Episode 1

posted on 02 Jan 2009 12:07 by umineko

 Episode 1 : Legend of the Golden Witch

Update

16 มีค. 52 : เพิ่มรูป, แก้ไขลำดับเหตุการณ์ Chapter 2 - 9 ที่แบ่งผิด, เพิ่มรายละเอียดคินโซใน Chapter 4 และแก้คำผิดบางส่วน, เพิ่ม OP

 

Chapter 0
Date : ????
Time : ????


    ดร.นันโจพยายามบอกให้คินโซ เจ้าตระกูลอุชิโรมิยะ เลิกดื่มเหล้า
    สุขภาพของคินโซช่วงนี้แม้จะดีขึ้น แต่เขาก็ไม่ควรดื่มหนัก
    นันโจเป็นแพทย์คนสนิทของคินโซ แล้วยังเป็นเพื่อนสนิทของเขาด้วย
    เมื่อคินโซ ถามว่าเขาอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
    นันโจ ตอบตรงๆ ว่า อยู่ได้อีกไม่นาน และยิ่งถ้าเขาดื่มก็จะยิ่งอายุสั้น
    ทั้งสองพูดถึงกระดานหมากรุกที่เล่นค้างไว้อยู่
    ระหว่างนั้น นันโจให้คำแนะนำ
    "ถ้านายเป็นผู้ป่วยคนหนึ่ง นี่คงถึงเวลาแล้ว ที่ฉันอยากแนะนำให้นายเขียนพินัยกรรม"
    "พูดเรื่องพินัยกรรมอะไร นันโจ ? เขียนพินัยกรรม ให้เจ้าพวกอีแร้งให้มากัดกินและฉีกศพของข้าเหรอ ?""
    "ไม่ใช่แบบนั้น เขียนความตั้งใจบางอย่างของนาย ไม่ได้หมายถึงการแบ่งมรดกเท่านั้น"
    "ฮ่า ให้ข้าเขียนอย่างอื่นนอกจากการแบ่งมรดกเหรอ ?"
    "สิ่งที่นายเสียใจ, สิ่งที่นายยังทำไม่สำเร็จ, สิ่งที่นายต้องการให้สืบทอด, สิ่งที่นายต้องการส่งต่อ  อะไรประมาณนั้น"


    "ฮ่า สิ่งที่ข้าต้องการให้สืบทอด, สิ่งที่ชั้นต้องการส่งต่อ ? ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง
    ข้า อุชิโรมิยะ คินโซ ไม่มีสิ่งที่ชั้นต้องการบอกหรือเหลือทิ้งไว้ !!!
    ข้าเกิดมาตัวเปล่า และข้าจะตายโดยไม่เหลืออะไร!
    ข้าไม่อยากเหลืออะไรให้กับพวกลูกโง่เขลา!!
    แม้ว่าข้าจะตายวันนี้ แม้ว่าข้าจะตายเดี๋ยวนี้!
    ข้าไม่กลัวอะไร ดังนั้นชั้นไม่ควรยอมรับโชคชะตา
    ข้าสร้างทุกสิ่ง
    ความร่ำรวยของข้า!
    ชื่อเสียงของข้า!
    ทุกสิ่งทุกอย่าง!!
    พวกนั้นถูกสร้างพร้อมกับข้า และจะไปพร้อมกับข้า
    ข้าจะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้!!
    ไม่เหลืออะไร!!
    ข้าไม่ต้องการป้ายหลุมศพ ไม่ต้องการหีบศพ
    มันเป็นสัญญาระหว่างแม่มดและข้า
    เมื่อข้าตาย ข้าจะสละทุกสิ่ง
    มันเป็นสัญญาตั้งแต่ต้น และมันจะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้
    ข้าไม่สามารถเหลืออะไรได้!! "

    หลังจากพูด คินโซก็ทรุดลง และได้พรรรณาต่อ
    เขาเริ่มคิดได้
    มีสิ่งหนึ่ง....ที่ทำให้เขาลังเลต่อความตาย และไม่อยากตายตอนนี้
    จนกว่าจะได้เห็น รอยยิ้มของเบียทริซ
    เธอเป็นคนที่ให้ทุกสิ่งแก่เขาในอดีต
    ตอนนี้เขาจะยอมสละทั้งชีวิตและทุกอย่างที่มี....เพื่อให้ได้พบเบียทริซอีกครั้ง

(ตัดเ้ข้าสู่ OP เปิดเรื่อง)

   
Chapter 1 : Arrival at Niijima Airport
Date : Oct 4 1986
Time : 8.00


    หลังจากเดินทางมาไกล
    แบทเลอร์ ได้พบกับจอร์จ
    ทั้งสองไม่พบกันมาร่วม 6 ปี และกำลังสนทนาเรื่องทั่วๆ ไป
    (ช่วงนี้จะเป็นการแนะนำตัวละครที่เข้ามาทักทายทีละคน ขอสรุปย่อๆ )
    อุชิโรมิยะ ฮิเดโยชิ พ่อของจอร์จ
    อุชิโรมิยะ เอวา แม่ของจอร์จ
    อุชิโรมิยะ คิริเอะ ภรรยาคนที่สองของรูดอลฟ์ แม่เลี้ยงของแบทเลอร์ ซึ่งแม่จริงๆ ของเขาตายไปเมื่อ 6 ปีก่อน
    อุชิโรมิยะ รูดอร์ฟ พ่อของแบทเลอร์

    ในระหว่างรอเครื่องบิน ก็มีรายงานสภาพอากาศที่อาจเกิดไต้ฝุ่น
    และมีสมาชิกในเครือญาติมาเพิ่ม
    อุชิโรมิยะ โรซ่า แม่ของมาเรีย
    อุชิโรมิยะ มาเรีย ลูกพี่ลูกน้องของแบทเลอร์ ติดนิสัยพูด อูว์ (Uu)
    เนื่องจากมาเรียเพิ่งอายุ 9 ขวบและจำหน้าแบทเลอร์ไม่ได้ จึงมีการแนะนำให้เรียกชื่อ
    
    เมื่อถึงเวลา ทุกคนก็ขึ้นเครื่องบิน
    ดูเหมือนแบทเลอร์จะกลัวเครื่องบินตก จนออกอาการ


    เครื่องบินมาถึงที่หมาย จากที่นี่ถ้านั่งเรือต่อจะใช้เวลา 30 นาที
    ระหว่างนั้นทุกคนก็ได้พบกับ อุชิโรมิยะ เจสซิก้า ลูกสาวของอิเดโยชิและเอวา
    หลังจากสนทนาสักพัก ทุกคนก็ขึ้นเรือ
    ซึ่งแบทเลอร์ดูเหมือนจะไม่ชอบเรือเอาเสียเลย แต่จำใจต้องขึ้น


Chapter 2 : Arrival at Rokkenjima
Date : Oct 4 1986
Time : 10.30

    มาถึงที่เกาะของครอบครัวอุชิโรมิยะ โดยมีคนรับใช้เกนจิ และคนรับใช้ โกดะ รออยู่
    แบทเลอร์เพิ่งพบเขาครั้งแรก เพราะเขายังทำงานไม่ถึง 6 ปี
    ถึงแบทเลอร์จะตัวสูง แต่โกดะสูงกว่าเขาเสียอีก
    จอร์จทักทายโกดะ และฮิเดโยชิชมถึงความชำนาญงานของโกดะ


    แบทเลอร์ รู้สึกแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงนกนางนวลบนเกาะ
    เขายังหลอกมาเรียว่า เจสซิก้าจับนกไปทำอาหาร (ยากิโทริ และอื่นๆ) หมด ซึ่งมาเรียก็เชื่อสนิท
    จนกระทั่งจอร์จมาช่วยอธิบายว่าเพราะอากาศเปลี่ยนทำให้นกนางนวลย้ายถิ่น
    ซึ่งเขาดูจะเป็นพี่เลี้ยงที่ดี
    ทุกคนเดินทางต่อจนมาถึงแมนชั่น    
    ได้พบกับคนรับใช้เด็กหนุ่มอีกคน ชื่อ คานอน
    เหล่าคนรับใช้พาทุกคนไปบ้านพักรับรอง (Guesthouse)

   
Chapter 3 : Guesthouse
Date : Oct 4 1986
Time : 12.00

    ในห้องพักของกลุ่มพี่น้องในบ้านพักรับรอง พวกแบทเลอร์คุยเรื่องในอดีตเมื่อ 6 ปีก่อน
    มีคนมาเคาะประตู เจสซิก้าจึงเรียกแชนนอนเข้ามา
    แบทเลอร์เพิ่งได้พบกับแชนนอนหลังจากที่ไม่ได้เห็นมา 6 ปี
    เธอเป็นหญิงสาวที่สวยมาก และแบทเลอร์แซวเรื่องน่าอกเธอ
    เขาตั้งใจจะจับหน้าอกของแชนนอน (ด้วยความทะลึ่ง) ซึ่งเธอก็ไม่ขัดขืน


    แต่ก่อนจะทำสำเร็จ ก็ถูกเจสซิก้าศอกเข้าที่หัว
    เธอบอกว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ จึงไม่สามารถขัดขืนได้
    เจสซิก้าจึงสั่งว่า ถ้าแบทเลอร์จะจับหน้าอกเธออีก ให้ตบสวน
    แชนนอนรับคำสั่ง
    ชื่อของคนรับใช้น่าจะมีชื่อของตัวเอง แชนนอนเป็นชื่อที่ถูกเรียกบนเกาะเท่านั้น
    คานอนที่พบก่อนหน้านี้ เป็นคนที่นับถือแชนนอนเป็นพี่สาว
    ทุกคนไปยังห้องอาหาร

    ระหว่างทางได้พบกับภาพวาดขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้สังเกตตอนเข้ามา
    เป็นภาพที่ถูกวาดโดยช่างศิลป์เมื่อปีก่อน
    รูปของหญิงสาวผมทอง และไม่เหมือนชาวญี่ปุ่น
    เมื่อสงสัยว่าเป็นรูปใคร มาเรียจึงตอบว่าเบียทริซ ผู้เป็นแม่มด
    ซึ่งเธอเคยบอกแบทเลอร์ก่อนหน้านี้ บนเรือ

    ผู้ครองรคเคนจิม่าไม่ใช่ตระกูลอุชิโรมิยะ
    แต่เป็นแม่มด ที่ชื่อเบียทริซ
    เพราะที่นี่เป็นเกาะของแม่มด
    
    ทุกคนมาที่ห้องอาหาร
    การรับประทานอาหารเริ่มขึ้นโดยปราศจากผู้นำตระกูล
    ทุกคนสนทนากันเรื่องทั่วๆ ไป ตามประสาคนในครอบครัว
    เคลาส์ไปเรียกคินโซที่ห้อง จนคินโซตวาดกลับเรื่องที่เขาเคาะประตู
    เขาไม่ยอมออกจากห้อง แล้วก็ให้เรียกเกนจิและนันโจมาที่ห้อง
    คินโซตะโกนพูดมากเกินไป จนไออย่างต่อเนื่อง
    เคลาส์พรึมพรัมกับตัวเอง ว่าคนในห้องไม่ใช่พ่อของเขา เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
    ก่อนที่จะลงไปด้านล่าง เขาก็ให้เกนจิและไปหาพ่อของเขา
    เกนจิให้ดร. ไปทานอาหาร ส่วนตนจะเข้าไปรับใช้นายท่าน
    เขารินเหล้าให้คินโซตามที่สั่ง ซึ่งคินโซก็ให้เกนจิดื่มด้วยในฐานะเพื่อน


    คินโซยังด่าลูกหลานของเขา
    "เจ้าโง่เคลาส์ ทำเป็นโอ้อวดเรื่องเงิน ใช้เงิน 2 เหรียญทอง ได้กลับมาแค่เหรียญทองเดียว นั่นเหรอที่เรียกว่าทำเงิน
    เอวา ก็เป็นทาสของเงิน คิดว่าข้าเป็นไก่เหรอไง เมื่อข้าตายมันคงเอากระดูกข้าไปทำซุป
    เจ้าโง่รูดอล์ฟ ก็ทำตัวโง่ๆ กับพวกผู้หญิง
    โรซ่าเอาเงินไปให้เจ้าเด็กหนุ่ม ที่เธอไม่รู้หัวนอนปลายเท้า
    เจสซิก้า ไร้ความความสามารถและหยาบคาย
    จอร์จ ไร้ความสามารถในฐานะผู้ชาย
    แบทเลอร์ โง่ ไม่มีความน่านับถือในตระกูล
    มาเรีย ก็เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป


    ทำไม, ทำไมสายเลือดของอุชิโรมิยะ ไร้ความสามารถแบบนี้ ไหนล่ะ บุคคลที่เหมาะสมที่จะสืบทอดมรดก ?
    อา ข้าเข้าใจแล้ว นี่เป็นคำสาปของเบียทริซ ข้ารู้!!
    อา แม่มดทองคำ ตั้งใจจะแก้แค้นข้าใช่ไหม ?
    ถ้าเจ้าเกลียดข้า เจ้าสามารถเกลียดข้าได้!
    ถ้าเจ้าต้องการจะหนี เจ้าสามารถหนีได้!
    ข้าจะไม่ให้เจ้าหนี ข้าจะไม่ให้เจ้าหนี ไม่ให้หนี ไม่ให้หนี!!
    เจ้าเป็นของข้า ..... "
    หลังจากพูดต่อ คินโซก็เริ่มไออีก และพูดกับเกนจิต่อ
    ที่ห้องอาหารก็ยังคุยกันต่อไป
    เมื่อปีก่อน มีคนบอกว่าอายุของปู่เหลือเพียง 3 เดือนเท่านั้น
    แต่ดูเหมือนด้วยความตั้งใจทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้


Chapter 4 : Dining Room
Date : Oct 4 1986
Time : 13.30

    การชุมนุมของครอบครัวอุชิโรมิยะมีขึ้นทุกปี ในช่วงสัปดาห์แรกของตุลาคม
    เนื่องจากมีข่าวว่าปู่กำลังป่วยหนัก สำหรับหลานๆ แล้วคงไม่ต่างจากการพบปะทั่วไป
    แต่สำหรับพ่อแม่จะเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องมา

    เคลาส์ พ่อของเจสซิก้า นั่งอยู่ทางซ้ายของรูดอร์ฟ
    ตามที่พ่อเขาเล่าให้ฟัง ดูเหมือนลุงจะเป็นคนที่มีเจตนาไม่ดีนักและเป็นคนไร้เหตุผล
    ถ้าที่พ่อพูดความจริง เขาคงทำเหมือนเป็นผู้นำในฐานะพี่คนโต
    คนต่อมาที่เขาพบ คือ ดร.นันโจ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของปู่
    แบทเลอร์วิจารณ์เรื่องที่ปู่ตั้งชื่อลูกหลานแปลกๆ แต่ตัวเองกลับชื่อธรรมดา

    จากนั้นแบทเลอร์ก็คิดเรื่องของปู่ตามที่เคยได้ยินมา ย้อนไปถึงยุคโชวะ (1926 - 1989)
    ในยุคเมจิ (1868 - 1912) และยุคไทโชว (1912 - 1926) ตระกูลอุชิโรมิยะ เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง
    ปู่เป็นเพียงคนในตระกูลสาขาเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนในตระกูลหลัก
    เกิดเหตุแผ่นดินไหวในเขตคันโต เมื่อปีที่ 12 ในยุคไทโชว (ประมาณ 1924) คฤหาสถ์ของตระกูลในโอดะวาระพังทลาย
    ผลจากแผ่นดินไหว ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ เสียทั้งทรัพย์สินมหาศาล และสมาชิกในครอบครัว ตระกูลตกต่ำลง
    เหลือเพียงปู่ที่สามารถสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลได้
    ในปีที่ 25 ของยุคโชวะ ปู่ก็ทำให้ตระกูลกลับมายิ่งใหญ่ได้ ใช้เวลากว่า 20 ปีหลังจากเกิดแผ่นดินไหว แล้วก็สร้างคฤหาสถ์แห่งนี้ขึ้น ว่ากันว่าเพราะความฉลาดของปู่ที่ติดต่อกับพวกทหารเรือในช่วงสงครามโลก และความสามารถด้านภาษาอังกฤษของเขา

    ในห้องอาหารทุกคนพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป ป้าคุมาซาวะแสดงความสามารถในการใช้มุกตลกจากปลาแม็คเคอร์เรล สร้างความครื้นเครงในห้องอาหารอย่างมาก


    หลังทานอาหารเสร็จ พวกผู้ใหญ่ไปคุยกันต่อในห้องรับแขก หลังคุยกันเรื่องทั่วไป ก็มีการกระทบกระทั่ง ระหว่างเอวาและเคลาส์ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากยิ่งขึ้น และเกิดการโต้เถียงกันระหว่างบางคน เช่น เอวาดูถูกนัตสึฮิในฐานะคนนอก เป็นต้น


Chapter 5 : Epitaph on the Portrait
Date : Oct 4 1986
Time : 13.30

    อีกด้านเด็กทั้ง 4 ออกมาข้างนอก จนเดินผ่านรูปภาพของเบียทริซในห้องโถง แบทเลอร์สงสัยกับภาพนี้
    มาเรียถามแบทเลอร์ ซึ่งเขาดูเหมือนจะสงสัยในการมีตัวตนของแม่มด


    ทำให้แบทเลอร์ตอบมาเรียไปว่าเขาไม่ได้สงสัยในสิ่งที่มาเรียพูด
    ข้อความที่เขียนไว้ใต้รูป "My most loved witch Beatrice"
    ซึ่งคิดว่า ปู่ของพวกเขาเป็นคนเขียนข้อความนี้ไว้
    ทุกคนเริ่มพูดถึงเรื่องบอกเล่า เกี่ยวกับทองที่ปู่ซ่อนไว้ ว่ากันว่ามีมากถึง 10 ตัน
    ช่วงหลังสงคราม คินโซร่ำรวยจากเสี่ยงโชคจำนวนมหาศาล แต่เงินลงทุนเขาได้มาจากไหนนั้น ไม่มีใครทราบ
    ซึ่งเขาไม่ได้มีพันธะกับคนร่ำรวย จึงไม่น่ามีใครให้เขายืมเงินได้
    เมื่อมีคนตั้งคำถามนี้กับคินโซ เขาได้แต่ตอบว่า "วันหนึ่ง ข้าได้พบแม่มดทองคำ เบียทริซ"


    การที่เรียนรู้ศาสตร์มนต์ดำ ทำให้เขาทำพิธีอัญเชิญ แม่มดทองคำ เบียทริซมา และมอบทองคำ 10 ตันแก่เขา
    คินโซได้ใช้ในการฟื้นฟูตระกูลอุชิโรมิยะ นั่นเป็นเรื่องเล่าที่พ่อแม่ เล่าให้เหล่าเด็กๆ ในตระกูลฟัง
    เคยมีญาติเชื่อว่าคินโซน่าจะซ่อนทองไว้ที่ไหนสักแห่ง และทำการค้นหาทั่วเกาะ
    เมื่อมีคนหายตัวไประหว่างค้นหาในป่า ย่าก็ได้กระจายเรื่องแม่มดที่อาศัยในป่า และกลายเป็นเขตหวงห้ามไป
    ในกลุ่มของแบทเลอร์มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าทองน่าจะอยู่บนเกาะแต่แรก ทำให้ปู่ซื้อเกาะแห่งนี้


    มีคนตั้งข้อสงสัยว่า ในประวัติศาสตร์ มีทองคำทั้งโลกอยู่ 1 แสนตัน การที่คนๆ หนึ่งจะมีมากถึง 10 ตัน คงเป็นไปไม่ได้
    ถ้าเป็น 10 กิโลกรัมก็ยังพอน่าเชื่อถือได้ ซึ่ง 1 กิโลกรัมจะมีค่าในยุคนั้นถึง 2 ล้านเยน
    สมมุติว่าทอง 10 ตันเป็นเรื่องจริง จะมีค่ากว่า 2 หมื่นล้านเยน
    ว่ากันว่าคนทำงานทั้งชีวิตในยุคนั้นก็ได้เพียง 200 ล้านเยนเท่านั้น
    เจสซิก้าตั้งสมมุติฐานว่า ใครบางคนอาจให้ทองจำนวนมากแก่ปู่ ทำให้ปู่เรียกเธอว่าแม่มด
    ทุกคนก็เริ่มคุยเรื่องยายแก่ที่มอบเงินให้ปู่ต่อ จนกระทั่งมาเรียค้านขึ้นมาว่า เบียทริซมีตัวตนจร