอร์ของคินโซ
เมื่อเบียทริซบอกว่าเธอดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคานอน แชนนอนเข้าใจทันทีว่าคานอนถูกเบียทริซฆ่าและลบตัวตนของเขา

หนึ่งใน 6 คนรับใช้หัวแพะ ถูกเบียทริซสั่งให้แสดงตัวตน กลายเป็นคานอน


จอร์จเข้าใจสิ่งที่พวกคนรับใช้พูดก่อนหน้านี้ทันที
เบียทริซให้คานอนที่ถูกควบคุมสู้กับแชนนอน ดาบของเขาเป็นสีม่วง เข้าฟันบาเรียของเธอ
แต่เหมือนชนกำแพงที่มองไม่เห็น ร่างคานอนถูกผลักกระเด็นติดกำแพง ก่อนสลายเป็นผงสีทองไป

เบียทริซทำหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็รู้ว่ากระจกวิญญาณมอบพลังให้แก่พวกเขา
อย่างไรก็ตาม ไม่มีเวลามากพอที่จะดึงพลังแท้จริงจากกระจกบานนั้นได้
แชนนอนที่มีสีหน้านิ่งต่อปากต่อคำกับเธอ ที่ดูถูกเรื่องความรัก
เบียทริซเริ่มโมโหและโจมตีแชนนอน ซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนแชนนอนเริ่มต้านพลังไม่ไหว กล่าวขอโทษ และจอร์จบอกเธอว่าไม่เป็นไร

บาเรียสีแดงหายไป จอร์จกอดแชนนอน เธอต้องการให้เขาบอกรักเธออีกสักครั้ง
เมื่อบอกรักซาโย ในพริบตานั้น ..... ทุกอย่างก็แดงฉานราวกับทะเลสีเลือด

Chapter 15 : Surrender
Date : Oct 5 1986
Time : 21.00

ตัดมาที่ด้านเกนจิ เขาเดินในคฤหาสถ์และสังเกตที่กระจกด้านนอก
เขาจึงมายังห้องรับแขก และบอกโรซ่ากับเด็กๆ ที่อยู่ในนั้นว่า พบศพของดร.นันโจและคุมะซาวะแล้ว
เมื่อออกมาจากห้อง เกนจิจะนำเราไปที่สวนที่พบศพ


โรซ่าให้แบทเลอร์เช็คหน้าต่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะปิดห้องรับแขก
เมื่อเดินไปถึง เห็นศพของทั้งสองในสภาพที่ลำคอถูกตัด
เข่าของดร.นันโจ และข้อเท้าของคุมะซาวะโดนแทง เหมือนมีดเซาะน้ำแข็ง
มาเรียบอก นั่นเป็นการแทงในคืนวันที่ 7 และ 8
แบทเลอร์สงสัย แล้ว 4, 5 และ 6 ล่ะ ?

พอเห็นเกนจิอยู่คนเดียว จึงถาม เกนจิก็บอกว่าพวกจอร์จต้องการของบางสิ่งในห้องนัตสึฮิ
และหายไปประมาณ 2 - 3 ชั่วโมงแล้ว เขารอรับคำสั่งจึงไม่ได้ไปด้วย
เมื่อตามมาถึงห้องนัตสึฮิ ที่หน้าประตูมีรอยเปื้อนสีแดง ราวกับมีคนมาละเลงสีแดง หรือพยายามเปิดประตู

โรซ่าให้แบทเลอร์เปิดประตู ทำไมถึงไม่ใช้เกนจิ ? อีกทั้งส่งสายตาที่แปลกไป


หลังเปิดประตู ก็พบศพอีก 3 คน
- โกดะถูกแทงที่อก สังเวยในราตรีที่ 5
- จอร์จถูกแทงที่ท้อง สังเวยในราตรีที่ 6
- แชนนอนถูกแทงที่หน้าผาก สังเวยในราตรีที่ 4


ตอนนี้เหลือแต่เหตุการณ์ในราตรีที่ 9 และ 10 แบทเลอร์ถามมาเรียถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
มาเรียตอบได้แต่ว่าจะได้ไปแดนทองคำ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้
ศพของจอร์จถือกุญแจสำหรับเปิดห้องนี้ไว้ ส่วนมาสเตอร์คีย์อื่นอยู่กับโรซ่า
..... นี่เป็นห้องปิดตายที่ 4
ตอนนี้เหลือแค่ป้าโรซ่า, มาเรีย, เกนจิ, แบทเลอร์ แล้วก็ปู่คินโซ กับแขกคนที่ 19 เบียทริซ

เมื่อออกมาที่ทางเดิน โรซ่ายังไม่ไว้ใจเกนจิเช่นเคย เขาอาจเป็นหมาป่าที่มาฆ่าพวกจอร์จก็ได้
ถึงแบทเลอร์จะค้าน แต่เกนจิก็ยอมรับ แล้วก็แยกตัวไปอยู่ตามลำพัง

เมื่อกลับมาที่ห้องรับแขก แบทเลอร์พบจดหมาย เขาสับสนมากเพราะหน้าต่างกับประตูถูกปิดไว้
เขาเปิดมันออก มีสัญลักษณ์บนจดหมาย
" พวกเจ้าไขปริศนาของแท่นจารึกได้หรือยัง ?
เร็วๆ นี้ เวลาของพวกเจ้าจะหมดลง ราตรีที่ 9 กำลังจะเริ่มขึ้น"
เป็นของเบียทริซแน่นอน
เมื่อมาเรีย และโรซ่าสังเกตเห็นจดหมายนั้น โรซ่าให้มาเรียอยู่หลังเธอ

ปลายปืนลูกซองเล็งไปที่แบทเลอร์


โรซ่าสงสัยแบทเลอร์ว่าจะเป็นหมาป่า ด้วยจดหมายนั้น
มีความเป็นไปได้ที่รูดอล์ฟ และคิริเอะจะไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของเขา เธอคิดแบบนั้น
แบทเลอร์สับสน และมาเรียไม่ยอมให้แม่สงสัยในตัวแบทเลอร์
โรซ่าคิดต่อว่า เขาอาจไม่ใช่แบทเลอร์ตัวจริงก็ได้
แบทเลอร์ตอบโต้กลับว่าโรซ่าก็มีมาสเตอร์คีย์ 5 ดอก เธอมีโอกาสเป็นฆาตกรเช่นกัน

(อีกโลก) เบียทริซยืนยันบางเรื่อง
"ห้องของนัตสึฮิเหมือนเช่นที่เคยเป็น"
"ประตูและหน้าต่างล็อคจากด้านใน"
"ไม่มีวิธีสกปรกหรือทริค ไม่มีทางลับที่ซ่อนตัว"
"กุญแจห้องนัตสึฮิอยู่ในกระเป๋าของจอร์จ ในห้องที่ปิด"
"มีเพียง 5 มาสเตอร์คีย์ และ 'โรซ่า' ถือมันไว้ทั้งหมด"
"ห้องรับแขกก็เช่นกัน กุญแจสำหรับเปิดห้องนี้ ถูกเก็บไว้ในห้องคนรับใช้"
"การปลดล็อคโดยไม่ใช้มาสเตอร์คีย์เป็นไปไม่ได้"
"นิยามของห้องปิดตายยังเหมือนเดิม"
เบียทริซได้แต่หัวเราะ พูดประชดให้ ผู้ต้องสงสัย (แบทเลอร์) สารภาพความจริง



(ปัจจุบัน) โรซ่าและแบทเลอร์ก็ยังเถียงกัน
โรซ่ามีเหตุจูงใจที่จะฆ่า และทำอุบายจดหมาย
แต่เธอก็อ้างว่าถ้าเธอทำจริง คงฆ่าแบทเลอร์ไปแล้ว
แบทเลอร์ก็ตอบว่าเพราะเธออยู่หน้ามาเรียจึงไม่ทำ
มาเรียร้องไห้ ขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุด คนที่ทำคือแม่มด
ในสภาพกดดัน แบทเลอร์ก็ร้องไห้ และขอร้องให้เบียทริซปรากฏตัว

อีกด้านหนึ่ง คินโซตื่นขึ้นมาในห้องค้นคว้า ตอนนี้เป็นเวลา 4 ทุ่ม
เขากล่าวถึงเบียทริซอย่างบ้าคลั่ง ทุกๆ ส่วนของเธอจะเป็นของเขาชั่วนิรันดร์
ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย และเขาจะไม่เสียเธอไปอีกเป็นครั้งที่ 2
แต่พอคุมสติได้ คินโซรู้สึกตัวว่าเขาพูดแรงไป แล้วก็กล่าววิงวอนขอพบเบียทริซแทน
เขาร้องไห้และขออภัยในความผิดที่เขาก่อขึ้น เขายอมสละทุกสิ่งเพื่อได้เธอกลับคืนมา

เงาของเบียทริซปรากฏขึ้นในห้อง เธอดูกลุ้มใจกับการร้องไห้ของคินโซ
เธอไม่คิดว่าน้ำตาผู้ชายจะทำให้ผู้หญิงหลงรักได้ แม้จะทำได้ก็ไม่ใช่กับเธอที่ไม่ใช่มนุษย์
เบียทริซนึกถึงหมากรุกที่เคยเล่นกับคินโซ สมัยที่เธอยังอยู่
คินโซก็นึกขึ้นมาได้ จึงเคลียร์กระดานที่เล่นกับนันโจ แล้วเซ็ตตัวหมากขึ้นมาใหม่
เขาไตร่ตรอง ก่อนขยับตัวควีนไป แต่ก็ไม่มีคู่แข่งขยับตัวหมาก
เบียทริซยังคงคิดว่ามันไร้ประโยชน์ แม้เขาจะพูดคำนั้น .......
" ชั้นรักเธอ เบียทริซ"  คินโซพูดคนเดียวในห้องค้นคว้า
เบียทริซ พูดด้วยสีหน้าสลด ยังคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่โง่

มีเสียงเคาะประตูที่ต่างจากคนรับใช้ แต่ไม่มีคนตอบ อีกด้านหนึ่งเป็นผู้หญิงเคาะ
คินโซถามอีกว่าใคร ก็ไม่มีคนตอบ ผู้หญิงที่เคาะไม่พูดอะไร
เขาคิด ..... คนที่เคาะอาจเป็นเบียทริซ

Chapter 16 : Resurrection
Date : Oct 5 1986
Time : 23.30


แบทเลอร์อยู่ในห้องดินเนอร์ แน่นอนว่าเขาถูกไล่ออกมา
เขาหาอะไรดื่มในระหว่างนั้น จนกระทั่งมีคนเคาะประตู
เขาไม่ได้หวั่นเกรงกับคนที่เคาะ แล้วก็ได้ยินเสียงเกนจิ
เกนจิมองแบทเลอร์ที่ดื่มแอลกอฮอล์ เหมือนกับเขาชอบมันมาก
เช่นเดียวกับคินโซ ซึ่งเขาก็เป็นผู้สืบทอดของคินโซ จึงไม่แปลก
ตอนนี้ ผ่านพ้นราตรีที่ 8 ไปแล้ว คงเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้
เกนจิจึงอาสาเป็นผู้นำทางไปห้องคินโซ เพื่อฟัง "พวกเขา" เล่า
แบทเลอร์แปลกใจที่ทำไมถึงใช้คำว่าพวกเขา แต่ก็ตามไป

ระหว่างทางเกนจิให้เขาเตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่ แม้จะดูเกินจริงก็ตาม แบทเลอร์ก็เข้าใจ
กุญแจห้องคินโซยังอยู่กับเกนจิ เมื่อจะเปิดประตูเกนจิก็บอกคินโซในห้อง
ไม่มีเสียงตอบรับ แต่เขาเข้าใจว่าได้รับอนุญาติจึงเปิดประตูออก

ในห้องเต็มไปด้วยฝูงผีเสื้อสีทองทั่วห้อง ราวกับใบไม้สีทอง
คินโซกำลังเล่นหมารุกกับคนๆ หนึ่งอยู่ ..... เบียทริซ
เธอคิดวิธีตอบโต้บนหมากรุกมาตลอดเวลา 30 ปี ดูเธอสนุกกับมัน
เบียทริซให้เกนจิเสิร์ฟแอลกฮอล์ให้แบทเลอร์ เกนจิจึงเสิร์ฟเครื่องดื่มที่คินโซชอบตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม
เธอให้แบทเลอร์เข้ามานั่ง เธอรู้ว่าแบทเลอร์อยากถามอะไรหลายๆ อย่าง
แบทเลอร์จึงถามทุกอย่างที่เขาอย่างรู้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงห้องปิดตายทุกแห่ง
"เงียบ!! แกคิดว่า แกจะได้คำตอบเมื่อแกถามเหรอ" คินโซ ตะคอกใส่แบทเลอร์

เบียทริซจะตอบ แต่ให้เงื่อนไขเขาไว้ข้อนึง
เมื่อได้ยินทุกอย่างแล้ว เขาต้องยอมรับการมีตัวตนของเธอ
คุกเข่าและจุมพิตรองเท้าเธอ นั่นเป็นจุดประสงค์ที่เธอเรียกเขามาที่นี่
แบทเลอร์รับคำท้าทาย แม่มดจึงบอกทุกอย่างแก่เขา .......

 

 

(ขึ้นผลก่อนเข้า Chapter 17)

Chapter 17 : Banquet of the Witch
Date : Oct 5 1986
Time : 23.59


(บทสุดท้ายนี้ ไม่มีรูปของแบทเลอร์ปรากฏในหน้าจอ)

โรซ่าไปยังโบสถ์ เธอมองรอบๆ ตระโกนหาเบียทริซ
ไม่มีเสียงตอบรับ เธอไปที่โต๊ะที่พี่ๆ ของเธอตาย
เธอหยิบทองหนัก 10 กิโลกรัม ใส่ผ้า แบกไว้บนบ่า และพูดถึงมูลค่ามัน
มาเรียหัวเราะน่าเกลียดเช่นเคย พูดถึงประตูทองคำ โรซ่าไม่ชอบกับท่าทางมาเรีย
เมื่อมาเรียพูดถึงเบียทริซ โรซ่าก็ท้าทายให้ปรากฏตัวออกมา

ด้านคินโซ แบทเลอร์ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อเบียทริซ
เบียทริซก็รู้ว่าสายเลือดของคินโซไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จนกว่าจะจนมุมแบบนี้
เกนจิบอกว่าถึงเวลาของงานเลี้ยงแล้ว
เธอให้แบทเลอร์ยืนขึ้น แล้วแนะนำเขาในฐานะเฟอร์นิเจอร์ ไม่สิ! ของเล่นของเธอ แก่พวกแม่มดคนอื่น
เกนจิหยิบเสื้อผ้าให้แบทเลอร์ เป็นชุดของเบียทริซ
คินโซและเกนจิ นำไปก่อน ให้เฟอร์นิเจอร์ของแม่มดเปลี่ยนเสื้อให้เธอ
เธอไม่มีความจำเป็นที่ต้องอายตอนเปลี่ยนเสื้อ เพราะเฟอร์นิเจอร์ ก็เป็นแค่ เฟอร์นิเจอร์

ที่ห้องโถงเต็มไปด้วยผีเสื้อสีทอง และเงาของผู้คนที่สวมสูท
ทุกคนมีหัวเป็นแพะ ซึ่งดูไม่ออกว่าเป็นหน้ากาก หรือหัวแพะจริงๆ
คินโซอยู่กลางกลุ่มแขกอันทรงเกียรติเหล่านั้น
เกนจิประกาศให้เหล่าแขกทราบว่า เบียทริซมาถึงแล้ว ทุกคนมองไปที่เบียทริซ

เด็กสาวคนหนึ่ง เดินมาหาเบียทริซ แล้วถอดหมวกแพะออก
".... ช่างน่าสมเพชจริง"
" โอ้ ! เบิร์นกัสเทล ยินดีต้อนรับ เจ้าชอบเฟอร์นิเจอร์ของข้าไหมล่ะ ? "
".... เป็นงานอดิเรกที่ดีนี่ "


แม่มดที่ชื่อเบิร์นกัสเทล เมื่อพูดจบแล้วก็สวมหมวกแพะเดินจากไป
กลุ่มผู้หญิงอื่นที่สวมหมวกแพะ หัวเราะเหยียดหยามต่อท่าทางของ Bernkastel
เบียทริซกล่าวถึงผู้ร่วมงานให้สังสรรในงานเต็มที่

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ประตูแห่งแดนทองคำก็เปิดออก
ทุกอย่างดูบ้าคลั่งไปหมด
"อาาาา เบียทริซ พาข้าไปแดนทองคำเดี๋ยวนี้ มุ่งสู่แดนทองคำ!!!!!" คินโซพูด
เหล่าคนที่สวมหัวแพะมาล้อมรอบคินโซ
.... จากนั้นเสียงโหยหวนของคินโซดังไปทั่ว เขากลายเป็นไวน์ เนื้อ และขนมปัง
กลายเป็นอาหารอันโอชะต่อฝูงแขกที่อยู่รอบเขา

เฟอร์นิเจอร์ใหม่ของแม่มด ยืนตัวแข็ง ได้แต่ดูสิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่ปรากฏต่อสายตา
เขาทรุดลง เพราะแม่มดเตะเข่าของเขา
ดูเหมือนเขาจะยังไม่พร้อมที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ของเธอ เบียทริซพูด
เหล่าคนหัวแพะล้อมรอบเฟอร์นิเจอร์ที่ล้มลง และค่อยๆ เดินมาที่เขาอย่างช้าๆ
เสียงร้องโหยหวน ฟังไม่ได้ศัพท์ของเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ดังขึ้นปิดท้ายงานเลี้ยง .....


ที่สวนกุหลาบ โรซ่าที่หิ้วทองและถือปืน กับมาเรีย กำลังหนีผีเสื้อทองคำ
มาเรียล้มลง มีคนรับใช้หัวแพะปรากฏขึ้น กำลังดึงผมมาเรีย
โรซ่าย้อนกลับมาช่วยลูกสาว
เธอทั้งกระแทก กระหน่ำซัดมันด้วยมือและเท้า
จากนั้น ยัดปากกระบอกปืนเข้าไปในปากมัน และเหนี่ยวไก
..... เลือดพุ่งจากท้ายทอยเจ้าหัวแพะนั่น


เธอกอดมาเรีย พวกหัวแพะตนอื่น ยังคงตามเธอมาอยู่
กระสุนสำรองในเสื้อโค้ทโรซ่าตกบนพื้น เธอบอกให้มาเรียเก็บ
แล้วยังบอกว่าถ้าเธอล้ม ให้มาเรียหนีไป ว่ายน้ำสุดชีวิต ไม่มีที่ไหนปลอดภัยบนเกาะนี้อีกแล้ว

โรซ่าเหนี่ยวไกอีก 4 ครั้ง ใส่กลุ่มคนใช้หัวแพะที่กลางหน้าอก แต่ก็ไม่ผงะแม้แต่น้อย
เธอให้มาเรียบรรจุกระสุน ส่วนเธอวิ่งเข้าหามัน แล้วฟาดด้วยผ้าที่เก็บทอง กระแทกที่หัวแพะ
จากนั้น ใช้ปากกาหมึกซึมปัก ที่งอจนเหมือนสนับมือ แล้วทิ่มที่ตามัน
เมื่อมาเรียบรรจุกระสุนเสร็จ พวกมันยังตามมาอีก...จำนวนมากขึ้น

ระหว่างหนี มือขวาโรซ่าถือปืน มือซ้ายถือผ้าคลุมทอง
เธอเริ่มตระหนัก ทำไมเธอไม่จับมือมาเรีย ?
เธอปล่อยปืนไม่ได้ เพราะใช้ปกป้องเธอ
เธอปล่อยทองไม่ได้ เพราะใช้ปกป้องอนาคตเธอ
แต่เธอกลับปล่อยมือลูกสาว ที่เป็นอนาคตของเธอ ?

เธอบอกให้มาเรียวิ่งตามเธอไปที่ชายหาด
.... แต่โรซ่าล้มที่บันได ข้อเท้าบาดเจ็บหนัก ผ้าที่ห่อทองตกหายไปในบริเวณนั้น
เธอเริ่มนึกถึงชะตาชีวิตตัวเองและลูกตอนนี้, ทองราคานับสิบล้านเยนที่หายไป
และคิดย้อนอดีตของเธอที่เป็นน้องคนเล็กในตระกูล

มาเรียเรียกเธอ เธอจึงได้สติ
โรซ่าให้มาเรียหนีไปคนเดียว แต่เธอไม่ยอม
"มาเรีย แม้ว่าแม่จะเป็นแม่ที่แย่ ลูกยังจะบอกว่าอยากอยู่กับแม่อีกเหรอ ?"
"ใช่ !  ต้องการอยู่กับแม่ ต้องการอยู่กับแม่ !"
โรซ่าสาธยายถึงความไม่เหมาะสมเป็นแม่ของตัวเธอ
แต่สำหรับมาเรีย เธอมีแม่เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าแม่จะเป็นอย่างไรก็ตาม

โรซ่ายังกอดมาเรีย มือกำปืนไว้แน่น
คนรับใช้หัวแพะและผีเสื้อยืนรอบบริเวณ มากกว่าเงาต้นไม้ในป่าโดยรอบเสียอีก
ทั้งสองสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกันในแดนทองคำ
โรซ่าตัดสินใจ สู้ด้วยกระสุนที่เหลือจนวาระสุดท้ายของเธอและลูกสาว
... "เมื่อนกนางนวลส่งเสียงร้อง จะไม่เหลือผู้รอดชีวิต" ...

(ดูต่อช่วง Tea Time, สรุปผลไปแล้ว ก่อน Chapter 17)

 

 

 *** ช่วง Tea Time และ ??? (Episode 2) ***